สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญต่างจากทานเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญต่างจากทานเช่นไร _การทำบุญ=การทำลายล้างอกุศลกรรมใหม่ การทำทาน=การสร้างกุศลกรรมใหม่ เพราะฉะนั้นควรจะทราบไว้ด้วยว่าการจะทำลายล้างกิเลสนั้นจำเป็นต้องมีเครื่องมือ ปัญญา=เครื่องมือทำลายล้างกิเลส จึงควรที่จะสั่งสมปัญญาพิจารณาธรรม แบบนี้ ถูกต้องไหมคะ พ่อครูว่า...บุญมาจากบาลีว่า สันตานังปุนาติ วิโสเทติ คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจด ไปทีละส่วนคือส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา คือกำจัดกิเลสได้ แต่เราไม่ได้นะ ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้อะไรเลยมีแต่สิ่งที่จะหลุดออกไปจากจิตใจ เจริญขึ้น แล้วไม่มีผลอะไรสะสม กิเลสหมดไปก็ไม่ได้สะสมอะไรไม่ได้สะสมกุศล บุญนั้นไม่มีอะไรจะสะสม จนสามารถสิ้นอาสวะ หมดจนกระทั่งไม่เกิดอีก ก็ไม่ต้องทำบุญอีกเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร บุญไม่มีแล้ว ปรุงแต่งไม่มีบาปอกุศลให้ชำระอีกแล้ว ไม่มีบาปเป็นสภาวะซับซ้อน คนไม่มีสภาวะจะยาก คนที่แปลอปุญญาภิสังขารว่า สังขารเป็นบาปนั้นผิด บุญก็คือบุญ อปุญญะคือไม่ต้องทำบุญอีก พระอรหันต์ทุกพระองค์หรือพระพุทธเจ้าก็เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ คนที่ไม่มีสภาวะของโลกุตระจะเข้าใจอันนี้ได้ยาก มันเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก การทำทานเท่ากับการสร้างกุศลกรรมใหม่ ทาน เป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตระก็ได้ ถ้าคุณทำทานแล้วสามารถอ่านจิตตัวเอง ว่าในขณะคุณให้นั้นจิตของคุณให้หรือเอา จิตของคุณที่มีอาการต้องการเอา เอามาให้แก่ตน เอามาเป็นของตัวของตนเอง ยังหวังที่จะได้จากการให้ คุณก็ให้ไม่ขาด คุณให้ไม่จริง คุณไม่ได้ให้ คุณต้องการแลกเปลี่ยน และคนที่ต้องการแลกเปลี่ยนมาก ให้ไปแล้วเอาคืนมามากๆเยอะแยะ ไม่มีใครทำทานไป 10 ต้องการคืนมา 2 ต้องการคืนมา 5 ส่วนใหญ่ไม่มี คนที่เข้าใจการทำทาน สภาวะคือการให้ ให้คือให้ หากจิตต้องการเอาขึ้นมามันก็มีตัวตนตัวกู
อ่านต่อ
ของกู ไม่ได้เป็นทานจริงไม่ได้ให้จริงยังเอาคืนอยู่ และที่แน่ๆไม่มีใครให้ไป 500 แล้วจะเอาคืน 400 300 ให้ไปเท่านั้นแล้วจะเอาคืนมากกว่านั้นต่างหาก ก็ยังต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนคืนมาต้องการกลับมาเรียกว่าความหวัง สาเปกโข เป็นการทำทานที่ไม่มีอานิสงส์ ทำทานต้องไม่หวังอะไรตอบแทน หากว่าหวังอะไรตอบแทนจะมีภพชาติ ต้องการกลับมาแล้วได้ชื่นใจก็เป็นสวรรค์ดาวดึงส์ แล้วอยากให้อยู่นานๆ เรียกว่าสวรรค์ชั้น ยามา แล้วก็ต้องการสุขแบบไม่มีพักเลยไม่มีดุสิต ที่เป็นฐานพักคุณก็ไม่พักโง่ซ้ำซ้อน แล้วเอาแต่เนรมิต เกิดภพชาติ สวรรค์ทั้ง 6 คือของเลว ผู้ใดที่ยังมีสวรรค์ก็คือไม่เป็นอรหันต์ สวรรค์นั้นไม่ใช่ของดี สวรรค์มีภพมีชาติ นี่คือศาสนาที่ตีเทวะแตก ส่วนศาสนาที่ตีเทวไม่แตกจึงไม่มีนิพพานไม่มีธรรมะ 0 ธรรมะ 1 พวกที่มีสวรรค์นรกนิรันดร เขาหาว่าศาสนาพุทธไม่เป็นศาสนาเพราะไม่มีจิตวิญญาณ ที่จริงแล้วศาสนาพุทธตีแตกจิตวิญญาณ ถ้ายังมีคนเป็นจิตนิยาม แม้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์อย่างอาตมา อาตมาก็อาศัยจิตวิญญาณ แต่ไม่ได้ยึดถือจิตวิญญาณเป็นเราเป็นของเรา อาตมาเป็นคนไม่มีจิตวิญญาณ 0 อาตมา แต่ตอนนี้ยังไม่ 0 ยังมีอยู่ยังไม่ตาย เป็นอมตะบุคคลคือยังไม่ยอมตายยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน กิเลสตายเกลี้ยง“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ที่พูดนี้เป็นการยืนยันสัจจะความจริง ไม่ใช่เดาว่าใครคืออรหันต์ ซึ่งมันไม่มีความมั่นใจที่จะยืนยันได้ อาตมาเอาสภาวะมาพูด แสดงธรรมด้วยสภาวะ ส่วนพยัญชนะดูเหมือนผิดแต่อาตมาว่าไม่ได้พูดผิด แต่คุณตีความสิริมหามายาไม่ได้ หมุนสมองไม่ทันสมัย เขาตีไม่ออก เขานึกว่าจิตวิญญาณต้องเป็นอยู่นิรันดร อย่างนี้ไม่สามารถแยกเป็น 1 เป็น 0 ได้ หากว่าสามารถทำ 0 ได้ก็สามารถทำให้ไม่ทะเลาะกัน ไม่ว่าจะเป็น 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ก็ตาม ถึงนิรันดร ไม่มีที่สิ้นสุด สรุปว่าทำทานอย่างอย่าไปสร้างกิเลสสร้างภพชาติ การจะทำลายกิเลสต้องมีเครื่องมือคือปัญญา คนที่สั่งสมปัญญา จนกระทั่งสูงสุดก็ใช้ปัญญาเป็นเครื่องอาศัย611121_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐกิจช่วยโลกได้คือเศรษฐกิจจิตเป็น 0