โลกียะต่างจากโลกุตระอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกียะต่างจากโลกุตระอย่างไร _สมณะลือคม (จากศาลีอโศก)…กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ครับ วันนี้น้องเพ็ญน้ำฟ้าจะมีคำถาม เรียนถามหลวงปู่ครับ _ด.ญ.เพ็ญน้ำฟ้า...กราบนมัสการค่ะหลวงปู่ หนูจะมาถามหลวงปู่ว่า โลกียะกับโลกุตระมันแตกต่างกันตรงไหนคะหลวงปู่ พ่อครูว่า…โลกียะ คือความรู้ปฏิภาณปัญญาของคนของใครก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อว่ายังไม่รู้จักกิเลส ยังไม่รู้จักจิตของเรา ความรู้สึกของเรา ความรู้สึกของเรามันเกิดขึ้นแล้ว คนที่เป็นโลกุตระ จะรู้ทันว่า มีกิเลสร่วมเข้ามาในความรู้สึกตอนนั้น โดยทั่วไปปุถุชนจะต้องมีกิเลสเข้ามาร่วม แน่นอนยังไม่หมดกิเลส ยังมีกิเลสประจำอยู่ในชีวิต ผู้ที่เป็นโลกุตระ เมื่อศึกษารู้ว่าเราต้องปฏิบัติอันนี้ พอสัมผัส เกิดความรู้สึก ปั๊บ เกิดอารมณ์เกิดความรู้สึกขึ้นมาในจิต หนึ่งแม้ไม่รู้ก็จะต้องเริ่มมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติเต็มเป็นโพชฌงค์ มีธรรมวิจัย แล้วก็พากเพียร จะมีความวิริยะมีพากเพียรด้วยนะ โพชฌงค์ 3 จะทำงาน เสร็จแล้วก็อ่านจิตมีความรู้สึกว่า จิตเรามีกิเลส คนนี้แหละคือคนมีโลกุตระ นี่เอาสภาวะมาอธิบายให้ฟังว่าอย่างนั้นก็ไม่รู้สักทีว่าโลกียะโลกุตตระคืออะไร ส่วนคนที่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องโลกุตระเลยในชาวพุทธหรือในทั่วประเทศไทยหรือในประเทศอื่นก็ตาม ถ้าไม่มีความรู้อย่างที่อาตมาอธิบายไปคร่าวๆเมื่อกี้นี้ แล้วปฏิบัติเป็นจริง นั่นคือยังไม่พบโลกุตระ ต่อให้จบเปรียญ 9 จบปริญญาเอกเป็นศาสนาอาจารย์ใหญ่มโหฬาร เป็นเจ้าสำนักขนาดไหน ถ้าไม่ได้มีอย่างที่อาตมาว่า ก็ไม่ใช่พุทธ เพราะว่าพุทธนั้นคือโลกุตระ โลกียะนั้นเป็นศาสนาทั่วไปทั้งหมด ที่นี้ประเด็นสำคัญอันหนึ่งโลกียกับโลกุตระต่างกันอย่างไร ภาษาวิชาการง่ายที่สุด โลกียะไม่มีนิพพาน โลกุตรธรรมจะมีนิพพาน เพราะฉะนั้นโลกุตระเป็นของศา
อ่านต่อ
สนาพุทธ จุดหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ต้องไปนิพพานให้ได้ ถ้ายังไปนิพพานไม่ได้ยังไม่มีทางไปนิพพาน คนนั้นยังจมอยู่ในโลกโลกีย์ปุถุชนอีกนานไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ จนกว่าจะมีจิต มีอัญญธาตุ อัญญธาตุ คือธาตุใหม่ธาตุโลกุตระที่เริ่มจ่อกระแส เรียกว่ากระแสโสดาบัน โสดาบันแปลว่าจิตเข้ากระแส โสตาปันนะ แปลว่าจิตจุติเข้าสู่กระแสโลกุตระ เมื่อเริ่มแล้วมันก็จะมีภาวะศึกษาต่อ พราะคนที่เริ่มต้นมีจิตยินดีตามมูลสูตร มูลสูตรมี 10 หลัก คือ 1.มูลกา 2.สัมภวะ 3.ผัสสะ 4.เวทนา 5.ประมุข(สมาธิ ) 6.สติ 7.ปัญญา 8.วิมุติ 9.อมตะ 10.ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 10 ข้อ 10 หลักของมูลสูตร เป็นหลักของศาสนาพุทธที่ให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้เลยว่า เราเริ่ม แม้แต่ข้อที่ 1 มีมูลมีราก เริ่มต้นเลย เรามีความยินดีในศาสนาพุทธ ในการจัดปฏิบัติธรรม ศาสนาพุทธจะต้องไปโลกุตระไปนิพพานเรายินดีที่จะมีจิตไปนิพพานไหม ถ้ายังไม่มีจิตยินดียังไม่ใช่ เพราะฉะนั้นชาวพุทธทั่วไปทั้งหลายแหล่ ขออภัย พูดง่ายๆ พุทธขี้หมาทั้งนั้น ยังไม่มีจิตไปนิพพาน ยังมีแต่เดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ทั้งหมด ยังไม่ได้แตะ มูลกา เริ่มต้นดีๆในพุทธศาสนา แล้วพุทธศาสนาจะยินดีในพระนิพพาน ต่อให้บวชกี่ชาติต่อให้เป็นเจ้าคุณในระดับไหนก็ตาม ถ้าจิตไม่เข้าใจในนิพพานต้องมีความรู้ตัวว่ามีจิตยินดีในนิพพาน คนมีจิตใจดีจากไขว่คว้าแสวงหาเอาเนื้อแท้ แสวงหาอันนี้นั่นคือคนมีจิตยินดี คนไม่มีจิตยินดีเริ่มต้นเป็นมูลกา โมฆะ เปล่าดาย ไม่ได้สาระของศาสนาพุทธหรอก เริ่มต้นมีจิตยินดีแล้วผู้มีจิตดีแสวงหาจึงจะหามาฝึกหัดทำให้เกิด มนสิการ เป็นข้อที่ 2 ของมูลสูตร มาทำให้เกิด จิตทำจิตในจิตเป็น มนสิการ อาตมาแปล เป็นพยัญชนะของสภาวะเลยว่าแปลว่า เรามาทำจิตในจิตของตน มนสิการเป็นคำกลางๆ ศาสนาพุทธเข้าหาจิตไม่ใช่แค่กายวาจา เข้าหาที่จิต เพราะฉะนั้นเมื่อทำจิตในจิตตัวเองเป็น เป็น ก็หมายความว่ามีโยนิโส มนสิการ ในมูลสูตรมีแต่คำว่ามนสิการ ไม่มีคำว่าโยนิโส จะทำจิตในจิตก็มี 2 แบบมาทำจิตในจิตที่ไม่โยนิโส คืออโยนิโสมนสิการ ก็คือชาวพุทธที่โมฆะไปนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นต้น มีความศรัทธามีความยินดีในนิพพานนะแต่ข้อ 2 สอบตก มนสิการสอบตก เพราะว่าอโยนิโสมนสิการ ปฏิบัตินอกทางพุทธ ปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิเป็นการปฏิบัติแบบโลกีย์ไปหมด อย่างพวกนั่งหลับตาพวกที่ไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 ไปปฏิบัติฌาน ด้วยการหลับตาปฏิบัติสมาธิด้วยการหลับตาปฏิบัติธรรมที่ไม่มีอปัณกปฏิปทา 3 จรณะ 15 ต้องมีศีล หากไม่มีศีลเป็นหลักจะไม่ได้เดินอยู่ในกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 ก็ไม่ใช่พุทธ พุทธ จะเริ่มต้นด้วยศีล คนที่เริ่มต้นด้วยศีลแต่ไม่มีอปัณกธรรม 3 ก็เป็นการปฏิบัติธรรมนอกศาสนาพุทธแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ จะไม่รู้จักบุญ คุณได้แต่กุศลอย่างเดียวไม่เข้าเขตบุญแสวงบุญก็ออกนอกเรื่องไม่ได้บุญ บุญ คือ จับจิตเป็น มนสิการเป็น ทำให้กิเลสลดได้นั่นคือบุญ บุญไม่ใช่กุศล เขาทำกันได้แต่คุณงามความดี ได้แต่สังคมยกย่องเชิดชู อย่างนั้นเป็นแค่กุศล ถ้าหากเป็นบุญจะต้องทำให้กิเลสลดได้จึงจะชื่อว่า บุญ เพราะฉะนั้นคำว่าบุญ ความหมายคำว่าบุญทุกวันนี้มันไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงกันแล้ว ไปตีค่าคำว่าบุญนี้เท่ากับกุศล ซึ่งมันผิดเพี้ยนไปมาหลายพันปีแล้ว มันก็เลยยาก อาตมานำมารื้อฟื้นจากเป็นงานหนักมาก 50 ปีนี้ ถ้าไม่ใช่โพธิรักษ์โพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาทำงานมา 50 ปีนี้หนักมากเลยนะในตลอด 50 ปีทำงานหนัก แล้วอาตมาร่างกายจะทรุดโทรมกว่านี้อีกเยอะเลย ถ้าไม่ใช่สมณะโพธิรักษ์ แต่อาตมามีอิทธิบาท มีโพชฌงค์ จึงสามารถทำให้ชีวิตอายุ 86 ปีนี้ ยังเต่งตึงอยู่พอสมควร เอ้า จริง นี่เป็นเรื่องธรรมะนะ อาตมาไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูดประโลมใจหรือสนุกๆ แต่เป็นเรื่องจริง อาตมาทำงานหนักมา 50 ปีถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่มีโพชฌงค์ ไม่มีโพธิปักขิยธรรม 37 ของพระพุทธเจ้า อาตมาทรุดโทรมกว่านี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นพลังในการพูด ในการแสดงกายกรรมออกมา จิตมันอาจจะแข็งฟฟแรงเต็มที่ แต่ออกมาไม่ได้แล้ว จะให้แสดง นัจจะ คีตะ วาทิตะ ออกมา นัจจะ คือท่าทางที่จะแสดงออกมาทั้ง กายวิญญัติ คือเคลื่อนไหวออกมาข้างนอกให้เห็นทั้งหมด กายวิญญัติ มันจะเห็นเลยว่าคนที่ไม่มีแรง มันแก่เป็นคนแก่ อาตมาเห็นว่าอาตมายังไม่ได้แก่ แต่เขาหาว่าอาตมาดิ้น แสดงธรรมไม่สุภาพ สุภาพคือมันไม่ผิดสัจธรรม ไม่สุภาพมันคือผิดสัจธรรม สุภาพมันคือถูกสัจธรรม ทุภาพ คือ มันผิดสัจธรรม ไม่ใช่ว่าไม่สุภาพคือไม่สงบ ไม่สงบคือนิ่งเฉยๆนั่นคือ ศาสนา มะรื่อทื่อ ศาสนาเดียรถีย์ สุภาพคือไม่ผิดสัจธรรม สุภาพคือภาวะที่ไม่ออกนอกประเทศ นอกเรื่องของพระศาสดา ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ของพระศาสดา ไม่ผิดอาชีวะ 5 ไม่ผิดกัมมันตะ 3 ไม่ผิดวาจา 4 ไม่ผิดสังกัปปะ 3 อย่างนี้เป็นต้น นั่นคือคำสุภาพ ไม่ได้ไปอ่านตามอาการว่าดิ้นไม่นิ่งไม่สุภาพ โอ้โห เด็กๆจริงๆเลย เรียนศาสนาเด็กๆไม่เข้าเรื่อง อย่างนั้นเป็นความแข็งทื่อ ของพระพุทธเจ้านั้นยิ่งสุภาพ ยิ่งเข้าหลักธรรมพระพุทธเจ้า กิเลสยิ่งลด ยิ่งเป็นพระอาริยะ ยิ่งเป็น กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา เพราะจิตใจแข็งแรงแคล่วคล่อง มุทุภูตธาตุดี กายกรรม วจีกรรมมโนกรรม เเคล่วคล่องดีเรียกว่า ปาคุญญตา เป็นต้น สู่แดนธรรมว่า…พ่อท่านเป็นตัวอย่างของสัปปุริสธรรมแบบพุทธ พ่อครูว่า…พอมิถุนายน 2564 ก็เต็ม 87 ปีขึ้น 88 ปีแล้ว
631228_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 21