บุญของศาสนาพุทธต้องเกิดจากจรณะ 15.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข8 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

บุญของศาสนาพุทธต้องเกิดจากจรณะ 15 พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 8 มีนาคม 2566 ที่บวรปฐมอโศก แรม 2 ค่ำเดือน 4 ปีเถาะ พุทธาภิเษกฯ เราก็ย่างเข้ามาได้วันที่ 4 รายการอาตมาเป็นรายการสุดท้ายของวัน ชีวิตอาตมาก็ย้ำพูดซ้ำพูดซากจนกระทั่งพูดมา 50 กว่าปีนี้ อาตมาก็ไม่เก่งที่จะพูดอะไรต่ออะไรให้ได้พิสดารไปมากมาย ก็วนเวียนอยู่แต่ในคำสอนพระพุทธเจ้า ที่เอาหัวใจ หรือเอาหลักการของธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ มาสอนมาอธิบายมาขยายความ ซ้ำซาก แต่ซ้ำซากก็ต้องฟัง เพราะมันเป็นธรรมะอันเป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่ใช่คนจะมารู้ได้ง่ายๆ ศาสดาเทวนิยมทั้งหลายที่เป็นศาสดาอยู่ในโลก เป็นเจ้าของศาสนาเลยนะ ซึ่งแพร่หลายยิ่งกว่าศาสนาพุทธ แพร่หลายจริงๆ คนยอมรับนับถือกันมากมาย ครึ่งค่อนโลกเลย มีสมาชิกหรือมีผู้เป็นศาสนิกของเขามากมาย แต่ของพุทธเราไม่มากหรอก นอกจากไม่มากแล้ว ในศาสนาพุทธเองแท้ๆนี่ก็ยังยาก ที่จะถือว่าเป็นผู้ที่มีภูมิธรรม มีปัญญาที่จะเข้าใจถึงลักษณะของศาสนาพุทธอันเป็นโลกุตระ ความรู้ของศาสนาทั่วไปก็เป็นศาสนาที่ทุกคนจะพูดตรงกันหมดว่า ศาสนาทุกศาสนาเป็นศาสนาที่พาให้คนดี ไม่ให้เป็นคนชั่ว ให้คนละชั่วมาเป็นคนดี ถูกต้องหมด ของพุทธก็ไม่ละเว้นก็เป็นคนที่มีอย่างนั้นด้วย ซึ่งอาตมาก็ได้ย้ำให้ฟังแล้วว่า ศาสนาพุทธก็พาคนมาทำดี และสามารถทำดีได้อย่างถาวรด้วย หมายความว่าอะไร หมายความว่า ทำดี กายกรรม วจีกรรม มีมโนกรรมเป็นประธานนั้น จิตวิญญาณหรือมโนนั้น สามารถรู้จักเหตุแห่งการทำดีด้วย แล้วละเหตุแห่งการทำดีนั้น จึงไม่ทำชั่วอย่างเด็ดขาด สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) เพราะฉะนั้นกรรมทุกกรรมของผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จึงทำดีตลอดกาล ไม่ทำชั่วอีกเลย แม้จะมีการกระทบสัมผัสยั่วยุ ปลุกเร้า ให้ไปทำชั่วอีกด้วย ลาภ ยศ

อ่านต่อ

สรรเสริญ โลกียสุข อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ไปทำอีก จึงเป็นการทำดีแบบโลกุตระ ไม่ได้เป็นการทำดีแต่แค่โลกียะเท่านั้น โลกียะไม่เที่ยง โดยเฉพาะเขาทำได้ชาตินี้ ชาติหน้าตกต่ำ ชาติหน้าไม่เที่ยงแล้ว แม้จะเป็นศาสดาเอง เกิดมาชาติต่อๆไป เขาจะไม่มีการรู้ถึงจิตเวียนตายเวียนเกิด แล้วก็เหตุที่เป็นตัวต้นเหตุในจิตนิยาม ต้นเหตุคือกิเลสนี่แหละเขาไม่ได้เรียนรู้กัน เพราะฉะนั้นเขาทำลายกิเลสไม่ได้ ได้แต่กดข่ม สังวรระวัง เฉยๆ แล้วก็ไม่มีทฤษฎีที่จะจัดการกับกิเลส ไม่มีธาตุรู้ที่เป็นญาณปัญญา ญาณปัญญาที่หยั่งรู้เข้าไปในจิต เจตสิก รูป นิพพาน อันนี้แหละ ยิ่งใหญ่ จิตเจตสิกต่างๆ ในเจตสิกแยกแยะออกไปอีกมากมาย หลากหลายมาก ยกตัวอย่างเช่นที่อาตมานำมาสอนพวกเรา แล้วก็เรียนรู้ได้จริง เหตุปัจจัยเกิดอย่างไรอย่างไร เวทนาเจตสิกอย่างนี้เป็นต้น เวทนาเจตสิก108 เวทนา 108 มันมีลักษณะอย่างไร เวทนา 2 พิจารณาเวทนาในเวทนา ก็คือสามารถรู้จักเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 อย่างนี้เป็นต้น มีพวกเรานี่ล่ะ ชาวอโศกนี่แหละเรียน แล้วก็รู้ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในภาษาพวกนี้ด้วย รู้แล้วก็เข้าไปจัดการ ปรับปรุงหรือปรุงแต่ง ปรับแก้ ทำให้จิตเจตสิกเหล่านี้ ดีขึ้น ลดกิเลสได้จริง มีโพชฌงค์ 7 สามารถมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติสัมผัสแล้วมีสติตื่น มาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นทางกายกรรม ทางวจีกรรม ทางมโนกรรม ตื่นเต็ม ไม่ใช่ไปตื่นอยู่ในจิตหลับตาปฏิบัติ อยู่ในจิตแล้วก็ตื่นให้มีสติเต็มให้ได้ ในจิตเท่านั้น ไม่ใช่ ไม่พอ มีกายะข้างนอกสัมผัสแล้วรู้ มีสติแล้วก็มีธัมมวิจัย วิจัยจิต ย่อเข้าไปลึกเรื่อยๆ เข้าไปก็วิจัยจิตกับกิเลส แยกกิเลสให้ออกจากจิตว่าจิตเรามีกิเลส หรือแยกไม่ออกจิตหมด แล้วไม่มีกิเลสแล้วในจิต มีแต่จิตสะอาดจริงๆ ก็เป็นอันจบ จิตหนึ่งเดียว จิตสะอาด จิตบริสุทธิ์จากกิเลส เริ่มแรกพระพุทธเจ้าให้รู้เหตุปัจจัย หลักเกณฑ์ข้อที่ 1 ศีลสัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับของ สัมผัสกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร สัมผัสกับวัตถุ แล้วก็ลึกเข้าไปถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร่วมด้วย มันสัมผัสแล้วมันเกิดปฏิกิริยาอย่างไร เกิดอาการอย่างไร เกิดกิเลสเป็นอย่างไร แยกอาการที่เกิดในจิต อาการ ลิงค นิมิต แล้วก็มี อุเทส อุเทสคือคำบรรยาย คำอธิบาย คำสาธยายอย่างที่อาตมานำเอาคำของพระพุทธเจ้า มาสาธยายยกขึ้นให้ฟัง แล้วก็ไปปฏิบัติอ่านอาการ แล้วก็จับนิมิตของอาการต่างๆให้ได้ว่า มีกิเลส 2. มีจิต มีคู่ มีสิ่งที่ต่างกัน ทีละคู่ ๆๆ จากตั้งแต่สัตว์ ตั้งแต่ของ หรือลึกเข้ามาถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ศีล 3 ข้อเป็นหลักใหญ่ ถ้าไปปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีศีล 3 ข้อนี้เลย ขออภัยไปหลับตาปฏิบัติไม่มีศีล 3 ข้อสมบูรณ์แบบ มันก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธที่ไปหลงหลับตาตาม อาฬารดาบส อุทกดาบส แล้วไปยึดมั่นถือมั่นจริงๆว่าอย่างนี้ถูกต้อง เดี๋ยวนี้ก็ยังยึด อาตมาพูดเท่าไหร่ๆ เขาก็ไม่กระเตื้อง เพราะว่าอาตมาไม่มีเครดิตเท่าอาจารย์เขา เท่าประชาชนส่วนใหญ่ ที่ได้หลงผิด มันเป็นยุคกาลที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์เอาไว้แล้ว ในอาณิสูตรว่า ยุคนี้มันเสื่อม มันผิด เขาก็ผิดไปจริงๆ อาตมาก็ต้องมากู้กลับ พยายาม ก็ต้องทำ ได้น้อยได้มากเท่าไหร่ก็ทำได้ ได้ประมาณเท่านี้ คำสอนที่เป็นหลัก หลักใหญ่เขาก็ไม่เอามาพูดแล้ว เพราะเขาไปหลับตา เพราะฉะนั้นหลับตาหลักใหญ่ของพุทธคุณ 9 คือ วิชชาจรณะสัมปันโน คำสอนของพระพุทธเจ้าคือ วิชชาจรณะสัมปันโน ก็ต้องเรียนรู้ ประพฤติ คือ จรณะ แล้วก็ให้เกิดวิชชา จะบรรลุธรรมด้วยวิชชาและจรณะ ต้องมีจรณะ ประพฤติเป็นเหตุ แล้วก็มีวิชชาเป็นผลตามมา ซึ่งพวกเราก็จำได้หมดแล้ววิชชา 8 จรณะก็ 15 พวกเราไล่ได้ไหม มีอะไรบ้าง จรณะ15 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สัทธรรม 7 ฌาน 4 ของพุทธจึงเกิดจากเหตุจากการปฏิบัติสังวรศีลและ อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติสัทธรรม 7 จึงจะเกิดฌาน ไม่ใช่ไปหลับตาปฏิบัติ ไม่มีเหตุพวกนี้เลย ซึ่งแบบนั้น มันเป็นการหยุดนิ่งๆ สะกดเอาไว้ มันเป็นวิธีการสะกดจิตเท่านั้น ไม่ได้เรียนรู้อย่างพิสดาร อย่างวิจิตร อย่างที่ลืมตา ฌานของพระพุทธเจ้าลืมตาหมด ฌานของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หลับตาเลย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีทาน แล้วก็ไปปฏิบัติจิตให้มันเป็นฌาน เป็นวิมุติ หรือ ถือศีลก็ให้มันเกิดจิตเป็น อธิจิต เป็นฌาน เป็นวิมุติ มันไม่มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ นั่งหลับตาทานก็ไม่มี ศีลก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเขาจึงไปแปล แม้ผู้แปลพระไตรปิฎก สัมมาทิฏฐิ 10 มีทาน มีศีลเขาใช้พยัญชนะบาลีเลย สัมมาทิฏฐิ ทินนัง ทานให้ไปแล้วจะบรรลุผลหรือไม่บรรลุผล แน่นอนทานที่ให้ไปแล้วมันก็มีผลทันที เพราะฉะนั้น ทานจะมีผลหรือไม่มีผล มันจะต้องมีผลสิ ทานอย่างไรมันก็ต้องมีผลคือได้ให้ คือ ทาน มันเป็นกุศลทันที แต่ผลที่พระพุทธเจ้าหมายนั้นไม่ใช่หมายถึงกุศล แต่หมายถึงมันเกิดชำระกิเลสหรือไม่ คำว่า ชำระกิเลสก็คือ บุญ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมันเสื่อมจนกระทั่งคำว่า บุญ เขาไม่เข้าใจแล้ว บุญ เขาไปหมายถึง กุศล ได้กุศล คำว่า บุญ เพี้ยนผิดไปเป็นกุศลเท่านั้นเอง เสื่อมแล้วศาสนาพุทธ ไม่มีโลกุตรธรรม บุญมันคือ อาวุธฆ่ากิเลส สะสมไม่ได้ พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีบุญ หมดบุญ หมดบาป สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ หมดบุญหมดบาป ก็เป็นพระอรหันต์ ยังไม่หมดบุญก็จะลดลงเรื่อยๆ เป็นโสดาบัน บุญก็ลดลงประมาณหนึ่ง เพราะว่าทำจิตให้สะอาดผ่องใสจากกิเลสไปได้จำนวนหนึ่ง สกิทาฯก็ลดลงไปได้อีก อนาคาฯก็ลดลงไปได้อีก อรหันต์หมดเลย บุญก็หมดเกลี้ยง บุญไม่ได้กลับกันไปเป็นบาปอีก ไม่ คนที่ได้แล้วได้เลย บุญหมดแล้วก็หมดเลย บุญจึงไม่เกิดในตนในผู้ที่หมดกิเลสนั้นแล้ว พระอรหันต์จึงไม่มีบุญ จะไปได้บุญได้อย่างไร มันต้องทำบุญนี้ให้มันมีประสิทธิภาพในการที่จะชำระกิเลส ให้ได้ แล้วไม่ต้องใช้อีก บุญ คือ อาวุธฆ่ากิเลส เป็นเครื่องมือฆ่า หรือ ตัวพลังงานฆ่า เป็นตัวตนบุคคลก็คือ นายเพชฌฆาต ฆ่ากิเลส เพราะฉะนั้น เราอยากจะไปเป็นนายเพชฌฆาตฆ่าคน จะไปเป็นนักฆ่า ไปทำไม ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น นี่คือนัยยะที่สำคัญ ซึ่งมันได้เข้าใจผิดเสื่อมไป ศาสนาพุทธ จึงเหมือนศาสนาเทวนิยม ปฏิบัติแต่ดี ก็ยังดี ปฏิบัติแต่ดี ไม่ปฏิบัติชั่ว เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมะที่เป็นโลกุตระไม่ได้ 660308 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน