สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน แก้เศรษฐกิจด้วยหลักวรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน แก้เศรษฐกิจด้วยหลักวรรณะ 9 พ่อครูว่า...อยากจะวิจารณ์วิจัยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรแก้อย่างไร ถ้าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่าจะต้องให้คนรวย ทำให้คนต้องรวย แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างนั้นแก้ปัญหาไม่เสร็จหรอก แก้ไม่จบ ไม่สงบ ข้อสำคัญก็คือ แก้ไปแล้วไม่สงบ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ตอนนี้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเงิน ให้แก่ผู้ที่อายุยาวและคนจน เช่นค่าไฟค่าน้ำ พ่อครูว่า...เขาก็จะยิ่งต้องใช้สบายขึ้นเฟ้อมากขึ้น รัฐบาลช่วยแล้ว เขาก็จะยิ่งประหยัดน้อยลง ถ้ามีน้อยก็กระเบียดกระเสียรก็ยังจะประหยัด แต่นี่รัฐบาลช่วยแล้ว เป็นการแก้ปัญหาปัดสวะออกไปนิดเดียว แล้วมันจะกลับมามากกว่าเก่า แก้ปัญหาไม่สำเร็จสมบูรณ์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจควรแก้อย่างไร ขอแก้ปัญหาอย่างกำปั้นทุบดินว่าหันหน้าไปหาธรรมะพระพุทธเจ้า ให้เป็นคนชั้นสูง เป็น The Classes ทุกวันนี้คนเป็น The masses เป็นปุถุชนคนทั่วไป ต้องทำให้คนมีวรรณะที่สูงขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นวรรณะ 9 เป็นคนเจริญ แต่คนชื่อเจริญไม่ได้หมายถึงเป็นคนมีวรรณะนะ พัฒนาตนเองตามหลักความรู้ให้เป็นคนวรรณะ 9 ให้ได้ คนๆนั้นก็จะเกิดจิตใจที่มีคุณธรรม พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ สังคมก็จะอยู่กันแหละ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา แล้วลาภที่ได้มา เราเรียกว่า มวลรวมของรายได้ ก็จะเอามาเข้ากองกลาง เมื่อคนจนได้ถึงที่วรรณะ 9 ก็คือคนทำงานฟรี เป็นคนพ้นมิจฉาชีพ 5 ข้อ พ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา คนฟังแล้ว บอกว่าโต่ง คงเป็นไปไม่ได้หรอก แต่ว่าอาตมาพาพวกเราพิสูจน์ว่าเป็นไปได้ พวกเราเกิดในยุคนี้ คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นไปได้อยู่ปรากฏจริงยืนยันได้พิสูจน์ได้ เอหิปัส
อ่านต่อ
สิโก เชิญมาพิสูจน์ได้ดูได้ มีลาภโดยสุจริตแล้วเอามารวมกันกินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคีนี่คือเศรษฐกิจสูงสุดของมนุษยชาติ อาตมานำเอาทฤษฎีของพุทธเจ้ามาให้เรียนรู้ พวกเราก็เข้าใจและก็เอาตัวมา ปฏิบัติตามและก็เข้ามาอยู่รวมกันในสังคมกลุ่ม เป็นหมู่บ้านได้ อาตมาว่าทำได้ขนาดนี้ทำให้เกิดหมู่บ้านชุมชนตามนิตินัยเลย ที่ไม่ได้ยกตามนิตินัยก็มีหลายหมู่บ้านของชาวอโศก เป็นชุมชนหมู่บ้านที่อยู่กันอย่างมีวัฒนธรรม มีพฤติกรรมสังคมเป็นอยู่ร่วมกันตลอด อยู่อย่างเป็นพี่เป็นน้องอยู่อย่างเป็นญาติ อยู่กันอย่างมีคุณธรรม 9 ของวรรณะ 9 เป็นคนชั้นสูง ที่ไม่ใช่ชั้นวรรณะแบบคนอินเดีย ที่เป็นพราหมณ์กษัตริย์แพศย์ศูทร อันนี้เป็นวรรณะของพระพุทธเจ้าเลย ส่วนอวรรณะมี 6 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) วรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .
อาตมาภูมิใจที่นำมาให้พวกเราปฏิบัติได้สำเร็จ ส่วน อวรรณะ มี 6 1. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) 2. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) 3. มักมาก (มหัปปิจฉะ) 4. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) 5. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) 6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) (พตปฎ. เล่ม 1 ข้อ 20) ตรงข้ามกับ วรรณะ 9
แก้ปัญหาวิ่งไปหาปากกรายแก้ยาก ได้แต่สมบัติผลัดกันชม ที่จริงเบียดเบียนเขาแต่ไม่ให้เขารู้ว่าเบียดเบียน ทุนนิยมสร้างความซับซ้อนเอาเปรียบคนอื่นให้คนอื่นจำนนโดยตัวเองก็เป็นนายทาส เขาก็เป็นทาสอยู่อย่างนั้นออกมาไม่สำเร็จสักที พวกขยันก็ขยัน อวรรณะ ขยันเอาเปรียบเขาขยันมากๆขยันไม่รู้จักพอ ต้องใช้ความรู้ความสามารถสร้างระบบทฤษฎีมาใส่สังคม เป็นทฤษฎีที่ได้เปรียบอย่างที่เขาจำนนอย่างที่เรียกว่า หลอกคนอื่นว่าฉันไม่เอาเปรียบฉันเป็นคนเมตตาอารี เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนซับซ้อน เพราะฉะนั้น คนที่อวรรณะ ยิ่งเกียจคร้าน อันนี้แปลว่าคลุกคลีด้วยหมู่ อันนี้ แปลแล้วเกิดความซวยมหาศาลเลย สังคนิกะ ที่จริง ไม่เกี่ยวข้องไม่คลุกคลีกับกองกิเลส คณะนี้คือพวกไม่ดี ตีไม่แตกพวกยึดอยู่ในเทวะ ตีไม่แตก เพราะฉะนั้นไปอยู่กับพวกมีปัญญาตีแตกกิเลสแต่ก็ไม่คลุกคลีกับคนแบบนี้ แล้วก็จมไปไม่รู้จักอะไร จริงๆเขามีอีกคำ สังคณิกะหรืออสังสัคคะ เขาก็แปลว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่ แต่ อสังสัคคะคือไม่หลงสวรรค์ ไม่สร้างสวรรค์ เลิกสวรรค์ไปเลย ที่จริงเขาก็แปลว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่แต่ที่จริงคือไม่คลุกคลีด้วยหมู่กิเลส อย่างชาวอโศก ไม่คลุกคลีด้วยกิเลส ก็มาคบกับพวกนี้ได้แต่ไปแปลว่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ อย่างนี้แปลใช้ไม่ได้ ต้องแปลให้ชัดว่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะที่ไม่มีทางออกจากกิเลส ควรคบกับพวกที่ออกจากกิเลสได้จึงเจริญ การไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะก็ไปแปลว่าปลีกเดี่ยวไม่คบกับใคร..อย่างนี้ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าบอกว่าอยู่ผู้เดียวคือไม่มีเพื่อน 2 คำว่าเพื่อน 2 คือกิเลส กิเลสคือเพื่อน 2 มันลึกซึ้ง บอกว่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก็คือคณะกิเลส คุณอยู่กับหมู่คณะสังคม อำมาตย์พระราชาเลย แต่คุณก็ไม่มีกิเลสอันนี้คือคุณไม่มีเพื่อน 2 แต่ต่อให้คุณอยู่ในป่าเขาถ้ำ แต่คุณมีกิเลสอยู่ อย่างนี้ก็คือมีเพื่อน 2 อยู่ อยู่สงัด แต่มีเพื่อนสอง ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตาอันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง… กลิ่น... จนถึง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ (มโนวิญเญยยา ธัมมา อิฏฺฐา กันตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสัญหิตา รชนิยา) ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง (นันทิสัญโญชนสัง) ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลม แต่ชนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อน 2 ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน 2 เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน 2 (สทุติยวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล.18 ข.66
อยู่ผู้เดียวไม่มีเพื่อน 2 ภิกษุมีปกติอยู่ด้วยรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง... กลิ่น... รส... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ (มโนวิญเญยยา) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ เมื่อไม่ยินดี ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง (น โหติ นันทสัญโยชนสัง) แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ในที่สุด-บ้านก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว (เอกวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล.18 ข.67 611121_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐกิจช่วยโลกได้คือเศรษฐกิจจิตเป็น 0