สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน มีสติอย่างไรพาไปนิพพาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.00 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน มีสติอย่างไรพาไปนิพพาน _การระลึกรู้มีสติอยู่ตลอดเวลา ใช่เป็นทางไปสู่นิพพานใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...ผู้ที่ไม่มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม คือผู้ที่ไม่รู้จักต้นทางของการปฏิบัติไปสู่นิพพานเลย สติเป็นตัวต้นเลยในการที่จะปฏิบัติเป็น สติคืออะไร คนมีสติมีความระลึกรู้รอบ รู้สึกตัวทั่วพร้อม แล้วระลึกรู้ ประกอบไปด้วยทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสกับภายนอก คุณก็รู้ ตากระทบรูปก็มีสติรู้ หูกระทบเสียงก็มีสติรู้ จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสก็มีสติระลึกรู้ทัน แล้วมีสติสัมโพชฌงค์ เรียกว่ามีองค์แห่งการตรัสรู้ มีสติเป็นองค์ที่ 1 เลยสติสัมโพชฌงค์ ก็สามารถที่จะทำงานก็เดินทางไปสู่นิพพาน ความเป็นสมาธิของพุทธ คือ ความมีโพชฌงค์ 7 ถ้าไม่มีโพชฌงค์ก็ไม่เกิดสมาธิของพุทธ การปฏิบัติสมาธิของศาสนาพุทธทั่วไป เป็นการปฏิบัติที่ไม่มีสัมโพชฌงค์ร่วม ปฏิบัติหลงผิดเป็นมิจฉาสมาธิ คือ ไปนั่งหลับตาเลย หนึ่งนั่งหลับตาไม่รับรู้ทวารภายนอก สองแม้จิตก็ทำการสะกดจิตให้ดับลงไป คือ meditation ทั่วไปเช่นการนั่งหลับตาสะกดจิต หยุดให้จิตนึกคิด ถ้าถึงขั้นสุดเรียกว่าดับภาษาบาลีเรียกว่านิโรธ ดับให้จิตไม่รับรู้อะไรเลย ไม่มีความรู้สึกตัวเป็น อสัญญี เหมือนคนถูกวางยาสลบ กลายเป็นเหมือนท่อนไม้ ใครจะทำอะไรไม่รู้สึกตัว เป็นมนุษย์พืช อย่างนั้นเลย มันตรงกันข้ามกันกับศาสนาพุทธเลย ที่จะต้องตื่นรู้ แคล่วคล่อง ว่องไว หมดเลย ความเป็นสมาธิของพุทธคือความมีโพชฌงค์ 7 สัมบูรณ์บริบูรณ์ นั่นคือต้องอยู่ในภาวะตื่นๆ ไม่ใช่หลับเลย ไม่หรี่เลย อย่าว่าแต่หลับตาเลย แม้แต่สติก็ต้องเต็มร้อย สติ มาจาก คำว่า สต แปลว่า 100 สต ที่มี สระอิ เข้าไป ในสระ อะ อา อิ นี้ ตอนแรกอาตมาว่าจะเขียนอักขรทิทัสสน์ ให้รู้ควา

อ่านต่อ

มหมาย ก ข ค ฆ ง แต่เขียนไปได้หน่อยเดียวแต่มันต้องอธิบายกันอย่างมากมหาศาล อาตมาจะต้องไปเสียเวลาอย่างนั้น ให้คนอื่นรู้ มันจะเสียเวลา อาตมารู้คนเดียวดีกว่า เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าไปเรียนรู้ใบไม้ทั้งป่าเลยให้เรียนรู้ใบไม้กำมือเดียวก่อน อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 สั่งสมความรู้จากพระพุทธเจ้า เกินกว่าพระอรหันต์มาตั้งนานแล้ว ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมอะไรที่ไม่มีในตนนะ การมีสติคือหลักใหญ่ที่ต้องมีให้ได้มาก ที่จริงทำให้ได้ตลอดเวลาไม่ได้หรอก ต้องทำเสมอๆ มีสติแล้วต้องมี ธัมมวิจัย ให้เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ วิจัยภายนอกวิจัยภายใน ทั้ง กายเวทนาจิตธรรม กายเป็นรูปนาม แล้วเลื่อนเข้ามาเป็นเวทนา ต้องวิจัยเวทนา ทำให้สำเร็จถึง 108 ถ้าทำเวทนาในเวทนาบรรลุจนถึง 108 108 คือตัวสุดท้าย ของภาวะอดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 รวมกันแล้ว 108 ทำทุกอดีตให้กิเลส 0 ได้ set zero สั่งสมเป็นอดีต ทุกปัจจุบันที่กระทบสัมผัสเกี่ยวข้อง จิตของคนก็ทำให้กิเลส set zero อย่างเด็ดขาดเป็นนิสรณปหาน คุณทำได้สำเร็จ แข็งแรงด้วยการผ่านปัจจุบัน อดีตเป็น static มีปัจจุบันเป็น Dynamic อนาคต เมื่อมี Static และ Dynamic เป็น 0 ทั้งคู่ อนาคตก็ต้องเป็นศูนย์ เวทนา 5 มี กายิกเวทนา สุข ทุกข์ เจตสิกเวทนา โทมนัส โสมนัส แล้วก็มีอุเบกขาเวทนาเป็น 5 เวทนา 6 เกิดจากการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จากนั้น เวทนา 18 ก็กระทบดเวทนา 6 เป็นสุข ทุกข์ อุเบกขา แล้วก็แยกแยะ เวทนา 36 คือ เนกขัมสิตเวทนา 18 กับ เคหสิตเวทนา 18 ตรงนี้ที่นักปฏิบัติธรรมจะต้องแยกแยะ เนกขัมสิตเวทนา 18 กับ เคหสิตเวทนา 18 ให้ได้ แล้วทำเคหสิตเวทนาให้ลดลง กลายเป็นเนกขัมสิตเวทนาให้ได้ คือ สุข ทุกข์ ลดลง จนเป็นฐานอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ทำให้เกิดเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาให้ได้ จนยั่งยืนเที่ยงแท้ อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคตอีก 36 ก็เป็นพระอรหันต์สูงสุดในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้นมีกรรมฐานอยู่กรรมฐานเดียว คือเวทนา ในพรหมชาลสูตร ตรัสไว้ชัด ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานปฏิบัติ แต่ไปหลงผิดทำกรรมฐาน 40 ที่เป็นของเกจิอาจารย์รุ่นหลัง กรรมฐานไปเป็นสิ่งที่ให้จิตใจไปเกาะยึดแบบสมถะ ซึ่งหลงทิศทางศาสนาพุทธไปเลย พุทธโฆษาจารย์ก็อธิบายไว้เป็นกสิณ 40 ที่อธิบายนี้ ไม่ได้พูดด้วยความโกรธหรือเกลียด แต่พูดด้วยความสงสาร อาตมาพูดอย่างการอ้างอิงหลักฐานในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในยุคพระมหากัสสปะมารวบรวมเอาไว้ พระไตรปิฎกเล่ม 9 รวมเอาไว้ 13 พระสูตร ถ้าปฏิบัติได้ผลจนครบ เลยพระอรหันต์เลย ถ้าเข้าใจ 600615_เทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน