สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โพธิสัตว์คือผู้ที่ผ่านการเป็นอรหันต์มาแล้ว.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โพธิสัตว์คือผู้ที่ผ่านการเป็นอรหันต์มาแล้ว _สุลิน สายพันธุ์ : กราบนมัสการค่ะ ชอบทุกรายการที่ออกอากาศ ถึงจะเป็นคนนอก ที่นี่คือแดนพุทธแท้ พระข้างนอกส่วนมากปฎิบัติได้ไม่เท่าคนในชุมชนเลยค่ะ เห็นคนมาคอมเม้นเคยจับผิดแล้ว ยอมรับเลยชาวอโศกไม่สะเทือน เพราะชาวอโศกไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาคิดแน่นอน คนไม่ดีก็คิดแต่เรื่องไม่ดี ธรรมไม่ได้ช่วยอะไรเขาได้เลยสักนิดเดียว
_Masters tizen. ได้สดับธรรมะที่พ่อท่านได้แสดงไว้ในหลายๆที่..ว่าผู้ใดมีสภาวะจิตบรรลุถึงอรหันตผลแล้ว..เมื่อถึงคราตายละกายขันธ์มนุษย์..ถ้าปรารถนาจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก..ก็ย่อมทำได้ กระผมขอน้อมกราบเรียนถามพ่อท่านว่า..ในเมื่อกิเลสที่แสดงออกผ่านสารพัดความอยาก ถูกขจัดปัดล้างถูจนเกลี้ยงจากวิถีจิตแล้ว..อรหันต์ท่านจะอาศัยแรงปรารถนาอะไรถึงจะก้าวลงสู่ครรภ์มาเป็นมนุษย์อีก..ในเมื่อมนุษย์ที่มาเกิดล้วนเพราะแรงผลักดันของความก้าวร้าว และเซ็กส์บังคับให้มาเกิด..แล้วมโนวิญญาณของอรหันต์จะอยากอะไรครับถึงคิดจะมาเกิดอีก..น้อมนมัสการกราบเรียนถามมาด้วยความเคารพยิ่งครับ.. พระอารีย์ จตฺตสลฺโล(๓๐ธ.) พ่อครูว่า...คิดแบบนี้อรหันต์คือเป็นคนเฉยๆ ไม่อยากอะไรแล้วเป็นคนเด๋อๆ สุดท้ายก็คงไม่อยากเดินด้วย เป็นตอไม้ อยากลืมตาก็ไม่อยากลืมตาแล้ว ก็คงตายแล้ว อยากหายใจก็ไม่อยากแล้ว มันไม่อยากอะไรนักหนา พวกที่คิดเลยเถิดจะเป็นอย่างนี้ เอาแต่ตรรกะในความคิดเห็นก็เลยเถิดไปใหญ่ คนถามมาเป็นคนยังไม่หลุดพ้น ก็คงหมายถึงว่า คนที่จะหลุดพ้นก็คือคนที่ไม่อยากเกิด และคนจะหลุดพ้นก็คือ1.คือกลัวความเกิด 2. กลัวความไม่รู้ ผู้มีวิชชาคือผู้ที่รู้แล้วและทำได้เป็นจริงคือหมดความเกิด หมดเกิดหมดตายคือเป็นอมตะ คนที่จบกิจคือคนเป็นอมตะ อรหันต์นี้หมดเกิดหมด
อ่านต่อ
ตาย แต่คนที่เข้าใจไม่ได้ ก็จะพยายามไม่ให้เกิด มีแต่ตายกับตายๆๆๆ แล้วจะเอาอะไรมาเกิดก็เข้าใจว่าตายได้แล้ว สุดโต่งคือคนไปทิศเดียว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะ 2 ถ้าเป็น คือมันยังมีร่างกายมีขันธ์ 5 ความเป็น จะต้องรู้ว่าตัวเองเป็น อรหันต์ที่บรรลุจบในชีวิตแล้วมีชีวิตอยู่ ถามว่าอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ คือเป็นคนที่ยังมีหรือไม่มี ...ก็ยังมีอยู่ มีร่างกาย มีขันธ์ 5 มีชีวิตก็ต้องอยู่อย่างมีชีวิต ถ้าอรหันต์จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เป็นคนที่ไม่มี ถ้าปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ถ้าพระอรหันต์นั้นยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นสุดท้าย เป็นอรหันต์แล้วอยากเกิดมาทำไม ผู้ใดเป็นอรหันต์แล้วจะเข้าใจว่าอะไรเกิดอะไรตาย ความจริงแล้วการเกิดการตายของพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงที่ร่างกาย แล้วไม่ได้หมายถึงจิตทั้งหมด แต่จิตที่เป็นกิเลสเป็นอกุศลเท่านั้นที่ตาย จิตเราตายอย่างไม่มีกิเลสเลย แต่เป็นจิตที่เที่ยงแท้สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสเกิดอีกเลย นั่นแหละคือจิตอรหันต์ จิตอรหันต์ที่เป็นได้สมบูรณ์สุดคือ เป็นคนที่สามารถทำให้จิตใจตัวเองไม่มีกิเลสได้แล้ว ทำได้อย่างถาวรแน่นอน การตายการเกิดทางร่างกาย จึงเป็นการตายการเกิดที่พระอรหันต์เป็นเจ้าของจิตเอง ถ้าเป็นพระอรหันต์อยากเกิดอีก คุณก็อย่าไปยุ่งกับท่าน ถ้าไปยุ่งกับท่านนั้น เขาถือว่าเป็นเสือชนิดหนึ่งนะ เพราะท่านเองจะเกิดจะตายนั้นท่านก็ไม่มีปัญหา ท่านจะเกิดอีกจนกระทั่งจิตของท่านถาวรแล้ว จะเกิดมีร่างกายอีกอยู่ได้กี่ชาติ จิตท่านถาวรยั่งยืนเที่ยงแท้แล้วที่จะไม่มีกิเลสอีก แล้วอรหันต์อยากเกิดมาอีกทำไม อรหันต์ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อรหันต์รู้แต่ตนแล้วล้างตัวตนอัตตา แต่โลกนี้มีอีกมหาศาล คนในโลกนี้มีอีก เพราะฉะนั้นการเกิดมาเป็นคนในโลก ดีที่ สุดสูงที่สุด รู้มากที่สุด ครบที่สุดคือพระพุทธเจ้า แล้วอยากเกิดมาอีกทำไม ก็ตอบว่าอยากเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาก็อยากเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า ความเป็นอรหันต์อาตมาผ่านแล้ว นี่พูดตรงนี้ไขตรงนี้ ไม่ได้อวดดี แล้วอาตมาเป็นอรหันต์มา 7 ระดับแล้ว ระดับสูงสุดเป็นระดับที่ 9 คือพระพุทธเจ้า อาตมาเหลืออีก 2 ระดับ ถามมาก็ตอบตรง เกิดมาทำไม อรหันต์นั้นมีความสำคัญอยู่ที่ว่าทำความพ้นทุกข์พ้นสุขให้แก่ตัวเองได้ คนที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขให้แก่ตัวเองได้คนนั้นก็จบ ทำได้เสร็จจบ ทำได้อย่างตถตา เป็นเช่นนั้นเอง คือยิ่งกว่าอัตโนมัติ มันไม่มีสุขไม่มีทุกข์โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวแล้ว จิตใจมีความไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอัตโนมัติ กระทบสัมผัสอะไรก็เป็นอัตโนมัติที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ใช่ไม่ทุกข์อย่างเดียว ไม่สุขด้วย ความทุกข์ความสุขนั้นเป็นอันเดียวกัน อรหันต์เป็นคนไม่สุขไม่ทุกข์ เหลือแต่เป็นคน ที่เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งความลับ คืออรหันต์ รหะ แปลว่าความลับ ผู้ถึงที่สุดอันตะ คือ อันตะ กับอรหะ คือ ผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ผู้ถึงที่สุดแห่งความลับ ที่ลับๆคือความโง่ ถึงที่สุดแห่งความลับที่เป็นความโง่ก็ไขได้ ความลับที่สุดก็คือ ความมีทุกข์มีสุข แต่คนบอก ว่าอย่าไปบอกใครนะ เป็นความลับ ความลับที่ให้คนมีทุกข์มีสุขนั้นอย่างหนึ่ง คนชั่วคนเลวก็มีความลับ ความชั่วความเลวก็เป็นความลับ แต่ความดีที่ไม่เป็นความลับรู้กัน คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ชั่วหรือเลว ก็รู้ได้รู้แล้วอย่าทำ รู้แล้วไม่ทำก็เป็นความจริง ใครเป็นคนดี คนไม่ทำความชั่วก็คือคนดี คนที่ทำความดีแล้วได้อย่างถาวรยั่งยืนมั่นคงคือคนไม่ชั่ว ความชั่วจึงเป็นความลับในบุคคลที่ยังไม่ดี ความลับอีกอย่างหนึ่ง คือความมีพิษมีภัย ก็เป็นความลับ คนที่ไม่มีพิษไม่มีภัยแล้ว คือคนดี เป็นคนไม่มีพิษภัย แต่ถ้าคนยังมีพิษภัยอยู่ก็เป็นคนไม่รู้ความลับ ยังไม่เอาพิษภัยออกจากตัวเอง เพราะว่าเป็นคนที่เกิดมามีพลังงานของตัวตน ที่ได้ก้าวมาเป็นจิตนิยาม จากอุตุมาเป็นพลังงานพีชะ แล้วพลังงานพีชะ เป็นชีวะ ก้าวมาเป็นจิตนิยาม ถ้าพลังงานใด อัตภาพใด ถ้าได้ก้าวมาเป็นจิตนิยามแล้วจะไม่สามารถสลายพลังงานจิตนิยามตัวเองได้เลย ถ้าไม่มีปัญญาของพุทธขั้นโลกุตระ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพาน เข้าถึงหรือว่าจิตวิญญาณนิรันดรทำความดีอย่างเดียวแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้า สลายเป็นปรินิพพานปริโยสานไม่ได้ ศาสนาอื่นทำไม่ได้ มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่ทำได้ ล้างพลังงานที่จับตัว เป็นจิตนิยามได้ สูงกว่านั้นทำพลังงานจิตวิญญาณของตัวเอง ให้กลับลงเป็นพลังงานพีชนิยาม พีชนิยามเป็นพลังงานที่ไม่มีโทษภัยกับใครเลย มีแต่ตัวเอง แล้วก็บริหารตัวเอง ให้อยู่ได้ให้เป็นไป พวกพืชพันธุ์ธัญญาหารมันบริหารตัวเองได้ให้อยู่ได้ไม่เบียดเบียนใคร เอาสารต่างๆมาสังเคราะห์เป็นตัวมันตามที่เป็นตระกูลของมัน ตระกูลพระอรหันต์ จึงเอาสารทางรูปธรรม ก็เอามาสังเคราะห์ให้เกิดอาการ 32 ถ้าพลังงาน จิตนิยาม ก็เอาพลังงานจิตมาสังเคราะห์ให้เป็นจิตนิยามที่ไม่เป็นพิษภัยกับใคร มีแต่คุณประโยชน์กับคนอื่นเท่านั้นอย่างซื่อสัตย์ พลังงานของอรหันต์จึงเป็นพลังงานที่เหลืออยู่ มีแต่พลังงานสร้างสรรค์ประโยชน์คุณค่าอย่างซื่อสัตย์ ไม่มีโทษ ไม่มีพิษ ไม่มีภัย ไม่มีชั่วไม่มีเลว นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้าที่สามารถทำให้พลังงานจิตนิยามเป็นอย่างนี้ได้ สร้างคนให้มีประโยชน์คุณค่าอย่างพืช การมีพลังงานที่เหลือ รู้จักใช้พลังงานที่ดีเหล่านี้ พืชมันเป็นตัวของมันเอง เอาตัวมันเองไปช่วยให้คนอื่นทำงาน ให้ได้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่ได้ให้มันได้แต่ตัวมันเอง ถ้าจะเอามันมาใช้ประโยชน์ก็เอาไปเอง มันเองเอาไปให้ใครไม่ได้ แต่จิตนิยามนี้ ทำให้ตัวเองเป็นอย่างพืช แล้วจิตนิยามหรือเอาตัวเองที่เป็นพืชนี้ไปให้คนอื่นได้ สูงกว่าพืช พระอรหันต์ก็คือพืชที่เอาตัวเองไปเป็นอาหารให้ผู้อื่น เอาพลังงานไปรับใช้ผู้อื่น สรุปแล้วคนที่ถามมานี้ ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร 1. อยู่เพื่อศึกษาผู้อื่น แล้วเราก็จะได้ช่วยผู้อื่นได้ ให้ผู้อื่นได้บรรลุอย่างเรา 2. อยู่อย่างกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า กตัญญูต่อพระศาสนา ต่อคำสอนอันวิเศษสุดของพระพุทธเจ้า ตอบแทนบุญคุณ เพื่อจะเอาคำสอนพระพุทธเจ้านี้เผยแพร่ต่อไป 3. อรหันต์ แม้จะมาเกิดอีกก็คือผู้พ้นทุกข์พ้นสุขแล้ว ถามย้อนกลับคืนไปหาผู้ถาม ก็ถ้าอรหันต์จะมาเกิดอีกแล้ว มันหนักหัวใคร เป็นผู้ไม่ตกต่ำและเป็นธรรมดา แล้วยังเป็นผู้ไม่เป็นพิษภัยกับใครอีก ท่านก็พ้นทุกข์พ้นสุข ไม่ตกต่ำอีกแล้ว เกิดอีกก็มีแต่เจริญสูงสุด ไปเป็นพระพุทธเจ้าได้ และไม่เป็นพิษภัยกับใครอีก แค่ 3 ข้อนี้ก็พอแล้วมั้ง จะมาต้านไม่ให้ท่านเกิดทำไม คุณมาถามที่คุณไม่รู้ ก็ตอบให้ฟัง ตอบอาจจะมีย้อนแรงหน่อยก็ขออภัย สรุปคือ พระโพธิสัตว์นี้เป็นผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้ว แล้วมาศึกษาต่อ โพธิสัตว์นี้ มีตั้งแต่ โพธิสัตว์โสดาบัน บรรลุธรรมในโลกอบาย ก็ทำต่อในโลกกาม โอฬาริกอัตตาก็ล้างโลกนี้อีก เป็นสกิทาคามี ล้างต่อเป็นอนาคามีจนหมดโลกกาม ก็เหลือแต่โลกภายในรูปโลก อรูปโลก ก็ล้างต่ออีกให้หมด ก็เป็นพระอรหันต์ เมื่อได้แล้วก็รำลึกถึงบุญคุณของความเป็นอรหันต์ 1.เป็นคนพ้นทุกข์พ้นสุขแล้ว 2. เป็นคนพ้นพิษพ้นภัย ไม่มีพิษภัยกับใครอีกแล้ว 3. เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีแต่จะเจริญขึ้นแต่ถ่ายเดียว แถม 4. เป็นผู้ที่ไม่กลัวแล้วว่าอะไรจะเกิดจะตาย เพราะทุกอย่าง มีแต่เกิดและตาย และรู้ว่ามันเกิดและตายตามเหตุปัจจัย ก็สมควรแล้วตามเหตุปัจจัย สมณะฟ้าไทว่า...เวลาเราดูว่าตัวเองมีความชั่วก็คิดจะแก้ไข แต่หากยึดว่าตัวเองดีๆๆก็แก้ไขยาก พ่อครูก็ว่า แล้วแต่ตัวเขาเอง เขาก็เสียเวลา ยึดดีตกผลึกแล้วก็ยาก อยู่กับพ่อครูอยู่กับพระโพธิสัตว์แล้ว ที่สุดแล้วยึดถืออะไรไม่ได้ เป็นคนว่างเบาสบาย จะเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ อรหันต์หลุดพ้นแล้ว ไม่มีพิษภัยไม่ตกต่ำ ไม่กลัวการเกิดการตาย พ่อครูเป็นโพธิสัตว์ใหญ่อำนาจแห่งอเนญชาภิสังขารยิ่งใหญ่มาก 601119_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์ของอรหันต์และโพธิสัตว์