กรรมวิบากในอจินไตย 4 อันลึกซึ้ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข16 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

กรรมวิบากในอจินไตย 4 อันลึกซึ้ง พ่อครูว่า... เอามาลงในรายละเอียดของ อจินไตย 4 ฌานวิสัย อย่าเพิ่งพูด ขอพูด กรรมวิบากก่อน โดยเฉพาะกรรมวิบาก แม้แต่ในหมู่เราชาวอโศก ฟังดีๆ กรรมวิบากนี่ ผู้ที่ยังมีกิเลส เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ยังหยาบอยู่ อยู่ในหมู่พวกเรานี้ แล้วก็แสดงความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวอยู่ อย่านึกว่า ไม่มีใครไม่รู้ แต่เขารู้ รู้จักกิเลสอย่างนี้ เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวขี้โลภมาก ในชาวอโศกพวกเรานี่รู้ทันรู้ดี แต่เขาก็ยอมอยู่ ยอม มีหลักเกณฑ์ มีกำหนดบ้าง แล้วผู้ที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ความโลภ ก็ได้แล้วก็เอาไป จะเอาไปบำเรอตนด้วยอย่างไรแค่ไหน อันนี้สิ มันควรจะต้องรู้ตัว ว่าเราจะไปติดอะไร จะต้องไปใช้จ่ายอะไรมากมาย ต้องไปบำเรอปรนเปรออะไร หรือจะไปตะกละสะสมเอาไว้ ใส่แบงค์เอาไว้ เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆที่อยู่ในนี้ แต่ไม่รู้นะว่าจะฝากผีฝากไข้กับคนในนี้หรือเปล่า หรือว่าสักวันสะสมได้ที่ก็คงไป หรือว่าเหมือนมาร เขารู้ตัวเราแล้วต้องรีบหนีไป แล้วเมื่อไหร่จะมีความรู้สึกอย่างนั้นได้ เป็นมารผู้มีบาป มืดบอด แล้วรู้สึกตัว เมื่อไหร่จะรู้สึกตัวอย่างนั้น กรรมวิบากมีจริง เป็นจริง เราขี้โลภ เราสะสม เราเอาเปรียบ แทนที่เราจะได้เสียสละ เสียสละวัตถุ เสียสละแรงงาน เสียสละความเฉลียวฉลาด เสียสละทุกอย่าง ไม่ต้องสะสมอะไรเลย อยู่ในนี้แหละ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา มีชีวิต ให้คนอื่นเขาเลี้ยงเราไว้ ด้วยความยินดี เขาไม่อยากให้เราตาย ไม่อยากให้เราพรากจากไป เขาจะเลี้ยงเราอย่างดีเลย เป็นสัจจะที่กลับกันไปกลับกันมา ถ้าเรายิ่งอยากจะเอา ยิ่งขี้โลภ คนอื่นก็ไม่ชื่นชมอะไรหรอก แต่คนอื่นเขาเป็นผู้ดีก็ไม่พูดไม่ว่าอะไรนักหนา เราก็ยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก แล้วหลงความโลภ หลงสะสม เอาเปรียบเอารัดในเชิงต่างๆ มันเป็นกรรมแท้จริง เอาเปรียบเอา

อ่านต่อ

รัด ได้เปรียบได้มาก อย่างโน้นอย่างนี้ แทนที่จะมีความรู้ความสามารถก็เอาความรู้ความสามารถ โดยไม่ต้องสะสม เอาความรู้ความสามารถรับใช้หมู่กลุ่มนี้อยู่ เราจะอยู่อย่างที่เขาจะให้ทุกอย่างเลย ไม่ต้องอยากได้ แต่ผู้หลงตนอยากได้แล้วใช้เล่ห์เอาๆ อยู่กับหมู่ผู้ดี ผู้ที่มีห่วงแทนเขาก็ยอมให้ทั้งนั้น แต่ตนเองก็ไม่รู้ตัว ไปสะสมไปเอาเปรียบไปใช้เล่ห์เหลี่ยม ซึ่งเป็นกรรม เป็นวิบากทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นผู้ยังไม่ชัดเจนในเรื่องกรรมวิบาก มันมีจริง มันเป็นจริง แล้วมันจะเล่นงานตัวเอง แม้ชาตินี้หรืออีกหลายชาติ มันก็จะเล่นงานเรา หนักหนาสาหัสจนได้ มันไม่มีอะไรหายไป กรรมวิบาก แทนที่เราจะให้กรรมวิบากมาสนองเราเหมือนหมาไล่เนื้องับน่อง แทนที่จะให้หมามันมาไล่งับน่องเจ็บปวด อย่าไปให้มีหมาไล่เนื้อมาไล่เราเลย จงทำตนเองให้จนกระทั่งไม่มีอะไรมาไล่หรือหมาไล่เนื้อเป็นวิบากบาปมาไล่วิ่งตามเรา หรือแม้วิบากบาปจะวิ่งตามก็ไกลลิบวิ่งอย่างไรก็ไม่ทันเรา เราจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก่อนที่หมาไล่เนื้อจะตามทัน อย่างไรก็ไล่ไม่ทัน รายละเอียดของสัจธรรมมันซับซ้อนลึกซึ้งปานฉะนี้ แต่ว่าไปแล้ว คนผู้ที่ทำให้อาตมาต้องอธิบายอันนี้ ก็มีประโยชน์ตรงที่ให้อาตมาอธิบาย แต่มันไม่น่าจะเป็นคนมีประโยชน์แบบนี้เลย ซวยจริงๆ ใช่ไหม เทวทัต มีประโยชน์นะ แต่มันไม่น่าจะเป็นเลยเทวทัต ฉันใดก็ฉันนั้น คิดให้ดีๆ กรรมวิบากนี้ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่ที่สุดในกระบวนการทั้งหลาย ถ้าไม่รู้จักกรรมไม่รู้จักวิบาก ใน อจินไตย 4 นี้ ศึกษาอะไรก็ไม่ไป กรรมวิบากจึงสำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้ให้ได้

เมื่อเรียนรู้กรรมวิบากได้ ก็จะมีความรู้เป็น ฌาน ฌานคือปัญญา ฌานคือไฟไหม้ สิ่งที่เลวร้าย เป็นไฟเผาสิ่งที่เลวร้าย พลังงานอุณหธาตุที่เผาสิ่งที่เลวร้ายทางจิตวิญญาณ แล้วฌานคือปัญญา ฌานคือความเฉลียวฉลาด ที่ฉลาดรู้สิ่งที่จะเป็นโจรร้าย โจรร้ายของตัวเราเอง โจรร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่อาตมาได้บรรยายไปแล้ว โจรร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นโจรร้ายที่มืด มืดอย่างไม่รู้ตัวเองคือพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าไม่รู้ตัวเองว่าคือโจรร้าย โจรร้ายทำร้ายใคร ก็ทำลายตัวเอง ให้โง่ๆๆๆๆ เข้าไปเข้าไปๆๆ จนกลายเป็นว่าตัวเองฉลาดที่สุด ฉลาดจนกระทั่งหลอกคนให้มานับถือได้ เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ขออภัย อาตมากล่าวนี้มันจะแรง ศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยมคือพระเจ้า กระดากเลย ไม่อยากอธิบายต่อ คือ โจรร้ายที่ทำลายตนเอง และทำลายผู้อื่นด้วย ก็เป็นเรื่องที่ สงสารทั้งหมด สงสารทั้งพระเจ้าและลูกศิษย์หรือสมาชิก บริวารของพระเจ้าทั้งหมดเลย สงสาร คือ ท่านทั้งหลายยังวนเวียนในสังสารวัฏที่ไม่รู้ตัว ที่ต้องอยู่กับสุขกับทุกข์ อยู่กับวิบากและกรรมที่ตนเองทำ แล้วใช้หนี้เวรกรรมวิบากวนเวียนนับชาติไม่ถ้วน จนกว่าจะได้ฟังสัตบุรุษ ฟังพระพุทธเจ้า ฟังผู้มีสัมมาทิฏฐิที่อยู่ในฐานะครู แล้วจึงจะน้อมตนเข้ามาละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า เข้ามาศึกษา แล้วก็ต้องพยายามนอบน้อมเข้ามา เข้ามาถามความอีก ตามปัญญาข้อที่ 2 จะค่อยๆเข้ามารู้ เข้ามาเรียนรู้ ก็ขอไล่ปัญญา 8 อย่างเร็ว อย่างสรุปๆ สังเขปก่อน

ปัญญา ข้อที่ 1 ต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าจากสัตบุรุษ จากผู้อยู่ในฐานะครูอย่างสัมมาทิฏฐิ รู้เองไม่ได้ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ไม่ได้รู้เอง พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามก็รู้เริ่มมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จนกระทั่งได้มาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็เหมือนกับเป็นเจ้าของพระธรรม จะเรียกว่าใช่เลยก็ได้ เป็นธรรมะสามี เป็นเจ้าของพระธรรมเลยก็ใช่ องค์อื่นๆท่านก็เป็นเจ้าของพระธรรม แต่ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว องค์หลังสุดก็คือเจ้าของพระธรรม องค์หลังสุดที่ยังเห็นยังมีตำนานคำสอนตามได้ องค์ที่ตายไปก่อนนั้นจนกระทั่งไม่มีร่องรอยแล้ว เราก็ตามไม่ได้ ก็ตามผู้ที่มีหลักฐานยืนยันกันได้ อย่างเราก็ตามพระสมณโคดม อาตมาก็ตามพระสมณโคดมมาถึงยุคนี้ อาตมาก็ปรากฏเป็นตัวแทน ถ้าจะพูดกันอีกทีนึงนะ มันเหมือนกัน

พระเจ้ากับพระศาสดาหรือพระบุตร พระบุตร ก็คือ ส่วนผู้ที่มาปรากฏตัวจริง พระเจ้าคือ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่เห็นตัวแล้ว กล่าวถึงได้ แต่ไม่มีใครเห็นตัว นอกจากพระบุตร พระบุตรก็สัมผัสไม่ได้ แต่ของศาสนาพุทธนั้นสัมผัสได้ ได้เรียนรู้กับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมา มากองค์ด้วย อย่างอาตมาก็ได้เรียนรู้กับพระพุทธเจ้ามากองค์ด้วย องค์สุดท้ายก็เป็นพระสมณโคดม ซึ่งเราไม่เกี่ยงเลย พระพุทธเจ้าทุกองค์ก็เป็นหนึ่งเดียวกันหมด จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ไหนเราก็ไม่เกี่ยง สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มี 2 มาถึงวันนี้อาตมายืนยันสัจจะเป็นหนึ่งเดียวของพระพุทธเจ้าได้ ใครจะเห็นต่าง ใครจะยอมรับ ใครจะเชื่อถือก็บังคับกันไม่ได้ ก็ได้แต่พูดความจริงออกไปเสนอให้ แต่ใกล้กลียุค ปลายพุทธกัป มันจึงมีคนที่จะมีบารมีถึงไม่มาก บารมีไม่ถึงมีเยอะ บารมีถึงมีไม่มาก แต่คนที่แสวงหาพากเพียรก็จะได้ตามความพากเพียรพยายาม ส่วนคนที่ยังหลงตัวหลงตนก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ อาตมาไม่อยากพูดไม่อยากจะไปลบหลู่ใคร แต่มันเลี่ยงไม่ออก นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ข่มคนที่ควรข่ม แต่ต้องยกคนที่ควรยก ยุคนี้มันก็ไม่มีใคร เพราะอาตมาก็เป็นไก่ตัวพี่ ไม่มีไก่ตัวพี่ที่จะให้ยก หรือแม้แต่พูดไปแล้ว ไม่อยากพูดว่า อาตมาเป็นใครมาเกิด พูดไปแล้วเหมือนหลอกคนอื่น แต่มันไม่ได้หลอก แต่ก็อย่าพูดดีกว่า เพราะมันเป็นบัญญัติสมมุติ เอาสาระแสดงสาระแท้ๆออกมาให้คนที่เขามีปัญญา ตัดสินเอง อ๋อ..อย่างนี้ใช่ๆ ก็จบในตัวเอง เป็นอิสรเสรีภาพเต็มที่ในแต่ละคน ไม่ได้ไปบังคับใคร ไม่ได้หลอกลวงล่อลวง ประเล้าประโลมเลย มีแต่ความจริงดุ้นๆ ใครจะฟังแล้วชัดเจนได้หรือใครจะยังสงสัยจะไปบังคับมันได้อย่างไร เขายังงงๆยังเข้าใจไม่คมไม่ชัดไม่ได้ ก็เป็นความจริงของแต่ละคน ก็มีสิทธิ์พูดความจริง แต่อย่าให้ผิดความจริง ซึ่งอาตมาก็มั่นใจว่าอาตมายังพูดความจริงมาตลอด ไม่ได้ผิดจากความจริง มีเล่นๆบ้างนิดหน่อย พวกเราจะพอรู้ อันไหนอาตมาผิดอาตมาจะยอมแก้ไขกลับสารภาพเลย อันนั้นวิปลาสไป จะวิปลาสด้วยจิต ทิฏฐิ สัญญาก็แล้วแต่ แต่จิตไม่ได้วิปลาส จะมีบ้างที่สัญญาวิปลาสบ้าง ทิฏฐิก็ยังไม่วิปลาส ยิ่งจิตเป็นแกนก็ไม่วิปลาสหรอก

สรุปว่ากรรมวิบากมีจริง ผู้ไม่เชื่อกรรมวิบาก และไม่เชื่อว่ากรรมเป็นของๆตน ใครเชื่อก็ต้องศึกษากรรมวิบาก เป็นของของตน ไม่ใช่ของพระเจ้า ไม่ใช่ของๆใครไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แต่เป็นกรรมวิบากของคุณไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ของใครของมัน เราทำแล้วเราต้องรับ กัมมทายาโท เป็นทายาทกรรมของตนเอง แล้วกรรมของเราเองจะพาเราเป็นเราไป พาเราตายเราเกิด กัมมโยนิ แล้วคุณก็จะสั่งสมพันธุ์ของกรรมตนเอง กัมมพันธุ เป็นพันธุ์พระพุทธเจ้าแท้ๆ ยิ่งๆๆขึ้น จนกระทั่งตรงกันหมดของพระพุทธเจ้าก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งอย่างที่อาตมาพากเพียรทำ ใครจะทำก็ทำตามลำดับ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาก็ขยายความเป็นลำดับชั้น สรุปอีกทีว่า อย่าเล่นกับกรรมวิบาก ใครก็ตาม พูดตรงนี้ดังๆ อย่าเล่นกับกรรมวิบาก กรรมเป็นอันทำ ชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี ขี้โกงเป็นขี้โกง ขี้โลภเป็นขี้โลภ เอาเปรียบเป็นเอาเปรียบเสียสละเป็นเสียสละ มีตัวตนเป็นมีตัวตน ไม่มีตัวตนหรือจะเหลือน้อยลงก็ต้องปฏิบัติถึงจะได้ อย่าเอาแต่รู้ๆๆหลวมๆอยู่ ศึกษาให้จริง ทำไม กลัวจะบรรลุเร็วหรืออย่างไร ใครกลัวจะบรรลุเร็วยกมือขึ้น? มิดอิมซิมเลย ไม่เห็นมีใครกล้ายกมือกลัวจะบรรลุเร็ว ใคร? ป่องเอี้ยมยกมือหรือ กลัวจะบรรลุเร็ว จะเป็นพระอวโลกิเตศวรหรืออย่างไร ค่อยๆดูไป นายป่องเอี้ยม โตขึ้นจะเป็นอย่างไร มันเป็นใครหว่า _เทียนดิน... ป่องเอี้ยม ถามหลวงปู่ว่านรกกับสวรรค์ทำไมเป็นอันเดียวกัน พ่อครูว่า... นรกกับสวรรค์ทำไมเป็นอันเดียวกัน นั่นแหละ ป่องเอี้ยมต้องติดตามศึกษาให้ดีๆ นรกกับสวรรค์ทำไมเป็นอันเดียวกัน แต่ที่จริงไม่น่าจะสงสัย แต่ประเด็นอย่างนี้เขาก็มาคิดแล้วตัวแค่นี้ อายุ 7 ขวบแล้ว 7 ขวบคือภาวะที่เป็นได้ ถ้าต่ำกว่า 7 ไม่เดียงสา ถ้า 7 ขวบก็เริ่มรู้จักสาระ รู้เดียงสา พระอรหันต์มีตั้งแต่อายุ 7 ขวบได้ แต่ในยุคนี้ไม่ต้องไปฝันหรอก ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของพระพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้าก็ยังมีอยู่ อายุ 7 ขวบเป็นพระอรหันต์ 641015_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กรรมเป็นอันทำ อย่ามาทำบาปบนแผ่นดินพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน