จิตกับใจต่างกันไหม กับเจโตปริยญาณ 16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข10 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

จิตกับใจต่างกันไหม กับเจโตปริยญาณ 16 _เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : กราบนมัสการพ่อครู คณะสมณะ คณะท่านแม่เณร ขอเจริญธรรมท่านญาติธรรมทุก ๆท่านค่ะ ขอกราบนมัสการเรียนถามค่ะ ..การปฏิบัติธรรมสำคัญอยู่ที่จิต ถ้าตั้งผิดมัวหมองไม่ผ่องใส ถ้าตั้งถูกผุดผ่องไม่หมองใจ สติใช้คุมจิตไม่ผิดนา...วางจิตกับใจ ตรงไหนคะ? จิต กับ ใจ ต่างหรือเหมือนกันอย่างไรเจ้าคะ.. พ่อครูว่า…ตอบ จิตกับใจไม่ต่างกันเลยในสภาวะธรรม แต่มันต่างกันตรงที่เขียน 2 ภาษาจิตมันคือภาษาบาลี ใจมันคือภาษาไทย บาลีบอกไม่รู้เรื่องหรอกคำว่าใจ เพราะมันเป็นภาษาไทย แต่จิตเป็นภาษาบาลี แล้วจิตก็แตกออกไปอีก จิตคือจิตนิยาม วิญญาณก็ขันธ์ ก็แตกออกเป็นเจตสิกหลากหลายเจตสิก จะไปเอาความซับซ้อนหลากหลายของสภาวะจิตทั้งหมดมานั้นปวดสมองปวดหัวตาย พระพุทธเจ้าจึงย่อให้มาสนใจที่เวทนา ตั้งใจศึกษาตรงเวทนาในเวทนา เวทนาในเวทนาก็มีส่วนนอกกาย มีส่วนในเข้าไปหาจิตแล้วตั้งไว้คือ ธรรม เกิดจากการปฏิบัติคือกรรม ในสติปัฏฐาน 4 ก็มี กาย เวทนา จิต ธรรมะ จิตในจิตก็ตรวจด้วยเจโตปริยญาณ 16 ธรรมในธรรมก็ตรวจที่กุศลธรรมอกุศลธรรมกับโลกียธรรมกับโลกุตรธรรม ย่นย่ออันนี้ มันก็จะมีต่างกันเยอะ กุศล อกุศล หรือเป็นโลกียะกับเป็นโลกุตระ สรุปแล้ว กุศลกับอกุศล ก็ต้องเอากุศล โลกียะกับโลกุตระต้องเอาโลกุตระ ส่วนจิตต้องมีหลักเจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ สราคจิต (จิตมีราคะ) วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกข

อ่านต่อ

ิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)

เวลาปฏิบัติของแต่ละคนแม้แต่จริตของแต่ละคน บางคนก็เป็นจริตศรัทธาบางคนก็เป็นพุทธิจริต คือสายปัญญา มาปฏิบัติแล้วก็ยังเกิดเป็น วิกขิตตัง หรือสังขิตตังก็ได้ สังขิตตัง จะเป็นในลักษณะของ ศรัทธา ส่วนวิกขิตตัง จะเป็นลักษณะของ พุทธิ ผู้ที่รู้สภาวะแม่นสภาวะแล้วจะเอาภาษาสลับยังไงก็ได้ เช่น มาเรียกอาตมาว่าผู้แพ้ก็ไม่มีปัญหา แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง มาสู่มหัคคตะ คือยิ่งใหญ่ เจริญ อมหัคคตะคือไม่ยิ่งใหญ่ไม่เจริญ คุณก็แช่ติดแป้น คุณต้องทำให้เป็นมหัคคตะ ทำยอดเยี่ยมมีจำนวนและคุณภาพเจริญ ก็ต้องทำให้เป็น มหัคคตะ แม้เป็นมหัคคตะไปแล้ว มันก็เจริญต่อไป สอุตตรังจิตตัง จิตเจริญดีแล้วแต่จิตที่เจริญกว่านี้ยังมีอีก ก็ต้องปฏิบัติเพิ่มอีกจนกระทั่งไม่มีที่เจริญกว่านี้อีกแล้วเรียกว่า อนุตตรังจิตตัง จบ จะจบอย่างไร บอกว่าไม่เหนือกว่านี้แล้ว จบตรงที่ว่า สายจิต มันเป็นจิตที่ตั้งมั่น เรียกด้วยภาษาว่าสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นแข็งแรงไม่เปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่งเด็ดขาดแล้ว ภาษาท่านเรียกว่า สมาหิตะ หรือถ้าไม่ก็ยังไม่ได้สุดยอดพวกนี้ อสมาหิตะ ต้องทำให้ได้ ทำได้แล้วก็ตรวจสอบอีกมันหลุดพ้นจริงหรือเปล่า วิมุติหรืออวิมุติ นี่คือเจโตปริยญาณ 16 วิมุติคือเจริญในจิตรู้ทั่วเลย คุณหลุดพ้นอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทุกอย่างในโลก และอัตตา โลกเราก็รู้ อัตตาเราก็รู้ โลกคือภายนอกที่มาเกี่ยวข้องสังเคราะห์สังขารกับเรา เราก็ลอยตัวอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง โลกทำอะไรเราไม่ได้ แม้แต่ความเป็นอัตตาตัวเราเอง เราก็ไม่มีที่จะมาเล่นงานเราได้เป็นคนไม่มีตัวตนหมดอัตตา นี่คือ เจโตปริยญาณ 16 คุณเข้าใจความหมายและทำถูกต้องทั้งหมดได้ ถึงขั้นวิมุติ คุณก็เป็นอรหันต์คุณก็บอกตัวเองได้ เพราะคุณรู้ทั้งสภาวะธรรมและคุณรู้ทั้งความหมายเอาทฤษฎีพุทธเจ้ามาจับเลย ตรงเป๊ะหมดเลยได้คุณภาพตามนั้น ได้ประสิทธิภาพ มันก็มีเครื่องชี้วัดยืนยันอ้างอิง คุณก็ต้องอ่านจิต เจตสิก รูป นิพพานออก อ่านอาการของจิต อ่านเครื่องหมายของจิตต่างๆ นิมิต ทีละคู่ทีละคู่เปรียบเทียบกันไป อันนี้เป็นกิเลส อันนี้ไม่เป็นกิเลส อันนี้เป็นกิเลสมาก กิเลสน้อย มีสูงมีต่ำ มีถูกมีผิดเป็นคู่ไป ซึ่งภาษาคู่นี้เรียกว่าเทวะ เราเรียกว่าเรียนรู้ด้วยรูปและนาม เอาพยัญชนะมาเรียกสภาวะนี้ ใช้ภาษาอย่างนี้เลย ภาษาที่มันเฟ้อ เข้าช่องอันไหนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอันไหนใช้ไม่ได้แล้วก็เห็นว่าอันนี้มันเป็นเศษเกินส่วนเกิน เป็นเรื่องที่เขาสร้างปั้นบัญญัติขึ้นมาใหม่เป็นเรื่องที่มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามันไม่มีสภาวะแห่งสัจธรรมความจริงที่เรามี ถ้าเรามีเราเป็นแล้ว อาตมาเป็นผู้ที่มี อรหัตตผล สูงกว่าอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ระดับขั้นที่ 4 5 6 7 มามันก็ใช้ได้ ที่อาตมาก็ต้องตอบพวกคุณรู้ได้ว่าอาตมายังไม่รู้ถึงขั้นสัมมาสัมโพธิญาณ ถ้าเผื่อว่ามีพี่อาจจะมาถึงโพธิสัตว์ระดับ 8 เป็นพี่ของระดับ 7 ก็ตามที่สูงกว่าก็มาพูดสิ่งที่สูงกว่าให้อาตมาฟังยืนยันมาในยุคนี้ยืนยันกันมา ถ้ายืนยันไม่ได้อาตมาก็ยืนยันว่าเป็นไก่ตัวพี่อยู่ ไม่ได้ไปหลงตัวเองว่าไม่มีใครจะใหญ่กว่าเรา มาแสดงตัวแล้วก็ช่วยกันและมันจะสอดคล้องกัน ถ้ามาที่ใบยืนยันสภาวะฉีกชี้ อาจจะมีพวกที่ไม่แสดงตัวก็ได้แล้วไม่แสดงตัวจะรู้ได้อย่างไร ก็รู้ได้ พวกคุณจะค่อยๆรู้เหมือนความจริงที่พวกคุณรู้ตาม คนที่มาใหม่มาแสดง พวกคุณก็จะรู้ตามใช่ไหมมันก็จะตรงกันหมดแล้วไอ้ที่มันยิ่งกว่าคุณจะใช้วิจารณญาณของคุณ ตัดสินเลยว่าของอาตมาหรือของอีกคนหนึ่งนั้นอันไหนจะใช่ พวกคุณจะเป็นคนตัดสิน พวกคุณจะเป็นคนช่วยบอกอาตมา อาตมาไม่มีปัญหาเลย แล้วคุณจะช่วยอาตมา เออ ที่มาใหม่ใช่ แล้วขอยืนหยัดมาใช้วิจารณญาณอย่างไม่มีตัวตน เราไม่มีความลำเอียง จะเอาความซื่อสัตย์ซื่อตรงมาก็จะดู ถ้าหากมาจริงอาตมาก็จะรู้ว่านี่พี่จริงๆเราก็เบาเลย ช่วยกันก็จะมากขึ้นกว่านี้ แต่นี่ 50 ปีแล้ว ไม่แน่นะ พี่อาจจะอายุน้อยกว่าอาตมาก็ได้ ไม่แน่นะ ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาช่วยก็ได้ บางทีอายุอาจจะไล่เลี่ยกัน บางทีอายุอาจจะอ่อนกว่าเยอะ บางทีอาตมาจะตายไปก่อน ตอนนี้พี่อาจจะอายุน้อยน้อยก็ได้ นี่เยอะนะ พูดไปจะยาว มันจะต้องอธิบายกันอีกไม่ต้องห่วง ที่ยังไม่ได้อธิบายก็ฝากไว้ก่อนโอฬาร โอฬารแปลว่าเยอะแยะ ฝากไว้ก่อนอีกเยอะแยะ ฝากไว้ก่อนโอฬาร ไม่ได้หมายถึงใครที่ไหนนะ แต่ก่อนมันมีโฆษณากระเบื้อง

631109_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 16

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน