วิญญาณฐิติ 7 กับ สัตตาวาส 9 นัยละเอียด.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิญญาณฐิติ 7 กับ สัตตาวาส 9 นัยละเอียด _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังพ่อครูเรื่อง วิญญาณฐีติ๗ พอเข้าใจได้บ้าง บางส่วนก็ตักกะเอา ส่วนที่ลูกตักกะและสงสัย คือ ในข้อ๑ น่าจะเป็นภูมิของสัตว์ที่ต่ำสุด เพราะกายก็ต่างกัน สัญญาก็ต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบข้อ๒ กับข้อ๓ แล้ว ภูมิของสัตว์ข้อไหนสูงกว่ากันคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... วิญญาณฐิติ 7 มีสองคำคือ กายกับสัญญา ที่ตรัสไว้ให้ศึกษา ต้องเข้าใจคำว่า กายคืออะไรและสัญญาคือเจตสิกคือจิตเจตสิก มันทำงานอย่างไร มันจะทำงานร่วมกันคือ มีกาย กาย คือ ภาวะสอง รูป กับ นาม ที่อยู่ร่วมกัน กายไม่มี 1 กายมี 2 เสมอ มีรูปกับนาม มีภายนอกกับภายใน เป็นต้น กาย หรือ อายตนะ อายตนะ คือการกระทบสัมผัสแล้วเกิดสภาพ 2 นั่นแหละ กายตนะ สภาวธรรมมันอันเดียวกันแต่มันเกิดกันคนละ กาละ คนละขณะ ก็เรียกมันเป็นชั้นๆไป เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้จัก อาการของสัญญา ใช้อาการของสัญญา คือ อาการที่มันมีสองอย่าง สัญญาคือ มีหน้าที่ 1. กำหนดรู้ 2. จดจำ มี 2 หน้าที่ของมันยิ่งใหญ่ทำงานหนัก ในคนนี้ใช้สัญญาหนัก ใช้สัญญาทำงานทุกขณะกำหนดรู้อันนั้นอันนี้ หลับก็ปล่อย ให้ความจำทำงานอย่างเดียว ฝันเลอะเทอะ ฟุ้งซ่านไปก็เป็นสิ่งที่ความจำทำงานตามสังขารของความจำปรุงเข้าไป ไม่มีสติเข้าไปควบคุม แต่เมื่อเวลาคนไม่หลับ ตื่นรู้ มีสัมผัสเป็นปัจจัย นอกจากคนเบลอๆลอยๆ ปล่อยจิตฟุ้งซ่านไปก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเผื่อว่ามีความตื่นกำหนด ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็รู้ จิตเจตสิกพวกนี้จะทำงานเร็วรู้เร็ว เพราะฉะนั้น วิญญาณฐิติ 7 พระพุทธเจ้าสรุป จะต้องเรียนรู้แล้วก็เป็นตัวจบ วิญญาณฐิติ 7 เป็นตัวจบของการตรวจสอบภูมิธรรม ภูม
อ่านต่อ
ิธรรมของคน ที่ถามมานะถูกแล้วว่า ข้อที่ 1 เป็นภูมิต่ำสัตว์ชั้นต่ำสุด กายต่างกันสัญญาต่างกัน หมายความว่า สิ่งที่มันประชุมกันเป็นกาย กายต้องเรียกว่าเป็นองค์ประชุม มันไม่อยู่เดี่ยว หรือหมู่กลุ่ม พจนานุกรม แปลไว้อย่างนี้เลย กายนี่ คือองค์ประชุมของเจตสิก เวทนาเป็นต้น สัญญาเป็นต้นสังขารเป็นต้น แปลอย่างนี้ตรงๆ กาย ไม่ใช่สรีระอย่างเดียว ภาษาบาลีกายคือร่างข้างนอก คือ ดินน้ำไฟลมไม่มีจิตวิญญาณ แต่กาย ต้องมีจิตวิญญาณเป็นหลักเลย เมืองไทยทุกวันนี้คำว่า “กาย”มันเป็นภาษาไทยแล้ว เป็นภาษาไทยสนิทแล้ว ทุกคนลองนึกดู ถ้าไม่ได้ฟังอาตมาแต่ก่อนนี้ยังไม่ได้ฟังอาตมาอธิบาย เข้าใจว่า กายคืออะไร คือร่างข้างนอกอย่างเดียวใช่ไหม ไม่มีจิตเข้าไปร่วมเลย นี่คือความเสื่อมความเข้าใจผิดของศาสนาพุทธ คำว่า กาย ต้องรู้อย่างสัมมาทิฏฐิเป็นข้อต้นเลย มันคือต้องพ้น สักกายทิฏฐิ ในสังโยชน์ 10 ผู้จะเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องเข้าใจคำว่ากายอย่างสัมมาทิฏฐิจึงเรียกว่าพ้นสักกายทิฏฐิ และก็อยู่ที่ตัวเรานี่แหละ มีทิฏฐิต้องรู้ สักกะคือเกี่ยวกับกายของเราเสมอ สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ต้องรู้ทันแล้วต้องวิจัย ต้องรู้ว่า มันมีกิเลสแล้วก็กำจัดกิเลสออกได้ ถ้าได้ก็นั่นแหละ มีธรรมะ มีผลของธรรมะ กำจัดกิเลสได้ๆๆ มันก็มีหวังหมด เพราะฉะนั้นการที่สัตว์อย่างที่ 1 ในวิญญาณฐิติ กายต่างกันสัญญาต่างกันหมายความว่า คนต่างคนต่างเละเทะไปหมด เข้าใจ กาย ผิดๆไปตามกันหมด ต่ำที่สุดถูกแล้วเป็นสัตว์ชั้นต่ำที่สุดถูกแล้ว วิญญาณฐิติ 7 กับ สัตตาวาส 9 อันเดียวกันแต่ว่าวิญญาณฐิติ 7 นั้นคือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ส่วน สัตตาวาส 9 นั้นคือ ความไม่รู้เรื่องของคนตกเป็นสัตว์ ชีวิตเป็นสัตว์ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างอยู่ สัตตาวาส 9 อยู่ในสัตว์ 9 ชนิดนี้ ซึ่งเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณนะไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมี 4 ขา 2 ขาสัตว์บกสัตว์น้ำไม่ใช่แต่คือคนนี้แหละเป็นสัตว์ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 4 อันนี้เป็นสภาพรูปธรรม ผู้ที่ไม่รู้การประชุมกันของกายที่ทำงานแล้วกำหนดหมายอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ได้ ในวิญญาณฐิติ 7 ก็จะมีทั้งสัมมาทิฏฐิและผู้ไม่สัมมาทิฐิ ไม่สัมมาทิฏฐิก็อธิบายอย่างผิดๆทั้งๆที่มันเป็นของถูกแล้ว วิญญาณฐิติ 7 เป็นของที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่มันก็จะไปบังคับคนไม่ให้ผิดได้อย่างไร เขาเข้าใจไม่ถูกมันก็ผิด ผิดมันก็จะกลายเป็น สัตตาวาส 9 ซึ่งมีทั้ง 7 ข้อของ วิญญาณฐีติ 7 แต่มันเห็นผิด แต่ไปแถมอีก 2 ข้อจึงเป็น สัตตาวาส 9 สัตว์มี 9 อสัญญีสัตว์ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สองตัวแถมเข้ามา ของศาสนาพุทธไม่ทำ อสัญญีสัตว์ เหมือนอย่างพวกที่นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมที่เป็นโมฆะ คือไปปฏิบัติเพื่อให้เป็น อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์ที่ไม่มีการกำหนดหมาย ให้สัญญามันไม่ทำงาน ก็เลยไปเรียกแม้แต่คำที่ถูกต้องที่สุดเลยคือ สัญญาเวทยิตนิโรธ เขาก็เอาไปเรียกว่าเป็นการดับเวทนาดับสัญญา ดับอย่างบื้อๆดื้อๆทื่อๆ สัญญาทำหน้าที่กำหนดหมายก็ไม่ให้มันทำงาน เวทนาก็ไม่ให้มันรู้สึกอะไร จึงเรียกว่า อสัญญี ดับความรับรู้แข็งไปหมด เขาเรียกว่าเป็นพรหมลูกฟัก ทำได้เสร็จแล้วมันเข้าล็อคติดเลย แล้วก็ไม่รู้ตัวเองกลายเป็นตัวแข็งเป็นพรหมลูกฟัก เขาเรียกว่าเข้านิโรธได้เก่ง แข็งเลย ใครจะไปขยับอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนท่า แกะไม่ออก นั่งอยู่ในท่าไหน ขัดสมาธิอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ดึงอย่างไรก็ไม่ออก ดึงก็หักเท่านั้นเอง อย่างนั้นเลย นี่คือมิจฉาทิฐิเขาไปไกลมากเลย เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ชาวไทยนักปฏิบัติสายปฏิบัติทั้งหลาย ทำตนให้เป็น อสัญญีสัตว์ หรือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คืออะไร คือจะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้มันก็มีรู้อยู่บ้าง จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ เป็นคนเลอะเทอะงงๆวิจิกิจฉา ไม่รู้อะไรจริงไม่รู้อะไรจริงเลย แล้วปฏิบัติธรรมไปได้อย่างนี้มีผล 2 อย่าง ดับสัญญาบื้อไปเลยกับ ไม่ได้ดับแต่ไม่รู้อะไรจริงสักอย่างโง่บริสุทธิ์ โง่ครบส่วน และปฏิบัติไปเพื่ออย่างนี้จริงๆเขาได้อย่างนี้จริงๆนี่คือความเสื่อมที่บริบูรณ์ ความเสื่อมสมบูรณ์แบบของศาสนาพุทธ น่าสงสารจริงๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะมาเข้าใจวิญญาณฐีติ 7 ซึ่งเป็นสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ให้ตรวจสอบสุดท้าย รู้จักกายคือให้พ้น สักกายทิฏฐิ ในสังโยชน์ นี่คือข้อต้น เมื่อคุณเข้าใจกายและคุณจะไปปฏิบัติโลกุตระ 37 ใครจำได้ไหม โลกุตระ 37 คืออะไร สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 นี่คือโลกุตตรธรรม 37 ข้อที่ 1 ของโพธิปักขิยธรรม คือ พิจารณา กายในกาย เป็นโลกุตรธรรม หลับตาไม่ได้มีกายเลย เริ่มต้นโลกุตรธรรมข้อที่ 1 ก็ไม่มีจึงเรียกว่าเป็นโมฆะ พวกนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม ศาสนาพุทธไม่มีนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม แต่ลืมตามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้จัก กาม กามคุณ 5 ที่เป็นกิเลสภายนอก ล้างกิเลสภายนอกออกไปหมด อำนาจของกิเลสภายนอก(กามาวจร) อยู่เหนือมันแล้ว เป็นโลกุตระแล้ว เหลือข้างในเป็นรูปาวจร เอารูปาวจร ก็ลืมตาสัมผัสอยู่นี่แหละ แต่กิเลสข้างนอกมันไม่ทำงานแล้วมันก็มีกิเลสเหลือเป็นชั้นอยู่ข้างในเป็น รูปาวจร และเมื่อดับกิเลส รูปาวจร เป็นรูปราคะ พวกนี้เป็นต้น หมดแล้วก็เหลืออรูปราคะ ก็ฆ่ากิเลสชั้นในอีก หมดอรูปราคะก็จบหมดเป็นพระอรหันต์กัน เพราะฉะนั้นเขาไม่เป็นไปอย่างที่ว่านี้เลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีเป็นสวากขตธรรม แต่เขาเข้าใจผิดเพี้ยนไปหมด ไม่เข้าร่องเข้ารอยเลย เพราะฉะนั้น จริงๆแล้วผู้ที่หลุดพ้นแล้ว วิญญาณฐีติ 7 เป็นการตรวจสอบ แต่ตรวจสอบสิ่งที่เราเคยยึดเคยถือ เช่น วิญญาณฐีติ 7 ผู้ที่สัมมาทิฏฐิก็จะรู้ว่าแต่ก่อนเราเคย กายก็สารพัด สัญญาก็สารพัด ต่างกันไปหมด เพราะฉะนั้นมันจะรู้ว่า เออ อย่างนี้คือ สัตว์นรก ลักษณะกายหรือลักษณะรูปนาม อย่างนี้คือสัตว์นรก อย่างนี้คือเทวดา อย่างนี้คือมนุษย์ แต่สัตว์นรกต่างคนก็ต่างสัตว์นรก ไม่เหมือนกันเลย แตกต่าง เทวดาก็ตามมนุษย์ก็ตาม กำหนดหมายกันคนละอย่างคนละอย่าง นี่คือข้อที่ 1 ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิก็จะเป็นอย่างนี้กำหนดหมายต่างกันหมด พูดเหมือนจะรู้เรื่องกัน แต่ไม่รู้เรื่องกัน เป็นพวกนิรมานกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย มันเหมือนจะรู้เรื่องกันแต่มันไม่เป็นหนึ่งเดียวกันไม่รู้เรื่องกันทั้งหมดหรอก ไม่เหมือนกับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จะเป็นหนึ่งเดียวกันรู้เรื่องกันหมด นอกนั้นมันจะต่างกันไป เหลื่อมกันไปมากน้อยแล้วแต่ พอ วิญญาณฐีติ อันที่ 2 นั้น มีกำหนดหมาย กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน กำหนดหมายอย่างเดียวกันคือ กำหนดหมายว่าไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ก็เลยทำกัน พวกมิจฉาทิฐิก็ทำได้ เขานั่งหลับตาสะกดจิตไม่ให้มีนิวรณ์ 5 ให้เป็นปฐมฌาน มีความรู้อยู่บ้าง ไม่ใช่ดับอสัญญี มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เขาก็มีไป เป็นฌาน 1 ของเขา ผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ทำให้ไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ได้แต่ไม่ได้หลับตา ผู้มิจฉาที่หลับตาก็ทำให้ไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ได้ก็เลยเกิดกายต่างกัน คนหนึ่งหลับตาไม่มีนิวรณ์ อีกคนหนึ่งหลับตาไม่มีนิวรณ์ เป็นฌาน 1 ปฐมฌาน เห็นไหมว่า มันต่างกันคนละเรื่องเลย ต่างกันเพราะมิจฉาทิฏฐิ น่าสงสารอาตมาพูดไปแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาไม่ฟังอาตมา เพราะว่าเขาไม่เชื่อ อาตมาพูดว่าอาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ อาตมานำเอาโลกุตตรธรรมมา เขาก็ทำไขหู เขาฟังเขาก็ไม่เชื่อ ถ้าคนที่เอาใจใส่เขาอยากเป็นอรหันต์กันนะ มาบวช มาปฏิบัติธรรมเยอะนะ สายนั่งหลับตามีเยอะ นี่ไม่ได้ครึ่งเขาหรอก พวกเรามีจำนวนไม่ได้ครึ่งค่อนเขาหรอกที่นั่งอยู่ที่นี่ แล้วอาจารย์ใหญ่ๆของเขามา สถานที่แตกเลย มากันอย่างศรัทธามาก แต่พากันผิดไปหมด น่าสงสารจริงๆมันซ้อนอย่างนี้ อาตมาพูดแล้วก็เห็นความจริงว่า น่าสังเวชใจ น่าสงสาร พากันผิดกันไป เฮ่ย อันที่ 3 กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน มันก็จะเกิดสภาพเป็น อาภัสราพรหม จิตมันจะเกิดมีแสงสว่าง กายอย่างเดียวกันคือ สภาพของสิ่งที่ได้นั้นมันเป็นแสงสว่าง กายคือสภาพที่เป็นอายตนะ รูป นาม มันจะเกี่ยวกันแล้วเพราะต้องมีกายมันต้องมี 2 สภาพ มันก็จะเกิดสภาพสว่าง นี่อธิบายไปเป็นสภาวะจิตทั้งนั้น จิตเป็นแสงสว่าง กาย อย่างเดียวกันเป็นแสงสว่าง แต่สัญญาคนละอย่าง พวกที่นั่งหลับตา แสงสว่างเขาก็จะต้องเกิดในตอนหลับตา อย่างทาง ธรรมกายธัมมชโยหลับตาแล้วก็กำหนดหมายใส ๆ ๆ ๆ แล้วเขาก็จะเห็นแสงสว่างกัน ใส เป็น กายอย่างเดียวกัน สว่างใส แต่ คนหนึ่งกำหนดสว่างใสที่ไหนหลับตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไปหลับตามันจะเห็นใสๆอย่างไร มันก็จะเห็นดำๆมืดๆ เห็นไหม มันก็ผิดชัดๆ แต่เขาก็ใสๆ เป็นพวกตาใสตาบอด แต่เขาไปหลับตาแล้วจะเห็นความใส เสร็จแล้วก็เหมือนตาบอด ก็เลยกลายเป็นคนตาใสตาบอด ก็ไม่รู้จะเอาอย่างไร มันกลายเป็นอย่างนั้น นี่คืออันที่ 3 อันที่ 4 สุภกิณหา เป็นเทวดา ทางมิจฉาทิฏฐิเขาก็ยินดีใน กิณหาแปลว่าความมืดความดำ ก็ทำความดำความมืดนี้ได้เล็กกว่านี้รอดแล้ว เขาก็ว่าดีสุภะ น่าได้ น่ามี น่าเป็น แต่สัมมาทิฏฐิจะรู้ว่านั่งหลับตา มันมืดก็คือมืด ลืมตามันก็ไม่ใช่มืดคือมีแสงสว่าง ปกติธรรมดา มืดก็คือมืด ไม่มืดก็คือไม่มืด ไม่ได้หลงเลอะเทอะเหมือนพวกมิจฉาทิฐิ เพราะฉะนั้นวิญญาณฐิติข้อที่ 4 นี้จึงเป็นคนที่รู้จักความจริง สมบูรณ์แบบ นอกนั้น สัมมาทิฏฐิก็รู้ถูกต้องว่ามันมี กายต่างกันสัญญาต่างกันในข้อ 1 ข้อที่ 2 ก็ทำให้นิวรณ์หมดไป ทำให้นิวรณ์หมดแบบลืมตาก็เป็นสัมมาทิฏฐิ อันที่ 3 แสงสว่างเป็นแสงสว่าง ถ้าหากอันที่ 4 ก็หลับตามันก็มืดลืมตามันก็มีแสงสว่างไม่สับสนในอาภัสรา ไม่สับสนใน กิณหา คือมืด ส่วนอีก 3 ข้อนั้น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ หมายความว่าคุณภาพหรือคุณสมบัติของจิตวิญญาณ ที่บรรลุธรรมแล้ว จาก 4 ข้อนี่ เป็น พระอรหันต์เป็นต้นก็จะรู้สภาพของ อากาศคือความว่าง กับ วิญญาณคือธาตุรู้ กับ อากิญจัญญายตนะ คือความไม่มีกิเลส นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้ว วิญญาณฐีติ 7 ก็จบอยู่ที่ 7 นี้เท่านั้น ไม่ไป ignore จะว่ารู้ก็ไม่รู้ จะว่าไม่รู้ก็ไม่รู้ ยังงงๆงวยๆอยู่อย่างนั้น สุดท้ายก็เลยกลายเป็นคนไม่รู้เรื่อง กลายเป็นพวก ignorance ไม่รู้อะไร ไม่รู้จริงเลยอย่างนี้เป็นต้น เป็นพวก เนวสัญญานาสัญญายตนะ ของวิญญาณฐีติ 7 จึงไม่มีข้อนี้ข้อที่เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีแค่ อากิญจัญญายตนะ หมดแล้วนิดหนึ่งก็ไม่มี น้อยหนึ่งก็ไม่มี ก็จบ ไม่ต้องสงสัยว่ามันจะหมดหรือไม่หมด จะมีหรือไม่ นี่คือวิญญาณฐิติคือมี 7 ไม่ต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนผู้ที่มิจฉาทิฏฐิไปทั้งหมด แถมทั้ง อสัญญีสัตว์ แถมทั้งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสัตว์ที่ผิดไม่ถูกต้องตามสัจธรรม ก็จะจมอยู่กับความเป็นสัตว์ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้ความจริง ไม่สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมะไปอย่างไรก็ไม่พ้นจากความเป็นสัตว์ทั้ง 9 และก็เป็นหลายชนิดด้วย ดีไม่ดีเป็นทั้งหมด 9 ข้อเลย มันผิดไปหมดทั้ง 9 ข้อ 660120 วิญญาณฐิติ 7 ปฏิจจสมุปบาท และวิชชา 8 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก