07 บท 2___ ถึงขวัญพุทธ หงษ์พันธ์.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.34 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้า เอกสาร ต าราวิชาการ ทบทวนวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยและเป็นแนวทางในการวางแผน เพื่อก าหนดกรอบแนวคิดและช่วยอภิปรายถึงปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้ละเอียดและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยมีเนื้อหาและมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง 1.1 ความหมายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง 1.2 ทฤษฎีพฤติกรรมการดูแลตนเองของโอเร็ม 1.3 หลักการดูแลสุขภาพ 1.4 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองตามหลัก 3 อ. 2. แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับภาวะสุขภาพ 2.1 ความหมายภาวะสุขภาพ 2.2 องค์ประกอบของภาวะสุขภาพ 4 ด้าน 3. แนวคิดเกี่ยวกับวัยผู้ใหญ่ 3.1 ความหมายวัยผู้ใหญ่ 3.2 พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยผู้ใหญ่ 3.3 เกณฑ์การแบ่งช่วงอายุ 4. บริบทของชุมชนราชธานีอโศก 4.1 ประวัติความเป็นมาของชุมชนราชธานีอโศก 4.2 โครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน 4.3 สาธารณสุขในชุมชนตามหลักสุขภาพบุญนิยม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 6. กรอบแนวคิดงานวิจัย แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นในชีวิตจะพยายามหาทางแก้ไขปัญหาของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก แต่หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากคนอื่น ในเรื่องสุขภาพหรือความเจ็บป่วยก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ กล่าวได้ว่า “การดูแลสุขภาพตนเองเป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบั

อ่านต่อ

ติ และยึดเป็นแบบแผนในการ 8 ปฏิบัติเพื่อให้สุขภาพดี” (วิษณุ แผลงประพันธ์. 2554 : 6) ซึ่งอันที่จริงแล้วการดูแลสุขภาพตนเอง (Self-Care) ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นประสบการณ์ที่แยกไม่ออกจากพัฒนาการของสังคมมนุษย์ เนื่องจากการดูแลตนเองและการดูแลกันเองเป็นกลไกธรรมชาติที่มาก่อนการให้คนอื่นและการให้คนนอกกลุ่มมาดูแล การดูแลตนเอง (Self-Care) จึงเกิดก่อนการแสวงหาบริการ (Care-Seeking) ที่จัดให้โดยรัฐหรือโดยวิชาชีพ (Organized Health Care) การดูแลสุขภาพตนเองยังเป็นแกนส าคัญในแนวคิดเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่เป็นอีกหนึ่งแนวคิดส าคัญของการพัฒนาสาธารณสุขของประเทศตะวันตก (ลือชัย ศรีเงินยวง และคณะ. 2545 : 3-4) และจากการประชุม First International Symposium ที่กรุงโคเปเฮเกนในปี พ.ศ. 2518 ท าให้แนวคิดเกี่ยวกับการดูแลตนเองได้ขยายกว้างออกไป นอกจากเป็นเรื่องสุขภาพของบุคคลแล้วยังรวมถึงการดูแลสุขภาพของครอบครัว กลุ่มคนและชุมชนด้วย ดังนั้นการดูแลตนเองจึงเป็นพฤติกรรมขั้นแรกของบุคคลที่ตอบสนองต่อความรู้สึกไม่สบายหรือการเจ็บป่วย รวมถึงความสามารถที่จะเผชิญความเจ็บป่วยและป้องกันเพื่อด ารงรักษาสุขภาพของตนเอง เนื่องจากพฤติกรรมการดูแลตนเองเป็นดัชนีที่สะท้อนให้เห็นถึงการมีสุขภาพในอดีต ดังนั้นการดูแลตนเองจึงไม่ใช่นวัตกรรมแต่เป็นพฤติกรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เมื่อเกิดการเจ็บป่วย แต่การดูแลตนเองมักจะถูกละเลยในภาวะปกติโดยเฉพาะในด้านการป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพกลับถูกปล่อยให้เป็นวิชาชีพของผู้รับผิดชอบด้านสุขภาพ ทั้งนี้กุญแจที่จะน าไปสู่การมีสุขภาพที่ดีได้นั้นบุคคลต้องเห็นความส าคัญของการดูแลตนเองและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งมีรายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านป้องกันดีจะมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว (เดชา บัวเทศ. 2553 : 70-71) ความหมายของการดูแลสุขภาพตนเอง มีผู้ที่ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO. 1978 : 50) ได้ให้นิยามการดูแลสุขภาพตนเองไว้ว่า เป็นการด าเนินกิจกรรมด้านสุขภาพด้วยตนเองของปัจเจกบุคคล ครอบครัว กลุ่มเพื่อนร่วมงานและชุมชนโดยรวมความคิด การตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาสุขภาพ การป้องกันโรค การวินิจฉัยโรค และการปฏิบัติตนหรือรับบริการ โอเร็ม (Orem. 1991 : 117) กล่าวว่า การดูแลสุขภาพตนเองเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลริเริ่มและกระท าด้วยตนเองเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลริเริ่มและกระท าด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการที่จะด ารงชีวิต สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การดูแลสุขภาพตนเองเป็นกิจกรรมที่บุคคลท าอย่างจงใจและมีเป้าหมาย มีระบบระเบียบเป็นขั้นตอน และเมื่อกระท าอย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยให้โครงสร้าง หน้าที่ พัฒนาการด าเนินไปได้ถึงขีดสุดของแต่ละบุคคล จรุง วรบุตร (2550 : 20) กล่าวว่า การดูแลสุขภาพตนเองนั้น เป็นกิจกรรมที่บุคคลกระท าอย่างตั้งใจ มีเป้าหมาย มีขั้นตอน ความสม่ าเสมอ หรือเป็นกิจวัตรประจ าวัน และยอมรับการปฏิบัติจนเป็นนิสัย เพื่อที่จะด ารงรักษาไว้ซึ่งการมีสุขภาพที่ดี มีความผาสุก ตลอดจนเหลีกเลี่ยงจากโรคและภัยที่จะคุกคามชีวิต โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การดูแลสุขภาพตนเองในภาวะปกติและการดูแลสุขภาพตนเองในภาวะเจ็บป่วย 9 เดชา บัวเทศ (2553 : 78) กล่าวว่าการดูแลสุขภาพตนเอง หมายถึง การกระท าภายใต้จิตส านึกแห่งบุคคลที่จะท าการปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากโรคภัยหรือภัยคุกคามต่างๆ ด้วยการแสวงหาการรักษา การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ตลอดจนเกิดการเรียนรู้ และรับรู้ที่จะดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตนเองและสมาชิกในสังคม วิษณุ แผลงประพันธ์ (2554 : 7) กล่าวว่า การดูแลสุขภาพตนเองเป็นการปฏิบัติจนในลักษณะต่างๆ เพื่อส่งเสริมและรักษาสุขภาพ ป้องกันโรคและบ าบัดรักษาโรค ให้ตนเองมีชีวิตอยู่รอด มีภาวะสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดี นิยม จันทร์นวล (2557 : 28) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง (Self-Care Behavior หรือ Self-Care Practices) หมายถึง การปฏิบัติที่บุคคลและครอบครัวกระท าและจงใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อภาวะสุขภาพที่ดี ความสมดุลของร่างกาย จิตใจอารมณ์สังคมและจิตวิญญาณ ทั้งในยามปกติ เช่น การปฏิบัติกิจวัตรประจ า การดูแลสุขภาพ การเลือกกระท าและไม่กระท าพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ รวมทั้งกระท าเพื่อดูแลรักษาสุขภาพในยามไม่ปกติ หรือเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ทั้งนี้เพื่อให้หายจากการเจ็บป่วยเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองนั้นได้มีผู้ให้ความหมายไวแตกต่างกันที่มองการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งการศึกษาครั้งนี้มุ่งที่จะศึกษาการดูสุขภาพตนเองในบริบทที่เชื่อมโยงกับวิชาการทางการแพทย์และทางสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับอุดมคติด้านสุขภาพของชุมชนราชธานีอโศก ด้วยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม คือ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นสรุปได้ว่าการดูแลสุขภาพตนเอง หมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมของบุคคลอย่างจงใจ อย่างมีแบบแผน เป้าหมาย ขั้นตอน และต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากแรงจูงใจ หรือการรับรู้ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพในตัวบุคคลหรือบุคคลภายนอก โดยกระท าเพื่อด ารงรักษาไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี คือ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ 1.2 ทฤษฎีพฤติกรรมการดูแลตนเองของโอเร็ม (The Theory of Self-Care) การดูแลสุขภาพของตนเองเป็นการปฏิบัติกิจกรรมที่บุคคลริเริ่มกระท าด้วยตนเอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และสวัสดิภาพของตน เมื่อกระท าอย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยให้โครงสร้างหน้าที่และพัฒนาการด าเนินไปได้ถึงขีดสูงสุด การที่บุคคลจะสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสมนั้นซึ่งต้องริเริ่มและปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง โอเร็ม (Orem. 1985 : 38-41) โอเร็มได้อธิบายมโนทัศน์ของการดูแลตนเองไว้ว่า “การดูแลตนเองเป็นการปฏิบัติกิจกรรมที่บุคคลริเริ่มและกระท าเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในการด ารงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่อันดี” การสร้างทฤษฎีการดูแลตนเองโอเร็มใช้พื้นฐานความเชื่อที่น ามาอธิบายมโนทัศน์หลักของทฤษฎี ได้แก่ 1. บุคคล เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อการกระท าของตนเอง 2. บุคคลเป็นผู้ที่มีความสามารถและเต็มใจที่จะดูแลตนเองหรือผู้ที่อยู่ในความปกครองของตนเอง 10 3. การดูแลตนเองเป็นสิ่งส าคัญ และเป็นความจ าเป็นในชีวิตของบุคคลเพื่อด ารงรักษาสุขภาพชีวิตการพัฒนาการและความเป็นปกติสุขของชีวิต (Wellbeing) 4. การดูแลตนเองเป็นกิจกรรมที่เรียนรู้และจดจ าไว้ได้จากสังคม สิ่งแวดล้อมและการติดต่อสื่อสารที่ซ้ ากันและกัน 5. การศึกษาและวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อบุคคล 6. การดูแลตนเองหรือการดูแลผู้อยู่ในความปกครองหรือผู้อื่น เป็นสิ่งที่มีค่าควรแก่การ ยกย่องส่งเสริม 7. ผู้ป่วย คนชรา คนพิการ หรือทารกต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลจากบุคคลอื่น เพื่อสามารถที่จะกลับมารับผิดชอบดูแลตนเองได้ตามความสามารถที่มีอยู่ขณะนั้น 8. การพยาบาลเป็นการบริการเพื่อมนุษย์ ซึ่งกระท าโดยมีเจตนาที่จะช่วยเหลือสนับสนุนบุคคลที่มีความต้องการที่ด ารงความมีสุขภาพดีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งทฤษฎีทางการพยาบาลของโอเร็ม ประกอบด้วย 3 ทฤษฎีที่ส าคัญ ได้แก่ 1. ทฤษฎีดูแลตัวเอง (Self-Care Theory) เป็นแนวคิดที่อธิบายการดูแลตนเองของบุคคล และการดูแลบุคคลที่พึ่งพา กล่าวคือบุคคลที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่และก าลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่มีการเรียนรู้ในการกระท าและผลของการกระท าเพื่อสนองตอบความต้องการดูแลตนเองที่จ าเป็นโดยการควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อหน้าที่หรือพัฒนาการของบุคคลเพื่อคงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความผาสุก การกระท าดังกล่าวรวมไปถึงการกระท า เพื่อบุคคลที่ต้องพึ่งพาซึ่งสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลอื่น ซึ่งแนวคิดของโอเร็มเชื่อว่าการดูแลตนเองเป็นรูปแบบหนึ่งของการกระท าอย่างจงใจและมีเป้าหมาย โดยเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการประกอบด้วย 2 ระยะสัมพันธ์กัน คือ ระยะที่ 1 เป็นระยะของการประเมินและตัดสินใจ ในระยะนี้บุคคลจะต้องหาความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสะท้อนความคิด ความเข้าใจในสถานการณ์ รวมถึงพิจารณาว่าสถานการณ์นั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ อย่างไร มีทางเลือกอะไรบ้าง ผลที่ได้รับแต่ละทางเลือกเป็นอย่างไร แล้วจึงตัดสินใจที่จะกระท า ระยะที่ 2 ระยะของการกระท าและประเมินผลของการกระท า ซึ่งในระยะนี้จะมีการแสวงหาเป้าหมายของการกระท า โดยเป้าหมายมีความส าคัญเพราะจะช่วยก าหนดทางเลือกกิจกรรมที่ต้องกระท าและเป็นเกณฑ์ที่จะใช้ในการติดตามผลของการปฏิบัติกิจกรรม วัตถุประสงค์หรือเหตุผลของการกระท าการดูแลตนเองนั้น โอเร็ม เรียกว่า การดูแลตนเองที่จ าเป็น (Self-Care Requisites) ที่เป็นความตั้งใจหรือเป็นผลที่เกิดได้ทันทีหลังการกระท า ซึ่งการดูแลตนเองที่จ าเป็นมี 3 อย่าง โอเร็ม (Orem. 2001 : 47-49) ดังนี้ 1. การดูแลตนเองที่จ าเป็นโดยทั่วไป (Universal Self-Care Requisites) เป็นการดูแลตนเองที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม และรักษาไว้ซึ่งสุขภาพและสวัสดิภาพของบุคคล ซึ่งการดูแลตนเองเหล่านี้จ าเป็นส าหรับบุคคลทุกคนทุกวัย แต่จะต้องปรับให้เหมาะสมกับระยะพัฒนาการ จุดประสงค์ และกิจกรรมการดูแลตนเองที่จ าเป็นโดยทั่วไปมีดังนี้ 1.1 คงไว้ซึ่งอากาศ น้ า และอาหารที่เพียงพอ 1.1.1 บริโภคอาหาร น้ า อากาศ ให้เพียงพอกับหน้าที่ของร่างกายที่ผิดปกติ และคอยปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก 11 1.1.2 รักษาไว้ซึ่งความคงทนของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง 1.1.3 หาความเพลิดเพลินจากการหายใจ การดื่ม และการรับประทานอาหาร โดยไม่ท าให้เกิดโทษ 1.2 คงไว้ซึ่งการขับถ่ายและการระบายให้เป็นไปตามปกติ 1.2.1 จัดการให้มีการขับถ่ายตามปกติทั้งจัดการกับตนเองและสิ่งแวดล้อม 1.2.2 จัดการเกี่ยวกับกระบวนการในการขับถ่ายซึ่งรวมถึงการรักษาโครงสร้าง และหน้าที่ให้เป็นไปตามปกติและการระบายสิ่งปฏิกูลจากการขับถ่าย 1.2.3 ดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล 1.2.4 ดูแลสิ่งแวดล้อมให้สะอาดถูกสุขลักษณะ 1.3 คงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างการมีกิจกรรมและการพักผ่อน 1.3.1 เลือกกิจกรรมให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวออกก าลังกายการตอบสนองทางอารมณ์ ทางสติปัญญา และมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างเหมาะสม 1.3.2 รับรู้และสนใจถึงความต้องการ การพักผ่อนและการออกก าลังกายของตนเอง 1.3.3 ใช้ความสามารถ ความสนใจ ค่านิยม และกฎเกณฑ์จากขนบธรรมเนียม ประเพณีเป็นพื้นฐานในการสร้างแบบแผนการพักผ่อน และการมีกิจกรรมของตนเอง 1.4 คงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างการอยู่คนเดียวกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 1.4.1 คงไว้ซึ่งคุณภาพและความสมดุลที่จ า เป็นในการพัฒนาเพื่อเป็นที่พึ่งของตนเอง และสร้างสัมพันธภาพ กับบุคคลอื่นเพื่อที่จะช่วยให้ตนเองท าหน้าที่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพรู้จักติดต่อขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในเครือข่ายสังคมเมื่อจ าเป็น 1.4.2 ปฏิบัติตนเพื่อสร้างมิตร ให้ความรัก ความผูกพันกับบุคคลรอบข้าง เพื่อจะได้พึ่งพาซึ่งกันและกัน 1.4.3 ส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง และการเป็นสมาชิกในกลุ่ม 1.5 ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ต่อชีวิต หน้าที่ และสวัสดิภาพ 1.5.1 สนใจและรับรู้ต่อชนิดของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น 1.5.2 จัดการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจจะเป็นอันตราย 1.5.3 หลีกเลี่ยงหรือปกป้องตนเองจากอันตรายต่าง ๆ 1.5.4 ควบคุมหรือขจัดเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และสวัสดิภาพ 1.6 ส่งเสริมการท าหน้าที่และพัฒนาการให้ถึงขีดสูงสุด ภายใต้ระบบสังคมและความสามารถของตนเอง (Promotion of Normalcy) 1.6.1 พัฒนาและรักษาไว้ซึ่งอัตมโนทัศน์ที่เป็นจริงของตนเอง 1.6.2 ปฏิบัติในกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการของตนเอง 1.6.3 ปฏิบัติกิจกรรมที่ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างและหน้าที่ของบุคคล (Health Promotion & Preventions) 1.6.4 ค้นหาและสนใจในความผิดปกติของโครงสร้าง และหน้าที่แตกต่างไปจากปกติของตนเอง (Early Detection) 12 2. การดูแลตนเองที่จ าเป็นตามระยะพัฒนาการ (Developmental Self-Care Requisites) เป็นการดูแลตนเองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ในระยะต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร การเจริญเติบโต เข้าสู่วัยต่าง ๆ ของชีวิต และเหตุการณ์ที่มีผลเสียหรือเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการ เช่น การสูญเสียคู่ชีวิต หรือบิดามารดา หรืออาจเป็นการดูแลตนเองที่จ าเป็นโดยทั่วไปที่ปรับให้สอดคล้อง เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการ การดูแลตนเองที่จ าเป็นส าหรับกระบวนการพัฒนาการแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ 2.1 พัฒนาและคงไว้ซึ่งภาวะความเป็นอยู่ที่ช่วยสนับสนุนกระบวนการของชีวิตและพัฒนาการที่ช่วยให้บุคคลเจริญเข้าสู่วุฒิภาวะในวัยต่าง ๆ คือ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ระหว่างคลอด ในวัยแรกเกิด วัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และวัยชรา 2.2 ดูแลเพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของบุคคลซึ่งโอเร็มกล่าวว่า การป้องกันมี 2 ลักษณะ คือ การป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น และการบรรเทาหรือการเอาชนะอันตรายที่เกิดขึ้น และการที่บุคคลไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการป้องกันผลกระทบนี้ เกิดจากการขาดการศึกษา การปรับตัวทางสังคม การสูญเสียญาติมิตร ความเจ็บป่วย การบาดเจ็บ และความพิการ การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ความเจ็บป่วยในขั้นสุดท้ายและการตาย 3. การดูแลตนเองที่จ าเป็นในภาวะเบี่ยงเบนทางด้านสุขภาพ (Health Deviation Self-Care Requisites) เป็นการดูแลตนเองที่เกิดขึ้นเนื่องจากความพิการตั้งแต่ก าเนิด โครงสร้างหรือหน้าที่ของร่างกายผิดปกติ เช่น เกิดโรคหรือความเจ็บป่วย และจากการวินิจฉัย และการรักษาของแพทย์ การดูแลตนเองที่จ าเป็นในภาวะนี้มี 6 อย่าง คือ 3.1 แสวงหาและคงไว้ซึ่งความช่วยเหลือจากบุคคลที่เชื่อถือได้ เช่น เจ้าหน้าที่สุขภาพอนามัย 3.2 รับรู้ สนใจ และดูแลผลของพยาธิสภาพ ซึ่งรวมถึงผลที่กระทบต่อพัฒนาการของตนเอง 3.3 ปฏิบัติตามแผนการรักษา การวินิจฉัย การฟื้นฟู และการป้องกันพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ 3.4 รับรู้และสนใจที่จะคอยปรับและป้องกันความไม่สุขสบายจากผลข้างเคียงของการรักษาหรือจากโรค 3.5 ดัดแปลงอัตมโนทัศน์และภาพลักษณ์ในการที่จะยอมรับภาวะสุขภาพของตนเอง ตลอดจนความจ าเป็นที่ตนเองต้องการความช่วยเหลือเฉพาะจากระบบบริการสุขภาพ รวมทั้งการปรับบทบาทหน้าที่และการพึ่งพาบุคคลอื่น การพัฒนาและคงไว้ซึ่งความมีคุณค่าของตนเอง 3.6 เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับผลของพยาธิสภาพหรือภาวะที่เป็นอยู่รวมทั้งผลของ การวินิจฉัย และการรักษาในรูปแบบแผนการด าเนินชีวิต ที่ส่งเสริมพัฒนาการของตนเองให้ดีที่สุดตามความสามารถที่เหลืออยู่ รู้จักตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงซึ่งจะเห็นว่าการสนองตอบต่อความต้องการการดูแลตนเองในประเด็นนี้ จะต้องมีความสามารถในการผสมผสานความต้องการดูตนเองในประเด็นอื่น ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อจัดระบบการดูแลที่จะช่วยป้องกัน อุปสรรคหรือบรรเทาเบาบางผลที่เกิดจากพยาธิสภาพ การวินิจฉัย และการรักษาต่อพัฒนาการของตนเอง 13 2. ความสามารถในการดูแลตนเอง (Self-Care Agency) ความสามารถในการดูแลตนเองเป็นมโนที่กล่าวถึงคุณภาพอันสลับซับซ้อนของมนุษย์ ซึ่งบุคคลที่มีคุณภาพดังกล่าวจะสร้างหรือพัฒนาการดูแลตนเองได้ โครงสร้างของความสามารถในการดูแลตนเองมี 3 ระดับ โอเร็ม (Orem. 2001 : 258-265) คือ 2.1 ความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อการดูแลตนเอง (Capabilities for Self-Care Operations) เป็นความสามารถที่จ าเป็น และจะต้องใช้ในการดูแลตนเองในขณะนั้นทันที ซึ่งประกอบด้วยความสามารถ 3 ประการ โอเร็ม (Orem. 2001 : 258-260) คือ 2.1.1 การคาดการณ์ (Estimative) เป็นความสามารถในการตรวจสอบสถานการณ์และองค์ประกอบในตนเองและสิ่งแวดล้อมที่ส าคัญส าหรับการดูแลตนเอง ความหมาย และความต้องการ ในการปรับการดูแลตนเอง 2.1.2 การปรับเปลี่ยน (Transitional) เป็นความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่สามารถ และสมควรจะกระท าเพื่อสนองตอบต่อความต้องการในการดูแลตนเองที่จ าเป็น 2.1.3 การลงมือปฏิบัติ (Productive Operation) เป็นความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการดูแลตนเองที่จ าเป็น 2.2 พลังความสามารถในการดูแลตนเอง (Power Components : Enabling Capabilities for Self-Care) โอเร็ม มองพลังความสามารถทั้ง 10 ประการนี้ ในลักษณะของตัวกลาง ซึ่งเชื่อมการรับรู้และการกระท าของมนุษย์ แต่เฉพาะเจาะจงส าหรับการกระท าอย่างจงใจเพื่อการดูแลตนเอง ไม่ใช่การกระท าโดยทั่วไป พลังความสามารถ 10 ประการนี้ โอเร็ม (Orem. 2001 : 264-265) ดังนี้ 2.2.1 ความสนใจและเอาใจใส่ในตนเองในฐานะที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในตนเอง รวมทั้งสนใจและเอาใจใส่ในตนเองในฐานะที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในตนเอง รวมทั้งสนใจและเอาใจใส่ภาวะแวดล้อมใน-ภายนอกตนเอง ตลอดจนปัจจัยที่ส าคัญส าหรับการดูแลตนเอง 2.2.2 ความสามารถที่จะควบคุมพลังงานทางด้านร่างกายของตนเองให้เพียงพอส าหรับการริเริ่มและการปฏิบัติการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง 2.2.3 ความสามารถที่จะควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อการเคลื่อนไหวที่จ าเป็นในการริเริ่ม หรือปฏิบัติการเพื่อดูแลตนเองให้เสร็จสมบูรณ์ และต่อเนื่อง 2.2.4 ความสามารถที่จะใช้เหตุใช้ผลเพื่อการดูแลตนเอง 2.2.5 มีแรงจูงใจที่จะกระท าการดูแลตนเอง เช่น มีเป้าหมายของการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับคุณลักษณะและความหมายของชีวิต สุขภาพ และสวัสดิภาพ 2.2.6 มีทักษะในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองและปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ 2.2.7 มีความสามารถในการเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองจากผู้ที่เหมาะสม และเชื่อถือได้ สามารถจะจดจ าและน าความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติได้ 2.2.8 มีทักษะในการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา การรับรู้ การจัดกระท า การติดต่อ และการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น เพื่อปรับการปฏิบัติการดูแลตนเอง 2.2.9 มีความสามารถในการจัดระบบการดูแลตนเอง 14 2.2.10 มีความสามารถที่จะปฏิบัติการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง และสอดแทรกการดูแลตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแบบแผนการด าเนินชีวิตในฐานะบุคคลซึ่งมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและชุมชน 2.3 ความสามารถและคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน (Foundational Capabilities and Disposition) โอเร็ม (Orem. 2001 : 264-265) เป็นความสามารถขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จ าเป็นส าหรับการกระท าอย่างจงใจ (Deliberate Action) โดยทั่วไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2.3.1 ความสามารถที่จะรู้ (Knowing) กับความสามารถที่จะกระท า (Doing) (ทางสรีระและจิตวิทยาแบ่งเป็นการรับความรู้สึก การรับรู้ ความจ า และการวางตนให้เหมาะสม เป็นต้น) 2.3.2 คุณสมบัติหรือปัจจัยที่มีผลต่อการแสวงหาเป้าหมายของการกระท า ความสามารถและคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย (1) ความสามารถและทักษะในการเรียนรู้ ได้แก่ ความจ า ความสามารถในการอ่าน เขียนนับเลข รวมทั้งความสามารถในการหาเหตุผลและการใช้เหตุผล (2) หน้าที่ของประสาทรับความรู้สึก (Sensation) ทั้งการสัมผัส การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น และการรับรส (3) การรับรู้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกตนเอง (4) การเห็นคุณค่าในตนเอง (5) นิสัยประจ าตัว (6) ความตั้งใจ (7) ความเข้าใจในตนเอง (8) ความห่วงใยในตนเอง (9) การยอมรับตนเอง (10) ระบบการจัดล าดับความส าคัญ รู้จักจัดแบ่งเวลาในการกระท ากิจกรรมต่าง ๆ (11) ความสามารถที่จะจัดการเกี่ยวกับตนเอง ทั้งนี้หากบุคคลขาดความสามารถและคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน เช่น ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวย่อมขาดความสามารถในการกระท ากิจกรรมที่จงใจหรือมีเป้าหมายโดยทั่วไป และไม่สามารถจะพัฒนาความสามารถเพื่อสนองตอบต่อความต้องการดูแลตนเองได้ นั่นคือขาดทั้งพลังความสามารถเพื่อสนองตอบต่อความต้องการการดูแลตนเองได้ นั่นคือขาดทั้งพลังความสามารถ 10 ประการ และความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อดูแลตนเองการประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง โดยประเมินว่าบุคคลสามารถจะกระท าการดูแลตนเอง เพื่อสนองตอบต่อความต้องการการดูแลตนเองที่จ าเป็นในแต่ละข้อที่ใช้แจกแจงไว้นอกจากโครงสร้างของความสามารถในการดูแลตนเองของบุคคลยังต้องค านึงถึงปัจจัยพื้นฐานซึ่งมีอิทธิพลต่อความสามารถในการดูแลตนเอง 3. ทฤษฎีความพร่องในการดูแลตนเอง (The theory of Self-Care Deficit) การขาดการดูแลตนเองเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความบกพร่อง หรือขาดความสามารถในการปฏิบัติ เพื่อสนองความต้องการในการดูแลตนเองที่เกิดขึ้น ท าให้ไม่สามารถปฏิบัติการดูแลตนเอง หรือบุคคลที่อยู่ 15 ในความพึ่งพาของตนเองได้ หรือไม่ สามารถปฏิบัติการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะ และโดยทั่วไปบุคคลจะเกิดการขาดการดูแลตนเอง เมื่อมีสภาพการณ์ดังต่อไปนี้ 3.1 ไม่มีการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องหรือไม่สามารถปฏิบัติเพื่อตอบสนองความต้องการในการดูแลตนเองได้อย่างต่อเนื่อง 3.2 มีความจ ากัดในความตระหนักหรือไม่ตระหนักถึงสภาวะแวดล้อมที่จะก่อให้เกิดการพักผ่อนตามธรรมชาติ 3.3 ไม่สามารถใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 3.4 มีความจ ากัดในการที่จะตัดสินใจในการดูแลตนเอง ซึ่งสัมพันธ์กับการขาดความรู้และความไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก 3.5 เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความผิดปกติหรือความบกพร่องของการกระท าหน้าที่มีผลให้เกิดความต้องการในการดูแลตนเองขึ้นใหม่ ตามการเบี่ยงเบนของสุขภาพและท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความต้องการในการดูแลตนเอง โดยทั่วไปจากเดิมเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด 3.6 มีความต้องการการดูแลตนเองในเรื่องของค าแนะน าใหม่ ๆ วิธีการดูแลตนเองที่ซับซ้อนในระบบ การดูแลตนเองหรือการปฏิบัติที่ต้องการความรู้เฉพาะทักษะ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติ และประสบการณ์ จากข้อมูลแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มสรุปได้ว่าพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองนั้นเป็นการกระท าที่ตั้งใจและมีเป้าหมายเฉพาะโดยมีการกระท าอย่างต่อเนื่องไปสักระยะหนึ่ง เกิดการเรียนรู้ถึงการกระท าและผลของการกระท าที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนบทเรียนที่ได้รับจากการอบรม ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพจากแหล่งต่าง ๆ ผสมผสานเข้ากับแบบแผนการด าเนินชีวิตซึ่งไม่จ ากัดเฉพาะการดูแลสุขภาพร่างกายแต่ยังรวมไปถึงการดูแลด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของบุคคลอีกด้วย ในการศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับของบุคคลโดยก าหนดจากความหมายของพฤติกรรมสุขภาพที่หลายท่านได้ให้ความหมายไว้ ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้เป็นกรอบแนวทางในการศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก และเน้นมุ่งศึกษาภายใต้กรอบปรากฏการณ์ที่ชาวชุมชนราชธานีอโศกปฏิบัติตัวในด้านการดูแลสุขภาพตนเองทั้งในระดับบุคคล ชุมชน แ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน