กินอาหาร 4 ให้หมดอาลัยมีแต่อาศัยในชีวิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
กินอาหาร 4 ให้หมดอาลัยมีแต่อาศัยในชีวิต พวกเรานี้พอเข้าใจไหมว่าโลกียะมันต่างจากโลกุตระ เทวนิยมมันต่างจากพุทธ อย่างไร เข้าใจกันดีหรือยัง มันแยกกันคนละโลกเลย เพราะว่าโลกเทวนิยมนั้นมันเป็น โลกที่รู้จักแต่แค่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เจริญ แล้วก็รักษาความเจริญให้มี ลาภเยอะๆสูงๆเข้าไว้ ให้ได้เท่านั้นเอง มันไม่ได้มีปัญญาที่เข้าไปชัดเจนแจ่มแจ้งว่า เหตุที่ไปหลงโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่นั้นมันคืออย่างไร มันไม่มีปัญญาที่เขาไปรู้ชัดจนกระทั่ง จนมันจบ รู้จบ ปฏิบัติให้ตนเองรู้จนจบ เมื่อรู้จบนี่แหละ เราจึงจะได้รู้ว่า จิตนิยามนี้มันคือธาตุรู้ที่ อ๋อ.. คนไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา อย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านอธิบายจนกระทั่งสุดท้ายรู้แล้วว่า จิตที่ทำให้สะอาดบริสุทธิ์ รู้จักเหตุแล้วฆ่าเหตุ หมดแล้วไม่เกิดอีกเลยในจิต เมื่อรู้จบแล้วก็ อ๋อ..มันก็มีเหตุอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นอรหันต์ เป็นต้นขึ้นไป ก็รู้ว่าจิตที่หมดกิเลสเป็นอย่างนี้ จิตที่ยังมีกิเลสจะมากน้อยอย่างไรก็รายละเอียดก็มีไปตามลำดับ มันเป็นอย่างนี้ เมื่อบรรลุแล้วก็จะเห็น 2 ฝั่ง แล้วจะรู้ความจริงว่าตนเองเป็นจริงเป็นปัจจัตตัง เป็นตนเองแล้ว อ๋อ.. จิตมันเป็นสังขารชนิดหนึ่งเท่านั้น มันเป็นการปรุงแต่งระหว่าง รูปกับนาม เรียกมันว่าวิญญาณ เหตุปัจจัยอื่นๆก็ขยายไปเป็นอิทัปปัจจยตา หรือเป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะผู้ที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้ โดยถึงสภาวะเลย รู้ว่าสังขารมีอาการอย่างไร มาเป็นวิญญาณ วิญญาณเราเรียกว่าวิญญาณ ต่างจากสังขารอย่างไร แยกจากวิญญาณเป็นนามรูปแยกอย่างไร นามอย่างไร รูปอย่างไร เมื่อนามรูปไปรวมกันอีก เรียกว่า อายตนะ อายตนะก็คือ วิญญาณที่มีผัสสะ แล้วก็ในอายตนะนี่แหละไปเรียกว่า เวทนา รู้ความ
อ่านต่อ
รู้สึก ผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้เป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่ได้แยกกิเลสที่เป็นเหตุแห่งสุขแห่งทุกข์ ไม่ได้แยกปัญญา เฉโกอะไรได้ จิตไม่เป็นปัญญาแท้ เป็นเฉโกอยู่ ก็หลงสุขเกลียดทุกข์ แต่สุขกับทุกข์นั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่ามันเป็นความโง่ ที่มันเป็นสังขารปรุงแต่ง มันเป็นอันเดียวกันแยกกันไม่ออกหรอก มันเป็นเทวะ เทวะ แปลว่า 2 เหมือนกระดาษ 1 แผ่น กระดาษแผ่นเดียวกันแยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะดับสุขก็ต้องดับทุกข์ จะดับทุกข์ก็ต้องดับสุข ไม่ใช่หลงสุข เพราะฉะนั้นศาสนาทั้งโลกที่เป็นเทวนิยม ทั้งหลายเรียกว่าเป็นสุขนิยม คือยึดเรียนรู้เอาสุขให้ได้ แล้วผู้ที่มีสุขมากที่สุด ถือว่าเป็นพระเจ้า สอนเรื่องสุข เป็นพระเจ้า ศาสนาพุทธมันเลยพระเจ้าไป เลยสุขทุกข์ ล้างสุขทุกข์หมดเลย ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ชนิดที่ดับเหตุ ไม่สุขไม่ทุกข์มีพระบาลีว่า อทุกขมสุข ส่วนไม่มีเหตุแห่งทุกข์ หมดเลยเกลี้ยง สูงกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ คือ อุเบกขา อุเบกขา พระพุทธเจ้าจึงที่แยกว่าอุเบกขานั้นเป็นจิตที่มีองค์ธรรมอยู่ 5 คือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้จักเหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้ จิตจึงจะสะอาด เป็นปริสุทธาเป็นความบริสุทธิ์ เป็นโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ พอเป็นอรหันต์ก็เริ่มบริสุทธิ์ ไม่สุขไม่ทุกข์อีกแล้วในโลก ก็จะเจริญเป็น ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไปอีก ที่จริงมีรายละเอียดมากกว่านี้อีก แต่พระพุทธเจ้าเอา 5 นี้ก็สบายแล้วไปถึงขั้นประภัสรา ก็สุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้อาการของจิตอุเบกขา คือจิตไม่มีเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสเลยได้ ไม่ใช่ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะสะกดจิตไว้ ไม่ให้สัญญามันทำงาน ไม่ให้มันรับรู้อะไร หรือไปกดเวทนาเอาไว้ไม่ให้มันรู้สึกอะไร เวทนากับสัญญานี้ มันเป็นคู่กันเหมือนสุขกับทุกข์ เหมือนเป็นเทวะคู่หนึ่ง เมื่อมีความตื่นไม่ใช่ไปกดให้มันดับสัญญาหรือดับเวทนา กดมันทั้งคู่ มันก็มืดดับดำมืด มืด ไม่เป็นเรียกว่า อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์ไม่มีการกำหนดรู้อะไร ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเขาเรียกว่า พรหมลูกฟัก มันเหมือนพืชที่ถูกตัดออกมาจากขั้วแล้วไม่มีแม้ชีวะ เหมือนลูกอะไรกลิ้งคะโล่คะเล่ อยู่ตรงนี้มะม่วงอะไร ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่ทำอย่างนี้ เก่งนั่งสะกดจิตได้หลับตาได้อย่างเก่งก็เป็นพรหมลูกฟัก แต่ถ้าเผื่อว่าตัดขั้วตัดอะไรที่เป็นชีวะมันตายแล้ว หามมันทิ้งได้เลย เพราะมันไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่องอะไร ใช่ไหม หามไปเผาก็ได้ มันไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้นามตื่นเต็มรู้ตัวทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วมีธัมมวิจัยมีสติตื่นรู้เต็มร้อยทางกาย วาจาใจ มีธัมมวิจัย รู้เข้าไปลึกในจิตจนกระทั่งรู้กิเลสทีละลำดับ ดับตั้งแต่ภายนอกที่มันหยาบลดลงไปได้ แล้วตั้งแต่ภายนอกก็อยู่เหนือมัน ไม่ได้หนีมันเลย กิเลสที่เกิดจากอบายมุขกิเลสที่เกิดจากกาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย มี 5 ทวาร กิเลสกามนี่แหละที่มันหยาบจัดจ้าน แล้วเขาก็เรียกว่าอบายมุข เราก็รู้เหตุของมันว่า เราไปติดไปยึดไปหลง พอมีโลกุตรธรรม รู้จักอบายมุข รู้จักเหตุ ไม่ไหวหรอก มันชั่ว มันทุกข์ แล้วต้องไปวนกับมัน เช่น ไปติดกินเหล้า ไปติดเล่นไพ่ ไปติดเล่นการพนัน ไปติดสิ่งเสพติด ที่หยาบๆ ขั้นต้น หรือจะไปติดในเรื่องที่จะไปอยากใหญ่ อันนี้ยากกว่าพวกนี้ จะไปรบให้เป็นเจ้าโลก จะไปปราบปรามประเทศนั้นประเทศนี้ให้เป็นเจ้าโลก กิเลสทั้งนั้น แต่เขาไม่รู้อันนี้มันรู้ยาก ก็เอาแต่แค่นี้แหละ อยากใหญ่ ในอบายมุขตื้นๆก่อน แล้วเรียนรู้กิเลสนี้ให้หมดจริง หมดอบายมุขนี่แหละแล้วมาหมด กาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบแล้วไปเสพไปติดในกาม เช่น กามกับอบายมุขมันก็ใกล้กัน ติดหนักก็เป็นอบายมุข อย่างมหาบัวนี้ติด หมากพลู ติดหนัก นั่นแหละเป็นอบายมุขแล้วจนไม่รู้ว่านั่นแหละคือตัวเองเสพติด ไม่รู้จักการเสพติด เรียกว่าติดหยาบท่านเรียกว่า สุรา สุระ แปลว่า กล้า แข็ง ใหญ่ สุระ สุรา เมรยะ ก็เสพติดลดลงมาอีก มัชชะ ก็ลดลงมาอีก เสพติดสุดท้ายเป็น ปมาทะ แต่นี่ ท่านเอาแค่สุรา เมรยะ มัชชะ เอาแค่ 3 ขั้นตอน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ก็ติดจมมันอย่างเป็นคนโง่คนไม่รู้เสพติด ที่อาตมายกตัวอย่างมหาบัวไม่ได้หมายความว่าเกลียดชัง แต่อาตมาสงสาร แล้วก็ไปมีลูกศิษย์ลูกหาหลงติดกัน พากันหลงไปอีก ยิ่งน่าสงสารมากเข้าไปใหญ่เลย แทนที่จะสงสารมหาบัวเท่านั้น ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องสงสารลูกศิษย์ด้วยก็เพราะว่ามันผิด เขางมงายไปเป็นทั้งชาติ มันก็น่าสงสาร อุตส่าห์เสียสละตัวเอง ชีวิตเข้ามาบวช แต่ไปหลงทาง ไอ้หลงทางนี่แหละท่านเรียกว่า เดินอยู่ในทางกันดาร หลงทางนี่คือเดินอยู่ในทางกันดาร เพราะฉะนั้นผู้ที่หลงทาง เดินอยู่ในทางกันดาร จึงเป็นการหลงทางที่ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นได้ง่ายๆ เดินอยู่ในทางอันนั้นเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกต วนอยู่ในนั้น ท่านเทียบคนที่หลงทาง ว่ามันมืดบอด แย่ยิ่งกว่าที่พระพุทธเจ้าท่านแยกอาหาร 4 เอาไว้ คุณว่า อาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร คุณว่าอันไหนหยาบกว่ากัน มองหยาบได้ทั้งสองด้าน วิญญาณอาหาร พระพุทธเจ้าท่านแยกไว้ว่า ต้องเรียนรู้นามรูป ถ้าแยกนามรูปไม่ออกไม่รู้จักวิญญาณ ก็เรียนรู้ต่อไม่ได้ นามรูปนี้เป็นขั้นต้นของการศึกษา เรียนรู้ ต้องรู้สภาวะ 2 คือนามรูป ไม่เดินด้วยนามรูป ไม่เดินด้วยสภาวะ 2 ไม่ปฏิบัติธรรมด้วยสภาวะ 2 ไปสะกดจิตให้เป็นแต่ 1 1 1 อย่างเดียวเลย หลับพลั๊วะเข้าไปหา 1 อย่างเดียวเลย โมฆะ ต้องมี 2 ต้องมีนามรูป ต้องมีกาย ต้องมีภายนอกภายใน ต้องมีกายมีจิตอะไรพวกนี้ อาตมาก็ขยายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านเทียบคนที่ หลงทาง ไม่รู้จักอะไร อีกอันหนึ่งก็คือ อันที่ 1 เลย วิญญาณอาหารอันที่ 4 กวฬิงการาหาร อันที่ 1 ท่านเรียกว่าเป็นผู้ที่เดิน มีพ่อแม่กับลูก 3 คน เดินทางอยู่ในทางกันดาร กันดารนั่นแหละ อย่างไรก็ออกจากเขาวงกตทางกันดารนี้ไม่ได้ คนๆนี้ แล้วยังไปมืดเมาโมหะ หลงหนักหลงหนา เข้าไปอีก หลงหนักตรงที่ว่าเดินทางกันดารไป มันมีจิตนึกว่าจะไปสู่ทางที่สูงทางที่เจริญ แต่ไม่รู้ทางเลยเหมือนเขาวงกต ไม่รู้ทาง วน ทีนี้ก็มีเหตุปัจจัยอยู่ในตนเอง ท่านก็เรียกว่า อาหารเครื่องอาศัยชีวิต เป็นคำข้าว เป็นอาหาร กินให้ชีวิตอยู่ มีอาหารเป็นจำนวนหนึ่ง กินหมด หมดเสบียง ก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไร คุณจะเดินทางอยู่ทางไหน มันก็มีดินน้ำไฟลม มีต้นหมากรากไม้ มีผลไม้ มีสัตว์ คุณกินสัตว์ล่าสัตว์ กินก็ได้ อย่างโง่ๆนั่นแหละกินสัตว์ ไม่โง่ไม่กินแล้วสัตว์ คุณก็เก็บพืชกิน จะโง่จนกระทั่งไม่รู้จักว่าพืชอะไรกินได้ เลยหรือก็ได้ ไม่ ไม่ พอหมดแล้วเป็นไง เราจะไปอย่างไร อยู่ในทางกันดาร ถ้าไม่มีกินนี้ตายทั้งหมดทั้งลูกด้วยนะ พ่อแม่เห็นแก่ตัวก็อย่ากระนั้นเลย ฆ่าลูกที่เป็นที่น่ารักที่น่าชื่นใจนี้กิน เอาเนื้อมากิน เดินอยู่ในทางกันดารต่อไป ก็ฆ่าลูกเสีย แล้วก็เอาไปทำเป็นเนื้อเค็ม พกไป กินไปเรื่อยๆ ก็อยู่ในทางกันดารอยู่ในเขาวงกตนั่นแหละ มันไม่มีทางพ้นหรอกเพราะไม่รู้ทาง ไม่มีจุดเริ่มต้น เสร็จแล้วงมงาย ตัวเองฆ่าลูกด้วยมือ กินเข้าไปในปาก ลูกน้อยๆของฉันไปไหน ๆ ปัดโธ่เอ๋ย ก็เอ็งฆ่าลูกด้วยมือแล้วเอ็งก็ทำเนื้อเค็มกินยังชีพอยู่นี่ อุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้านี้สุดแสบเลยนะ มันโง่อะไรถึงขั้นนั้นนะมนุษย์มนา เพราะฉะนั้นคนกินเนื้อ และยกตัวอย่างถึงขั้นกินเนื้อบุตรด้วย คุณกินเนื้ออย่างอื่นก็เหมือนคุณกินเนื้อบุตร คุณกินเนื้อสัตว์ใดๆก็เหมือนคุณกินเนื้อ ทำไมโง่ ไม่รู้จักว่าพืชพันธ์ุธัญญาหาร มันไม่มีในแผ่นดินได้อย่างไร คุณเดินอยู่ในทะเลทราย รึไง _สู่แดนธรรม... เดินอยู่ในทะเลทรายไม่มีพืชให้กินครับ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าท่านบอกแค่ว่าเดินทางไกลกันดาร ไม่ได้บอกว่าทะเลทราย คือเดินทางอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ แต่คุณไปตีความว่าเดินอยู่ในทะเลทราย อย่าหัวล้านหลื่นครูนะ สำนวนของอีสาน อย่าหัวล้านหลื่นครู อย่าทำเป็นรู้เกินครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นการโง่ซ้ำโง่ซ้อน คุณกินหมากกินพลูยังไม่ถึงขั้นกินเนื้อลูก อาจจะพอกันกับการกินเนื้อสัตว์ คุณก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง กินไป นึกว่ามันยังชีพที่จริงมันไม่ได้ยังชีพอะไรเลยในการกินหมากกินพลูอย่างนี้เป็นต้น นี่คือความไม่รู้ เสพติด ไม่รู้สิ่งเสพติดในอาหาร กวฬิงการาหาร _มีผู้เขียนมา คุณทำมาด้วยใจใต้ร่มโพธิ์ กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว เป็นอาหารเลี้ยงขันธ์ที่หยาบสุด มีกามคุณ 5 ครบ ต้องกินทุกวันขาดไม่ได้ จึงมีความยากที่จะแยกแยะความหิว ความรักชีวิต ความกลัวตาย แยกออกจากความติดในรูปรสกิน เสียงสัมผัสของอาหาร ที่ต้องอาศัยจนเกิดอาลัย พ่อครูว่า...ผู้ที่พูดมาก็ได้เรียนรู้เข้าใจแม้แต่พยัญชนะและสภาวะ ว่า อาหารนี้เป็นของอาศัยจนเกิดอาลัย อาลัยคือยังโหยหา อาศัยคือในชีวิตยังต้อง อาศัยมันไป พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นการกินเพื่อดำรงชีวิตโดยไม่มีทางเลือก เพราะอาหารที่มีอยู่นั้นน้อยนิดก็หมดลง แถมทางก็กันดาร หาอะไรกินก็ไม่ได้ จำใจต้องฆ่าลูกน้อยเพื่อทำเป็นอาหารประทังชีวิต ไม่ฉะนั้นก็จะตายทั้ง 3 คนพ่อแม่ลูก ขณะที่กินก็ยังรำพึงรำพันหาลูก กินเนื้อลูกอยู่แท้ๆก็ยังโง่จนกระทั่ง มันลืมไปได้อย่างไร ฆ่าลูกด้วยมือแล้วก็กินอยู่ในปาก ยังรำพี้รำพันว่า ลูกน้อยๆคนเดียวของฉันไม่อยู่ด้วยแล้ว หายไปไหนเสียๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านให้เตือนว่า ทำไมมันยังโง่ถึงขนาดนั้น ถ้ารู้สึกตัวกินอาหารนี่คือกินอย่างไม่ได้กินเพื่อความคะนอง ไม่ได้กินเพื่อความมัวเมา ไม่ได้กินเพื่อตกแต่ง ไม่ได้กินเพื่อประดับประดา แต่กินเพื่อจะต้องข้ามทางกันดาร ทางกันดารนี้คือโลกียะทั้งหมด รู้จักทาง พ้นจากทางกันดารออกไปสู่ทาง นิพพานได้นั่นคืออาริยะ นั่นคือทางพุทธ แต่เทวนิยมยังวนอยู่ในทาง กันดารทั้งนั้น ยังอยู่ในเขาวงกต ยังหลงสุขหลงทุกข์ ยังไม่มีทางพ้นได้เลย เพราะฉะนั้นข้อเตือนใจให้เราตั้งสติให้มั่นเวลากินอาหาร ให้เปรียบเหมือนกันกินเนื้อบุตร เป็นอาหารที่มีผลสูงมาก ทั้ง 4 ข้อรวม 3 ข้อที่ผ่านมา จะได้ไม่มัวเมาหลงในรสอร่อยของอาหาร หรือกินเพื่อให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อสวยงาม ผิวพรรณสวยงาม กินเพื่อให้ผิวพรรณสวยงาม กินแบบเพื่อความประดับประดา กินอย่างเท่ห์อีก แต่ให้กินเอาสาระ รู้รสของตามรสแท้ของอาหาร เพื่อข้ามทางกันดาร เพื่อข้ามโอฆะสงสาร เพื่อละกามคุณ 5 ในอาหารนั้น เมื่อกำหนดรู้ได้อย่างนี้แล้วความยินดีที่เกิดแต่เบญจกามคุณ จึงจะละสังโยชน์ได้ พ่อครูว่า... ดี ทำความเข้าใจไปเป็นลำดับ ผู้จะพ้นเรื่องอาหารนี้ มันเป็นเรื่องที่ แหม คือการใช้การรับรู้ทั้งทางตา หู จมูกลิ้น กาย ในอาหาร มันมีครบทุกรส กามคุณ 5 มันครบ ดีไม่ดีมันมีรสทางอัตตาด้วย คือติดยึดอย่างไม่รู้เรื่องเลย อัตตา ติดยึดอย่าง ไม่รู้เรื่องเลย เพราะฉะนั้นก็จะไม่รู้ตั้งแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันเมาเลย เหมือนคนที่มันเมาเสพยา มันก็ไม่รู้เรื่องนี่คือพ่อคือแม่ คลั่งมาก็ฆ่าพ่อฆ่าแม่ได้ ไม่รู้เรื่องเลยติดยึด เมา ไม่รู้ความเสพติด ติดยึดคืออะไร แล้วทำให้ตัวเองหลง อย่างไม่รู้ว่ากินเพื่อที่จะยังขันธ์ แต่ไปติดเฉพาะรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ได้ไปกินเพื่อยังขันธ์ กินหมากกินพลูนี้เพื่อยังชีวิตยังขันธ์ให้ต่อไปได้หรือเปล่า พวกคุณไม่เคยกินหมากกินพลูเลยเคยถามแล้ว ชีวิตพวกคุณสบายกว่าไปติดยึด หมากพลูอีก ไม่ได้เรื่อง เพราะฉะนั้นความรู้ตื้นๆแค่ไม่รู้จักว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องกินเพื่อยังขันธ์ แล้วก็มาหลอกคนว่ามันเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ พูดกลบๆเกลื่อนๆไปที่กินหมากกินพลู มันไม่ใช่เรื่องเสพสิ่งเสพติดแต่มันเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ ถ้าจะให้อาตมาอธิบายตามความ เข้าใจที่อาตมารู้ก็คือ โมเมเพื่อให้เขาละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า ก็เพื่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ลึกเข้าไป กว่านั้นก็คือ คุณอยากกินต่างหาก แล้วคุณก็มาอ้างธาตุขันธ์มันอยาก ที่จริงธาตุขันธ์มัน ไม่ได้อยากหรอก แต่จิตนิยามของคุณต่างหากมันอยาก แล้วก็หลอกเอาไว้ว่านี่คือธาตุขันธ์ หลอกคนทั้งบ้านทั้งเมือง มหาบัวใช้ภาษานี้ว่ามันเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ นี่คือหลอกคนไปอีก อาตมาไม่เชื่อว่ามหาบัวไม่รู้ เพราะเรียนบาลีมา เป็นมหาด้วย แค่เรื่องธาตุ เรื่องขันธ์ไม่รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าคนที่โกหกอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่มีหรอกที่จะ ทำชั่วอะไรที่จะทำไม่ได้ ทำได้หมด ซึ่งก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ที่ยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาให้รู้ กวฬิงการาหาร ให้มันต่อกันไปจนกระทั่งถึงผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และ วิญญาณาหาร มันเชื่อมโยงกันหมดเลยนะ ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องวิญญาณ ก็จะรู้เรื่องในความสุขความทุกข์ วิญญาณาหาร พระสูตรนี้ชี้ให้เห็น ความทนทุกข์ทรมานของวิญญาณ พระราชาสั่งเจ้าหน้าที่ประหารโจร ด้วยหอก 100 เล่มเวลาเช้า โจรไม่ตาย เที่ยงก็เอาไปฆ่าอีกด้วย หอก 100 เล่มก็ไม่ตาย เย็นอีก 100 เล่มก็ยังไม่ตาย เพื่อที่จะยก ให้เห็นชัดๆว่า วิญญาณนั้นตายยาก ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมาก แม้ว่ากำลังถูกประหาร ด้วยหอกเพียงเล่มเดียวก็เกินพอแล้ว หอกเล่มเดียวนี้ฆ่าชีวิตหนึ่งชีวิตตาย นี่หอกตั้ง 300 เล่ม ก็ยังไม่ตายอีก อุทาหรณ์นี้เทียบไปจนกระทั่งอาตมาว่า อาตมาใช้ปากหอกแทงไปเรื่อย แทงผู้ที่หลงผิดเหมือนโจรปล้นศาสนา ก็พูดผ่านไปอธิบายหมดแล้ว หอกอาตมาหักไม่รู้เท่าไหร่แล้ว นี่เกินกว่า 300 เล่มแล้ว จนอาตมาว่าโอ้..ตาย จนอาตมาจึงได้ชื่อว่า โพธิรักษ์ไอ้หอกหัก ไม่มีความสามารถที่จะใช้หอกแทงให้พวกนี้รู้สึกตัว หอกเล่มเดียวก็รู้สึกได้แล้วเจ็บได้แล้ว ทำไมถึงหนังเหนียวอย่างนั้น หนังเหนียวขนาดนั้น เจ้าประคุณเอ๋ย.. นี่แหละคือความไม่รู้ทุกข์ แล้วหลงทุกข์ว่าสุข เป็นพวกวิปลาส วิปลาส 4 มีอะไรบ้าง 1.เห็นความไม่เที่ยง 2. เห็นความทุกข์ว่าเป็นความสุข 3. เห็นความไม่มีตัวตน ว่ามีตัวตน 4. เห็นความไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็นเลย หลงว่า เป็นความน่าได้ น่ามี น่าเป็น เอาความไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น มาพูดดูบ้าง 660308 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก