อโศกกับทฤษฎีคอมมิวนิสต์ของคาร์ล มาร์กซ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
อโศกกับทฤษฎีคอมมิวนิสต์ของคาร์ล มาร์กซ์ _นายอุทัย วงละคร : คาลมาร์คไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เลยเสนอแนวคิดผิด ๆ พ่อครูว่า…เอาล่ะ ยื่นดาบมาเป็นอันสุดท้าย อาตมาเคยพูดว่าคานมาร์คไม่น่าจะตายก่อนจะเจอสมณะโพธิรักษ์ เขาเป็นเจ้าพ่อทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ก็เป็นแค่ทฤษฎีแต่มีเลนินรับช่วงมา มีเหมาเจ๋อตุงทำได้สำเร็จ รัสเซียเขาเป็นตัวตั้งต้น ก็เลยเป็นเลนิน กับจีนที่เป็นเมาเซตุงทำขึ้นมา ที่เหมาทำมา ก็เป็นลัทธิแปร รัสเซียเองก็เป็นลัทธิแปร ไม่เอาอย่างคาร์ล มาร์กซ์(Karl Marx) มา 100% คาร์ล มาร์กซ์ นั้นเป็นคอมมิวนิสต์ 100% อย่างที่เป็นอำนาจหมู่แข็งเป๊ก บังคับ ก็เหมือนอำนาจเผด็จการฟาสซิสต์ อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์เด็ดขาดคนเดียวสั่งการ มันใช้อำนาจ คอมมานด์ สั่งการ มันไม่มีคำสอนไม่มีการให้สิทธิไม่มีการให้อิสระ คอมมิวนิสต์ไม่มีอิสระเต็มร้อย ประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะอิสระเต็มร้อย แบบประชาธิปไตยที่ปลอม เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตย เก๊ มาเก๊จนกระทั่งคนเห็นพุงเห็นไส้มากที่สุดก็ในยุคโดนัลด์ทรัมป์นี่แหละ ขนาดนี้ยังไม่ยอมเลย ยังดึงดัน จะกลับไปเป็นประธานาธิบดีต่อให้ได้ ขนาดแพ้ขนาดนี้ มันเป็นเรื่องซับซ้อน อาตมาว่า ที่ทรัมป์ดึงดันเพราะอะไร เขาต้องดิ้นที่สุด หากหลุดออกไป เขามีเบื้องหลังที่จะถูกเปิดเผยถูกตามเก็บด้วยกฎหมาย นี่คือเรื่องของสิ่งที่มันเป็นอยู่จริง เพราะฉะนั้นเขาจึงดิ้นสุดท้ายตายเป็นตายมันก็เลยดูยิ่งทำให้ระบบการเมืองประชาธิปไตยระบอบประชาธิปไตยขาเดียวของสหรัฐซึ่งทำให้คนเข้าใจว่า สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยแท้ๆ เป็นตัวอย่างที่ดีใหญ่ ซึ่งอาตมาบอกว่าประชาธิปไตยแบบนั้นไม่สมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติสมบูรณ์ซึ่งมันจะต้องมี 2 มีรูปกับนาม มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลที่สมดุลกัน อย่างเมืองไทยนี้ มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐ
อ่านต่อ
บาลที่ดุลกัน แต่ตอนนี้ยังมีเศษ เป็นธรรมดาธรรมชาติมาทดลองรัฐบาลด้วย คนที่เข้าใจชัดเรื่องประชาธิปไตย เรื่องของความถูกไม่ถูก ความอยู่ในสารัตถะแท้ๆอยู่ในปรมัตถ์แท้ๆหรือไม่ มันจะเห็นชัดเลย ตอนนี้ก็ยกตัวอย่างได้ตั้งแต่ทักษิณมา จนกระทั่งรักษาอำนาจพยายามมีนอมินีเข้ามาไม่รู้กี่คน นอมินีตั้ง 3-4 คน จนกระทั่งเขาก็ยังว่าเป็นผู้ที่ต่อเชื้อมาจากทักษิณเหมือนกันคือธนาธรอยู่ขณะนี้ แล้วยังถ่ายทอดไปสู่เด็กอมมือ เพนกวิน, นายไมค์, รุ้ง พวกนี้ มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดาของคนที่มันหลงตัวเองหลงในอำนาจ หลงโลกียะ มันเป็นธรรมดา มันก็เป็นสิ่งที่ยืนยันความจริงสิ่งที่พิสูจน์ เช่น ถ้าไม่มีพระเทวทัตก็ไม่มีการขับเด่นพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระเทวทัตจะต้องมีฤทธิ์อำนาจมากจะต้องขับเด่นให้พระพุทธเจ้า ยิ่งเด่นยิ่งดีใหญ่ เหมือนกับคู่ชกมันพอๆกัน แต่อาตมาดูแล้วคู่ชกในเมืองไทยโดยเฉพาะการเมืองประชาธิปไตยไทยขณะนี้ คู่ชกมันคนละรุ่นคนละน้ำหนัก มันคนละเบอร์ อะไรต่างๆนานา แม้ที่สุด ธนาธร กับพลเอกประยุทธ์อยู่ในสภาเขาจะเลือกใครเขาก็ผ่านนะ สภาก็เลือกพลเอกประยุทธ์ไม่ได้เลือกธนาธร มาที่สุดธนาธรออกมาดิ้นต่างๆนานาก็ทำผิดเองถูกศาลตัดสินเอง ไม่ให้ทำเขาก็ยังฝืนทำ ทำให้แพ้ผิดกฎหมาย พยายามก่อตั้งคณะอะไรอีก นี่เขายังไม่อยากเอาผิดรุนแรง เขายังประนีประนอมอยู่บ้าง มันก็เลยเขาก็ยังหลงตัวเองว่าไม่กล้าทำเขาหรอก อาตมาว่ามันซับซ้อนเขายิ่งหลงตัวเอง อาตมาว่าเงินมันยังไม่หมด สักวันหนึ่งเถอะ จะรู้สึก เงินมันยังไม่หมด ขี้เหนียวเก่งนะ ยอดขี้เหนียวเลยธนาธร บอกว่าทักษิณขี้เหนียวแล้วแต่ธนาธรนี้ยิ่งกว่าเดดซี รู้จักเดดซีไหม สุดเค็ม(ทะเลเดดซี) ใครตกลงไปลอยได้เลย สู้ความหนาแน่นของทะเลเดดซีไม่ได้เลย ที่อาตมาพาทำอาตมาก็เห็นใจว่าคนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เช่นว่า มาเป็นคนจน มาเป็นคนยอมแพ้ มาเป็นคนเสียสละ แล้วก็บอกว่าเป็นคนจนนี่แหละเป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ เป็นคนเสียสละ เป็นคนยอมแพ้นี่แหละเป็นคนที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเขามองตื้นๆรอบเดียวไม่กี่ชั้น เขาก็ไม่เข้าใจหรอก คนที่ยังเข้าใจไม่ได้ อาตมาก็ยังเห็นอยู่ว่าโลกทั้งโลกนี้กำลังมีปฏิภาณปัญญาหันมาหาสู่สัจธรรม สัจธรรมชั้นสูง อารยธรรมขั้นโลกุตรธรรมกำลังเดินทางมา เราจะไปบีบบังคับให้คนรีบๆรู้ รีบๆเห็น รีบๆเข้าใจ มันทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องทำตัวเราเอง สร้างพวกเราเองนี่แหละสร้างสภาพขององค์ประกอบอะไรต่างๆขึ้นมาให้มันสมบูรณ์บริบูรณ์ให้ได้ “จนคนตาบอดเห็นได้” ใช้โศลกนี้เลย ต้องทำอย่างนั้น ทุกวันนี้ แม้แต่ชาวอโศกก็มีคนมีดวงตาเห็นขึ้นมาก็ค่อยๆเข้าใจขึ้นมา เราก็เลยอยู่ ค่อยยังชั่ว ไม่เดือดร้อน _สู่แดนธรรม...ปัญหาที่เขาถามเรื่องคาร์ล มาร์กซ์ พ่อครูเคยตอบสมัยเมื่อกองทัพธรรมไปอบรมที่วิทยาลัยครู เขาเขียนจดหมายมาบอกว่าเหมือนตำหนิชาวอโศกกำลังสอนให้คนเป็นคอมมิวนิสต์ พ่อท่านตอบว่า.. เราเป็นพ่อของคอมมิวนิสต์อีก เราต่างจากคอมมิวนิสต์ที่ว่าเรามีอิสรเสรีภาพ พ่อครูว่า…อาตมาพูดอย่างนี้หมายความว่า คอมมิวนิสต์ก็ตามประชาธิปไตยก็ตาม จุดหมายใหญ่เขาต้องการให้ส่วนกลางนี้ มีเงินทองทรัพย์ศฤงคารมากที่สุด เป็นวิธีการของเศรษฐศาสตร์ เขาจะต้องให้คนที่เป็นประชากรเสียภาษีเข้าไปส่วนกลางมากที่สุด ตั้งแต่คนรายได้น้อยไปถึงคนรายได้มาก แต่ที่ควรก็คือให้คนรายได้มากเสียภาษีมาก คนรายได้น้อยก็เสียภาษีน้อยตามที่ถูกต้องควรเป็นอย่างนั้น สรุปแล้วให้คนเสียภาษีรวมให้แก่กองกลางมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เป็นลักษณะบังคับให้เอามาเสียให้มากแล้วพยายามตรวจสอบให้มีรายได้มากกว่าก็จะต้องมีอัตราการเสียภาษีให้มากกว่า อย่าไปเอาเปรียบระดับล่างมากนัก แต่คนฉลาดแกมโกงก็หาวิธีการซับซ้อนสร้างค่ายกลเครือแห สร้างบริษัทไม่รู้กี่ร้อยบริษัทของเขาที่เขาทำมันก็ได้อย่างที่เขาเป็นตัวอย่างกันพวกนายทุนหรือทุนนิยมสามานย์พวกนี้ เขาก็ทำซับซ้อนซ่อนคม ซ่อนเหลี่ยมคู ไม่ให้พวกคนรู้ทัน แต่เขาได้มาก ด้วยความขี้โลภไม่เคยมีที่สิ้นสุด ใจเขาไม่พอ ใจเขาต้องมากๆๆเขาไม่กล้าที่จะลดน้อยลง เพราะใจเขามีความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง พวกนายทุนพวกนี้ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่มีทาง นอกจากมาทำทีเสียสละเพื่อจะตกเอากุ้งฝอยมาตกปลากระพงเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง มันไม่จริงหรอก เพราะฉะนั้นถ้าคนจริงเท่านั้น จึงจะสามารถเป็นจริงได้ ถ้าคนไม่จริงมันเป็นไปไม่ได้ ทีนี้ ของพระพุทธเจ้านี้สอนให้คนเห็นความจริงอันนี้ เพราะฉะนั้น คนจนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่คนจนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เป็นคนจนขยันมีความรู้ความสามารถสมรรถนะสร้างสรร หากว่าเอาพวกเราไปสร้างความร่ำรวยก็รวยได้จริงๆ แล้วยิ่งรวยเป็นหมู่รับรองว่าบริษัทพวกเราเป็นบริษัทร่ำรวย บริษัทนี้ไม่เห็นแก่ตัว สร้างเพื่อส่วนกลางอย่างเต็มใจ โอ้โห อันนี้มันซ้อน คนนี้สร้างอย่างเต็มใจและมีนิสัยรวบรวม ไม่ใช่มีนิสัยสะพัดออก จนกระทั่งถึงศูนย์ อย่างพวกเรามีต้นทุนอยู่ที่ศูนย์ แล้วศูนย์แล้วตายไหม ศูนย์แล้วไม่ตาย อยู่ในนี้ต้องเป็นคนดี เป็นคนไม่ขี้เกียจ เป็นคนขยันหมั่นเพียร เป็นคนมีสมรรถนะความสามารถ แล้วก็เลี้ยงดูกันอย่างเหมาะควร เด็ก, คนแก่, คนป่วย, คนพิการ, คนไร้สมรรถภาพ ก็ดูแลเลี้ยงดูกันไปจนกว่าจะตายจากกัน แต่คนขี้เกียจกับคนขี้โกงพยายามกำราบมัน พยายามอย่าให้มันทำชั่ว คนขี้เกียจกับคนขี้โกง 2 คน ก็จะมีแทรกแซงอยู่ในสังคมหมดไปไม่ได้ง่ายๆเลย แต่มันก็มีน้อยได้อย่างพวกเรานี้คนขี้เกียจกับคนขี้โกงนี้มีน้อย แต่ถึงมีน้อยเราก็พยายามขัดเกลาเขา พยายามให้หมดความขี้เกียจความขี้โกง ไปโกงอยู่ทำไมมันชั่ว ไปขี้เกียจอยู่ทำไม? มันไม่เจริญ พวกเรามีปัญญารู้ พูดเท่านี้ก็เข้าใจแล้ว พวกเราจะไปทำทำไมเรื่องชั่ว เรื่องไม่เจริญ ของเราก็มาทำเจริญด้วยปัญญา เห็นไหมว่าคำว่าปัญญานี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน พวกเรารวบรวมคนที่มีปัญญา คำว่าปัญญา อาตมาก็พยายามขยายความ ไม่ใช่เฉโก ที่เป็นความฉลาดแบบโลกียะของเราโลกุตระเป็นความฉลาดที่ไม่เห็นแก่ตัวตน ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแก่พวก เห็นแก่ส่วนรวม ทั้งหมดแก่มวลมนุษยชาติทั้งโลก แต่เราก็รู้ขั้นตอนว่าอะไรก่อนอะไรหลัง ก็คนใกล้ชิดก่อนก็เป็นธรรมดา คนห่างออกไปก็ค่อยๆเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างไป สำนวนพวกนี้อาตมาใช้พยัญชนะภาษา เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้างไปตามลำดับ คำว่า “เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้าง” สองคำนี้ก็มีความหมายลึกซึ้งแล้ว
631227_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติปรากฏได้ในยุคโควิด