สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ความลึกซึ้งของพระธรรมวินัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความลึกซึ้งของพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า คำสอนของท่านนั้น .. 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งลึกล้ำ แม้จะสัมผัสด้วยตา ก็ไม่รู้ง่ายๆ เหมือนกับกามนิต ที่ไปคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เห็นตามได้ยาก ขนาดนอนคุยกับพระพุทธเจ้า ยังไม่รู้อีก รู้ไม่ได้ง่ายๆ สันตา แปลว่า สงบ เป็นความสงบที่พิเศษไม่ใช่ตื้นๆเขินๆ สงบคืออะไร สงบคือนิ่ง ไม่กระดุกกระดิก สงบคือเงียบๆ สงบคือไม่เกี่ยวกับใคร สงบคือช้าๆ? ไม่ใช่ สงบ คือตัวการที่มันไม่พาสงบ มันพาร้ายพาเลวพาชั่ว มันตาย ซึ่งไม่มีพลังอยู่ในจิตเลย มันสงบเงียบเลย มีแต่พลังที่คล่องแคล่ว มุทุภูตธาตุ เป็นพลังจิตที่แววไว แคล่วคล่อง ซึ่งจะทำงานอย่างปราดเปรียว แคล่วคล่อง มีกำลังวังชา อย่างนั้นด้วย สงบ ดีไม่ดีพูดเสียงดัง ดีไม่ดีโหวกเหวกโวยวาย เหมือนโพธิรักษ์ อย่างนั้นจริงๆ แต่ปรุงแต่งทำไป ตามลักษณะที่ควรจะเป็น เพื่อให้ได้ผล มันจะต้องมีแรง Action reaction จะต้องรู้การออกไป และสะท้อนกลับมา ที่จะเป็นประโยชน์ได้ พอเหมาะพอควร เป็นพลังงาน output input จะต้องได้แรงกระทบพอดี ในนัยยะที่ลึกซึ้ง สันตา สงบที่พิเศษ เดาไม่ได้ เข้าใจยาก อย่าเข้าใจพาซื่อในความสงบที่ไม่บริสุทธิ์ สงบคือพลังงานที่จะทำให้ไม่ดี ไม่มีคุณค่า ตายไปอย่างไม่เกิดในจิต แล้วจิตจะทำงานอย่างประมาณได้ดี มีสัปปุร
อ่านต่อ
ิสธรรม 7 เป็นประโยชน์สูงสุด การจะเข้าใจความละเอียดประณีต ที่จะมีรายละเอียด ผู้ที่รู้แล้ว จะจัดการพลังงานของตน มีพลังงาน 100 เราจะใช้แค่ 30 จะใช้ 50 จะใช้ 70 ผู้ที่เป็นอาริยะสูงสุด จะไม่ใช้จนหมด จะเผื่อเอาไว้ กันผิดพลาด มีพลังงานส่วนเหลือ ที่จะทำงานโดยไม่ประมาท มันจะได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ใช้พลังงานเท่านี้แหละ เพราะเราทำงานไป ไม่ใช่เราคนเดียว คนอื่นจะต้องรับไปทำงานของเขา คนอื่นจะเข้าใจตามบารมี เราจะต้องให้ 100 เต็ม ขนาดพระพุทธเจ้า ยังทำไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าน่าจะช่วยเทวทัตได้ จะได้อย่างไร เทวทัตก็มีบารมี มีบริวารของเขาเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นธรรมดา ฝ่ายดำหรือ ฝ่ายขาว ก็มีสาวกมีบริวาร มันเป็นธรรมดา คนที่ไม่รู้ได้ว่าอเวไนยสัตว์ ก็ไปตามวิบากของเขา การจะรู้ปณีตา ประณีต อตักกาวจรา ไม่ใช่การเดา คาดคะเนเสี่ยงๆ ไม่ใช่ ไม่ประมาท ไม่ใช่การทำแบบเสี่ยง ถ้าทำไปแล้วเสีย มันก็บาป จะทำไปทำไม มันไม่เกิดประโยชน์อะไร ตนเองก็บาป คนอื่นก็บาป นิปุนา มีความละเอียดระดับนิพพาน ละเอียดจนไม่มีคำอธิบาย เป็นพลังงานที่เล็กที่กว่าฟิสิกส์ ที่อาตมานำพลังงานทางฟิสิกส์ มาประกอบอธิบายความ ผู้ฟังตามจะเข้าใจ แปลว่านามธรรม จะเล็กละเอียดกว่าทางฟิสิกส์ จะเอานิวเคลียร์ฟิวชั่นฟิชชั่น มาขยายความ ซึ่งเป็นพลังงานจริง พระพุทธเจ้าเรียกว่า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม บัณฑิตเวทนียา เป็นบัณฑิตแท้ๆ อย่างไม่ใช่บัณฑิตที่ไปสอบเอาปริญญาเอก 10 ใบมา แต่เป็นบัณฑิตแท้ๆที่มีภูมิธรรม มีอาริยธรรม มีจิตวิญญาณ มีความจริง ทั้งภายในและภายนอก ที่เป็นความบริสุทธิ์ สะอาด เป็นประโยชน์ คุณค่า ต่อมวลมนุษยชาติที่แท้จริง สรุปแล้ว คนของพระพุทธเจ้า ที่ศึกษาตามพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ มีผลถูกต้องหมด จึงเป็นผู้ที่มีโลกุตรจิต มีโลกะวิทู มีโลกานุกัมปา เป็นจิตใจที่อยู่เหนือโลกีย์ แปลว่า ไม่ใช่อยู่เหนือ อย่างข่มขี่เขา ดูถูกเขา แต่อยู่อย่าง อนุเคราะห์เกื้อกูลโลก แปลอย่างชัดๆ ก็คือรับใช้โลก และรู้โลก โลกวิทู ทุนนิยมเป็นอย่างไร คอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร เผด็จการเป็นอย่างไร ทุนนิยมสามานย์เป็นอย่างไร ก็จะเข้าใจตามบารมี ในการเข้าใจสังคม แล้วเราจะช่วยเขาอย่างไร รู้ว่าสังคมชนิดนี้ด้อย ถ้าเราจะเข้าไปช่วยด้วยจริงๆ ถ้าเราจะไปเอาเปรียบเขาทั้งที่เขาด้อยกว่า เราเหนือเขาจริงๆ จะไปเอาเปรียบเอารัด ไปใช้เป็นเบี้ย เป็นลิ่วล้อ เป็นเหยื่อได้ แต่ไม่ทำ ไม่ทำเลย เพราะว่ามันเป็นความเลว ยิ่งเขาสู้เราไม่ได้แต่เราไปเอาเปรียบเขา นี่คือคนคิดชั่วมากๆ คนยิ่งด้อย ยิ่งต้องช่วยเขา ไปเอาเปรียบเขาไม่ได้เลย คนยิ่งด้อยยิ่งยากยิ่งต่ำ เราต้องช่วยเขา คนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วเอาเปรียบคนอื่น คนอย่างนี้ต้องจัดการ ทำให้เขาเลิกทำ ถ้าคนที่ด้อยถูกคนอื่นเอาเปรียบข่มเหง เราจะไปข่มเหงเขาต่อ ก็เป็นความโหดร้ายมาก
ทั้งสองศพนี้ ใฝ่หา แสวงหา ลูกของผู้ตายศพนี้ ก็แสวงหา ตั้งแต่คนโตจนถึงคนเล็ก ก็ได้ไปตามทิฏฐิของตน ซึ่งกล่าวได้ว่า ตรงกันข้ามกัน ทางด้านที่น้องสาว ไปแสวงหาทางนั้น เป็นฝ่ายที่.. ขออภัยพูดสัจธรรมว่า มักมาก เป็นฝ่าย มหัปปิจฉะ แต่ทางด้านศพนี้ มามักน้อย อัปปิจฉะ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อ อัปปิจฉะ ไม่ใช่ มหัปปิจฉะ ในวรรณะ 9 มี 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .
คำแรกเลย ลูกสาวคนเล็ก เขาก็ไม่มามักน้อยมากล้าจน ที่พูดนี้ เป็นสัจจะความจริง เป็นปรากฏการณ์จริง เพื่อการศึกษา เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ ถ้าจะไปจะมาต้องมีระเบียบมีวินัย ต้องสะอาดสะอ้าน เลอะเทอะนิดนึงไม่ได้ มันมากไป มันมากไป มันดูดี แต่มันดูดีจนเวอร์ เป็นรายละเอียดซับซ้อน อย่างอาตมาว่า ความสามัคคีคือมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ความสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ได้ค่าที่ดีที่สุด ก็คือมีสกปรกเล็กน้อย และมีความสะอาดสะอ้าน อย่างพอควร ต้องมีธรรมสอง ต้องมีความสกปรกและความสะอาด จึงจะเกิดพลังงาน ถ้ามีแต่ความสะอาด ไม่มีแบคทีเรียเลย คนตาย อยู่ไม่ได้ แบคทีเรียน้อยเกินไปก็ตาย คนสุดโต่ง จะไม่รู้สภาพที่ทรงอยู่ แล้วจะต้องมีพลังงานสังเคราะห์อะไรตลอดเวลา จะต้องได้สัดส่วนที่พอเหมาะ มีสิ่งที่ต้านทานไว้ มี Resistance ที่ได้สัดส่วน ไม่เช่นนั้น จะไม่หมุนแรงได้สัดส่วน ทางวิศวะเขาก็รู้ ถ้ามีการต้านทานอย่างได้สัดส่วน จะได้พลังงานที่สูงสุด
591223_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ประกาศอรหันต์ในฆราวาส