อิสระแท้ต้องแก้ด้วยปัญญาไม่ใช่เฉกา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.84 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

อิสระแท้ต้องแก้ด้วยปัญญาไม่ใช่เฉกา _@thatsaneeyaprommetta ทัศนียา พรหมเมตตา • คนไทยทุกคนมีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ พ่อครูว่า... อันนี้ก็เป็นหน้าที่เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมที่บอกว่า ปกป้องประเทศชาติหรือกำลังทำลายประเทศชาติ กำลังบ่อนเซาะประเทศชาติ กำลังจะทำให้ประเทศชาติมันผิดเพี้ยน มันอยู่ดีแล้วจะทำให้มันไม่ดี จะมาทำอย่างโง่ๆ ทำอย่างไม่ฉลาดแล้วนึกว่าตัวเองจะฉลาด พวกนี้นี่แหละมันเป็นเรื่องที่น่าสงสารเพราะเขาไม่รู้ตัว เขานึกว่า อันนี้คนที่จะตัดสินต้องมีภูมิปัญญาจริงๆ เขานึกว่าเขาจะทำดี เช่น เขาจะมาเปลี่ยนกฎหมาย มาเปลี่ยนวัฒนธรรม เปลี่ยนอะไรๆของประเทศไทยมากมายหลายอย่าง ทั้งๆที่คนไทยกำลังทุกวันนี้ พฤติการณ์ส่วนใหญ่ ของสังคมประเทศชาติ ของประเทศไทยขณะนี้กำลังอยู่ในสภาพที่ 1.ที่อาตมาเอามาพูดว่า อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ อาตมาไม่ได้พูดเล่นๆ มันเป็นคุณสมบัติหรือเป็นคุณธรรมอันวิเศษของมนุษย์ แล้วมนุษย์แต่ละคนมีคุณสมบัติ 7-8 คำนี้ รวมกันเป็นหมู่กลุ่มสังคมอย่างชาวอโศกเรา มนุษย์ที่เป็นชาวอโศก มีอิสระ เพราะทุกคน 1. คุณจะมาที่นี่ มาศึกษาตามที่คุณฟังแล้วเข้าใจ อาตมาเทศน์อาตมาแสดงคำที่มันควรจะรู้ ความรู้ที่ควรจะรู้ แล้วก็คนเอาไปปฏิบัติให้แก่ตัวเองเมื่อคุณฟังแล้วบอกว่าดีคุณก็มา เหมือนกับยกพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสธรรมะของท่าน แสดงธรรมวินัยของท่าน ทั้งๆที่เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์นะ คนที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วเข้าใจ ก็มาเข้ารีตของพระพุทธเจ้าทั้งๆที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วพระพุทธเจ้าท่านมีพระบารมีสูง พระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ๆทุกแคว้น แคว้นเล็กๆทุกแคว้น ยกให้พระพุทธเจ้ามีอิสรเสรีภาพ ในทฤษฎีของท่านเลย ทฤษฎีหรือคำสอนของพระพุท

อ่านต่อ

ธเจ้าทั้งหมดเลยยกให้ เพราะท่านทำแล้วมันไม่เป็นโทษ มันเป็นประโยชน์แก่มวลประชาชน เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้น ไม่ว่าจะแคว้นใหญ่หรือแคว้นเล็กในยุคของพระพุทธเจ้า ยกให้พระพุทธเจ้าหมด พระพุทธเจ้าก็มีอิสรเสรีภาพที่จะประกาศลัทธิ ประกาศทฤษฎีของท่าน คนก็มาเข้ารีต ก็พาหมู่ไปที่ไหนไม่ถือว่ากบฏ ไม่ถือว่าเป็นผีบุญมาดึงเอาประชาชนไปเป็นพวก ไม่ถือ เป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วย ที่จริงถ้าผิดจะเป็นผีบุญ ถ้าถูกจะเป็นศาสดา พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ เหมือนกัน จะเอามาใช้กับยุคนี้ก็เหมือนกัน อาตมาเอาของพุทธเจ้ามาใช้ พวกคุณเข้าใจก็เหมือนกับยุคพระพุทธเจ้า ที่คุณเข้าใจก็มาอยู่ มุ่งมาอยู่อย่างอิสระ ไม่ได้ถูกหลอกล่อ คุณก็ต้องตัดสินเองมาเองอาตมาก็ไม่เที่ยวไปประเล้าประโลม พูดยั่วพูดแหย่ พูดเรียกร้อง..ไม่ อาตมาแสดงธรรมสดๆ แสดงความสะอาดสะอาดตรงๆไปคุณฟังเข้าใจคุณเข้ามาเอง อาตมาก็อิสระ คุณก็อิสระ คุณก็อิสระมาแล้วมาได้สัปปายะทั้ง 4 เลย พวกที่มาอยู่ที่นี่ เสนาสนะก็สัปปายะ คนอยู่ในนี้ก็สัปปายะ อาหารเครื่องอาศัยใช้สอยก็สัปปายะ ธรรมะฟังทุกวัน วันหนึ่งไม่รู้กี่เที่ยว ฟังที่จะถ่ายทอดมารีรันเทศน์ แล้วตอนเย็นก็มีการเทศน์ อาตมาไม่เทศน์องค์อื่นก็เทศน์ นอกจากจะมีเหตุการณ์จำเป็นต้องหยุดก็หยุดบ้าง เกือบทุกวัน 365 วันเทศน์ไม่หยุด ไม่ใครก็ใครไม่ที่นี่เทศน์ บวรอื่นก็เทศน์ โอ้โห.. พวกเรานี้ฟังธรรมกันจริงๆ ชีวิตดีจังเลยได้ฟังธรรมรับธรรมะ ก็สัปปายะ 4 อาหารสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ บริบูรณ์อย่างนี้เป็นต้น สุดยอดเลย เพราะฉะนั้นในความเป็นคนเกิดมาแล้ว อาตมาเคยเทศน์ไม่รู้กี่ที คนที่รู้ว่า ชีวิตเกิดมาแล้วมันไม่มีอะไรดีไปกว่าต้องได้ธรรมะ คุณจะไม่ได้ลาภเยอะ เกิดมาร่ำรวยมหาศาลเป็นเจ้าโลก ซึ่งมันก็ป่วยการ คุณตายแล้วคุณก็ทิ้งสมบัติเหล่านั้นไว้ ยศก็ตาม คืนหมด ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คืนหมด ติดตัวคุณไปคือกรรมวิบาก สิ่งที่เป็นของของตนคือกรรม กรรมเป็นของของตน คุณก็รับมรดกกรรม กรรมเป็นของตน คุณก็มีมรดกของตนเอง เป็นมรดก เป็นพินัยกรรมให้แก่ตนเอง แล้วพาเราให้เป็นไป เป็น กัมมโยนิ กัมมพันธุ ก็เกิดเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นตระกูล สมัยพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า พุทธตระกูล สมัยนี้เรียกว่า อโศกตระกูล ลำลอง แต่ก็ได้จริง เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ เป็นตระกูล แล้วคุณก็ได้อาศัย กัมมปฏิสรโณ อาศัยอันนี้แหละทำสงคราม ธรรมาธรรมะสงครามเรียกว่า ปฏิสรณะ สรณะคือทำสงคราม ปฏิคือการขัดเกลาคือการทำสงครามขัดเกลาตนเอง แต่ละคนก็รบชนะกิเลส คนไหนชนะสุดยอดก็เป็นอรหันต์ สบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ เพิ่มพูนการเสียสละเป็นปลายเปิด ที่อาตมาใช้คำนี้เป็นคำสุดท้าย คือคนเราจบแล้วไม่มีอะไร มีแต่จะเสียสละ เสียสละได้ยิ่งๆขึ้นไป คนที่ไม่มีอะไรเป็นของตนแล้ว มีแต่กรรมเท่านั้นเป็นตัวเสียสละ กรรมกิริยา ทำให้แก่คนอื่น ก็เป็นสุดยอดแล้วในความเป็นมนุษย์ เป็นสุดยอด เพราะฉะนั้นคนที่ทำกรรม โดยความฉลาด ทำกรรมด้วยความฉลาด ผู้ที่จะมีความฉลาดแล้วทำกรรมที่หมดโทษภัยหมดเลย ไม่มีภัยไม่มีโทษ มีแต่ประโยชน์เพื่อผู้อื่นเลย ก็คือผู้ทำกรรมอันฉลาด คำว่า “ฉลาด”คำนี้เป็นภาษาไทย มาจากคำว่า “ฉฬายตนะ” ภาษาบาลี ผู้ที่มี ฉฬายตนะ คือมีอายตนะ กับ ฉฬ คือ 6 6 คือ 6 ทวารหรือ อายตนะ 6 ฉ หรือ ฬ ก็ตาม มันหมายถึง 6 เพราะฉะนั้นคนที่มี 6 มีทวารทั้ง 6 ก็ดี มีอายตนะ 6 ก็ดี คนที่มีแล้ว มีความรู้ ความรู้ในระดับขั้นที่ใช้พยัญชนะอีกตัว เรียกว่า ปัญญา เป็นความรู้ในระดับปัญญา ซึ่งยอดเยี่ยมกว่าความรู้ความฉลาดที่ชื่อว่า เฉโก เฉโก นั้นคือคนที่จบอยู่ที่ ฉ ที่เป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า เทวะ เป็น 1 คือ เฉกะ เฉ เอกะ มี 6 แต่ไม่รู้จัก 6 จบอยู่ที่ 1 ไม่รู้ทวารทั้ง 6 ไม่รู้อายตนะทั้ง 6 ไม่ได้ทำความรู้กับโลกกับอะไรเลย จมอยู่ในตัวกูของกู หนึ่งเดียว เรียกว่าเทพเจ้า เรียกว่าพระเจ้า หนึ่งเดียว แล้วมีหนึ่งเดียวตามที่กูเชื่อ กูรู้ กูเห็น กูเข้าใจ อันนี้ประกาศ อันนี้ยิ่งใหญ่ แล้วไม่มีอื่นเลยนะ ห้ามอันอื่นมาแย้งไม่ได้ มีตัวกูของกูจัดจ้านมากเลย นี่คือความเป็น เฉโก 660524 ประกาศสิทธิสำเร็จสูงสุดคือสิทธัตถะ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน