620130_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนจริงจึงทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
620130_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนจริงจึงทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริง อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1k30gH4opLwuaD6TPXFOmUf7gyHTlH_TJDFLzUiX1Q3o/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=12RYX6-uKYeSm4ww7A3QMilEyZEsWF231
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 30 มกราคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เรามีศพมาตั้งอยู่ในศาลาด้วย พ่อครูจะได้แสดงธรรมหน้าศพด้วย เป็นลูกชายยายธรรมนูญ ก่อนหน้านี้มีน้องสาวยายธรรมนูญ มาวันนี้ก็พอดีลูกๆยายได้มางานศพป้า เขาเห็นว่าที่เราจัดงานศพเรียบง่ายดี ลูกก็คิดว่าน่าจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้พ่อ ลูกได้ดูแลพ่อมา จ7 ปีที่พ่อนอนติดเตียง ต้องใช้ความพยายามในการดูแลอย่างมาก พรุ่งนี้จะได้ทำพิธีฌาปนกิจกัน ตอนนี้ข่าวที่ออกกันมากคืองานศพของหลวงพ่อคูณ ทุกช่องต้องพูดถึง ทุกสื่อก็กล่าวถึง พ่อครูบอกว่างานศพมีดัชนีสังคมที่ดีขึ้น ม.ขอนแก่นพยายามไม่ให้เกิดการเรี่ยไรกัน การจะเอากระดูกหลวงพ่อคูณต้องล็อกกุญแจสี่ห้าชั้นกันคนเอาไปทำเครื่องรางของขลัง พ่อครูประเมินว่าภาพรวมของประเทศดีขึ้น หลวงพ่อคูณก็รู้ตัวสั่งว่า ถ้าตัวเองตายเมื่อไหร่ให้รีบเอาไปที่มหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ให้จัดงานศพที่เรียบง่ายที่สุด แสดงว่าหลวงพ่อคูณก็รู้เหมือนกันว่าถ้าตายที่วัดจะทำให้ยุ่งมากเพราะประชาชนจะวุ่นวายมาก ท่านก็ไม่ต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น แล้วเอ๊ะ พ่อครูจะเป็นอย่างไร (พ่อครูว่า...อย่าเพิ่งคิดน่ามันไม่เที่ยง อาจมีวิธีการสมัยใหม่ให้ทำกัน) ยกเรื่องนี้ ให้แง่คิดว่า พ่อครูคงไม่เป็นเช่นนี้ ไม่ถึงขนาดนี้ เมื่อเช้านี้พ่อครูว่า บ้านราชฯให้ทำสองอย่างคือทำองค์ประกอบของเสนาสนะให้ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวผ้ายาบ้าน สถานที่ และทำจ
อ่านต่อ
ิตให้มีโลกุตระให้แน่น ตอนนี้มีพี่น้องหมุนเวียนกันมาร้านพิสูจน์จิตอาสา ที่จริงเราขายต่ำกว่าทุน มีคนเช็คราคาเปรียบกับกรุงเทพฯแต่เราขายถูกกว่ามาก ทำอย่างไรให้เกิดโลกุตระให้แน่น พ่อครูว่า… SMS วันที่ 28 ม.ค. 2562 (สำมะปี๋ซี่วิต)
_นันท์มนัส · คนดู ผ่านเฟส 30
_ปาลิตา ทองสุขนอก · ขอโอกาสถามว่า ถ้าเราไม่ใช่ชาวอโศกขอเป็นชาวบุญนิยมได้มั๊ยเจ้าคะ อยากเป็นชาวบุญนิยมมากกว่าเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการเจ้าคะ พ่อครูว่า...บุญนิยมคือ ผู้ที่ทำจิตให้รู้จักกิเลส แล้วสร้างพลังงานจิตตนให้ประหารละกิเลสได้ เหมือนกับสร้างระเบิดปรมาณู ที่มีแต่พลังงานจิต ระเบิดทำลายกิเลสได้หมดแล้วระเบิดก็หายไป ทุกวันนี้เข้าใจบุญไม่ได้ก็ไปสั่งสมบุญ เหมือนกับสั่งสมระเบิดมากแล้วนึกว่าตัวเองมีความดีงาม แท้จริงแล้วตัวเองมีกิเลสมากขึ้นต้อง สร้างระเบิดปรมาณูไว้ให้แก่ตัวเองมาก มันตรงข้ามกับสัจจะสภาวะความหมาย อันนี้สิทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม เดี๋ยวนี้ก็มีคำว่า กาย คำว่าเทวะ มันได้ทำให้สัจธรรมผิดเพี้ยนไปหมด บุญนิยม หมายถึงลัทธิหรือหมู่ชน ถ้าหมายถึงคนก็หมายถึงคนที่เข้าถึงบุญ อย่างนิยมะ คือเที่ยงแท้ทำลายกิเลสได้ แม้จะไม่ใช่ชาวอโศกแต่ศึกษาบุญนิยมให้ได้มรรคผล
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งเพ่งลมหายใจไม่ใช่ของศาสนาพุทธ _วาส ทองจันทร์ · กราบนมัสการพ่อครูครับ เนื่องจากผมได้ฟังธรรมจากยูทูปของท่านคึกฤทธิ์ ท่านบอกว่ามรรคมีองค์ 8 แบ่งเป็นสามหมวด 2 หมวดแรกคือศีล 3 หมวดกลางคือสมาธิ 3 หมวดหลังคือปัญญา ถ้าจะปฎิบัติต้องย่นย่อให้เหลือ1 คืออานาปานสติ ให้นั่งเพ่งลมหายใจเข้าออก ไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้ามาในจิตใจ ใครทำได้ในขณะนั้นแสดงว่าปฎิบัติมรรค 8 ได้สมบูรณ์ทุกข้อ เพราะการนั่งทำต้องใช้ความเพียรเป็นอันมากเป็นสัมมาวายามะ ครับ ผมข้องใจมากๆเพราะท่านว่าเป็นพุทธวจนะ ผมจึงกราบรบกวนเวลาพ่อครูช่วยตอบให้ผมกระจ่างด้วยครับ กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงครับ พ่อครูว่า...ถ้าเป็นดังที่ว่านี้ ท่านคึกฤทธิ์ก็คือเข้าป่าลงนรกแล้ว ผิดทั้งหมดทั้งมวลเลย แค่จะบอกว่ามรรคมีองค์ 8 นี้คือนั่งลง กำหนดลมหายใจเข้าออกนั่งสมาธิก็ผิด เพราะสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 252 ถึง 281 พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัมมาสมาธินั้นเกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ นี่คือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของชาวพุทธทั้งหมด นั่งสะกดจิตดูลมหายใจเข้าออกก็เป็นวิธีของเดียรถีย์ที่ทำกันในยุคโน้น ในยุคพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องอนุโลม ที่บอกว่านั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็เป็นการกระทำของผู้ที่ทำผิดทั้งหลาย สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีใครทำถูกเลย การนั่งสมาธิของเขาคือการสะกดจิต นั่งหลับตาสมาธิไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องลืมตาปฏิบัติทั้งหมด จักขุมาปรินิพโพติ ต้องมีปัญญาอย่างลืมตาไม่ใช่นั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่ใช่เลยคนยึดมั่นถือมั่น แต่ อาตมาก็ประกาศไปเขาก็ว่าอาตมาทำผิด มรรคองค์ 8 ไม่ได้หลงผิดไปนั่งหลับตาแล้วสรุปว่าให้นั่งเพ่งลมหายใจเข้าออกไม่ให้มีจิตใจเข้ามาให้ดูแต่ใจ แต่ศาสนาพุทธนั้นให้จิตใจเรารับรู้ทางทวารภายนอกและภายใน ไม่ใช่ไปปิดประตูให้ไม่ให้อะไรเข้าเลยไม่ใช่ ในพระไตรปิฎกบอกว่าเหมือนปิดประตูรูเหี้ย 5 ประตู แล้วไปดูที่ทวารใจประตูเดียว อธิบายไปดูเหมือนจะดีนะ แต่ว่า อาตมาก็ยกหลักฐานที่ในพระไตรปิฎกมีอีกมากมายหลายสูตร ท่านบอกว่าให้ปฏิบัติแบบลืมตาแล้วจะเกิดวิมุต วิมุตติญาณทัสสนะไปตามลำดับ ให้สัมผัสแล้วจิตใจคนก็ไม่เกิดกิเลสกามพยาบาทจนกระทั่งไม่เกิดวิหิงสา สัมผัสข้าวของเงินทองสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย และกิเลสมันจะเกิดเป็นเวทนา คุณก็ไปหลงเวทนาเก๊ ที่ได้เสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส 3 ข้อใหญ่ของศีลนี้แหละปฏิบัติให้ถูกเป็นโลกุตระ มันครบแล้ว อย่างลืมตาปฏิบัติ อาตมาพูดมาจะ 50 ปีแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านคึกฤทธิ์ก็ยึดถือศรัทธาปิฎก แต่การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องลืมตาปฏิบัติยังมีโพธิปักขิยธรรม 37 จนสามารถจับตัวเป็นธรรมะ 2 พิจารณาจัดการกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมให้กิเลสลดลงไป ไม่ใช่ไปทำมั่ว แต่ให้ทำทีละคู่ ปฏิบัติลืมตา ตั้งแต่ข้าวของทรัพย์สินเงินทองสัมผัสกับสัตว์สัมผัสกับคน สัมผัสกับวัตถุหรือสัมผัสกับพืช จะเกิดกิเลสเอาเปรียบเอารัดอยากได้ ก็ลดกิเลสไป และสัมผัสในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ไม่เกิดสุขกับทุกข์ ส่วนศีลข้อ 4 ข้อ 5 ข้อยืนยันในศีลข้อที่ 1 2 3 จะปฏิบัติกายกับวาจาได้จะต้องมีใจปฏิบัติด้วย คนปฏิบัติแบบศาสนาพุทธลืมตาปฏิบัติ ใจก็ต้องลืม ให้พ้นจากความเมาหลง สุราเมระยะมัชชะ เมาอย่างหยาบกลางละเอียด
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ศาสนาพุทธจะไม่มีการหลอกลวง _รารา ลาลา....คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรก็พูดไปเรื่อย....โพธิรักษ์ไม่ได้บวชในพุทธศาสนา..บวชเอง ตั้งลัทธิเอง..บอกว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์..ถามจริงๆในพุทธกาลมีเจ้าลัทธิมากมาย..ที่พยายามที่จะหาทางหลุดพ้น..แต่ไม่สำเร็จ..สุดท้าย.ต้องออกบวชในพุทธศาสนา..จึงสาเร็จเป็นพระอรหันต์สาวก..ยกตัวอย่าง.ชฎิลสามพี่น้อง..มีอุรุเวลกัสสะปะ..คยากัสสะปะ.นทีกัสสะปะ..สามคนนี้มีบริวารเป็น1000คนอ้างตัวว่าเป็นพระอรหันต์..จนสุดท้ายพระพุทธเจ้าทรงทรมาน..ด้วยฤทธิ..จึงยอมขอบวชเป็นลูกศิษย์แบ้วก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์....แล้วโพธิรักษ์บวชเอง..ตั้งลัทธิเอง..มีด้วยเหรอที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์..555ตลก..เลิกหลอกลวงคนโง่ๆได้แล้ว..ยังไม่สายที่จะกลับตัวกลับใจใหม่..นรกนะครับ..กันอะไรครับ..หันซ้ายหรือขวา..ว่าจะไปทางไหนดี.. พ่อครูว่า...อาตมาขอยืนยันว่าไม่สามารถหลอกลวงคนโง่ได้ คนโง่นั้นอาตมาไม่ไปหลอกลวงเขาอยู่แล้ว อาตมาจะหลอกลวงคนมีปัญญา อาตมาไม่มีสิทธิ์ไปหลอกลวงคนโง่อาตมาหลอกไม่เป็น อาตมาจะหลอกคนมีปัญญาได้เท่านั้น แต่คนมีปัญญาจะฟังอาตมา ว่าท่านไม่ได้หลอกลวง ท่านพูดจริง ส่วนคนโง่นั้นเลิกเลยจะว่าอาตมาหลอกลวง เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมีปัญญา คนมีปัญญาจึงจะฟังอาตมารู้ได้ ส่วนคนโง่นั้น เชิญนิรันดรต่อไป คนโง่ จะอยู่กับความคิดเดิมของเขา เขาจะปฏิเสธสิ่งที่ต่างจากที่เขายึดมั่นถือมั่นแล้ว โชคดีที่ ชฏิลทั้งหลาย ไม่เหมือนคุณคนนี้ คุณเข้าใจไม่ได้หรอกว่าอาตมามีธรรมะมาเอง ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 เป็นผู้รู้เองสยังอภิญญา แล้วอาตมาก็บอกว่าอาตมาเป็นคนนั้น คนที่เชื่อ เข้าใจดีก็ไม่ปฏิเสธ ข้อ 10 นี้ท่านบอกว่า...สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คนไหนตาดีก็จะเห็น อัตถิโลเก ก็จะเห็น ถ้าอาตมาไม่พูดแล้วใครจะมาพูดแทนอาตมา
_ฮาปากอน 44 ....อรหันตรวจเลือดไม่ได้ ดูดออกแข็งเป็นพระธาต ใครทำเลือดออกตกนรกอีกกรรมเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน คำสอนจากสยังอภิญญาพาบรรลุจริง _พีบอย แล็บ....ต่อให้ท่านโพธิรักษ์มรณะภาพไปอีกร้อยปี คำสอนของท่านพุทธทาส ก็ยังคงอยู่ แต่คำสอนของท่าน อีกร้อยปีก็ไม่มีใครจำได้ พ่อครูว่า…อาตมานี่อวดดีไม่ได้อวดเก่ง อาตมาเทียบนั้นเพราะอาตมาเป็นผู้เที่ยง ของท่านพุทธทาสคุณก็ศึกษาเอาเถอะ ส่วนของอาตมาก็มั่นใจว่าชัดเจนในตัวอาตมา อาตมาเองอธิบายได้ มากกว่าท่านพุทธทาส อธิบายได้ละเอียดกว่าท่านพุทธทาส อาตมาไม่ได้ตีทิ้งอภิธรรมด้วย เพราะท่านพุทธทาสไม่มีอภิธรรมเข้าใจพระอภิธรรมไม่ได้ เพราะว่าพระอภิธรรมเป็นสุดยอดธรรมะของพระพุทธเจ้า อธิบายจิตเจตสิกอย่างอาตมาท่านอธิบายไม่ได้ แล้วท่านก็เลยตีทิ้งเพราะท่านไม่รู้เรื่อง แค่นี้ก็หมายถึงว่าท่านพุทธทาสนั้นไม่ได้สามารถที่จะเป็นพระอาริยะขั้นที่เข้าถึงอรหันต์ อาจจะพอรู้ในความหมายของสัจธรรมศาสนาระดับหนึ่ง จะบอกว่ามีขั้นตอนก็มีขั้นตอน อาตมาไม่เปรียบเทียบ แต่จะบอกคนอื่น ว่าท่านพุทธทาสนั้นเป็นพระโสดาบันเท่านั้น เป็นผู้ที่ศรัทธาศาสนาพุทธดีและก็เป็นผู้ที่ชัดเจนในความไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเลยเถิด มีความชัดเจนแต่เลยเถิด ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เลยไม่ได้อะไร แต่ได้ที่ว่าศาสนาพุทธมีวิธีอย่างนี้มีอนัตตามีจิตว่าง มีความสุญญตาเข้าใจแต่เข้าไม่ถึงสภาวะจริง ไม่รู้รายละเอียดในเวทนาในเวทนาไม่รู้ในเวทนา 108 ทำจิตในจิตทำเวทนาในเวทนา โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 ทำไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเมื่อท่านตีทิ้งสิ่งที่เป็นยอดหัวใจศาสนาพุทธ แล้วท่านจะเอาความเป็นพุทธไว้ตรงไหน ท่านก็ได้แต่พื้นฐานที่ศรัทธาศาสนาพุทธ แต่สักกายะทิฐิท่านพุทธทาสก็ยังไม่รู้ กาย คืออะไร ธรรมกายท่านพุทธทาสเข้าใจถูกหรือยัง กาย แปลว่า จิต มโน วิญญาณ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 คำว่ากาย อาตมาแยกให้รู้มูลกรรมฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มีทั้งส่วนเปลือกที่ไม่ใช่กาย แล้วส่วนไหนเป็นจิต ส่วนไหนเป็นอุตุ เล็บ ส่วนที่หลุดออกไปจากร่างแล้ว ผมหลุดออกไปจากร่างแล้ว แน่นอนมันก็ไม่ใช่กายใครก็รู้ แต่ส่วนเล็บที่ติดกับตัวเราแล้วก็ไม่รู้สึกเจ็บ ฟันที่เป็นภายนอกก็ไม่เจ็บ ที่ไม่เจ็บก็ยังมีส่วนที่มีชีวะอยู่ได้ แต่ไม่เจ็บ แต่มีชีวะขั้นพีชะ พีชะ ไม่มีเวทนาไม่มีความเจ็บปวด จึงต้องศึกษาว่าส่วนเหล่านี้ ตัดออกไปแล้วว่าไม่ใช่กาย แต่กายต้องมีจิตร่วมด้วย เป็นสามระดับง่ายๆ หากพิจารณากายในกายไม่ถูกก็ไม่เข้าใจเวทนาในเวทนาเพียงพอ จนสมบูรณ์แบบ เวทนา 108 จิตในจิตซึ่งแยกเป็น มโนปวิจาร เพื่อแยกและทำให้ได้ผลในเจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)
แล้วก็ทำให้ทรงไว้เป็นธรรมะ หากแยกแยะ กาย เวทนา จิต ธรรม จะไปสามารถปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เข้าใจไม่ได้ก็จะปฏิบัติไม่ถูกไปตลอด เข้าใจแล้วจึงปฏิบัติถูกต้องไปตลอด เป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจศึกษา อาตมาขออภัยที่ต้องวิจารณ์แม้แต่ท่านพุทธทาส หรือใครก็แล้วแต่ อาตมาพูดลดเลี้ยวไม่เป็นพูดอย่างประนีประนอมไม่เป็น อาตมาเป็นนักขวานผ่าซาก ก็เลยยากแต่ก็ต้องทำ คัดเลือกเอาคนที่เห็นว่าคนนี้เป็นคนแท้มั่นใจพูดสัจจะ ไม่เสียเวลาเลียบเคียง พูดเปรี้ยงๆเลย แค่นี้ก็เมื่อยแล้ว
_สม.กล้าข้ามฝัน สม.รินฟ้า ส.ฟ้าไท ส.แสนดิน
มาต่อที่มาจนอย่างนี้แหละ มันยากมาก คำว่าจนกับคำว่าร่ำรวยนี่แหละคือคำว่าสุขคำว่าทุกข์นี่แหละ ที่เป็นอริยสัจที่จะต้องเรียนรู้ ไทยโพสต์วันที่ 28 คอลัมน์ สถานการณ์โลก โดยชาญชัย คุ้มปัญญา เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมหรือความร่ำรวยของไม่กี่คน 27 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นประจำทุกปีองค์การอ็อกซ์แฟม (Oxfam International) จะนำเสนอรายงานความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจคู่ขนานกับการประชุมผู้นำเศรษฐกิจของโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ รายงานฉบับล่าสุดตั้งชื่อว่า ‘Public good or private wealth?’ ความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพราะปัญหานี้ร้ายแรงขึ้นทุกวัน ทำให้คนในสังคมแตกแยก ทางออกคือต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่เกื้อการุณย์ต่อมวลมนุษย์ด้วยกัน (Human Economy) ข้อมูลจากธนาคารโลกล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประชากรโลก 3,400 ล้านคน อยู่ด้วยเงินต่ำกว่า 5.5 ดอลลาร์ต่อวัน (ราว 176 บาท) ผลลัพธ์คือทุกวันนี้เด็ก 262 ล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ละวันมีผู้เสียชีวิตราว 10,000 คน เพราะไม่ได้รับการรักษาพยาบาล เอื้อให้เกิดรัฐบาลอำนาจนิยม บั่นทอนประชาธิปไตย บั่นทอนสิทธิมนุษยชน สถิติอาชญากรรมสูงขึ้น คนเครียดและป่วยทางจิตมากขึ้น
ผู้หญิงมักเป็นกลุ่มที่เหลื่อมล้ำมากที่สุด แม้กระทั่งในหมู่ประเทศยากจน ผู้หญิงมักเป็นคนที่ยากจนสุดๆ เหลื่อมล้ำมากสุด เหตุผลง่ายๆ เพราะผู้ชายเป็นผู้ปกครองและเขียนกติกาที่ให้ตัวเองได้ประโยชน์ สตรีเพศจึงมักถูกทอดทิ้ง ได้รับการเหลียวแลเป็นคนท้ายๆ การปรับลดบริการสาธารณะ ลดภาษีเศรษฐี ผู้หญิงจะได้รับผลกระทบก่อนและเสียหายมากกว่าทุกคน ข้อมูลระดับโลกพบว่า หญิงมีรายได้ต่ำกว่าชายร้อยละ 23 (ในงานเดียวกัน) ชายมีทรัพย์สมบัติมากกว่าหญิงถึงร้อยละ 50 ประเด็นน่าคิดคือ หญิงต้องทำงานบ้านเลี้ยงดูบุตรหลาน ดูแลคนชรา โดยไม่ได้รับค่าแรง ขาดการเหลียวแลจากรัฐ ถ้าสตรีได้รับการดูแลจากรัฐดีกว่านี้จะลดการละเมิดทางเพศ ลดการกดขี่ทางเพศได้มากมาย ความจริงอีกข้อคือ เด็กเก่งเด็กฉลาดมีอยู่ทุกที่ทั่วโลก แต่ไม่ใช่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างสมควร ขาดโอกาสเรียนต่อ ผลคือความสามารถของเด็กไม่ได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นไป เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าในหลายประเทศลูกคนรวยเท่านั้นที่ได้โอกาสทางการศึกษาสูงสุด เด็กหญิงในประเทศเคนยา 1 ใน 250 คนเท่านั้นที่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยม ส่วนสุขภาพคือ สิ่งที่ต้องซื้อด้วยเงิน คนจ่ายได้มากกว่าจะได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีกว่า คนยากจนจึงมักมีอายุสั้น เด็กในครอบครัวเนปาลที่ยากจนเสียชีวิตมากกว่าลูกคนรวยถึง 3 เท่า นี่คือสภาพความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำของสังคมที่เกิดขึ้นและพบเห็นดาษดื่น Universal public services: การเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง (Universal public services – เช่น เรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ไฟฟ้า น้ำประปา) เป็นรากฐานของสังคมเสรีและยุติธรรม (free and fair society) เพียงแค่รัฐบาลดูแลเอาใจใส่ให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการสาธารณะ มีมาตรการช่วยเหลือทางสังคมอย่างทั่วถึงจะช่วยเพิ่มความเท่าเทียมได้ทันที ได้ประชากรที่มีการศึกษา สุขภาพดีตั้งแต่เด็ก สังคมมีเสรีภาพจริง ไม่มีใครถูกบีบคั้นให้ทำผิดกฎหมายเพราะว่า “จน” (พ่อครูว่า...การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แบบคนจนนี้ อาตมาภูมิใจที่นำเอาธรรมะพุทธเจ้ามาให้เราศึกษาได้สำเร็จ สบายอยู่ในหมู่กลุ่มชุมชนของเรา ช่วยเศรษฐกิจได้มาก ทั้งที่พวกเรานั้นจนไม่ได้ไปตะกละแย่งความรวยกับเขา พวกผู้บริหารประเทศมองไม่ออกหรอกถ้ามองออกก็จะเอาไปเป็นโมเดลอธิบายและให้คนได้ศึกษา เพราะมันมีสังคมจริงพฤติกรรมจริงการเป็นอยู่จริงเลี้ยงชีวิตจริง มาสัมผัสมาศึกษามันได้กว่ามานั่งท่องอ่านกันอยู่ หัวผุหัวพัง มันได้เร็วได้จริงกว่าลึกซึ้งกว่า ที่พูดนี้ไม่ได้เรียกร้อง แต่เขายังไม่เข้าใจในจุดสำคัญตรงนี้) การใช้งบประมาณเพื่อการนี้ย่อมดีกว่าใช้งบประมาณแก้ปัญหาอันเนื่องจากสังคมไร้เสถียรภาพ เมื่อคนมีงานทำย่อมไม่คิดปล้นใครกิน ทุกคนใช้ชีวิตเป็นสุขตามสมควร เปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้ากว่าเดิม (พ่อครูว่า...ถ้ามาจนกันมาก gap ระยะห่างระหว่างความจนคนรวยจะน้อยลงเรื่อย ส่วนจะให้คนไปรวยนั้น Gap ระยะห่างระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นจะยิ่งมากขึ้นไม่มีวันจบ ถ้าให้คนเข้าใจว่าต้องมาจน Gap ช่องว่างจะลดลงเรื่อยๆ หากมาศูนย์ด้วยกันเหมือนกันนี้ก็จะไม่มีช่องว่างเลย ความร่ำรวยกับความจนนั้นไม่ได้เป็นเหตุแท้ของความสุขความทุกข์เลย คุณว่าคุณทักษิณเป็นสุขไหม มีทุกข์ไหม...ทุกข์ เขามีเงินมากไปไหนก็จ่ายได้ สบายมาก แต่เขาทุกข์หรือสุข...คุณไปหยั่งรู้ได้อย่างไร เขา pretender เสแสร้ง อกไหม้ไส้ขม … ไม่ใช่สิริมหามายาแต่นี่นรกมหามายา เป็นยอดอวิชชามากมาย ไม่ใช่สิริมหา มันคนละเรื่องกัน) รายงานจากอ็อกซ์แฟมชี้ว่าแทบทุกประเทศมีนโยบายลดความเหลื่อตมล้ำ แก้ปัญหาความยากจน แต่หากจะแก้อย่างจริงจังและได้ผลควรกำหนดเป้าหมาย แผนระยะต่างๆ และแผนปฏิบัติงาน (action plan) ที่ชัดเจน และให้สอดคล้องกับ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน“ (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ พร้อมกับแนวทางต่อไปนี้ ประการแรก ใช้นโยบายดูแลสุขภาพฟรี ทุกคนได้รับการศึกษาและบริการสาธารณะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เลิกนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชน ให้เงินบำนาญ เบี้ยดูแลเด็ก ช่วยเหลือปกป้องทางสังคมแก่ทุกคนโดยไม่แบ่งแยกหญิงชาย ประการที่ 2 หญิงที่ทำงานบ้านเลี้ยงดูบุตรหลานดูแลคนชราถือว่าเป็นการทำงานประเภทหนึ่ง รัฐบาลต้องดูแลหญิงเหล่านี้ดั่งคนทำงาน สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างน้ำประปา ไฟฟ้า การดูแลเด็กได้โดยง่าย เพื่อไม่ต้องเสียเวลากับงานเหล่านี้ (เช่น ต้องเดินไปหาบน้ำไกลหลายกิโลเมตร เสียเวลาหลายชั่วโมง) ประการที่ 3 เลิกลดภาษีแก่เศรษฐีและกิจการเอกชนขนาดใหญ่ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายประเทศมุ่งปรับลดภาษีคนมั่งคั่งร่ำรวยกับกิจการเอกชนขนาดใหญ่ เป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้มีฐานะดีเสียภาษีต่ำกว่าที่ควร เหล่านี้เป็นแนวทางที่ทุกรัฐบาลปฏิบัติตามได้ และเป็นวิธีลดความเหลื่อมล้ำที่ได้ผลจริง
อภิมหาเศรษฐีพันล้านช่วยได้ : นับจากวิกฤติการเงินเมื่อปี 2008 จำนวนมหาเศรษฐีพันล้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว ปีที่แล้วเพียงปีเดียวพวกมหาเศรษฐีพันล้านสร้างความมั่งคั่งเพิ่มถึง 900,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่ความมั่งคั่งของกลุ่ม ( พ่อครูว่า..พวกเรานี้เลิกเรื่องรวยเรื่องจนเรื่องสุขเรื่องทุกข์ได้เลย ยอดความทุกความเลวร้ายที่สุดในโลกคือความสุขความทุกข์หรือความรวยความจน นี่แหละคือปัญหาหลักใหญ่ของมนุษยชาติที่โง่ต่อไป โง่ต่อความรวยความจนโง่ต่อความสุขความทุกข์ ที่ไปขึ้นอยู่กับความรวยความจน พุทธศาสนานั้นความรวยความจนเรื่องที่ของมาจนกันอย่างเสมอภาค จะลดช่องว่างยิ่งสูงเท่ากันหมดก็ยิ่งหมดช่องว่าง แล้วก็รู้ด้วยว่าจนก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์สบาย ความสุขความทุกข์หมด ไม่ต้องไปแย่งความรวยความจนอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องไปมีรวยอะไรอีกสบาย นี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ หมดปัญหาความสุขความทุกข์ความมีโทษภัยอะไรต่อสังคมอีกไม่มี นักเศรษฐศาสตร์จะฟังอาตมาบ้างไหมนี่ ในหลวงเราเป็นโพธิสัตว์มาบริหารให้คนเป็นคนจน เอาแบบคนจน เขาฟังไม่เข้าใจ ช่างน่าสงสารประเทศ ในหลวงท่านก็ไม่จู้จี้จุกจิก แต่โพธิรักษ์ที่กัดไม่ปล่อย ได้ทีละห้าหกคนก็เอา แต่จะพยายามไม่ตายง่ายๆดูสิว่าอาตมานอนแบ่บๆแล้ว จะพูดได้อย่างนี้ไหม พูดฉอดๆๆได้อย่างนี้ไหม) คนยากจนที่สุด 3,800 ล้านคน ลดลงร้อยละ 11 เห็นชัดว่าคนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง นอกจากนี้ ความมั่งคั่งกระจุกตัวกว่าเดิม อภิมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุด 26 คนของโลกมีทรัพย์สินเงินทองเท่ากับครึ่งหนึ่งของประชากรโลกหรือ 3,800 ล้านคน (นับจากคนยากจนที่สุดขึ้นมา) จากปีก่อนที่จะต้องรวม 43 อภิมหาเศรษฐีจึงจะเทียบเท่า ถ้าอภิมหาเศรษฐีพันล้านยอมเสียภาษีเพิ่มอีกนิดเพียงร้อยละ 0.5 จากทรัพย์สินของพวกเขา เด็ก 262 ล้านคนจะได้ไปโรงเรียน ผู้ป่วย 10,000 คนในแต่ละวันจะไม่เสียชีวิตเพราะได้รับการรักษาพยาบาล (หรือราว 3.6 ล้านคนต่อปี) ปัญหานั้นมีอยู่และบรรเทาได้ถ้ายอมเสียสละ ลดความเห็นแก่ตัว อภิมหาเศรษฐีจ่าย ภาษีมากกว่าเดิม เก็บภาษีผู้รับมรดก (Inheritance Tax) ภาษีทรัพย์สิน (Wealth Tax) เพียงเท่านี้รัฐจะมีงบประมาณสำหรับการบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง และมีเหลือสำหรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และหากสามารถแก้การทุจริตคอร์รัปชัน การเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่างๆ รัฐจะมีงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศในทุกด้าน จะมีนักการเมือง พรรคการเมือง หรือผู้ปกครองคนใดที่จะดำเนินนโยบายลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างจริงจัง นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองมีเรื่องนี้หรือไม่ (พ่อครูว่า...อาตมาทำได้แล้วนะไม่ได้หาเสียง ปกครองชาวอโศกให้ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนได้แล้ว) ไม่มีประโยชน์ที่ดีแต่พูด แต่ไม่ทำจริง : (พ่อครูว่า...ใช่ แต่เราเอง พูดอย่างไรทำอย่างนั้นทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที)
ทุกวันนี้มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนอยู่ภายใต้รัฐใดรัฐหนึ่ง ไม่มีใครสามารถอยู่แยกโดดเดี่ยว รัฐหรือรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยจากอันตรายทั้งภายในและนอกประเทศ รักษาความยุติธรรมในสังคม ให้ความช่วยเหลือพลเมืองผู้ยากไร้ เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีรัฐหรืออยู่ใต้อำนาจรัฐบาลต่อไป พลเมืองทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือและเอาใจช่วยหากรัฐบาลทำหน้าที่เพื่อสังคมส่วนรวม องค์การอ็อกซ์แฟมรายงานว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาแทบทุกรัฐบาลมีนโยบายแก้ไขความยากจน (พ่อครูว่า...การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลคือทำให้คนมาจน อย่าไปแก้ไขปัญหาโดยการทำให้คนไปรวย มันเป็นไปไม่ได้ แต่ให้เขาเข้าใจความจนและเป็นคนจนที่ขยันหมั่นเพียรคนจนมหัศจรรย์คนจนที่ขยันสร้างสรรเสียสละ เขาเรียนมาหมดแหละ แต่เขาทำไมไม่จัดการบริหารตามที่เขาเรียนมา อาตมาก็งง ในทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์ที่เขาเรียนมาไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เขาไม่จริงจังเพราะเขาเกรงใจตัวเอง ตัวเองเป็นไม่ได้ก็เลยพูดอย่างเกรงใจตัวเอง พูดไปแล้วกลัวจะทำไม่ได้ ก็เลยเขียนไว้อย่างหลวม แต่ว่าอาตมาไม่เอาอย่างหลวม ) ทำให้จำนวนคนยากจนลดน้อยลง แต่ปัญหายังคงอยู่และมีปัญหาใหม่ และเช่นเดิมที่แทบทุกรัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำแต่ยังทำน้อยเกินไป แก้ปัญหาช้าเกินไป เหตุเพราะผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองไม่ได้ให้น้ำหนักมากเพียงพอ เกิดคำถามว่ารัฐบาลกำลังบริหารประเทศ “เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมหรือความร่ำรวยของไม่กี่คน” รัฐบาลจะยอมรับหรือไม่ ยอมรับมากน้อยเพียงไร ความเหลื่อมล้ำความไม่เท่าเทียมกำลังก่อตัวเป็นปัญหาหนักขึ้นทุกวัน เราเห็นการประท้วงในหลายประเทศ แม้ในประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว กรณีร้ายแรงสุดคือเกิดขั้วต่อต้านรัฐบาลแบบสุดโต่ง นำสู่ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ อาจกลายเป็นชนวนสงครามกลางเมือง คนชาติเดียวกันเข่นฆ่ากันเองด้วยอาวุธสงคราม ต่างชาติเข้าแทรก เมื่อถึงเวลานั้นประเทศยากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นรัฐล้มเหลว ประชาชนนับแสนเสียชีวิต นับล้านต้องอพยพลี้ภัยกลายเป็นผู้ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร บ้านเมืองกลายเป็นซากปรักหักพัง เหตุเพราะผู้มีอำนาจปกครองในปัจจุบันไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับปัญหา ไม่คิดหรือไม่กล้าลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง.
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน บริหารแบบคนจนเ