สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปหาน 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปหาน 5 _หมอเขียวว่า...มีหลายคนฟังพ่อครูแล้วก็พอจับกิเลสได้ แต่ว่าทำให้เล็กลงทำอย่างไร พ่อครูว่า..ทำโดยปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) คือทำให้กิเลสลดลงหรือหมดไป ปหานคือ ต้องอ่านจิตเจตสิก รู้ พอรู้ว่านี่เป็นเวทนา โดยพิจารณาสติปัฏฐาน 4 องค์รวมของรูปและนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เป็น Object นาม คือตัวรู้เป็น Subject เป็นประธานตัวเรา แล้วมันสัมผัสรู้ กายคือ รู้การทำงานของรูปกับนาม สังขารกันอยู่เป็นธรรมะสอง จะปรุงแต่งเป็น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คุณต้องรู้การปรุงแต่งของสภาวะที่เรียกว่ากายคืออะไร กายสังขารคือปรุงแต่งภายในกับภายนอก ปสาทรูปทำงานกับโคจรรูป ก็มาทำงานร่วมกันปรุงแต่งกันที่จิต พระไตรปิฎก ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 พวกอภิธรรมฟังก็งงหัวตีดินคือว่า กายคือจิต มโนวิญญาณได้ไง เขารู้ว่ากายคือดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น แท้จริงกายนี้แยกเป็นสองเสมอ มีหนึ่งไม่ได้ มีแต่รูปอย่างเดียวลงเหวไปเลย และจะเข้าใจว่ากายมีนามอย่างเดียวก็ไม่ถูกเหมือนกัน แต่ก็ยังดีมีฐานปฏิบัติได้ ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีความเข้าใจใน Concept อย่างนี้ มีความเชื่อในองค์รวมว่ากายคือรูปวัตถุ ไม่มีนามเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่สำเร็จรูปแล้ว ตัวจริงคือจิต มโน วิญญาณที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ที่ร่างดิน น้ำ ไฟ ลม พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญ
อ่านต่อ
าณบ้าง ล.16 ข.230 การเข้าใจว่ากายคือภายนอกอย่างเดียวจึงซวย เมื่อพิจารณากายในกายก็เลยแยกไปพิจารณาแต่ภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับภายใน สติปัฏฐาน 4 คือโลกุตรธรรม 37 ข้อที่ 1 คือโพธิปักขิยธรรม 37 ล.31 ข.620 การศึกษาให้ศึกษาจิต มโน วิญญาณเป็นสำคัญ แต่ต้องศึกษารูปที่เป็นอุปาทายรูปด้วย ปสาทรูป โคจรรูป กระทบสัมผัสกับสิ่งใดๆภายนอก เกิดภาวรูป แล้วมีสองเสมอ คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ แล้วทำอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะให้เป็นหนึ่งให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทุกวันนี้ขอเขกกะบาลพวกมิจฉาทิฏฐิหน่อย ที่ไปหลงสะกดจิตนั่งหลับตา มันไม่ได้เข้าหาธรรมะพระพุทธเจ้าด้วย เพราะไม่มีรูปนาม ไม่มีการพิจารณา อุปาทยรูป 24 อุปาทายรูปนี้เป็นตัวปฏิบัติหลัก มหาภูตรูป 4 ไม่ใช่ตัวปฏิบัติธรรมหลัก ที่มันจะเสื่อมไปตามกาลเวลา ขนาดพระพุทธเจ้ายังคงไม่ให้เสื่อมไม่ได้เลย เสื่อมเป็นธรรมดา แต่จิตนี้ไม่ให้เสื่อมได้ เสื่อมคือมีแต่กิเลสรุมล้อม ชั่วทั้งนอกและใน วันนี้คือตัวที่ต้องปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เสื่อมไม่เสื่อมคือ สร้างแต่กุศล ไม่ทำบาป หมอเขียวว่า...เวลาพิจารณาก็ไปพิจารณาเปรี้ยวมันเกิดแล้วก็ดับ พ่อครูว่า...มันเป็นเพียงสมถะเกิดดับแต่ธรรมชาติ แต่ไม่ได้พิจารณา เนกขัมสิตเวทนา เคหสิเตเวทนา 18 แล้วทำให้เคหสิตเวทนาดับไป มีแต่เนกขัมสิตเวทนา แล้วอาการจิตเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ทำได้ไหม ถ้าทำได้มีหวังอรหันต์ แน่นอนถ้าไม่เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ได้ แต่ถ้าเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ ทำอย่างปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) เป็นสัญชาตญาณเป็นอัตโนมัติของคนอยู่แล้ว เช่น ทุกวันนี้คุณมีกิเลสกามไหม คนภายนอกก็มี แต่เขาสังวร กดข่มไว้กลั้นไว้ เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา เมื่อรู้แล้วก็ช่วยมันทำ เราก็รู้ว่ากดไว้แค่นี้ ส่วนที่เราสัมผัสทางทวาร 5 แล้วก็ต้องพิจารณาเหตุ อะไรทำให้เกิดสุขทุกข์ให้รู้อาการเหตุว่า สราคะ สโทสะ สโมหะ มันเป็นกามหรือพยาบาท แล้วจัดการมันอย่างวิปัสสนา ทุกวันนี้เขาทำอย่างแค่สมถะ ไม่ได้ทำวิปัสสนา 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) อย่างวิปัสสนาทำได้คราวใดก็สำเร็จผล ตทังคปหาน เมื่อคุณทำอย่างนี้สำเร็จ เก่งขึ้น เด็ดขาดขึ้นเรียกว่า สมุจเฉทปหาน คุณทำได้เก่งขึ้นชำนาญขึ้น อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำให้เกิดผล พหุลีกัมมัง ทำได้ถูกแล้ว ดีแล้ว ก็ทําให้มากเข้าไป เมื่อทำได้เด็ดขาดความสงบเรียกว่า 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) ทำได้เด็ดขาด ไม่ใช่ว่าจิตใจหยุดคิดหยุดทำงาน แต่จิตใจจะยิ่งคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา จิตตัวมันมีปาคุญญตา เวทนา สัญญา สังขาร แคล่วคล่อง คือรวมแล้วเป็นวิญญาณแคล่วคล่อง ไม่ใช่ว่าคิด จะหยุดคิดหยุดทำงานแล้วดับมืดไปเลย อย่างนั้นเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ 180 องศา อย่างนั้นฤาษีชีฤาษีไพรลัทธิอื่นใดเขาทำกัน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เจอลัทธิพวกนี้ ไปเจอแบบนี้ ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ จนท่านระลึกรู้ของท่านได้ ท่านก็ทำของท่าน สอนและประกาศของท่าน อย่างที่ตรงกันข้ามกับพวกฤาษีชีไพร 180 องศา เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อม กลับไปเป็นแบบฤาษีชีไพรแบบเก่า อาตมาจึงต้องมาเคาะกบาล เอามาเป็นแบบของพูดใหม่ ฟังให้ดี อย่าดื้อนัก 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) คือสลัดได้แคล่วคล่อง แตะปั๊บหลุดปุ๊บเลย เหมือนเอายาหม่องมาทาขา ปลิงมาเกาะไม่ติดเลย เหมือนจิตวิญญาณที่เก่ง
หมอเขียวว่า...คนส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจประเด็นนี้ สรุปคือว่า ปฏิบัติธรรมเมื่อมีผัสสะ กระทบ เหตุการณ์กระทบต้องอ่าน ราคะโทสะโมหะให้ได้ จับโจรให้ได้ แล้วปหานโจร ถ้าแน่ใจว่าโจรก็ปหานเองไม่ต้องมีการขึ้นศาล ทำความรู้โทษของกิเลส รู้ประโยชน์ของการหมดกิเลส จนได้อย่างนิสรณปหาน อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” 600615_เทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช