พ้นอวรรณะ 6 สู่ปีทองคำแพงแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ้นอวรรณะ 6 สู่ปีทองคำแพงแท้ พ่อครูว่า…วันนี้วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก อาตมาซาบซึ้งกับศิลปะ ที่เขาทำกันมันโง่ได้ที่เลย มันเป็นศิลปะเปรอะ ศิลโป๊ะ มันห่างไกลกับศิลปะกันสุดขั้วโลกเลย ศิลปะที่เขาทำเขายึดถือกันด้วยความอิสระ ต้องการแสดงอะไรออกมาตามใจกูได้นี่แหละคือศิลปะ สุดยอด สุดยอดแห่งความหลงเลอะเทอะ วันนี้ครบรอบการบวช 50 ปีของสมณะโพธิรักษ์ มาเป็นสมณะ เลิกเป็นฆราวาสมา 50 ปีทำงานมา 50 ปีโพธิกิจ วันที่ 7 แรม 7 ค่ำ เดือน 12 เดือนสุดท้ายของปี ขึ้นต้นปีนักษัตรปีชวด อาราธนาเข้าสู่ปีทองคำแพงด้วย 86 ปี 5 เดือน 2 วัน อาตมา เกิดมาได้ 86 ปี 5 เดือน 2 วัน รวมเป็นเลข 7 อีกอะไรกันนักกันหนา ทำงานมาถึงวันนี้ก็ยังรื่นเริงในงาน รื่นเริงในสิ่งที่เราได้ทำ เราได้มี รีโวลูชั่น ในปฏิวัติศาสนามาได้ 50 ปี เราได้ปฏิรูปเราได้ Reform ในศาสนา 50 ปี เราได้ ศาสนาประหาร (ฝรั่งเศส: coup d'état กูเดตา) ยึดอำนาจแห่งความเป็นจริงยึดอำนาจแห่งความเป็นสัจจะ จากศาสนาที่คณะที่เขายึดเอาไปครองเสียนาน 2,500 กว่าปี ก็ต้องมายึดอำนาจเลย ได้มาได้ เสร็จแล้วก็เลยมาเป็นกลุ่มคนที่ มาชัดเจนมาเห็นจริงในสิ่งที่เราเข้าใจเราเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างนี้เป็นของจริง อย่างนี้เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ได้ดำเนินตามมาที่เราเชื่อมั่นเชื่อถือเชื่อมั่นว่าต้องอันนี้เอาชีวิตมาเป็นอันนี้ แล้วพวกเราแต่ละคนมาเอาชีวิตมาพิสูจน์กันจริงๆจนกระทั่งได้มรรคผลได้สาระสัจจะจากที่ทฤษฎีหลักการของพระพุทธเจ้า เกิดวรรณะ 9 อันปรากฏจริงมาเป็นคนสบายเลี้ยงง่าย สุภระ เป็นคนที่พาให้เจริญได้ง่าย สุโปสะ เป็นคนมากล้าจน มามักน้อยกล้าจน เป็นคนใจพอ เป็นคนมาขัดเกลาสิ่งที่ตัวเองรู้ว่าควรขัดเกลาอะไรในการเป็นคน ขัดเกลาทางกายที่มีอะไรที
อ่านต่อ
่น่าขัดเกลาบกพร่อง มันไม่สวยงามไม่สะอาดหมดจด มันมีความเลอะเทอะเป็นตัวกิเลส หรือแม้แต่ความไม่สุภาพไม่ดูดีในสมมุติสัจจะก็ตาม ก็เอาชีวิตมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ที่ไม่เข้าใจแต่ก่อนก็เอาเข้าใจให้ดี จนกระทั่งกลายเป็นคนใหม่ มี ธูตะ มีศีลที่ปฏิบัติได้ตามลำดับ เคร่งขึ้น ผู้ที่ปฏิบัติศีลได้บรรลุได้มรรคผล ยิ่งเคร่งขึ้นก็ยิ่งสบาย ยิ่งเบายิ่งไม่เคร่งเลย ยิ่งเป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมดาธรรมชาติ ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์เป็นปกติ เห็นสัตว์ก็เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย เมตตาเกื้อกูลเอ็นดูช่วยเหลือกันไป ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะสัตว์คน แม้เขาจะชั่วเขาจะเลวอย่างไร เป็นศัตรูกับเราด้วยซ้ำไปเราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลไป อย่างนี้เป็นต้น ศีลข้อ 2 ของในโลกนี้ก็ช่วยกันสร้างขึ้นมาอะไรเป็นปัจจัยสำคัญก็สร้างกันมาแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ สบาย ไม่ต้องไปแย่งชิง ไม่ต้องไปโกง ไม่ต้องไปทุจริตเอามา พึ่งพาตัวเองรอด มีฝีมือความสามารถขยันหมั่นเพียรสร้างสรรขึ้นมา ใครมีความถนัดใครมีความรู้ความสามารถอะไรที่ควรจะทำก็ทำเต็มแรงเต็มที่ เสร็จแล้วก็มาเกิดผลผลิตเกิดแรงงาน สร้างสิ่งที่ได้กินได้ใช้ได้อาศัย ได้เป็นประโยชน์อยู่ในโลกในสังคมมนุษยชาติไป เราเข้าใจถึงขั้น ธูตะ มีศีล มีหลักเกณฑ์ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ประพฤติตนไปก็มีอาการน่าเลื่อมใสไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ดูงามดูสวยไปหมด มีกายกรรมเมตตา วจีกรรมเมตตา มโนกรรมเมตตา จนกระทั่งอยู่เป็นมวลหมู่หนึ่งเดียวกันเลยเป็น เอกีภาวะ สาธารณโภคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ทรัพย์สินศฤงคารข้าวของอะไรที่ควรจะพึ่งใช้สอยเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ข้าวของเป็นหนึ่งเดียวกัน มีชีวิตอยู่ก็เพื่ออาศัยใช้สอยเป็นสิ่งประกอบเป็นทรัพย์สินเงินทองข้าวของอะไรก็แล้วแต่ ก็เพื่อจะใช้สอยไปในชีวิต ตายแล้วก็จากไป แม้จะมีหลักฐานนิตินัยจดไว้เป็นของตัวเอง ตายไปแล้วก็ไม่ได้เอาไปได้หรอก มีนิตินัยเป็นของตนเองอย่างไรระบุไว้ เป็นนิตินัยเป็นของคนนี้มหาศาลเลย มีเงินเป็นถุงเป็นถังมีทองเป็นลัง มีตะกั่วเป็นกองๆ อะไรก็แล้วแต่ของฉันๆ มีดินมีอากาศมีลมมีน้ำมีไฟเป็นของตัวเองมากขนาดไหนก็ช่าง ตายแล้วไม่เห็นเอาอะไรไปได้สักอย่าง ของกูของกู ของเอ็ง แล้วเอ็งตายจากไปก็เป็นของคนอื่น ไม่มีใครไม่ตายจากไปสักคนก็บอกว่าของกูของกู ตายจากทิ้งไปแล้วไม่เห็นว่าเป็นของกูได้เลย สะสมแค่ไหนก็ยึดมั่นว่าเป็นของกูของกูแค่นั้น ความเข้าใจของคนแค่ว่า ไม่ยึดเป็นตัวกูของกูไปก็สบายบางเบา โล่ง อยู่ในนี้มีหมู่คนที่มาเข้าใจอย่างนี้ จึงเข้ามายึดว่าเป็นของเรา ชาวอโศกเราเป็นชุมชนมันก็สบายดี ต่างคนก็ต่างขยัน ทำตนให้เป็นคนดีคนประเสริฐ อย่าขี้เกียจ อย่ามีอวรรณะ 6 (พตปฎ. เล่ม1 ข้อ 20) ตรงข้ามกับ วรรณะ 9 1. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) อยู่ยากนอนยากเลี้ยงยากไปยากมายากอะไรก็ยากไปหมด 2. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) ทำให้เจริญได้ยาก จะทำให้เจริญยากที่อาตมาเห็นอยู่ก็คือเถรสมาคมที่มิจฉาทิฏฐิไปนั่งหลับตา เป็นความหูตึง ได้ยินไม่ได้ยินก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จัก โง่กำลัง 9 พูดอย่างไรยกตัวอย่างอ้างอิงของพระพุทธเจ้าอย่างไร ว่าหลับตาเป็นของนอกรีต ของพระพุทธเจ้ามีแต่ลืมตา แม้แต่จะลืมตาท่านยังให้ทำจิตให้สว่างตื่น ชาคริยา ทางกาย วจี มโน ให้มีความเป็นอธิปไตยในตัวเอง สติคืออธิปไตย เอามาใช้อย่าให้มันหรี่ อย่าให้มันฟุ้งซ่านให้มันเป็น เอกธรรม ใช้ให้เต็ม เมื่อสติเต็มปัญญาเราจะเต็ม สัญญาที่เราได้ฝึกมาดีแล้วบำรุงมาดีแล้ว ก็จะอยู่เหนือโลกอย่างสบาย โลกเขาทุกข์ร้อน ลำบากลำบนเราก็จะช่วยเขาเต็มที่ เพราะเราไม่ต้องมีภาระ เราไม่ต้องมีอะไรที่จะเป็นเรื่องถ่วงตัวเราเอง ทุกคนมีอิสระทุกคนมีกำลังวังชาเต็ม ทุกคนมีจิตใจเมตตาเต็ม ช่วยเหลือเขา พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ชีวิตนี้มีค่า มีประโยชน์ สุดยอด ให้เป็นคนเช่นนั้น ส่งเสริมให้คนเจริญได้ง่ายไม่ ทุโปสะ แค่จะบอกว่าให้เลิกนั่งหลับตานี้ก็ยากมากเลย ทำไมมันฟังไม่เป็น ทำไมโง่ดักดาน นี่คือพวกอวรรณะ 3. มักมาก (มหัปปิจฉะ) ไปมักมากทำไม มามักน้อยเบาสบายว่างโล่งเบาตัวไม่ต้องมีอะไรเป็นของตัวของตนเลย ไปมักมาก ไม่รู้จักพอ 4. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) เป็นพวกนี้ อวรรณัง อวรรณะ ทุภระ ทุโปสะ อมหัปปิจฉะ อสันตุฏฐิ ตบท้ายด้วย โกสัชชะ สังคณิกา 5. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) ความเกียจคร้านนี้กินลึกมากเลย อาตมาเอง ยังรู้สึกตัวเอง เอ๊.. เรายังรู้สึกบางครั้ง เราขี้เกียจเหรอ เราก็ว่าเราไม่ได้ขี้เกียจนะ แต่ยังรู้สึกสะดุดตัวเองบางงานบางเหตุปัจจัยที่เราทำเหมือนคนขี้เกียจ ทำไมเราไม่พยายามทำ เราเสียเวลาหยุด หรือไปเวลาพลาดโอกาสที่ควรจะเกิดประโยชน์ขึ้นมา ทำไม? ทุกวินาที ควรจะมีแต่สิ่งที่เราเจริญขึ้น ต้องมีเรี่ยวแรง มีสติสัมปชัญญะปัญญา นอนหลับ ก็ยังมีประโยชน์เลย นอนก็คุยกับเทวดาสนุก ได้เรื่องราวธรรมะสัจจะต่างๆเยอะ 6. คลุกคลีด้วยหมู่คณะ(คลุกเคล้ากับกองกิเลส) (สังคณิกา) เขาไปตาม Concept ของเขาว่ามันต้องอยู่คนเดียวอย่าไปอยู่กับหมู่ จะไปอยู่กับใคร เดินคนเดียวกินคนเดียวขี้คนเดียว ความจริงแล้วมันก็ใช่ คำว่า สังคณิกะ คำว่าคณิกะ ก็แปลว่าหมู่คณะ ก็คืออย่าไปคลุกคลีด้วยหมู่คณะที่อวิชชา อย่าไปคลุกคลีกับหมู่คณะที่เป็นพาลชน อย่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับพาลชนมันต้องชัดเจนข้อที่ 1 เลย ของมงคล 38 คุณต้องรู้จักมงคล ข้อที่ 1 เลย คุณรู้จักมงคลไหม มงคลอยู่ที่ไหน...อยู่นี่ไง(ชื่ออาตมาเอง) ทำไมคุณรู้ดี อุตส่าห์เปลี่ยนชื่อทิ้งไปแล้ว อย่าไปคบพาลชนอย่าไปคลุกคลีพาลชนอย่าไปเกี่ยวข้องกับพาลชน นี่คืออสังคณิกะหรืออสังคณิกา เสร็จแล้วเขาไปๆเข้ากับสิ่งที่เขาชอบว่า อย่าไปคลุกคลีด้วยหมู่คณะ หมู่ใครก็ตาม หมู่คน เสร็จแล้วก็เข้าไปคลุกคลีกับหมู่สัตว์ สัตว์เดรัจฉาน กับพวกสัตว์พวกนี้คือพวกสัตตาวาส 9 พวกที่ยังไม่รู้เรื่องของความเป็นสัตว์ แล้วตัวเองก็ปรุงแต่ง สังขาร ทุกอย่างของตัวเองเป็นสัตว์ทั้ง 9 ชนิด โดยไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์เพราะไม่รู้ กาย ไม่รู้ 2 คือรูปนาม แล้วก็ไม่รู้จักสัญญาที่กำหนด กลายเป็นสัญญาวิปลาสเต็มหมด สัญญาวิปลาส สิ่งที่เป็นทุกข์ก็กำหนดว่าเป็นสุข มันหลงสัญญาผิดหมด สิ่งที่ไม่เที่ยงก็ไปกำหนดว่าเที่ยง สิ่งที่ไม่มีตัวตนก็ไปกำหนดว่ามีตัวตน สิ่งที่ไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็นเลยก็ไปกำหนดว่ามี อย่างนี้คือสัญญาวิปลาสไปหมด เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นสัตว์ 9 ชนิด ชนิดที่ 5 โง่ถึงขั้นว่า อย่าใช้สัญญานะ ไปดับสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ ดับปี๋ สะกดจิตไม่ให้คิดนึกไม่มีเวทนาดับสัญญาดับเวทนา ไปแปลสัญญาเวทยิตนิโรธว่าไปดับไปหมดเลยทั้งสัญญาและเวทนา พาซื่อไป ที่จริงมันโง่ดักดานไม่ใช่แค่พาซื่อไม่รู้สีรู้สาเลย ที่อาตมาบรรยายธรรมไปขนาดนี้มันแรงนะไปว่าคนมิจฉาทิฐิอย่างแรง เพราะฉะนั้นคณะที่เป็นคณะดี เป็นคณะอริยบุคคล เป็นคณะชาวโลกุตระ เป็นชาวพุทธที่แท้จริง อันนี้สิ ควรจะคบหาอย่างยิ่ง ควรมาคลุกคลีเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง มาคบมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เสร็จแล้วชาวพวกนี้ก็จะพาคนที่มาคบหาด้วยมีศีล ใครมาคบกับพวกเราพวกเราพาให้มีศีลทั้งนั้น อย่างน้อยมาอยู่ที่นี่ก็อย่ากินเนื้อสัตว์นะ เขาไม่มีอบายมุขนะ อย่างน้อยก็ถือศีล 5 นะ จะพามีศีลแล้วก็สอนการมีศีล การมีศีลไม่ใช่แค่ท่อง มะยังภันเตวิสุงวิสุงรักขะนัตถายะ ติสสะระเนนะสะหะปัญจะสีลานิยาจามะ นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโต ปาณาติปาตาเวระมะนอย(มณี) เขาออกเสียงนอยนะ ต้องออกเสียงขึ้นจมูกด้วยนะ อาตมาบวชทางธรรมยุตและมหานิกายนะเป็นหมด อัดไว้แน่นเลยเอามาอยู่กับอโศกหมด เราเกิดคนที่มีวรรณะ 9 อาตมาว่าจบ เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อยได้ ตามฐานานุรูปของแต่ละบุคคลชัดเจน ใครยังจนไม่ลงก็เรื่องของเขา ใครที่ยังจนไม่ลงก็แล้วไป ใครที่จนได้ก็จน คนบางคนชัดเจนแต่มันยังสู้กิเลสไม่ได้ คนไหนชัดเจนแล้วก็สละออก เผื่อแผ่เจือจานคนอื่นไปแล้วเอาตัวกับหัวใจมาแล้วเป็นมวลเป็นหนึ่งเดียวกัน ปฏิบัติธรรม ให้เป็นคนสันโดษเป็นอาริยะ มีศีลเป็นอาริยะ มีสำรวมอินทรีย์เป็นอริยะ มีสติสัมปชัญญะเป็นอาริยะ มีสันโดษเป็นอาริยะ ในสามัญผลสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ชัด 4 อย่างนี้ ขยายความก็ได้หมดทั้งศาสนานั่นแหละ สรุปแล้วเราก็ได้ความเป็นอาริยะ จากศีล จากสำรวมอินทรีย์ จากสติสัมปชัญญะและจากความเป็นสันโดษ ได้เป็นอาริยะ จริงๆ เราจึงมีชีวิตอยู่อย่างสาราณียธรรม 6 ได้ ได้จริงๆ ไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่า ไม่ใช่เอาพยัญชนะมาพูด โก้ๆ แต่มีความเป็นจริงของมนุษยชาติมาประพฤติกันได้จริงๆ ถึงขั้นสาธารณโภคี ถึงขั้นเป็นส่วนกลาง อาตมาว่า สุดยอด สุดยอดแห่งทองคำ ทองคำถือว่าเป็นของแพงที่สุด ในบรรดาวัตถุโลหะ เสร็จแล้ว เราก็มารวมตัวกันเป็นอยู่ เป็นอยู่แล้วก็อยู่กันอย่างผู้ แต่ก่อนอาตมาว่าเราเป็นผู้แพ้ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้ชนะ เพราะเรามาอยู่กันอย่างเป็นคนจน คนจนโลกุตระ เสร็จแล้วเราก็มาอยู่อย่างผู้ชนะ ชนะอะไร ชนะโลก ชนะอัตตา ชนะสังคมต่างๆ พวกเราชนะสังคมคนอเมริกัน สังคมประเทศของคิมจองอึน ยกตัวอย่าง ชนะ ชนะอย่างไร ชนะคือพวกเรามีชีวิตอยู่อย่าง พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นชีวิตที่อยู่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติสร้างความสุขให้แก่มวลมนุษยชาติ รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ อนุเคราะห์โลกเกื้อกูลโลก อยู่สบายไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์อะไร ไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์เขาจะไปแย่งชิงอะไรแย่งชิงอำนาจ อำนาจทางการเมือง อำนาจทางการมีทรัพย์สินเงินทอง อำนาจทางการเมือง ยศศักดิ์ยิ่งใหญ่ ตอนนี้อเมริกากำลังแย่งอำนาจอยู่ คนจะแพ้ก็ไม่ยอมแพ้ พวกสันตานะเดียวกัน สันตานะ ต้องพูดให้ชัดเจนให้เพราะ สันตานะ คนไทยก็มีสันตานะแบบแพ้ไม่เป็น เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเลย บอกว่าผมสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ทำไมโง่ขนาดนั้น เรียนหนังสือมาจบจนเป็นด็อกเตอร์สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นแล้วจบด็อกเตอร์ได้อย่างไร เห็นไหม บอกตัวเองว่าตัวเองโง่ดักดาน เรียนหนังสือจบด็อกเตอร์มาแต่บอกว่าตัวเองสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น แย่กว่านาย(ดช.)ธัมมะ ธัมโม
631107_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณา ครั้งที่ 38 สู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ ตอน 3