การจัดการเศรษฐกิจให้จบกิจแบบพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

การจัดการเศรษฐกิจให้จบกิจแบบพุทธ มาถึงการจัดการเศรษฐกิจของทางเทวนิยมของทางพระเจ้า ๗) ซึ่งไม่มีอำนาจใดแม้แต่ของ“พระเจ้า”จะมาจัดการกับ“เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะจัดการกับ“จิตวิญญาณ”ของใครแต่ละคนได้ นอกจาก“ตัวเราเอง” ถ้า“พระเจ้า”บัญชาทุกสรรพสิ่งได้หมด สังคมมนุษย์ก็ไม่ต้องมีโรงเรียน หรือไม่ต้องมีมหาวิทยาลัยกันหรอก หรือมนุษย์ก็ไม่ต้องมีสมอง ไม่ต้องมีจิตวิญญาณ พระเจ้าก็สั่งคนนั้นคนนี้ให้จัดการตามพระประสงค์ได้โดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียทุนรอน ไม่ต้องเสียแรงงานใดๆเลย มนุษย์ ทุกคนและสังคมที่อยู่ในบัญชาของพระองค์ก็เป็นอยู่อย่าง“สงบสุข”ได้ตามพระประสงค์กันแล้ว ไม่ต้องมากังวลกับ“ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอีก แต่ตามจริงของ“สังคมมนุษย์”ที่เกิดที่เป็นกันได้จริงนั้น คนที่ยังมีแต่“เฉโก” ไม่มี“ปัญญา”ที่เป็น“โลกุตระ” ก็จะยัง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” ให้“ดี”พอที่จะเรียกว่า “จบกิจ“เป็นที่“ยุติ”ไม่ได้ แม้แต่“พระเจ้า”ก็บังคับหรือบัญชาให้เศรษฐกิจเป็นเข่นนั้นเป็นเข่นนี้ไม่ได้ พระเจ้าบังคับให้“เศรษฐกิจไม่ดี”ตลอดกาลก็ไม่ได้ หรือบังคับให้“เศรษฐกิจดี”ขั้น“จบกิจ” เป็นที่“ยุติ”ให้แก่คนแก่สังคมก็ไม่ได้ แม้แต่ผู้รับรองผู้ตรวจการ แบบโลกีย์เขาก็ยังมองว่าเศรษฐกิจประเทศไทยนี้เป็นอันดับ 1 เลย แต่คนที่มันยังมืดมัวก็ยังหลงไหลที่เขาบอกว่าเศรษฐกิจมันแย่อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการพูดไปโม้ไปโดยไม่ได้รู้ความจริงตามความเป็นจริงมั่วไปอย่างนั้น เพื่อที่จะดิสเครดิตรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เท่านั้นเองไม่มีอะไร คนแต่ละคนต่างหากที่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตวิญญาณของตนเอง”และสามารถอยู่กับ“เศรษฐกิจที่แม้จะแปรปรวนวิปริตวุ่นวายปานใด ก็จะอยู่ด้วยจิตใจมี“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”อย่าง“ยุติธรรม” เพราะ“จ

อ่านต่อ

บกิจ”ได้เฉพาะตน ซึ่งคนในโลกนี้จะรู้จักโลกุตรธรรมเป็นเรื่องยาก ในเมืองไทยมีคน 70 ล้าน อาตมาว่าไม่ถึง 7 ล้านคนจะรู้จักโลกุตรธรรม แต่ถ้า 700,000 นี้น่าจะถึง หมายความว่า มีมาก มีกลาง มีปลายปลายๆ ไล่ลงมาถึง 7 แสนมีถึง นอกนั้นก็มีกระเซ็นกระสายไปอีก จะนับไปถึง 8-9 แสน ล้านหนึ่งประมาณนั้น แต่มีฤทธิ์ เพราะอะไร มีอิสรเสรี แล้วมีความหลุดพ้นส่วนตัวอำนาจยอด อำนาจโลกียะทำอะไรไม่ได้ สบายลอยตัวอิสรเสรีอำนาจอื่นทำอะไรไม่ได้ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะทางด้านการเมืองไม่ว่าจะทางด้านสังคม ดูไปติดตาม เพราะว่าความรู้แบบโลกียะแบบเทวนิยม ซึ่งไม่เหมือนแบบพระพุทธเจ้า แบบโลกุตระ แบบอเทวนิยม มันคนละด้าน ทวนกระแสกันด้วย ปฏิโสตัง ทวนกระแสกันเลย เป็นเรื่องจบสุดอยู่ตรงนี้อยู่ตรงที่ว่า ไม่เหมือนกัน คนละขั้วบวกกับลบเลย แต่อยู่ด้วยกันได้ เพราะพลังงานระดับปัญญาพลังงานระดับโลกุตรธรรมนั้นปรองดองประนีประนอม รู้จักการร่วมกันอยู่ทั้งหมด ไม่แตกแยกแต่รู้จักความแตกต่าง ไม่มีแตกแยก ไม่มีความเป็นนิกาย แต่มีความเห็นชัดเจนในเรื่องของความเป็นนานาสังวาส เห็นความเป็นคนเป็นสังวาสเดียวกัน เป็นคนร่วมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นคนเทวนิยมอเทวนิยมหรือเป็นคนโลกีย์เป็นคนโลกุตระเป็นคนด้วยกันหมด สังวาสเดียวกันหมด แต่เห็นความแตกต่างคือนานา ไม่ได้ไปเห็นแตกแยก เหมือนกับบางคนเห็นว่าไม่ควรจะไปยุ่งกับพวกที่แย่ ถ้าหากไม่ช่วยแล้วเขาก็น่าสงสาร คนที่แย่ต่างหากที่น่าสงสารเพราะฉะนั้นเราพอช่วยได้ เราไม่อวดดี เราไม่เอื้อมไปเกินเอื้อม เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างไปอยู่ แต่ไม่เอื้อมเกินกว้างกว่าเราเอื้อมได้ อาตมาพยายามสรุปความรู้ของพระเจ้าว่า จะให้เที่ยงอยู่ตลอดกาลไม่ขึ้นกับ กาละ เทศะ ฐานะ ซึ่งมันไม่ได้เลยเขาจะบอกว่าพระเจ้านั้นสั่งให้เวลาหยุดได้ ซึ่งไม่มีทางเลย ความแตกต่างจะให้มันเหมือนกันหมดเลยทุก เทศะ ไม่ได้ คนจะให้รู้เท่ากันจะให้ดีเท่ากันทั้งหมดเลย เหมือนกันเป๊ะเลยเสมอภาพ เหมือนกับ Concept ของนายพิธา ลิ้มฯ ทุกอย่างจะต้องเสมอภาคเท่ากันหมด คุณไปทำให้ชาวฝรั่งเศสหรือชาวที่คุณบูชาเคารพ ความรู้ที่ควรศึกษามาเสมอภาคไม่มี เท่ากันหมดเป็นไปไม่ได้ มันต่างกันในนัยยะที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ที่อาตมาสรุปไปหลายทีแล้วว่า ความรู้ของพระเจ้าที่ถ่ายทอดมานั้นไม่ใช่ของคนอื่นเลยจะเป็นของตนเองนั่นแหละที่ทำมา ปัญญานั้นจะเรียกไม่ได้สมบูรณ์ว่าเป็นของพระเจ้า เพราะพระเจ้าหรือศาสนาเทวนิยมความรู้ความฉลาดทั้งหลายๆอย่างเรียกว่าปัญญาไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ฉลาดยังไม่ได้มี ฉฬายตนะ ยังเป็นความรู้กรอบเดียวหนึ่งเดียวยังไม่ออกมาสู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่อธิบายยืนยันได้ อายตนะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วสัมพันธ์กับสิ่งที่จะเกี่ยวข้องตาก็ต้องเอารูปมาอธิบายรูปด้วย เรื่องของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตื้น ปีต่อไปอาตมาจะขยายเรื่องฉลาด ฉฬยตนะ ให้ละเอียดลึกซึ้งเพิ่มขึ้น ติดตามฟังต่อไปให้ดีจะเห็นความรู้ที่เรียกว่า ปัญญา กับ ความรู้ที่เรียกว่า เฉโกหรือความรู้แบบโลกียะที่เป็นกันทั้งโลกกับความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระเรียกว่า ปัญญา มันมีนัยยะสำคัญที่ลึกซึ้งซับซ้อนอย่างไรโปรดติดตาม เพราะฉะนั้นความรู้ในเรื่องแม้แค่เศรษฐกิจ

๘) นอกจาก“พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์และสังคมไม่“สงบสุข”กันเท่านั้น ถ้า“พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์ก็ดี สังคมก็ดี “สงบอบอุ่น”กันจริงละก็ ท่านก็จัดการกับเรื่องขี้ปะติ๋วแค่“เศรษฐกิจ”นี้ ไม่ให้มันต้องเป็นภาระหนักยุ่งยากให้แก่มนุษย์ที่ต้องสรรหา“วิธี” ตาม“เจตนา” ตามที่มี“อุดมคติ” ตามที่มี“เชิงคิด”ของมนุษย์นำมาใช้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอย่างไม่เคย “จบกิจ”กันลงได้นี้ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกันแล้วๆเล่าๆให้แก่คนในโลก “เศรษฐกิจ”ไม่“จบกิจ”เป็นที่“ยุติ”ในมนุษย์ในสังคมในประเทศกันดอก

๙) ที่แท้นั้น “พระเจ้า”หรือ“พระศาสดา”ของศาสนาเทฺวนิยมเอง นั่นเองไม่มี“ปัญญา”ที่จะให้“คน”หรือมนุษย์จัดการ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันที่“จิตตนเอง” และของสังคมเสร็จสำเร็จ“จบกิจ”ของแต่ละคนลงจน“พ้นทุกข์”ได้ ซึ่งไม่ขึ้นกับ“ความรวย”หรือ“ความจน”เป็นสำคัญเลย แม้จะ“จน” ด้วยซ้ำ แต่คนผู้มี“ปัญญา”ที่เป็น“อาริยชน”โดยเฉพาะเป็น“อรหันต์”หลายๆคนเป็นหลักในสังคมนั้นๆ ก็จะอยู่กับ“ความไม่เที่ยงของเศรษฐกิจ”ได้ดียิ่ง ไม่มีอรหันต์รวยในสังคมหรอก เพราะมี“ปัญญา”และมี“จิตวิญญาณ”ที่เป็น“คนชั้นหนึ่ง-คนชั้นเอก(Classic)”ตาม“วรรณะ ๙”ของพระพุทธเจ้าได้จริงเจริญถึงขั้นเกิดหมู่กลุ่มชุมชนสังคม“สาราณียธรรม ๖”ขึ้นในประเทศนั้นๆยืนยันความจริงนี้ ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันนี้มีชุมชนสังคม“สาราณียธรรม ๖”และมีคน “วรรณะ ๙”เกิดขึ้นได้จริงๆนะ! เพราะมี“ปัญญา”โลกุตระของพระพุทธเจ้า “เศรษฐกิจ”จึงเป็น“ปัญหา”ให้คนที่ไม่มี“ปัญญา”ต้องแก้ให้แก่ตน ให้แก่สังคมของตน แก่ประเทศของตนกันอยู่ไม่มี“จบกิจ”ลงได้อยู่ยั่งยืนตลอดกาล ดังที่โลกหรือสังคมหรือคนที่ไม่มี“ปัญญา”ก็แก้ปัญหากันไม่จบ ถ้าสังคมหรือประเทศใดไม่มีคนมี“ปัญญา” มีกันแต่“เฉโก”ตามที่ชาวเทฺวนิยมโลกียะมีกันเท่านั้น ก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “จิต เจตสิก รูป นิพพาน” มันก็ไม่มีวันจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ถึงขั้น“จบกิจ”อยู่กันอย่าง“สงบสุข”ได้แน่ๆ จะเป็นได้กัน ก็แค่“เชื่อมั่น”กันเหลือเกินว่า ทำให้“คนรวย”กันขึ้นมาในสังคมให้มากๆนั่นแหละ จะเป็น“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเด็ดขาด มันก็ยิ่ง“ขัดแย้ง-สวนทาง”กันหนักหน้าสาหัสสากรรจ์กันไปใหญ่ ซึ่งมัน“เป็นไปไม่ได้เลย”ตามแนวคิด-ความเชื่อมั่นที่ว่านี้ ถ้าคนในกลุ่มของคุณมีความเที่ยงแท้ เช่นมี 100 ล้านคนแล้วคนทั้งหมดรวยหมดเลย แล้วคุณจะรักษาคนทั้งหมดให้รวยร้อยล้านอยู่เที่ยงนิรันดรได้ไหม ไม่ได้หรอก อยู่ในสังคมไม่มีทางเป็นไปได้เลย อาจจะได้ชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งตาม Concept ของคุณจะต้องรวยนะคนจนไม่ได้ แต่ถ้าคนมี Concept มีความคิดองค์รวมว่า คนมาจนแม้ที่สุดถึงขั้นเป็น 0 อย่างพวกเรา ไม่สงสัยเลยว่าถ้าหากพวกเราจะไม่มีเงินเลยสักบาทคุณอยู่ในนี้ได้ไหม… ได้ เป็นสุขดีไหม สงบ อิ่มเอม เกษมใส จะทำการช่วยเหลือคนอื่นก็ได้ คุณเอาอะไรมาตอบ ... เอาความจริงมาตอบ ความจริงคืออะไรเชิญคนทั้งโลกมาพิสูจน์ Axiom เป็นความจริงสุดยอดแห่งการพิสูจน์แล้วไม่ต้องพิสูจน์ไปอีกเกินคนนี้แล้วนี่คือ Axiom มาเลยมาตรวจสอบพิสูจน์ความจริงอันนี้ได้

๑๐) ผู้มี“ปัญญา”ที่“สัมมาทิฏฐิ”กันจริงๆก็จะมี“วิธี”ที่จะทำ มี“เจตนา” มี“อุดมคติ” มี“เชิงชั้นของการคิด” มาใช้“จัดการ”ตน ที่จะอยู่ใน“เศรษฐกิจ”ที่ตนก็ร่วมทำ“เศรษฐกิจ”นั้นให้เป็นไปตาม“อุดมคติ-เจตนา”ที่ตนเองเห็นควร เห็นว่าเหมาะสม สำเร็จ“จบกิจ”ที่เป็น“เศรษฐกิจ”นั้นๆ“ยุติ”ได้แน่นอน ดังที่มีคนจริงที่ได้รับรู้“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น“ปัญญา”มาจากพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง หรือจากสัตตบุรุษผู้สัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้า แล้วนำมาปฏิบัติบรรลุผลได้ตาม และประกาศให้“คนอื่นๆในโลก”รู้ตามอีกที ในสังคมโลกก็สามารถมีคนผู้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จ“จบกิจ”กันจริงพิสูจน์ได้แท้ มีปรากฏการณ์ยืนยันอยู่ แม้ในโลกปัจจุบัน ยุคพ.ศ ๒๕๐๐ นี้เป็นวิทยาศาสตร์แท้ ไม่ใช่แแค่ตรรกะ

๑๑) ซึ่งถ้าคำนึงถึง“วิธีทำ”ก็ดี “เจตนา”ก็ดี “อุดมคติ”ก็ดี “เชิงชั้นของการคิด”ก็ดี โดยเฉพาะจับเอา“ความรู้สึกหรือ“อารมณ์(เวทนา)”ของคนที่มีต่อความเป็น“เศรษฐกิจ”นี้แหละ มาตรวจละเอียดตามความมีจริงเป็นจริงกันแล้ว ก็จะได้“ค่าของเศรษฐกิจ” ที่เป็น“คุณธรรม”แค่แบบปุถุชนคน“โลกียะ”เท่านั้น อันยังมีแต่ความรู้“เฉโก”อย่างเดียวที่วัด“ค่าความเจริญเศรษฐกิจ”กันตรงที่เอา“ลาภยศสรรเสริญสุข” เป็นเครื่องชี้บ่งว่า “เศรษฐกิจดี” นี่คือ เจริญแบบ“โลกียะ” ซึ่งชาวโลกียะนับถือกันว่า “เศรษฐกิจดี”ตาม“ทฤษฎีหรือทิฏฐิ”ที่ชาวโลกโลกียะทั่วไปของปุถุชนเทฺวนิยมเขายึดถือกัน ซึ่งล้วนใช้ “ค่าของความเจริญแบบมิลักขชน” คนยังที่ยังจมงมงายอยู่ใน “โลกียะ”เป็นเครื่องวัดอยู่ทั้งนั้น

๑๒) แต่นั่นไม่ใช่ผู้เจริญแบบ“โลกุตระ”ที่นับเป็น“อาริยกะ(ผู้เจริญ)” คือ ผู้มีจิตเป็น“อาริยคุณ”ที่รับประกันได้ว่า “จิต“เป็น“ผู้เข้ากระแสโลกุตระ(โสตาปันนะ)” เป็น“ผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา(อวินิปาตธรรม) เป็นผู้เที่ยงแล้วในเส้นทางโลกุตระ(นิยตะ) เป็นผู้จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า(สัมโพธิปรายนะ) สังคมของผู้เข้าสู่โลกุตตระนั้นจะไม่ขัดแตก ไม่ขัดแยกกัน แต่จะขัดแย้งกันอย่างพอเหมาะจะขัดเกลากัน เราจะรู้ว่าเราควรเป็นคนที่ขัดเกลาตนเอง คนอื่นเขาสูงกว่า ก็จะมีความเป็น ธูตะ มีการปฏิบัติที่สูงขึ้นเลื่อนฐานขึ้นไป มีธรรมะที่สูงขึ้นตามลำดับเรียกว่า ธูตะ เอาหลักเกณฑ์มาวัด มาจับ มาอ่าน จะเป็นองค์ธรรมที่เห็นว่าคนนี้เจริญขึ้น จะมีดวงตาจะมีเหตุผลจะมีหลักฐานจะมีความจริงที่สามารถที่จะยืนยันความจริงนี้ได้ตามลักษณะของอริยบุคคลแต่ละขั้นแต่ละระดับแต่ละคน เป็นฐานเจริญตาม ฐานานุฐานะ ไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องพระโสดาบันที่มีคุณลักษณะ 4 ขั้นตามที่ว่าไว้เบื้องต้น ตามพระไตรปิฎก เล่ม 19 ข้อ 1574 จึงจะเป็นผู้อยู่กับสังคมที่มี“เศรษฐกิจ”แม้มันจะอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็มี“ปัญญา”ที่จะอยู่กับสภาพนั้นๆชนิดที่“ไม่ทุกข์-ไม่เดือดร้อน-ไม่ตกนรก”ตามฐานานุฐานะของความเป็นอาริยบุคคลแต่ละคนนั้นๆ ซึ่งคนผู้“จิตยังไม่มีอาริยคุณ”เป็น“จิตเข้ากระแสโลกุตระ(โสตาปันนะ)”นั้น ยังรับประกันไม่ได้ว่า จะ“เที่ยงแท้(นิยตะ)”ต่อการไม่ตกต่ำไปสู่นรกเด็ดขาด แม้จะเป็น“คนร่ำรวยล้นฟ้า”ปานใด ก็ไม่พ้นตกนรกไปได้หรอก! เพราะนรกนั้นคือแดนของ“อาริยกะ(ผู้เจริญ)”ที่มี“ปัญญา” แต่สวรรค์นั้นคือ แดนของ“มิลักขะ(ผู้ยังเถื่อนถ่อย)” ที่ยังมีแต่“เฉโก” ยังพ้น“ความโง่(อวิชชา)”ไม่ได้ ถ้าคนผู้ใด“จิต”ไม่เจริญ“เข้ากระแสโสดาบัน”ขึ้นไป ก็แน่นอนว่า คนผู้นั้นยังจะต้องตกต่ำ คือ ต้อง“ตกนรก”อยู่ ยังจะหนักหน้าไปกับ“ทุกข์ร้าย” คนผู้นี้ยังไม่“พ้นนรก”ไปได้ แม้จะเป็นคน“ร่ำรวย” มีอำนาจล้นฟ้าเป็น“เจ้าโลก”ก็ตาม

อาตมา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 กำลังเลื่อนไปสู่ระดับ 8 นี่เป็นความจริงทั้งนั้น คนที่ไม่มีภูมิรับได้ก็น่าเห็นใจ จนเขาหมั่นไส้ ไม่รับเลยก็มีเยอะ ไม่ฟังเลย หรือคนที่ยังไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่ได้รับรู้ว่า โลกนี้มีโพธิรักษ์ด้วยหรือ มีเยอะเหมือนกัน ตะวันตกทั้งตะวันตกเลย อาตมายังไม่มีกระแสความเป็นผู้ที่มีสิ่งที่เป็นโลกุตรธรรมหรือมีสิ่งที่ประเสริฐดีๆ ยังไม่ได้อยู่ในกระแสของโลก ที่จะรู้ไปถึงข้างนอกเขา ยังอยู่ในแวดวงคนไทย ต่างประเทศยังไม่มีใครรู้มากมายเลยมีน้อย มันก็มีพอไปบ้าง ยังดีนะในชาตินี้อาตมายังได้รับรางวัล ยอมรับอาตมาว่าอาตมาเป็นผู้ที่ยืนยันหลักการของความเป็นสันติภาพ มีความรู้ในระดับธรรมะขั้นสูง ให้รางวัลอาตมามาจากองค์กรของเกาหลี องค์กรแมนเฮ มูลนิธิแมนเฮ ให้รางวัลอาตมามา เป็นเงินตั้ง 100 ล้านวอน ไม่ใช่น้อยนะ แต่เป็นเมืองไทยประมาณ 2 ล้าน 6 ให้ใบรับรองมาให้เงินมา และมีอีกองค์กรหนึ่งคือวัดอีกวัดให้มาก มีตัวแทนคือแก่นฟ้าไปรับแทนอาตมา อาตมาอยู่ในเมืองไทย ดุษฎีบัณฑิตก็ยังไม่เคยได้รับสักใบ ขนาดนักร้องชินกร ไกรลาศก็ยังได้เลย ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เบิร์ดธงไชยยังได้เลย อาตมานี่ไม่ได้เลยนะ อาตมาได้รับตำแหน่งที่เขายอมให้คือเป็นสมณะ อาตมาก็ยินดี อาตมาก็พอใจให้เป็นสมณะนี้สุดยอดของอาตมาแล้ว อาตมาก็ว่าใครที่จะได้รับมติของสังคมเลยนะ มติของสังคมทางศาสนาบอกว่ายอมให้เราเป็นสมณะ เป็นทางหลักเกณฑ์หลักการของสังคมประเทศชาติเลย ให้เป็นสมณะแล้วเราก็ใช้สมณะ ให้แล้วก็ยังไม่ยอมรับอีกนะ สมณะที่จริงสูงกว่าคำว่า Venerable เขาไม่ยอมให้อาตมาใช้ Venerable นำหน้าพาสปอร์ต อาตมาก็เลยจำกัดอยู่แต่ในเมืองไทยไม่ได้ไปต่างประเทศ ก็สมแล้วล่ะอาตมาไม่ควรจะไปต่างประเทศ เคยคิดเหมือนกันเราจะไปเรียนภาษาอังกฤษให้พอพูดได้นะ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... พ่อครูว่า...

๑๓) จนกว่า“จิต”ของคนผู้ใด จะมี“การเกิด(โยนิ)เข้ากระแสโลกุตระ” จึงจะรับประกันคนผู้นี้ได้ “ไม่ว่าจะตาย-จะเกิดอีกกี่ชาติ” คนผู้นี้ก็ไม่ตกต่ำ นั่นคือ“ไม่ตกนรก”และ“ไม่ทำบาป”อีกแล้ว อย่าง“เที่ยงแท้(นิยตะ)”ไปตามลำดับ เพราะ“จิต”มี“อาริยคุณ”ที่เป็น“โลกุตระ”แท้ได้จริง เที่ยงแท้ ยั่งยืน ตามฐานานุฐานะแห่งความเป็น“อาริยบุคคล”นั้นๆ ตั้งแต่โสดาบันบุคคลขึ้นไป จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่คนจะเข้าใจลำดับโพธิสัตว์ อาตมาไล่เรียงลำดับโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือสัตว์ที่มีโพธิไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ไม่ใช่สัตว์ที่ตั้งใจจะเป็นโพธิสัตว์ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้าได้แต่ตั้งใจแต่ไม่รู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพาน ไม่ได้ดูรายละเอียดของจิตเจตสิกเลยคนนั้นก็ไม่ได้เรื่อง ต้องรู้อาการของจิตละเอียดขึ้นไปมีรูปนามมีนามรูป มีจิตที่รู้สภาวะธรรม อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของสภาวะธรรมจริงๆจึงจะเป็นผู้ที่สูงขึ้น พ้นจากความเป็น มิลักขชน ไปสู่ความเป็น อาริยกชน ความเป็น มิลักขชน ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเถื่อนคนป่าอย่างทางแอฟริกาใช้หอกใช้หลาวใช้แหลนอย่างนั้นไม่ใช่ แต่อาจจะเป็นคนที่สร้างเครื่องเทคโนโลยีสร้างระเบิดปรมาณูได้อย่างเก่งเหมือนอย่างอเมริกาอย่างนี้เป็นต้น แต่คุณธรรมจริงๆเขายังเป็น มิลักขชน อยู่ คุณธรรมเขายังไม่เจริญ ยังไม่กระดิกเลยในศีลข้อที่ 1 อเมริกายังไม่รู้เรื่องเลยว่าการฆ่าคน มันเลวร้ายขนาดไหน ฆ่าคนหน้าตาเฉยฆ่าคนอย่างไม่คิดเห็นแก่ชีวิตเลย รับสร้างอาวุธมาให้ฆ่ากันยังมากมาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปสงสัยหรอกว่าคนในประเทศเขาจะฆ่ากัน มันเป็นเรื่องสามัญที่เขาเองเขาถือว่าไม่เห็นมีอะไรมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติของคนมันก็ต้องฆ่ากัน ซึ่งเขาจะไม่มีจิตแม้แต่เมตตาข้อที่ 1 แม้แต่จิตที่จะเห็นว่าเขาก็เป็นชีวิตและเราก็เป็นชีวิต อย่าไปพูดถึงว่าอย่าไปฆ่าสัตว์ ไม่ต้องไปพูดกับเขาเลยในเรื่องชาวอเมริกัน อย่าไปฆ่าสัตว์ จะบ้าหรือ ไม่ฆ่าแล้วจะไปกินมันได้อย่างไร เขาต้องกินเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังมีพวกคนที่เป็นพวกวีแกน เป็น vegetarian ในคนอเมริกันก็ยังมีนะ ยังเข้าใจ แต่เขากินเพื่อสุขภาพ มีบ้างที่เข้าใจในเรื่องของกรรมวิบากทางด้านจิตวิญญาณ แต่มีน้อย แต่เขาจะเน้นไปทางสุขภาพเพราะมันเป็นทางวิทยาศาสตร์ เขาเจริญทางวิทยาศาสตร์ เขาเข้าใจ คนที่เป็น Vegetarian ของอเมริกัน เป็นเรื่องของเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ เขาไม่ได้ศึกษาเรื่องกรรมวิบากเพราะเป็นอจินไตย เทวนิยมยังไม่เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก พูดไปแล้วยังห่างไกลกันมากเลยอเมริกากับไทยในเรื่องคุณธรรมโลกุตรธรรม เปรียบเทียบกับชาวแอฟริกันกับชาวอเมริกัน ถ้าจะเอาชาวแอฟริกันกับชาวอเมริกันมาเรียนรู้ธรรมะ ชาวแอฟริกันอาจจะเข้าใจก่อนอเมริกัน ยิ่งถ้าเอาคนอินเดีย มาศึกษาโลกุตรธรรม ก่อนชาวแอฟริกันก่อนอเมริกา แน่นอน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในสัจธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งในความเป็นโลกียธรรมกับความเป็นโลกุตรธรรม มันจึงยากมาก ถึงจะยากอย่างไรก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เป็นสิ่งที่จะต้องนำพาให้คนไปสู่คุณธรรมอันนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้ว ในวันที่ 3 มิถุนายนอาตมาจะประกาศตนเองอีก อย่างสำคัญขั้นหนึ่งคอยฟัง เป็นการประกาศอีกขั้นหนึ่ง อาตมามาทำงานศาสนาอาตมาประกาศตนเองว่าเป็นโพธิสัตว์ ซึ่งการประกาศนั้นในท่ามกลางเมืองไทยศาสนาพุทธในไทย เป็นแบบหีนยาน ไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์เลย แล้วเห็นว่าโพธิสัตว์เป็นเรื่องไร้สาระโพธิสัตว์เป็นคนไม่บรรลุธรรม เขาเข้าใจกันอย่างนั้นเลย โพธิสัตว์คือยังไม่บรรลุธรรมยังไม่ตรัสรู้ยังแสวงหาธรรมะพระพุทธเจ้าอยู่คือเป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ว่างั้นเถอะ ยังไม่มีขั้นตอนไม่มีลำดับ นี่คือความรู้เรื่องศาสนาพุทธเรื่องโพธิสัตว์ในเมืองไทย ทั้งๆที่เมืองไทยยืนยันตนเองว่าเป็นเถรวาทแต่เปล่า เมืองไทยเป็นคน อาจาริยวาทเท่านั้น มีความรู้แค่อาจาริยวาทไม่ใช่เถรวาท เถรวาทะกับอาจาริยวาทะ เถรวาท หมายความว่าผู้ที่เป็นพระเถระเกิดในยุคเดียวกันกับพระพุทธเจ้า พระเถระ เป็นพระชั้นติด เกิดร่วมยุคพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำตรัสจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเรียกว่าพระเถระ คนที่เอาคำสอนต่อมาจากพระเถระอีกเรียกว่าอรรถกถาจารย์เรียกว่าอาจาริยวาท เป็นระดับอาจารย์ไม่ใช่ระดับเถระ เพราะฉะนั้นคำว่า พระเถระกับคำว่าพระอาจารย์มันต่างกันไกลลิบเลย พระไตรปิฎกบันทึกเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ที่ได้รับการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเป็นคนในรุ่นพระพุทธเจ้าได้ฟังจากพระโอษฐ์ ได้อยู่ในรุ่นพระพุทธเจ้าเป็นเถรวาทะทั้งนั้น หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว คำสอนของพระเถระสอนออกมาอีก ขั้นตอนมาจากพระเถระ หรือผู้ที่ยังรับถ่ายทอดออกมาจากพระเถระ เกิดในยุคพระพุทธเจ้าแล้วก็สืบทอดมาอีก อย่างอาตมาเป็นต้นมาเกิดในยุคนี้ เขาก็ยังไม่รู้ว่าอาตมาเป็นเถระ จะมีอาจารย์ที่เรียกว่า อาจาริยวาทะ รุ่นที่ไม่ได้เกิดในยุคพระพุทธเจ้า เอาให้ชัดๆ รุ่นที่เพี้ยนไปจากคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว จะเพี้ยนไปเรื่อยๆๆๆๆ จนกระทั่งเพี้ยน มันมีออกนอกกรอบ ไปยืนยันสิ่งที่ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ เช่น ในวิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์บันทึกไว้ แล้วก็เอามาถือเป็นพระคัมภีร์สำคัญในพุทธศาสนาเมืองไทย ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ที่เขียนวิสุทธิมรรคไม่ได้เป็นพระเถระ ที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้า ต่างกับอาตมา ไม่ต้องเอาอะไรหรอกแค่อธิบายนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ยังอธิบายไม่ออกเลย แล้วก็อธิบายความไปอื่น จนมีอาจารย์รุ่นหลังอธิบายนอกทางไปอีกออกไปเลย จะไม่เข้าแกนของธรรมนิยาม 5 เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรม ถ้าเข้าใจธรรมนิยาม 5 นี้ไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิไม่มีทางบรรลุธรรม บรรลุอรหันต์ไม่มีทาง อาจจะบรรลุได้บ้างแต่ไม่เที่ยง ยังได้เล็กๆน้อยๆวนเวียนหมุนไปหมุนมาเที่ยงบ้างไม่เที่ยงบ้าง 660526 คนดีต้องเมตตาคนเลวและต้องไปด้วยกันได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน