สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ทานอย่างไรให้ถึงอนัตตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ทานอย่างไรให้ถึงอนัตตา พ่อครูว่า...เรื่องอัตตา อนัตตา ธรรมะของชาวอโศกไม่เหมือนกับของมหาเถรสมาคมหรือสำนักอื่นใดที่มีในขณะนี้ที่พูดกัน ไม่เหมือน จะไม่มีสำนักใดเหมือนเลย กับสำนักชาวอโศก มีบางสำนักที่พูดเรื่อง อัตตา เอาอนัตตามาพูดบ้าง แต่ก็ไม่เอาจริงเอาจัง หรือ สามารถจับตัวอัตตาตัวตนในตัวเองได้ รู้จริง ทำให้อัตตาลดลงไป หมดความยึดถือได้ จนมีคน เป็นคน ลดละได้จริง แล้ว มีธรรมะกันจริง ธรรมะที่ลดละได้บรรลุธรรม จนกระทั่งที่สุดควรบรรลุธรรมที่แท้จริง ต้องมารวมกัน ต้องมาอยู่ด้วยกันมาเป็นสังคม จนสามารถเกิดสังคมสาธารณโภคี เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาตรวจสอบ เอาวรรณะ 9 มาตรวจสอบ สาราณียธรรม 6 มาตรวจสอบ แม้แต่พุทธพจน์ 7 ของพระพุทธเจ้า พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ ก็สามารถพิสูจน์ยืนยันสภาวะเหล่านี้ได้ หรือจะเอาแค่พูดเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา เราก็ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรมให้เกิดจิตบรรลุธรรมกิเลสในจิตลดละได้ มีตัวธาตุรู้ปัญญารู้สิ่งเหล่านี้ รู้ปรมัตถ์รู้จิตเจตสิกรูปต่างๆ แล้วสามารถแยกแยะกิเลสได้ลดกิเลสได้ เกิดมรรคเกิดผลจริงๆ จนเกิดคนบรรลุธรรมแล้วอาตมาก็กล้าพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่าพวกเราปฏิบัติธรรมบรรลุผลจนเป็นสังคมอาริยะ จนกระทั่งพูดกันว่าเป็นแดนของพระอริยบุคคลอย่างแท้จริง มีพระโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์ ไม่ได้พูดอย่างเลอะเทอะ แต่หากพูดอวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตนนั้นเป็นปาราชิกเลวร้ายมาก อาตมารู้ความจริงเช่นนี้จึงไม่พูดอย่างปากเปราะให้ตัวเองได้รับอนันตริยกรรม บาปมีจริง จริงๆผลของบุญนี้ก็ยิ่งจริง จนอาตมาต้องมารื้อฟื้นเอาคำว่าบุญมาพูดให้ถูกต้อง เพราะคำว่าบุญเพี้ยนไปจนสุดเลย เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้แล้ว เข้าใจคำว่าบุญผิดไปเลย

อ่านต่อ

อาตมาขอฟื้นอีกว่าบุญไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสะสม คุณยังมีบุญอยู่นั่นซวยอยู่ คนยังต้องทำบุญอยู่คนนั้นซวย คนที่บรรลุสูงสุดเป็นอรหันต์จบการทำบุญเลย ไม่มีบุญอีกแล้ว นั่นคือคนสูงสุด คุณยังอยากมีบุญยังทำบุญอยู่คุณยังซวย ยังไม่บริสุทธิ์สะอาดอยู่อย่างนั้น อาตมาพูดอย่างนี้แล้วยังมีพยัญชนะยืนยันให้อาตมาได้ อธิบายได้ว่าไม่ได้พูดเอาเอง แต่เขาเข้าใจผิดกัน อาตมากำลังจะเอาความถูกต้องกลับคืน บุญ คำเดียวทำศาสนาจนชิบหายทุกวันนี้เพราะเข้าใจคำว่าบุญผิดเข้าใจว่าบุญคือกุศล ลงเรือลงทะเลลงนรกเลย บุญไม่ใช่กุศล แต่ว่ากุศลนั้นมันเลยขีดของกุศล บุญน่ะ บุญคืออาวุธ บุญคือเครื่องฆ่า คุณจะต้องสร้าง ปุญญาภิสังขารขึ้น สร้างประกอบ เป็นนักทำพลังงานจิตให้เกิดบุญให้ได้ การจะทำให้พลังงานจนเกิดภาวะที่มันเป็นอำนาจ เป็นพลังงานสูงสุดถึงขั้นบุญ ก็จะต้องเป็นพลังงานจึงมีภูมิปัญญาและก็ต้องมีตัวจิตจริง มีภูมิปัญญาจริงให้มีพลังที่มีฤทธิ์มีอำนาจ สามารถที่จะทำให้อำนาจของราคะ อำนาจของโทสะ อำนาจของโมหะนี้มันแพ้สลายไป อาตมาพูดตามภาษาง่ายๆตามสภาวะที่อาตมามีจริงไม่ได้เอาตามตำราอันไหน ก็ไม่เคยเห็นตำราอันไหนมีแบบนี้ อาตมาไม่ได้เป็นนักศึกษาก็เลยไม่รู้ว่ามีพลังงานแบบนี้หรือเปล่า แต่ต่อมาว่าอาตมาอธิบายเองคือสภาวะความรู้ที่อาตมามีเอง เข้าใจบุญไม่ถูกต้องก็เลยสร้างพลังงานจิตให้เกิดบุญขึ้นมาไม่ได้ มันก็ไม่มีอาวุธฆ่ากิเลสได้จริง พลังงานขั้นบุญไม่เกิด ยกตัวอย่างเช่น ทำทานก็อยากได้ผลทาน คุณอยากได้ผลทาน ไม่มีสิทธิ์ที่จะเกิดบุญเลยเพราะเป็นภพชาติ ทาน เอาออกจากตัวเองให้แก่คนอื่นไป จิตวิญญาณของคุณจะเป็นบุญหรือรู้จักจบ คุณให้ไปแล้วเอาออกไปจากคุณไปก็จบ เอาออกจากความเป็นเราของเรา จิตก็ต้องเอาออกจากความเป็นเราไม่มีของเรา จิตของเราไม่ได้นึกว่าเราไปให้ ของเราไปเป็นของเขา ให้แล้วก็จบอาการ ถ้ายังบอกว่านั่นเป็นเราของเราอยู่ ก็จะเกิดความเป็นตัวตนเป็นภพชาติ ยิ่งให้ไปแล้ว จะต้องไปทำประโยชน์กลับคืนมาให้แก่ตัวเอง ให้แล้วก็ต้องสูญมายึดถือเป็นเราเป็นของเรา หากยังอยากได้อะไรกลับมาก็ยังไม่รู้จบทานต้องไม่มี สาเปกโข ไม่มีหวังว่าจะได้อะไรกลับมาเลย ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก นี่คือทาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สัมมาทิฏฐิ 10 หากไม่สัมมาทิฏฐิ 10 ปฏิบัติธรรมไม่มีผล ทาน ศีล ภาวนา แค่ทานตัวแรก มีกรรมชัดๆยื่นของให้คนอื่น มี กายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมให้จริงหรือเปล่า คุณให้แล้วยังมี สาเปกโข ให้แล้วยังไม่พอไปทวงคืน ไปยึดถือเอาคืนมา ได้ผลตอบแทนจากทาน ก็ดีใจ ถ้าไม่ได้ก็ไปบุกลุย แย่งชิง ตีรันฟันแทงเอาคืนมาให้ได้ ให้ทานเป็นของ ต้องการแลกอย่างละเอียดเป็นสุขต่อมา เป็น สรรเสริญ ต่อมาเป็น ยศ ต่อมาเป็นลาภ พวกนี้ไม่ได้ทานจริงให้แล้วยังมีของแลกเปลี่ยน ถ้าต้องการ ภพ ก็เป็นจตุมหาราช แย่งชิง ลาภ ให้ไปแล้วก็ต้องใช้คืนต้องมีดอกเบี้ย ได้ยศได้อำนาจได้สรรเสริญชมเชยยกย่องว่า ฉันได้ทำทานเป็นเจ้าของเป็นผู้ให้แล้วก็หลงเสพสุขตัวเองว่าตัวเองเป็นผู้ที่ให้ เขามาตอบแทนก็ยิ่งหลงใหญ่เลย เป็นจาตุมหาราชิกา ได้มาตอบแทนยินดีเป็นดาวดึงส์ แล้วติดยึดเป็นยามา ให้ไปทีเดียวและขอตอบแทนมาหลายทีก็ยิ่งดีๆ แล้วก็ถึงจุดพัก ดุสิต แต่ยังไม่พักยังมีภพชาติต่อไปอีก ดีไม่ดีให้คนอื่นมาช่วยจำอีก อย่างบางคนมีลูกน้องมาขอเกาะตำแหน่งเกาะเอายศศักดิ์ ทางการเมือง เป็นผู้นิรมิตให้ นิมมานรดี แล้วเก่งสุดยอดคนอื่นเนรมิตให้เราหมดเลยเป็นปรนิมมิตวสวัตตี นี่คือสิ่งที่ไม่รู้จบอธิบายง่ายๆ แต่พอจะฟังรู้เรื่องกันไหม ถ้าเราสามารถเข้าใจแล้วว่า เทวดานั้นเป็นภพชาติ อย่าไปคิดสร้างอย่าไปคิดมีอะไรเลย ขนาดเรารู้แล้ว บางคนยังอยากจะไปมีอะไรอยู่บ้าง อย่าไปอยากได้อะไรจากใคร ตนเป็นที่พึ่งของตนเท่านั้น นอกจากต้นแล้วไม่มีใครพึ่งได้ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ โกหิ นาโถ ปโรสิยา ตนเป็นที่พึ่งของตนนอกจากตนแล้วไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้ได้ ถ้าผู้ใดเข้าใจชีวิตคือกรรม คุณทำทานก็เป็นกรรมชนิดหนึ่ง ผู้ที่สามารถสัมมาทิฏฐิว่าทำทานนั้นมีมรรคผล อัตถิทินนัง ทำทานแล้วมีผล คุณต้องรู้ว่าผลคืออะไร ผลคือโลกุตรธรรม ผลคือการลดกิเลสได้ ทานก็ต้องลดกิเลสความโลภ ทานแล้วต้องลดโลภ แต่ยิ่งทานแล้วสาธุขอให้ได้สวรรค์วิมาน 8 ชั้น วิมานเฟส 2 เฟส 3 เฟส 4 เละไปหมด มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้น ทำทานอย่างมีภพชาติต้องการสิ่งตอบแทนให้แล้วไม่รู้จักจบ เหตุใดจะต้องมีคืนดีไม่ดีออกดอกเบี้ยอีก มันต้องทำใจของตัวเราเอง ว่าเราให้แล้วอย่าไปจำว่าเราเป็นผู้ให้ อาตมานี้จะกลายเป็นคนนิสัยเสียสัญญาเสีย สัญญาความจำเสีย ให้เขาก็จำไม่ได้ เขาให้แล้วก็จำไม่ได้ใครให้มา ไม่จำ ให้เขาไปแล้วก็ให้หรือยังนะ นิสัยเสีย สัญญาเสีย จนกลายเป็นสิ่งบกพร่อง อาตมาก็พยายามจำ เราเป็นผู้ให้ ให้ใครก็จำไม่ได้รู้แต่ว่าได้ให้ก็จบ แต่เขาให้เราแล้วเราไม่จำเขาเลยมันก็ไม่ค่อยดีนะ ขออภัยจริงๆ คนที่ให้แล้วอาตมาจำไม่ได้ บางคน ขออภัยจริง ก็จำว่าเขาให้ทานบริจาคอะไรมา บางคนให้ทานเป็นล้าน อาตมาก็จำไม่ได้ เข้ามาพบอีกก็เหมือนกับคนที่ไม่ได้ให้อะไรกับอาตมา เขาก็คงน้อยใจ อะไรนะจำไม่ได้ว่าเคยให้ทานเป็นล้าน อาตมาก็เสียอย่างนี้ นี่เรื่องจริงเลยนะ อาตมาก็ต้องขออภัย เป็นจุดบอดของอาตมา สมณะเดินดินว่า...แม้แต่กินอะไรก็จำไม่ได้ พ่อครูว่า..อาตมาต้องการแคลอรี่ต้องการพลังงานมาคิดมาเขียนหนังสือทำตำรามาสอน มาพูดอธิบาย แม้แต่การนั่งการนอนหลับก็มีแต่เรื่องคิดว่าจะสอนอะไร เรื่องนี้เรื่องนี้ บางคืนคุยกับเทวดาละเอียด หลายเรื่องเอามาสอนไม่ไหว มันไปมากมาย หรือแม้แต่ตื่นมา ก็อยู่กับธรรมะ หลับไปก็อยู่อย่างนี้ ชีวิตทำงานกับธรรมะอยู่กับธรรมะไม่มีอะไรอย่างอื่น หนังเรื่องอาตมาก็ขอเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งมา แม้แต่พลังงานบางอย่าง อาตมาเก็บพลังงานที่สูญเสียไม่เข้าเรื่องเอาไว้หมด ไม่สูญเสียพลังงานเอาพลังงานมาใช้แต่เรื่องทำงานพวกนี้ ให้เป็นประโยชน์

เราก็ต้องมีประโยชน์ทางโลกบ้างทางธรรมบ้าง ทางโลกอาตมาก็ทิ้งมาได้ ก็สบายเพราะเราเข้าใจจะให้คลุกลงไปทำจริงๆก็เคยทำมาแล้ว ทางเศรษฐกิจอาตมาก็ภาคภูมิใจที่พวกเราทำได้ ถึงขั้นสาธารณโภคี แล้วก็เป็นบุญนิยม ที่เป็น 4 ขั้น ขั้นที่ 1 เราจะต้องไม่ขายเกินราคาตลาด ต้องต่ำกว่าราคาตลาด แต่ไม่ได้เอาเปรียบอย่างทุนนิยม อัตราต่ำที่สุดแย่ที่สุดจนกระทั่งขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุนเท่าไหร่ก็เจริญมากขึ้นเท่านั้น เป็นผู้ช่วยเศรษฐกิจโลก เป็นผู้ทำงานช่วยเหลือเศรษฐกิจโลกเป็นผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่โลก ได้ช่วยเหลือสังคมประเทศชาติแก่โลกด้วยซ้ำไป นักเศรษฐศาสตร์สูงสุดคือนักเสียสละ ไม่ใช่นักเอาเปรียบ เศรษฐกิจเจริญสูงสุดคือเราลดการเอาเปรียบได้ เราลดกำไรจากโลกได้ เราขาดทุนให้โลกได้ เป็นเศรษฐกิจเจริญ เราขาดทุนให้แก่ผู้อื่นได้เป็นเศรษฐกิจเจริญ เราขาดทุนให้แก่โลกได้เราต้องอยู่ได้นะ เราไม่เป็นหนี้และเราก็ไม่เบียดเบียนใครด้วยนะ เราก็มีเหลือส่วนของเราถึงได้เอาไปขาดทุนให้แก่โลกได้ เป็นคนมีเศรษฐกิจดีนะ เศรษฐกิจช่ัวคือเอาของเขามาไม่มีที่สิ้นสุด พวกรวยแล้วรวยอีกไม่รู้แล้วคือพวกชั่วที่สุด อาตมาไม่ได้ด่า แต่พูดสาระธรรมพูดสัจธรรม คนที่โลภมากรวยเท่าไหร่ไม่รู้จักพอคือพวกชั่วมากที่สุด คนมีสันตุฏฐีธรรมคือพวกเจริญเอาไว้น้อย หรือไม่เอาเลย อาตมาประสบผลสำเร็จที่ทำงานแล้วไม่เอาอะไรให้แก่ตัวเองเลยเป็นสาธารณโภคีเข้าแก่กองกลาง มีเหลือมากก็สะพัดไปสู่ผู้อื่น อาตมาสร้างราชธานีอโศกสร้างโรงเรือนสร้างแม่น้ำลำธารสร้างน้ำตก เพื่อให้คนอื่นได้มาอาศัยใช้สอย แม้แต่ทำที่เพื่อขาย ให้คนอื่นมาขาย เราทำไปขายด้วย มะละกอมีเยอะแยะเลย ขาย 5 ลูก 1 บาท เอามาขายบ้างมันเยอะแยะเต็มไปหมด ขายลูกละบาทก็ได้ มาซื้อสิ เราพูดจริง เราไม่ได้เป็นภาระแก่ผู้บริหารประเทศชาติว่าจะต้องช่วยสังคมเศรษฐกิจ ของเรามีช่วยสังคมเศรษฐกิจ เป็นผู้ที่จนสำเร็จด้วยคือผู้ที่ขาดทุนคือกำไร และกำไรตลอดเลย พูดอย่างภาษาสิริมหามายา ขาดทุนของเราคือกำไรของเราคือภาษาสิริมหามายา เราขาดทุนตลอดเพราะฉะนั้นเรากำไรตลอด ใจของเราชัดเจนนะว่าเรากำไร เราไม่ได้พูดปากเปล่า เราไม่ได้เป็นคนตลกๆอะไร เราไม่ได้เป็นจอมมายาอะไร แต่เป็นเรื่องจริง เราขาดทุนให้แก่คนอื่นได้นี่แหละคือเราสบายใจ เรามีประโยชน์เราเป็นนักเศรษฐกิจนักเศรษฐศาสตร์ เราเป็นผู้ช่วยโลกช่วยเศรษฐกิจ เราไม่ได้เอาของเขามาเลย เป็นผู้ที่มีเศรษฐกิจดีมาก นี่เป็นสัจธรรม ฟังธรรมะที่อาตมาพูดให้ดี พวกเปรียญ 9 แม้แต่พวกเศรษฐศาสตร์ปริญญาเอกก็ไม่พูดอย่างอาตมาหรอก อาตมานี้พวก Post Doctor หรือด๊อกเตอร์หลายโพด ภาษาอีสานนะ อาตมาอธิบายนี้ไม่ใช่เรื่องนอกรีต นอกสัจธรรมแต่เป็นความจริง และเป็นความจริงที่เป็นไปได้ไม่ใช่สุดโต่ง ยุคนี้คนก็ทำได้อย่างพวกคุณนี้ทำได้ จริง คนมาเอหิปัสสิโก ท้าทายให้คนมาดูได้นะ อาจหาญแก้วกล้าจริงหนอ อาสโภ กล้าหาญ ยืนยันสัจธรรมและจิตใจคุณมีจิตใจอยากอวดโอ่สาเฐยจิตหรือไม่ ไม่มี ยืนยันความจริงให้ฟังว่าในยุคนี้ยังมีคนจริง เพราะฉะนั้นประเทศไทยยังมีธรรมะที่เป็นโลกุตระ ยังมีคนทำได้จริง ไม่มีสังคมที่เป็นองค์รวมมีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอย่างนี้จริง ถึงขั้นสาราณียธรรม 6 มีจริง จึงเกิดพุทธพจน์ 7 เกิดจากจิตของพวกเรามี พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ ที่แท้จริง ยืนยันได้ว่าพวกเราเป็นเอกภาพเป็นปึกแผ่น เอกภาพเป็นปึกแผ่น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความขัดแย้งมีน้อยที่สุด จากสังคมทั้งโลกเขามีมาก น้อยกว่ามาก ข้างนอกเขาขัดแย้งกันเยอะ พวกเราขัดแย้งกันพอเหมาะ ถึงแน่นอน เราตรวจสอบเรื่องขัดแย้ง ก็เป็นธรรมดา Unity of diversity เป็นความหลากหลายของเอกภาพ แล้วอยู่กันอย่างสงบ หลากหลายแตกต่างกัน พวกเรามี นัยยะละเอียดแตกต่างกันหลากหลายมุม แต่ขัดแย้งกันพอเหมาะ ไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรกันมากไม่ทะเลาะกันยังอยู่ในขั้นที่เป็นสามัคคียะ อวิวาทะ พวกเราไม่มีการตีรันฟันแทงทะเลาะวิวาทกัน เป็นการพิสูจน์พุทธพจน์ 7 สังคหะ ช่วยกันสร้างสรรอนุเคราะห์โลก เกื้อกูลผู้อื่นช่วยเหลือเจือจานเสียสละ มีความเคารพกัน ครุกรณะ รักกันอย่างมีมิติที่สูงด้วย ระลึกถึงกัน พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้แม้จะเป็นลูกคนละพ่อและแม่มา มาอยู่ที่นี่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งอาตมาภาคภูมิใจที่อาตมาได้นำธรรมะพระพุทธเจ้ามาให้ปฏิบัติ แล้วปฏิบัติกันได้ มีเรื่องจริงเกิดจริง อาตมาจึงภาคภูมิใจธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เป็นหมัน แม้จะเป็นเรื่องยาก อย่างจนกลายเป็นว่าชาวอโศกนี้ ชาววงการศาสนาพุทธ ลอยแพ พวกเรา แต่อาตมาไม่ปล่อยให้พวกคุณถูกมรสุมตกนรกๆ แพพวกคุณจะตกนรกแล้วอาตมาจึงต้องช่วย จึงต้องบอกว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่าไปทางนั้นมันเป็นทางนรก ก็ต้องบอกต้องพูดอยู่อย่างนี้ ห้ามอาตมาไม่ได้ แต่มันไม่มีเรื่องอะไรจะพูดนอกจากช่วยผู้ที่ตกนรก ช่วยพวกที่ไม่ขึ้นสวรรค์ไม่ไปนรกเป็นโลกุตระอย่างพวกเราก็มาอยู่แล้ว อาตมาไม่ส่งเสริมสวรรค์เพราะอะไร เพราะสวรรค์มันเลวร้ายยิ่งกว่านรก คนรวยจะไม่กลัวสวรรค์จะไปกลัวนรกอาตมาจะไปส่งเสริมสวรรค์ทำไม มันไปติดสวรรค์นั้นแย่ยิ่งกว่าเจอนรก นรกไม่มีใครอยากเอา แต่สวรรค์มันกระโดดเข้าใส่แล้วมันเป็นภพชาติด้วยกันทั้งนั้น นรกกับสวรรค์นั้นแยกกันไม่ได้ คุณมีนรก 1.1 ก็มีสวรรค์ 1.1 คุณมีนรก.001 คุณไปหลงสวรรค์.001 เท่านั้นเอง คุณไปสร้างสวรรค์.001 คุณก็ได้นรก .001 สวรรค์นรกเป็นเรื่องของภพชาติ ศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกที่นี่ถึงไม่ได้สอนเรื่องสวรรค์ สอนแต่นรก คุณเลิกจากนรกได้ก็ไม่มีแล้วสวรรค์ก็จบแล้ว มันเป็นของคู่แยกกันไม่ได้มันเป็นเทวะ มันทำให้เหลือแต่อย่าสร้างสิ่งที่เป็นกุศลอย่าไปสร้างสิ่งเป็นนรกแท้ แม้แต่กุศลก็เป็นภพชาติ ต้องสร้างอย่างบุญเลยไม่ต้องมีสวรรค์ไม่มีนรก ฆ่าภพชาติสวรรค์อัตตาเลย นี่คือทางที่สั้นที่สุดไม่ถือว่าเป็นทางลัด คุณทำได้คุณก็รู้สภาวะจิตของคุณว่า นี่เรายังอยากมีภพชาติยังอยากได้สวรรค์หรือไม่ หากยังมีคนก็ไม่จบง่าย มันจะเรื้อรังมันจะเป็นภพชาติ ถ้าคุณเข้าใจว่าจิตมันยังมีความหวังอยากได้อันนั้นอันนี้อยู่ต่อ คุณมาทำปัจจุบันนี้ ให้เป็นกลางเป็นศูนย์ ไม่มีผลักไม่มีดูดไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ ไม่มีเทวะ ไม่มีธรรมะ 2 อย่างเก่งมันมีธรรมะ 1 หรือ 0 ให้ได้ จะต้องอธิบายกันว่า 0 คืออะไร 1 คืออะไร 1 คือเราจะต้องใช้พลังงานให้มันมีอยู่ แต่ 0 ก็คือคุณทำได้ก็ไม่ต้องมีแล้ว ศูนย์ไปเลย จิตของคุณก็ว่าง 0 เลย มันมีสักอย่างในจิตของเราไหมที่โลกเขาก็ยังมีอยู่ อย่างเช่นวันเพ็ญเดือนสิบสองเขาก็ต้องไปสนุกกันแต่จิตใจของพวกคุณ 0 ไหม มันก็ไม่มีมันก็ชัดเจน มันจะมีอย่างนี้ เราไม่เอาแล้ว แล้วไปว่าเขา ไปมองเขาไปข่มขี่เขา อย่าให้เป็นอย่างนั้นให้จิตใจเป็นกลางๆเป็นธรรมชาติธรรมดาของคน หรือคุณก็สงสารเขาจะช่วยเขาได้อย่างไร จิตใจมีเมตตาเกื้อกูล แต่ไม่ต้องถึงกับเมตตาใหญ่ งานของเราก็เยอะอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงว่าเราไม่มีจิต ที่นี่จะลอยกระทงไหมก็มีหลักฐานให้ลอย ถ้าจะเปิดทางเราก็ทำได้ทุกแห่ง มีที่จะลอยกระทง ถ้าหากเปิดให้ลอยกระทงที่นี่เราหนักเลย เรื่องอะไรเราจะไปทำเสีย อาตมาเคยพูดถึง เรื่องของจารีตประเพณีหลายอย่างมันเสียมาก ลอยกระทงก็เถอะ ประเพณีสงกรานต์ ทานก็ขอผ่านไปก่อน ไปอ่านทานสูตร อ่านแล้วทำความเข้าใจให้ดีสวรรค์ 6 ชั้นเป็นอย่างไรไม่มีสวรรค์เป็นอย่างไรทำทานอย่างไม่มี สาเปกโข เป็นอย่างไรหากเข้าใจแล้วก็จะปฏิบัติถูกต้อง มาพูดถึงสัมมาทิฏฐิข้อที่ 2 ยิฏฐังคือ ยัญพิธี พิธีการก็เพื่อลดกิเลส แต่นัตถิยิตถัง คือไม่มีผลลดกิเลส เดี๋ยวนี้ วิธีการพิธีกรรมอะไรเพื่อให้กิเลสลด วิธีทำศีล วิธีทำสมาธิ ศึกษาปริยัติ แล้วให้ปฏิบัติตามกุศโลบายของอาจารย์ก็เพื่อให้เรากิเลส เรียกว่ายัญพิธีมีผล แต่ทุกวันนี้ยันพิธีไม่ใช่เพื่อลดกิเลส ใครเป็นพิธีการที่จะต้องได้บุญกุศล ได้สวรรค์วิมาน หนักเข้าก็วิธีหาเงิน หมด พิธีรักษาศีล 8 พิธีอะไรก็แล้วแต่ ตั้งชื่อมามากมาย ทั้งนั้น อย่างมีพิธีก็กลายเป็นพิธีสมถะ ไม่ได้เรียนรู้กิเลสไม่ได้เรียนรู้เวทนาในเวทนา มีแต่ทำให้จิตหยุดนิ่ง ซึ่งมันไม่ใช้เลย ศาสนาพุทธให้เรียนจิตเดินจิตวิ่ง ไม่ใช่ให้จิตนิ่งแล้วจับกิเลสในจิตวิ่งนี้ให้ได้ แล้วให้กิเลสลดลงจึงจะนิ่ง จิตจึงจะเกิดปัสสัทธิสงบไม่ใช่กดให้จิตเกิดสมาธิเท่านั้น ศาสนาพุทธมันต่างไปอย่างนี้ คำว่าสงบในภาษาไทย แต่ความเป็นสภาวะของความสงบของพระพุทธเจ้านั้นคือกิเลสมันสงบจิตใจจะยิ่งเร็วยิ่งแรง จิตใจยิ่งคล่องตัว เป็นกายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา เวทนา สัญญาสังขารยิ่ง คล่องแคล่ว วิญญาณก็จะยิ่งคล่องแคล่วปราดเปรียวเร็วไว ไม่ใช่ยิ่งเฉื่อยยิ่งตื้อ กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา เขาก็แปลกันรู้เรื่องได้แต่เขามีสภาวะกันไหม อภิธรรมเขาแปลจากพยัญชนะสระพยัญชนะเป็นตัวตนเป็นวิมาน อาตมามุ่งเข้าสู่สภาวะแล้วแปลโดยอัตโนมัติ หากอาตมาสอนผิดเป็นวิบากกรรม อาตมาจะไปทำทำไม อาตมารู้ศรัทธาเรื่องกรรม กรรมที่เป็นวิบากบาปทำทำไม อย่างน้อยกรรมต้องเป็นกุศลหรือว่าเป็นบุญได้ก็ยิ่งดีเลยคือการฆ่ากิเลส ถ้าได้กิเลสก็หมดลงไปทันที การทำทานก็ดี จะถือศีล หรือจะปฏิบัติอย่างไรมีวิธีปฏิบัติมี ยิฏฐัง จังใดก่อให้เกิดพลังงานบุญชำระกิเลสได้นั่นคือ อัตถิ อัตถิทินนัง อัตถิยิฏฐัง หุตังคือ จิตของคนเกิดผล ก็คือการทำทานทำพิธีกรรมและเกิดผลที่จิต ท่านแปลว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ฟังแล้วต้องไปนอนสลบสัก 3 วัน สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผลหรือไม่ ก็เลยคิดกันว่าจะต้องเอาไก่เอาเป็ดพะโล้ เอาหัวหมูไป บวงสรวงไปให้ หากว่าหัวหมูแหว่งไปครึ่งนึงบอกว่าวิญญาณมาเอาไปกิน แท้จริงแล้วมีสุนัขขึ้นไปกิน น่าสงสาร บางคนเขาบอกว่ากลิ่นมันจางลงไปรสมันจางลงไป พูดไปแล้วน่าสงสารพวกนี้ เพ้อเจ้อเลอะเทอะไปน่าสงสาร กลายเป็นเรื่องจารีตประเพณีพิธีสังเวยบวงสรวงกันไป แปลตามพยัญชนะเป็นเรื่องเทวนิยม เป็นภาษาเทวนิยมเก่าตามโบราณ แต่สมัยนี้มันไม่ได้แล้ว แปลกันไม่ออกด้วยพูดกันไม่รู้เรื่อง ทานที่ให้แล้วมีผล ยันต์พิธีที่บูชาแล้วมีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ในสัมมาทิฏฐิ 10 ใน 3 ข้อนี้ ผลที่ได้ของจิตต้องรู้ว่าจิตลดละกิเลสทำให้เกิดบุญได้ลดกิเลสได้หรือไม่ ข้อที่ 4 ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ผลของโลกุตระจะไม่เป็นวิมานเป็นกุศล แต่ผลคือการฆ่ากิเลส เป็นปุญญภาค ผลสมบูรณ์เป็นปุญญภาคิยะ ผลของบุญคือทำให้เสียทำให้สลายทำให้กิเลสลดได้ ผลของบุญคือเสียไป สละไปได้สละกิเลส ส่วนบุญคือส่วนกิเลสตายกิเลสมันจางกิเลสมันลดลงไป นั่นคือส่วนแห่งบุญ ถ้าหากกิเลสลดหมดก็สิ้นอาสวะเป็นอนาสวะ หากสาสวะกิเลสยังไม่สิ้น เป็นพระเสขบุคคลไปตามลำดับ ปุญญภาคิยะ ส่วนแห่งบุญ คุณก็เจริญไปตามลำดับ ขันธ์ของคุณก็สะอาดขึ้นเรื่อยๆ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เป็นอุปธิเวปักกา ผลกิเลสลดลงจิตก็เจริญขึ้น ถ้าหากทำสมาธิอย่างนี้ก็ทำกรรมทุกอย่างที่สะอาด เป็นการปฏิบัติใดๆก็แล้วแต่ กรรมเหล่านั้นเป็นสุกตทุกกฏานัง กรรมวิบากของพุทธก็เป็นโลกุตระ มีกตญาณ แปลว่าดีแล้วเสร็จแล้ว สุคตะ ไม่ใช่สุคโต ที่เป็นสวรรค์วิมาน พระพุทธเจ้าเป็นสุคโต แปลว่าเสด็จไปดีแล้ว คือท่านจะยังมีการเดินทางไปเป็นกุศล มีการเกิด ล้วนแล้วมีแต่ กุสลสูปสัมปทามีแต่ดี เป็นสุคะโตมีแต่ดี ยังเป็นสภาพที่มีไม่ใช่สภาพไม่มี 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ โลกคือสิ่งที่ยังต้องสังขารเป็นการปรุงแต่งยังต้องวน คุณยังมีกิเลสก็ยังมีโลก เป็นโลกสมุทัย หากคุณเองทำให้โลกนี้ไม่มี ก็เป็นโลกนิโรธ คือดับ ดับอะไรดับความวน จิตของคุณไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา จิตของคุณไม่มีโลก โลกนี้มี จิตของคุณยังมีกิเลส ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์ทำจิตให้ไม่ไปไม่มาได้แล้ว ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่เหนือ เป็นอุตรจิต อยู่เหนือโลก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ดีได้แข็งแรงขึ้นเป็น มุทุภูเต สูงขึ้นก็เป็นความสามารถเป็นเรื่องจริงของแต่ละคน โลกหน้าอย่างโลกียะ ก็คือโลกที่มีภพชาติ ตายจากนี้แล้ว จะต้องไปเกิดต่อมีชาติหน้าอีก ผู้ที่เป็นคนอวิชชา ยังเกิดต้องมีชาติหน้าอยู่ตลอดกาลนานไม่มีวันจบ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์จบโลกหน้าได้ ไม่มีโลกหน้าแล้ว แต่จะเกิดโลกหน้า ด้วยการมี ปณิหิตตังจิตตัง ตายแล้วก็ตั้งภพชาติต่อไปอีก ภพชาติที่จะเกิดก็ไม่เป็นภพชาติที่เป็นกิเลสแต่เป็นภพระดับวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ไม่มีภพเป็นความประสงค์เป็นความปรารถนาที่จะทำได้ แล้วจิตเป็นได้แล้ว จิตใจไม่ได้วนอยู่ในโลกีย์ด้วยกาม โดยเฉพาะอัตตาก็ไม่มีทั้งคู่ จึงเป็นคนที่ไม่มีภพไม่มีชาติแล้วเกิดอีกก็ไม่มีภพไม่มีชาติ วิภวะ เป็นความปรารถนาต้องการที่ทำให้ไม่มีภพได้แล้ว หากว่าอาตมาไม่ใช่โพธิสัตว์อธิบายเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก ถ้าอาตมาเอาของจริงที่อาตมามีเองมาพูด รับรองว่าผู้ที่เรียนเปรียญ 9 จบดอกเตอร์ทางอภิธรรม ฟังอาตมาพูดแล้วบางคนเข้าใจได้ บางคนเพ่งโทษเอาอะไรมาพูด กูรูไม่เคยได้ยิน โลกนี้โลกหน้าสำคัญ ถ้าใครสามารถเข้าใจโลกนี้ โลกหน้าคือโลกุตระ ถ้าเป็นโลกปรมัตถ์คือกิเลสยังมีภพชาติ หากโลกหน้าสูงสุดคือการไม่หยุดเกิด อรหันต์เกิดอีก เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญต่ออีกช่วยมนุษยชาติสืบสานพระศาสนาพระพุทธเจ้าต่อ เถรวาท เขาเอาอรหันต์ชาติเดียวตายแล้วสูญเลย อุจเฉททิฏฐิ เขาจะพูดไม่รู้เรื่อง เรื่องพวกนี้ อาตมาก็เอาเรื่องพวกนี้มาพูด พูดเรื่องโลกนี้โลกหน้าให้เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติได้เกิดมรรคผลเป็นโลกนี้โลกหน้า ยิ่งต่อจากนั้นไปยิ่งยาก แม่มี พ่อมี สัตว์โอปปาติกะ มี อาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . อธิบาย บิดาคือเหตุปัจจัยของพระธรรม ส่วนมารดานั้นคือคนคือผู้สอน ถ้ามีบิดามีมารดา เป็นผู้สอนมีพระธรรม ก็ครบธรรมะ 2 ช่วยสัตว์โอปปาติกะ คนมีจิตวิญญาณเป็นสัตว์โอปปาติกะ ทำให้สัตว์โอปปาติกะเกิด ไปตามลำดับเป็นอริยบุคคล เกิดโลกโลกุตระ ไม่ใช่วนแค่โลกโลกียะ สมณะเดินดินสรุป...611123_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำบุญสัมมาทิฏฐิจึงตีเทวะแตกถึงอนัตตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน