คุณลักษณะ 12 ของ พระอรหันต์ผู้มีอิสระยิ่ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข29 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

คุณลักษณะ 12 ของ พระอรหันต์ผู้มีอิสระยิ่ง 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) คำนี้เป็นคำยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธเป็นอริยสัจคือความจริง เป็นสัจจะของผู้ประเสริฐสุด เป็นอริยะแท้ๆ ถ้าผู้ที่ไม่ใช่เป็นอารยะแท้ๆจะไม่เห็นว่าการมาเรียนรู้ทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์ให้ได้ จะไม่เห็นอันนี้เป็นสุดยอดของความเป็นมนุษย์ ศาสนาโลกียะทั้งหมด ไม่รู้จักเรื่องทุกข์เรื่องสุข ไปรู้จักแต่เรื่องดีเรื่องชั่วสอนกันแต่ดีแต่ชั่ว ให้ทำดีทำดีทำดีและละชั่วประพฤติดีทำใจให้ผ่องใส ความผ่องใสก็แค่รู้ดีรู้ชั่วยังไม่เป็นโลกุตระ ทาผ่องใสนั่นคือรู้จักอเลสแล้วดับกิเลสหมด แล้วจิตไม่มีบาปเลยบุญก็ไม่มีเรียกว่า สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่มีบาปทั้งปวง บุญก็ไม่ต้องทำแล้ว จบ ทำกรรมกิริยาอยู่ก็มีแต่ กุสลัสสูปสัมปทา กรรมกิริยาของพระอรหันต์ต่อไปมีแต่กุศลถ่ายเดียว ไม่มีบุญไม่มีบาป ปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์ทุกองค์ดับทุกข์ดับสุขหมด ความทุกข์ความสุขเป็นเทวดาเป็นคู่แยกไม่ออก มีทุกข์ต้องมีสุข มีสุขต้องมีทุกข์ เพราะฉะนั้นพวกเทวนิยมนี้เป็นสุขนิยมยังติดความสุขอยู่ ตายแล้วก็ไปอยู่สวรรค์ ความสุขคือสวรรค์อยู่กับพระเจ้านิรันดรนั่นคือศาสนาไม่มีนิพพาน ศาสนาไม่ดับเทวะ ไม่ดับทุกข์ดับสุขนั่นคือข้อที่ 1 พระอรหันต์จะรู้ 2. เป็นคนไม่มีภัย ผู้จบอรหันต์แล้วไม่มีโทษภัยอะไรในโลกอยู่กับสังคมได้โดยไม่มีอกุศลเลย อกุศลทางกายกรรม วจีกรรมไม่มี เพราะจิตใจไม่มีอกุศลแล้วจริง แต่อาจจะย้อนแย้งกับโลก พูดอีกครั้งหนึ่ง อาจจะย้อนแย้งกับโลกสำหรับพระอรหันต์ เพราะว่าโลกเขาติดยึดแบบโลกๆ ติดในสมมุติ แต่พระอรหันต์ไม่ได้ไปตามใจสมมุติ ไม่ได้ติดชุดไหนสมมุติอนุโลมปฏิโลมเท่านั้น แล้วก็ทวนกระแสสังคมโลกด้วยสำหรับพระอรหันต์แต่ไม่ใช่ภัย เป็นคนที่มีภูมิธรรมดึงคนออกมาจากความไม่เป็นอารยะใ

อ่านต่อ

ห้มาเป็นความเป็นอาริยะ 3. เป็นคนมีคุณค่า คนจะเป็นคุณค่าก็คือเป็นพระอรหันต์นี่แหละเป็นพระโสดาบันก็มีคุณค่าพระสกิทาคามีก็เริ่มสูงขึ้น พระอนาคามีก็เริ่มสูงขึ้นยิ่ง พระอรหันต์ก็ยิ่งมีคุณค่ารู้จักโลกรู้จักอัตตาเต็ม รู้จักโลกาธิปไตย รู้จักอัตตาธิปไตย และรู้จักธรรมาธิปไตย จึงเอาธรรมะทำงานอยู่กับโลก ทำงานอยู่กับอัตตาของคนอื่น ส่วนพระอรหันต์นั้นไม่มีอัตตาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงทำงานมีแต่คุณค่า นอกจากไม่มีภัยแล้วจึงมีกรรมการงานกัมมันยา กรรมมีความเหมาะควรทั้งนั้นเลย ในกรรมกริยาของพระอรหันต์ที่ทำกับโลก เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว ตนไม่มีแล้ว กิเลสไม่มีตัวตนไม่มี ไม่เพื่อตัวเองเลย หมดตัวตนจริง ฟังให้ดีนะ ลักษณะ 12 ของพระอรหันต์มีอิสระเต็มที่แล้วก็มีคุณสมบัติ 12 ประการนี้ อันนี้อาตมาเองเป็นผู้เรียบเรียงออกมา ไม่มีในพระไตรปิฎก เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว ตนเองไม่ได้ทำประโยชน์เพื่อตัวเองเพราะประโยชน์ตนเองคือกิเลสหมด ศาสนาพระพุทธเจ้าประโยชน์ตนคืออะไรก็คือกิเลสหมด หมดกิเลสแล้วหมดประโยชน์ตนเอง มีแต่ประโยชน์ท่านทั้งนั้นเลยทีนี้ พระอรหันต์จึงคือผู้ที่ไม่มีประโยชน์ต่อตนเองแล้ว มีแต่ประโยชน์เพื่อผู้อื่นเท่านั้น 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อันนี้เป็นศัพท์กลางๆสามัญทั่วไป แม้หยาบกลางละเอียดไม่มีเลย แม้แต่ละเอียดธุลีละอองก็หมด 6. เป็นคนมีเมตตาจริง เมตตานี้ลึกซึ้ง คนนี่เอาคำว่าเมตตาไปใช้ตีกิน ที่จริงแล้วไม่ได้เมตตาอะไรหรอก เป็นคนมีแต่ขี้ตาไม่มีเมตตาหรอก เมตตาคือคนที่จะต้องเป็นคนไม่มีภัย แต่เป็นคนมีคุณค่าทำประโยชน์ต่อผู้อื่น เมตตาคือต้องการให้คนพ้นทุกข์ไม่เป็นโลกียสุข คือ ต้องการ ไปพบกับใคร ก็ต้องการให้เขาไม่ต้องมีทุกข์มีสุข พ้นทุกข์พ้นสุข นี่คือข้อที่ 1 ของเมตตา ข้อ 2 มีกรุณา ก็ลงมือช่วย ลงมือทำเพื่อให้เขาพ้นทุกข์ และไม่มีสุข ไม่ติดสุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เรียกว่าอุเบกขาเรียกว่า อทุกขมสุข พอช่วยเขาได้ กรุณาคือลงมือช่วย ช่วยเขาได้ผลสำเร็จ ก็มีจิตมุทิตา มุทิตาคือจิตก็อนุโมทนาด้วยให้เขาพ้นทุกข์พ้นสุขเป็นอรหันตผล เมื่อเขาบรรลุแล้วเราก็มีจิตมุทิตาจิตก็ยินดีด้วยที่คุณพ้นทุกข์พ้นสุข ข้อที่ 4 คืออุเบกขาทำเสร็จแล้วก็ปล่อยวาง จิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องไปติดอยู่ในคุณธรรมหรือคุณค่าที่เราทำกับคนอื่นที่เขาได้ผลดี หรือไปหลงติดในความยินดีที่ตนเองได้ช่วยเขา เป็นปีติเป็นปราโมทย์อะไรอยู่ไม่ต้องไปติดยึด จบเป็นจบ รู้แล้วเป็นแล้วสำเร็จแล้วก็จบไป จึงเป็นอุเบกขาสมบูรณ์แบบ สู่แดนธรรม...ผมเคยเห็นลีลาเมตตาของพ่อท่าน เป็นสิริมหามายา หากลูกบางคนดื้อมากก็สอนด้วยสิริมหามายา พ่อครูว่า…เมื่อไม่นานมานี้อาตมาก็ใส่ด้วยฝ่ามืออรหันต์อยู่ สู่แดนธรรม...หากคนมีอัตตาก็จะหาว่า พ่อท่านเป็นคนไร้เมตตา พ่อครูว่า…เช่น อาตมาพูดว่าพวกนั่งหลับตาเขาก็หาว่าไปว่าเขาทำไม อาตมารู้แล้วแบบนั้นน่ะจะไปปฏิบัติทำไม แต่จะช่วยคนอื่นอาตมาเป็นโพธิสัตว์มาเป็นล้านชาติแล้ว เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 สู่แดนธรรมว่า...พ่อครูว่า ด่าเอาบุญ พ่อครูว่า…ด่าแล้วขัดเกลากิเลสเรียกว่าเอาด่าเอาบุญ

7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้… สำคัญมากนะ อุเบกขาคือฐานของนิพพาน จิตที่มีอุเบกขาก็เริ่มต้นทำจิตอุเบกขาได้ คุณต้องรู้เวทนา เคหสิตเวทนาก็ทำให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี มันเป็นอาการของจิต ภายนอกทั้งหมด คุณก็จิดไม่อยากอยู่ หมดแล้วทำให้ไม่ติดความทุกข์ความสุขภายนอกก็เหลือภายในเรียกว่าโทมนัส โสมนัส มันก็ยังติดอยู่ลึกภายในเป็นรูปภพ อรูปภพ คุณก็ล้างอีกให้เป็นอุเบกขา นี่คืออินทรีย์ 5 ของเวทนา ทุกข์สุข โสมมนัส โทมมนัส แล้วก็อุเบกขา ล้างได้ ฐานอุเบกขาคือ จิตสะอาดจากกิเลส คุณทำได้ชั่วคราวก็ได้ ปฏิบัติได้ชั่วคราวเรียกว่า ผู้ที่ยังไม่รู้ก็เอาแต่ ข่ม วิกขัมภนปหาน ผู้ที่รู้วิธีของพระพุทธเจ้าก็ทำให้เป็นอุเบกขาได้อย่างวิปัสสนาได้อย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างที่ตาลืมมีสัมผัสกระทบใจก็รู้อยู่ ทำจิตให้เป็นกลางไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชอบไม่ชัง ได้กลางๆ ไม่มีความเป็น 2 มีความเป็นกลางๆเรียกว่าอุเบกขา มีความสะอาดชั่วคราวก็ตาม ข่มนั้นมันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่คนทำได้เรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติฐาน ตทังคปาน คือปหานได้เป็นครั้งเป็นคราวจนเก่งขึ้นๆๆ จนเด็ดขาดเรียกว่า สมุจเฉทปหาน พอทำได้เก่งขั้นไปอีก ทำสลับไปสลับมามีเหตุปัจจัยกระแทกกระทบกระเทือนเก่งขึ้นเป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน จนเด็ดขาดเลย นิสรณปหาน คือ ไม่ต้องไปทำอะไรอีกเป็นไปโดยอัตโนมัติติดตัวเป็นที่พึ่งได้เลยเป็นนิสรณะโดยไม่ต้องทำไม่ต้องฝึกแล้วหรือยังฝึกอยู่ยังไม่คล่องแคล่วก็ทำให้มันสมบูรณ์ด้วย นิสรณปหาน ทำให้สมบูรณ์แบบด้วยปหาน 5 อาตมาอธิบายโดยสภาวะที่อาตมามีเป็นอยู่รู้อยู่ไม่ได้เรียงลำดับเอาภาษาตำรามาพูดอธิบายทีเดียว มันก็จะไม่เหมือนทีเดียวแต่เนื้อหาสาระฟังให้ดี อาตมาสภาวะเป็นหลัก 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว คนที่ไม่ทำบาปแล้วคือคนสิ้นบุญแล้ว เพราะบุญมีหน้าที่ล้างกำจัดให้จิตไม่เกิดบาป เพราะฉะนั้นบาปไม่เกิดอีกแล้ว อดีตแล้วไปอดีตมันผ่านไปแล้วอดีตมันเคยมีบาปก็เรื่องของอดีต แต่ปัจจุบันผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ารู้จักกิเลสว่าเป็นบาปเป็นอกุศล เกิดจากความโง่เป็นอวิชชา เกิดสัมผัสและเกิดจิตเป็นอกุศลหยาบกลางละเอียดก็แล้วแต่ ก็กำจัดไม่ให้มีบาปเกิด กระทบสัมผัสอย่างไรก็ไม่มีบาปเกิด เมื่อหมดบาปไม่เกิดอีก สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กรรมทุกกรรมก็มีแต่กุศล ท่านจึงใช้คำ 2 คำ คำว่าหมดบาป ส่วนอันที่สองก็ไม่ใช้คำว่าทำแต่บุญ ไม่ใช่ ใช้คำว่าทำแต่กุศล อันที่เป็นบาปนั้นคืออกุศล แต่จริงๆมันเป็นกิเลส บาปกับอกุศลต่างกันคือ กุศลเป็นเรื่องของโลกีย อกุศลก็เป็นภาษาโลกียไม่ดี แต่บาปนั้นคือมันประกอบด้วยกิเลส เพราะฉะนั้นเมื่อทำกิเลสหมดแล้วหมดบาป หมดบาปแล้วก็หมดบุญ เพราะว่าบุญคือการชำระบาป เมื่อไม่มีบาปให้ชำระ บุญก็ไม่ต้องเกิด เพราะฉะนั้นการที่จะทำต่อไปอีกก็มีแต่กุศลไม่มีบุญไม่มีบาป ปุญญปาปปริกขีโณ นี่คือธรรมะของอรหันต์ ในข้อไม่มีบาป 9. เป็นคนทำแต่กุศล ธรรมของพระอรหันต์ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ทำกรรมทุกกรรม ก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา 10. เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว คนผู้นี้เป็นคนหมดตัวตนไม่มีประโยชน์ตน อรหันต์นี้หมดตัวตนหมดประโยชน์ตัวตน เพราะมันครบแล้วจบแล้วหมดสิ้นแล้วไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอรหันต์ผู้ที่หมดประโยชน์ตนครบแล้ว จึงเป็นผู้ที่ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก มีแต่นิพพาน เข้าใจนิพพานเข้าใจสวรรค์ เข้าใจนรก ศาสนาเทวนิยมทั้งหลายแหล่ไม่รู้จักนิพพาน และหลงสวรรค์ สวรรค์กับนรกแยกกันไม่ออกเป็นเทวะ แยกคำกว่าเทวะ ที่แปลว่า 2 ไม่ได้เพราะฉะนั้นคุณก็ติดสวรรค์ คุณจึงคือสวรรค์สุขนิยม จะต้องอยู่สวรรค์ เพราะฉะนั้นไม่มีนิพพานไม่มีศูนย์ อยู่กับอัตภาพอัตตา อาตมันนิรันดร นี่คือผู้ที่เป็นอรหันต์จะรู้จักสวรรค์ รู้จักนรกรู้จักนิพพานถ้วน แล้วปฏิบัติไม่ผ่าน แม้แต่นิพพานก็ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเราสุดท้ายปรินิพพานเป็นปริโยสานก็สูญหายไปเลยไม่มีอะไรเลย ถึงสุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อปณิหิตนิพพาน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์ คำว่าสัมบูรณ์หมายความว่า มันเต็มอย่างบริบูรณ์ ยิ่งกว่าบริบูรณ์ บริบูรณ์แปลว่าเต็มรอบ ปริ แปลว่ารอบ บริบูรณ์เต็มตามรอบ ส่วนสมบูรณ์นี้เต็มทุกอย่างไม่เหลือ เต็มยังไม่มีอะไรเหลือ บริบูรณ์นี้เต็มตามรอบ โสดาบันก็เต็มตามรอบบริบูรณ์ของพระโสดาบัน สกิทาคามีก็เต็มตามรอบของสกิทาคามี อนาคามีก็เต็มตามรอบของอนาคามี อรหันต์ก็เต็มรอบของอรหันต์จบพระอรหันต์จึงเต็มรอบสมบูรณ์ เป็นคนรู้จักมีนิพพานสมบูรณ์

631228_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 21

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน