4.610424.บทที่2_แพรลายไม้.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมมีผลต่อสุขสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ สัดส่วนของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว ความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือดของประชาชนวัยท างานที่ผ่าน ค่ายศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากต ารา เอกสาร แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมในหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชาชนวัยท างาน 2. สุขสมรรถนะ 3. หลักการออกก าลังกาย 4. องค์ความรู้การออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 5. บริบทศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประชาชนวัยท างาน สุชา จันทร์เอม (2541 : 53-54) กล่าวว่า วัยผู้ใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 21-40 ปี และวัยกลางคน เริ่มตั้งแต่ อายุ 40-60 ปี จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่เรียกว่า ผู้ใหญ่นั้นยาวนานและมีความส าคัญต่อชีวิตเป็นอย่างมาก ระยะนี้บุคคลมักจะมีการประกอบอาชีพที่มั่นคง ประสบความส าเร็จในชีวิต การงาน มีชีวิตคู่ นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตลอดจนการเสื่อมในด้านความสามารถต่าง ๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่ย่างเข้าสู่วัยกลางคน สมจิต แดนสีแก้ว (2543 : 43) ได้อธิบายเกี่ยวกับวัยแรงงานไว้ว่า ในทางวิชาประชากรศาสตร์ได้แบ่งองค์ประกอบของประชากรออกเป็นเพศ การศึกษา อายุ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส รายได้ อาชีพและภาษา ส าหรับองค์ประกอบด้านอายุนั้น จ าแนกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ วัยเด็ก อายุแรกเกิดถึง 14 ปี วัยท างาน อายุ 15-59 ปี และวัยชรา อายุ 60 ปี
อ่านต่อ
ขึ้นไป เฉก ธนะสิริ (2545 : 108-112) มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีอายุยืนเช่นเดียวกับช้าง หากแต่มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐฉลาดกว่าสัตว์อื่น แต่อบายมุขต่าง ๆ บนความฉลาดกลับท าให้ชีวิตของมนุษย์สั้นกว่าที่ควรจะเป็น ชีวิตมนุษย์ที่โลกสร้างขึ้นมานั้นมันมีอายุของมันเองอยู่แล้ว แต่ที่อายุขัยของมนุษย์ยังไม่สูงถึงเกณฑ์เพราะความไม่รู้ ความไม่สนใจตนเอง ความหลงผิดอยู่ในอบายมุขต่าง ๆต่างหากที่ท าให้อายุขัยไม่ยืนยาว และความแข็งแกร่งของกายและจิตไม่ดีเท่าที่ควร อายุความเป็นหนุ่มสาวคนทั่วไป 20-40 ปี พอ 40 ปีไปก็เริ่มมีโรคภัยประจ าตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ การปรับเปลี่ยนเรื่องโภชนาการ ความเป็นอยู่ การออกก าลังกายสม่ าเสมอ ปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ 8 ดีขึ้นแล้ว การรู้จักใช้ไวตามินบางชนิด อย่างไวตามินซีที่สามารถหยุดยั้งการก่อตัวเซลล์ของมะเร็ง อายุจะยืดยาวออกไปจนถึง 120 ปีหรือมากกว่า หลังจากนั้นจึงจะหยุดหายใจ ตายรวดเร็ว ไม่ทรมาน เพ็ญศิริ สิมารักษ์ (2550 : 88-100) ได้อธิบายพัฒนาการของมนุษย์แบ่งตามช่วงอายุออกเป็น 3 ช่วงระยะ คือ 1. วัยผู้ใหญ่ตอนต้นหรือวัยหนุ่มสาว (Early Adulthood) เริ่มจากอายุ 20-25 ถึง 40 ปีเป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตทางร่างกายสมบูรณ์ที่สุด มีร่างกายแข็งแรง อวัยวะต่าง ๆ ท างานอย่างเต็มที่ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มั่นใจในตนเอง เป็นวัยของการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างลึกซึ้งและยาวนาน สนใจเพศตรงข้ามและมองหาคู่ชีวิต คบหาเพศเดียวกันเพื่อการงานและการสังคม สิ่งส าคัญที่คนในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจ าเป็นต้องหาแนวทางในชีวิตก็คือ อาชีพการงาน การเลือกคู่ครอง การปรับตัวในชีวิตสมรส การมีบทบาทเป็นบิดามารดา หรือถ้ายังเป็นโสดก็ต้องมีการปรับตัวต่อการด ารงชีวิต 2. วัยผู้ใหญ่ตอนกลางหรือวัยกลางคน (Middle Age) เริ่มจากอายุ 41-60 ปี ระยะนี้นับว่าการวงแผนในชีวิตได้เข้ารูปตามที่ต้องการแล้วเป็นส่วนมาก ผู้ที่มีพัฒนาการเหมาะสมกับอายุที่ผ่านมา จะช่วยให้ประสบความส าเร็จในชีวิตครอบครัวและงานอาชีพ จัดเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของชีวิต (Prim of Life) นั่นคือยุคแห่งความส าเร็จสุดยอดในชีวิตของมนุษย์ตามความสามารถของแต่ละคน ในด้านร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ตลอดจนอาจจะมีความเสื่อมในด้านความสามารถต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เข้าสู่วัยกลางคน (วรุณา กลกิจโกวินท์. 2551 : 105-120) กล่าวว่า มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 วัยหนุ่มสาว (อายุ 18-25 ปี) ช่วงนี้เป็นเวลาที่สมรรถภาพทางกายดีที่สุด การออกก าลังกายจะใช้วิธีใดก็ได้ทั้งนั้น แต่พึงระวังไม่ให้หนักหรือมากเกินสมควร ในปัจจุบันนี้มีความโน้มเอียงที่ผู้หญิงจะท าตนเสมอกับผู้ชาย ในเรื่องอื่น ๆ เป็นการสมควรอยู่ แต่ในเรื่องการกีฬาหรือออกก าลังกายเป็นการไม่สมควรเพราะธรรมชาติสร้าง ผู้หญิงมาเป็น “แม่” มีความอ่อนหวานนุ่มนวล จิตใจอ่อนโยน ส่วนผู้ชายนั้นเป็น “พ่อ” ผู้ต้องหาอาหารและปกป้องครอบครัว ร่างกายบึกบึนและมีจิตใจเข้มแข็ง องอาจ การที่ผู้หญิงจะเล่นกีฬาเหมือนผู้ชายทั้งหมด นอกจากขัดกับประเพณีนิยม ยังอาจมีผลร้ายต่อร่างกายเนื่องจากความรุนแรง ความหนักหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะและผลทางใจอี กด้วย 2.2 วัยผู้ใหญ่หรือวัยฉกรรจ์ (อายุ 26-35 หรือ 40 ปี) ในครึ่งระยะเวลาแรกร่างกายก าลังแข็งแกร่งเต็มที่ พ้นจากนั้นแล้วก็เริ่มเสื่อม ในระยะแข็งแกร่งจะเล่นกีฬาอะไรก็ได้รวมทั้งกีฬาแข่งขันต่าง ๆ แต่ระยะหลังต้องลดความหนักลงและงดการแข่งขันประเภทหนักมาก ๆ 2.3 วัยกลางคน (อายุ 35 หรือ 40-55 ปี) ในวัยนี้ก าลังความคิดขึ้นสูงเต็มที่ แต่ก าลังกายและสมรรถภาพทางกายลดลงเรื่อย ๆ ผู้ที่เคยออกก าลังมาก่อนแล้วพึงระลึกถึงความจริงข้อนี้ มิฉะนั้นอาจเกิดอันตรายเนื่องจากออกก าลังหนักเกินไป เพราะคิดว่ายังแข็งแรงเช่นแต่ก่อน 2.4 วัยสูงอายุ (อายุ 55 ปี ขึ้นไป) เมื่ออายุย่างเข้าขั้นนี้ความตกต่ าของร่างกายมักปรากฏชัดเจน แต่ก็ยังออกก าลังกายได้ และจ าเป็นต้องออกก าลังกายเพื่อรักษาสภาพร่างกาย การออกก าลังกายและการกีฬาของคนปูนนี้จ าเป็นต้องก าหนดเป็นพิเศษ ให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลง ที่ได้เกิดขึ้นในร่างกาย มีข้อที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ 9 2.4.1 หลีกเลี่ยงการออกก าลังที่มีการแข่งหรือออกแรงหนักอย่างกะทันหัน 2.4.2 หลีกเลี่ยงการแข่งขันแม้แต่ฉันมิตร (ยกเว้นผู้ที่เคยแข่งขันติดต่อมา) 2.4.3 หลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วสูง 2.4.4 หลีกเลี่ยงการออกก าลังที่หนักและติดต่อไปเป็นเวลานาน อุบลรัตน์ เพ็งสถิต (2546 : 55-69) กล่าวไว้ว่า วัยผู้ใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ช่วงระยะเวลา คือ 1. ผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี 2. ผู้ใหญ่ตอนปลาย หมายถึง ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปีในวัยผู้ใหญ่จะต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย อาชีพ การสร้างครอบครัว การแต่งงานและการด ารงชีวิตในสังคมเป็นช่วงชีวิตที่ต้องมีการปรับตัวต่อสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่เริ่มมีความเสื่อมถอย รวมทั้งเป็นวัยที่ต้องมีความรับผิดชอบและท ากิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น (ศรีเรือน แก้วกังวาน. 2540 : 44-65) ลักษณะที่ส าคัญของวัยผู้ใหญ่ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปความแข็งแรง ตลอดจนสุขภาพของร่างกายเริ่มเสื่อมถอย บางรายถึงกับต้องมีการใช้ยารักษาโรคซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อปัญหาทางด้านจิตใจ ดังนั้นวัยผู้ใหญ่มักจะเกิดปัญหาในด้านการปรับตัวทางด้านร่างกายมากกว่าปัญหาอื่น การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของวัยผู้ใหญ่ อุบลรัตน์ เพ็งสถิต (2546 : 55-69) กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านสมรรถภาพทางร่างกายที่เสื่อมถอยลงถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะพยายามคิดค้นหาวิธีการต่าง ๆ มาเป็นเวลานานแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่ส าเร็จในเรื่องของการยับยั้ง พัฒนาการของร่างกาย จิตใจ และสังคมที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างที่จะชัดเจนในการเปลี่ยนจากวัยหนุ่มสาว จากที่สมรรถภาพทางกายจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อบุคคลนั้นอายุได้ 25 ปี หลังจากนั้นความเหมาะสมของร่างกายหรือประสิทธิภาพของร่างกายจะลดลงตามล าดับจนกระทั่งอายุ 40-45 ปีจะเริ่มมีอัตราเสื่อมถอยเพิ่มมากขึ้นแสดงว่าทุกคนจะต้องเผชิญกับปัญหาความยากล าบากในการปรับตัวที่มีต่อประสิทธิภาพของร่างกายที่แตกต่างกันออกไป และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่มีดังนี้คือ 1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ในช่วงระยะวัยผู้ใหญ่นี้จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อทัศนคติที่ไม่ดีของแต่ละบุคคล และมีผลต่อสภาพจิตใจของคนวัยนี้มากที่สุด สาเหตุการเปลี่ยนแปลงของร่างกายประกอบด้วยประสิทธิภาพของร่างกายและเซลล์ภายในร่างกายไม่สมบูรณ์เมื่ออวัยวะของร่างกายและเซลล์ท างานได้ไม่สมบูรณ์ จะมีผลท าให้ระบบการท างานของร่างกายเสื่อมสมรรถภาพเพราะเซลล์ของร่างกายเหี่ยวแห้ง มีช่องว่างระหว่างเซลล์ท าให้ประสิทธิภาพ การท างานลดน้อยลงเกิดความรู้สึกว่าเหนื่อยง่าย นอกจากจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของร่างกายและเซลล์ภายในร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แล้ว สาเหตุที่ส าคัญที่ท าให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง คือ การท างานของต่อมไร้ท่อในร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ตามปกติ ผลคือการท างานของร่างกายและจิตใจมีการผันแปรอย่างรวดเร็วกล่าวได้ว่าพัฒนาการทางด้านร่างกายในวัยผู้ใหญ่นั้นจะมีแต่เสื่อมถอยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ไม่ได้ออกก าลังกาย ไม่ดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเองให้ดี ซึ่ง โกมายล์ (Gormly et al. 1989 : 85-96) ได้ 10 กล่าวถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตว่า เป็นการก้าวเดินไปพบกับความถอยลงและได้อธิบายถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่ดังนี้ 1.1 ผิวหนังเริ่มเหี่ยวไม่เต็งตึง รอยย่นบนใบหน้าเห็นชัดขึ้น รวมไปถึงผิวหนังตามร่างกายก็เริ่มมีการเหี่ยวย่นเกิดขึ้นให้เห็น 1.2 ผมเริ่มร่วงและหงอก 1.3 น้ าหนักตัวเริ่มเพิ่มมากขึ้น และส่วนที่มากนี้เกิดจากไขมันที่เริ่มเพิ่มพูนตามหน้าท้อง สะโพก เอว 1.4 พลังความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง การลดลงจะชัดเจนในกลุ่มของผู้ที่ไม่ได้ออกก าลังกาย ส่วนผู้ใหญ่ที่ใช้พลังงานกล้ามเนื้อเป็นปกติ ออกก าลังกายสม่ าเสมอนั้นจะยังท างานได้ดีจนถึงวัย 60 ปีเศษ 1.5 ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกจะเริ่มเสื่อมถอย เพราะสมรรถภาพทางกายด้านต่าง ๆ ลดน้อยลงอย่างเช่นในเรื่องของความอ่อนตัว ท าให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายไม่รวดเร็วคล่องตัวเหมือนเคย กระดูกและข้อต่อของร่างกายเริ่มเสื่อม และอาจได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นจากการเคลื่อนไหว เช่น การหกล้ม กระดูกก็เริ่มเข้าสู่การเปราะและแตกหักได้ง่ายขึ้นเนื่องมาจากการเสื่อมสลายของแคลเซียม 1.6 สายตาเริ่มมีประสิทธิภาพลดลงตามปกติความสามารถในการมองเห็นจะมีประสิทธิภาพมากสูงสุดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจนกระทั้งอายุ 40 ปี ต่อจากนั้นไปค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นจึงเป็นภาพที่เห็นอยู่ทั่วไปในการใช้แว่นสายตาช่วยในการมองเห็นให้มีความชัดเจนมากขึ้น 1.7 เริ่มหูตึงส าหรับบางคน อาการหูตึงนี้อาจจะยังไม่ชัดเจนส าหรับผู้ใหญ่ในตอนต้นแต่เมื่ออายุเริ่มเข้าไปสู่อายุ 55 ปี ขึ้นไปจะเริ่มมีอาการหูตึงได้ 1.8 การเปลี่ยนแปลงทางเพศ จากที่อวัยวะของร่างกายมีการท างานในลักษณะที่เสื่อมถอยลงมีผลท าให้ทักษะบางอย่างของผู้ใหญ่ สามารถท างานได้ไม่เหมือนกับคนในวัยรุ่นหนุ่มสาวโดยเฉพาะกิจกรรมทางเพศและความสนใจในเรื่องเพศก็ลดน้อยลง และจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องจนเข้าสู่วัยชรา ภาวะความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศโดยเฉพาะจะเห็นได้เด่นชัดในเพศหญิง หมายถึง สภาวการณ์หมดประจ าเดือนเป็นระยะที่ร่างกายของเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลงในระบบต่อมต่าง ๆ อันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ซึ่งในบางครั้งอาจจะต้องใช้ยาเข้ามาช่วยเมื่อถึงคราวจ าเป็นเพื่อช่วยให้ฮอร์โมนและการท างานของร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น รวมไปถึงเรื่องการใส่ใจในการออกก าลังกาย 1.9 ระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยถดถอย ในการท างานของหลอดเลือดไม่ค่อยมีประสิทธิภาพท าให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง การบีบตัวของหัวใจก็ลดน้อยลง ท าให้พบปัญหาด้านการไหลเวียนของโลหิต เช่น เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ 2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ในปัจจุบันสังคมการเป็นอยู่ของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก จึงส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมในวัยผู้ใหญ่ดังนี้ 11 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การที่พลเมืองเพิ่มมากขึ้น อัตราการเพิ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีคุณภาพการรักษาพยาบาลและความเจริญทางด้านการศึกษา ที่ท าให้ประชาชนรู้จักดูแลรักษาสุขภาพและการป้องกันความเจ็บป่วยจึงช่วยให้อายุขัยของประชากรเพิ่มมากขึ้น 2.2 การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรม จากสังคมชนบทเป็นสังคมเมืองในปัจจุบันความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านลดน้อยลงกว่าในสมัยอดีต และครอบครัวก็จะเป็นครอบครัวเดี่ยวท าให้ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว รวมไปถึงในสังคมปัจจุบันอัตราการหย่าร้างและการเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น จึงท าให้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว 2.3 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น ค่านิยมหรือคุณค่าทางจริยธรรม เช่น การแต่งกาย และมารยาทของคนในวัยหนุ่มสาวที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสมัยที่ผู้ใหญ่เป็นหนุ่มสาว ท าให้เกิดความหงุดหงิดใจเมื่อเห็นภาพต่าง ๆ และอาจท าให้เกิดความขัดแย้งระหว่างวัยได้ 3. การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจในวัยผู้ใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดจากความวิตกหรือพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (2531 : ก) ได้มีการรวบรวม การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจในวัยผู้ใหญ่ไว้ดังนี้ 3.1 การสูญเสียบุคคลในครอบครัวหรือคู่ครอง พบได้ทั่วไปการสูญเสียหากเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่มิได้ตั้งตัวก็จะท าให้มีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับตัวต่อการสูญเสียนี้กระท าได้ยากอาจเป็นผลท าให้เกิดความเศร้า ว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยวอย่างรุนแรง 3.2 จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายนั้นก็ส่งผลกระทบถึงทางด้านจิตใจของวัยผู้ใหญ่ได้โดยตรง ท าให้เกิดการหงุดหงิดร าคาญตัวเอง เช่น การเคลื่อนไหวก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้กระฉับกระเฉงเหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว ต้องเพิ่มความระมัดระวังตนเองในการเคลื่อนไหวมากขึ้น เรื่องของสายตานั้นก็ส่งผลกระทบโดยตรงสามารถท าให้เกิดความร าคาญใจได้ เช่น การมองเห็น เป็นต้น จากการเปลี่ยนแปลงหลายประการในวัยผู้ใหญ่ ถึงว่าจะยังไม่รุนแรงหรือชัดเจนเท่ากับผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับกับการเปลี่ยนแปลงหรือการเสื่อมลงของร่างกายเพราะร่างกายไม่ได้มีสมรรถภาพคงที่ตลอด มีการเสื่อมถอยลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การรักษาสภาพของร่างกายที่ดีวิธีหนึ่งคือการออกก าลังกาย และต้องออกก าลังกายให้เหมาะสมกับเพศและ วัยของตนเองด้วย ในสตรีวัยผู้ใหญ่นั้นเป็นวัยที่ก าลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ วัยนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน เช่น ทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ท าให้สมรรถภาพทางกายลดน้อยถอยลงไป ไม่แข็งแรงเท่ากับวัยหนุ่ม วัยสาว รวมไปถึงสังคมไทยที่ต้องแข่งขันท างานแข่งขันกับเวลา จนไม่มีเวลาที่จะออกก าลังกาย ถ้าสตรีวัยผู้ใหญ่มีสมรรถภาพทางกายที่ไม่ดีเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในด้านสุขภาพ จิตใจ และอารมณ์ ดังนั้นสตรีในวัยผู้ใหญ่จึงควรให้ความส าคัญในการดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง โดยการออกก าลังกายเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกาย เพื่อการที่จะมีสุขภาพดีและการออกก าลังกายก็ต้องมีความเหมาะสมกับเพศและวัย 12 สุขสมรรถนะ ความหมายของสุขสมรรถนะ ส านักงานราชบัณฑิตยสภา (2560) วิชาสุขศึกษาและพลศึกษาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งในการศึกษาจึงได้มีศัพท์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสุขภาพมากมายและเป็นประโยชน์ อนึ่งมีค าเกี่ยวกับการที่มีสุขภาพดี ก็ด้วยการออกก าลังกายที่ดี นั่นก็คือได้มีการใช้ค า “Health Related Fitness” และคณะกรรมการจัดท าพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ได้เห็นความส าคัญและเห็นควรบัญญัติศัพท์พร้อมความหมายเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันอันน าไปสู่เป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและบุคคลอื่น ค าว่า Health Related Fitness บัญญัติศัพท์ว่า สุขสมรรถนะ อ่านว่า สุก-ขะ-สะ-มัด- ถะ-นะ หมายถึง สุขภาพและสมรรถภาพทางกายเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันและกัน การมีสมรรถภาพทางกายดีจะช่วยให้เป็นผู้มีสุขภาพดี สามารถประกอบกิจการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีก าลังงานเหลือที่สามารถใช้ในกิจกรรม นันทนาการในเวลาว่างและในยามฉุกเฉินได้ กรมพลศึกษา (2556 : 3) สุขสมรรถนะ (Physical Fitness) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราความเสี่ยงของปัญหาทางสุขภาพที่เป็นสาเหตุมาจากขาดการออกก าลังกาย สร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงของร่างกายในการที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการออกก าลังกายได้อย่างหลากหลาย บุคคลที่มีสุขสมรรถนะดีก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน การออกก าลังกาย การเล่นกีฬา และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สมรรถภาพทางกายแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ หรือสุขสมรรถนะ (Health-Related Physical Fitness) และ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ หรือทักษะสมรรถนะ (Skill-Related Physical Fitness) สุพิตร สมาหิโต (2541 : 21-30) ได้กล่าวไว้ว่าสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดีเพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายดีก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวันได้ เช่น การเล่นกีฬาออกก าลังกาย และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สมรรถภาพทางกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health-Related Physical Fitness) และสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ (Skill-Related Physical Fitness) และองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพประกอบด้วย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle-Strength) ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle Endurance) ความยืดหยุ่น (Flexibility) ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ (Cardiorespiratory Endurance) และองค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล (2552 : 38) สรุปว่า สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพมีเป้าหมายทั่วไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี เป้าหมายเฉพาะเพื่อป้องกันหรือฟื้นฟูโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และพัฒนาสมรรถภาพทางกายโดยรวมที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในชีวิตประจ าวันได้อย่างสมบูรณ์โดยใช้แรงพยายามน้อยที่สุดมีอาการเหนื่อยล้าเกิดขึ้นน้อยที่สุด 13 มิลเลอร์ และคนอื่น ๆ (Miller A.J, et al. 1991 : 639-640) ให้ความหมายของสมรรถภาพทางกายโดยทั่วไปว่า “เป็นความสามารถในการปฏิบัติงานของร่างกาย ซึ่งแสดงให้เห็นจากการท างาน ของระบบหลอดเลือดและหัวใจ ความอดทน ความอ่อนตัว การท างานประสานกันและการวัดส่วนประกอบของร่างกาย” โฮเวล (Howell and Howell. 1986 : 301) ได้กล่าวไว้ว่า “สมรรถภาพทางกาย เป็นความสามารถของร่างกายในการท ากิจกรรมอย่างได้ผล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสมบูรณ์ของร่างกายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งประกอบด้วยพัฒนาการของกล้ามเนื้อ ความว่องไว และความอดทน” ซาฟริสซ์ (Safrit. 1986 : 26-33) กล่าวไว้ว่า “สมรรถภาพทางกายจะมีความหมายหลายลักษณะแต่โดยทั่วไปมักใช้อยู่ 2 ลักษณะ คือความสามารถในการปรับตัวและการฟื้นคืนสู่สภาพปกติภายหลังการท างานหนักและความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันด้วยความกระฉับกระเฉงว่องไว โดยไม่รู้สึกเหนื่อย และมีก าลังเหลือพอที่จะประกอบกิจกรรมยามว่างด้วยความเพลิดเพลิน และสามารถเผชิญหน้ากับเหตุที่ไม่คาดฝันได้” จอร์สัน และสโตเบิร์ก (Johnson and Stolberg. 1971 : 55-64) กล่าวว่า สมรรถภาพ ทางกาย หมายถึง ความสามรถของร่างกายในการประกอบกิจกรรมหนัก ๆ และรวมถึงคุณลักษณะที่ส าคัญที่มีต่อสุขภาพของบุคคล และความเป็นอยู่ที่ดีซึ่งแตกต่างไปจากคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติของทักษะเฉพาะอย่าง” ส าหรับองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ประกอบด้วย ความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัวและส่วนประกอบของร่างกาย ส่วนองค์ประกอบสมรรถภาพร่างกายส าหรับนักกีฬา หรือสมรรถภาพทางกาย ที่เกี่ยวข้องกับทักษะนั้น นอกจากองค์ประกอบทั้ง 5 ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังประกอบด้วยการประสานงาน ความสมดุล พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็ว และปฏิกิริยาตอบสนอง สรุปในการวิจัยครั้งนี้ สุขสมรรถนะ หรือสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ คือ ความสามารถของบุคคลในการควบคุมสั่งการให้ร่างกายปฏิบัติภารกิจประจ าวันต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับปริมาณงานและเวลาตลอดทั้งวัน โดยไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อร่างกาย อีกทั้งยังสามารถประกอบกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากภารกิจประจ าวันได้อย่างกระฉับกระเฉง ปราศจากอาการเมื่อยล้า และอ่อนเพลีย สุขสมรรถนะหรือสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health-Related Physical Fitness) ประกอบด้วย กรมพลศึกษา (2556 : 4-5) ได้กล่าวว่า สุขสมรรถนะ หรือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ หมายถึง สุขสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพและเพิ่มความสามารถในการท างานของร่างกาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคปวดหลัง ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการขาดการออกก าลังกาย ซึ่งประกอบด้วย 1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Strength) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อหรือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ออกแรงด้วยความพยายามในครั้งหนึ่ง ๆ เพื่อต้านกับแรงต้านทาน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะท าให้เกิดความตึงตัวเพื่อใช้แรงในการยกหรือดึงสิ่งของต่าง ๆ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 14 จะช่วยท าให้ร่างกายทรงตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาได้หรือที่เรียกว่า ความแข็งแรงเพื่อรักษาทรวดทรง ซึ่งจะเป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่ช่วยให้ร่างกายทรงตัวต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลกให้อยู่ได้โดยไม่ล้ม เป็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน เช่น การวิ่ง การกระโดด การเขย่ง การกระโจน การกระโดดขาเดียว การกระโดดสลับเท้า เป็นต้น ความแข็งแรงอีกชนิดหนึ่งของกล้ามเนื้อเรียกว่า ความแข็งแรงเพื่อเคลื่อนไหวในมุมต่าง ๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวแขนและขาในมุมต่าง ๆ เพื่อเล่นเกมกีฬา การออกก าลังกาย หรือการเคลื่อนไหวในชีวิตประจาวัน เป็นต้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการเกร็ง เป็นความสามารถของร่างกายหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายในการต้านทานแรงที่มากระท าจากภายนอกโดยไม่ล้มหรือสูญเสียการทรงตัวไป 2. ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle Endurance) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะรักษาระดับการใช้แรงปานกลางได้เป็นเวลานาน โดยเป็นการออกแรงที่ท าให้วัตถุเคลื่อนที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ หรือหลายครั้งติดต่อกัน ความอดทนของกล้ามเนื้อสามารถเพิ่มได้มากขึ้นโดยการเพิ่มจ านวนครั้งในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ เพศ ระดับสุขสมรรถนะและชนิดของการออกกาลังกาย 3. ความอ่อนตัว (Flexibility) เป็นความสามารถของข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายที่เคลื่อนไหว ได้เต็มช่วงของการเคลื่อนไหว การพัฒนาทางด้านความอ่อนตัวท าได้โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเอ็น หรือการใช้แรงต้านทานในกล้ามเนื้อและเอ็นต้องท างานมากขึ้น การยืดเหยียดของกล้ามเนื้อท าได้ทั้งแบบอยู่กับที่ หรือมีการเคลื่อนที่ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรใช้การเหยียดของกล้ามเนื้อในลักษณะอยู่กับที่ นั่นก็คือ อวัยวะส่วนแขนและขา หรือล าตัวจะต้องเหยียดจนกว่ากล้ามเนื้อจะรู้สึกตึงและจะต้องอยู่ในท่าเหยียดกล้ามเนื้อในลักษณะนี้ประมาณ 10-15 วินาที 4. ความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (Cardiovascular Endurance) เป็นความสามารถของหัวใจและหลอดเลือดที่จะล าเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกแรง ไปยังกล้ามเนื้อขณะท างาน ให้ท างานได้เป็นระยะเวลานาน และขณะเดียวกันก็น าสารที่ ไม่ต้องการซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการท างานของกล้ามเนื้อ ออกจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกแรง ในการพัฒนาหรือเสริมสร้างนั้น จะต้องมีการเคลื่อนไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive