620118_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้เทวะคือธรรมะ 2 ให้ถึงอนัตตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข1 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

620118_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้เทวะคือธรรมะ 2 ให้ถึงอนัตตา อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1plPQCAaJBoOv1BJGvf3LN-VDn-7Wsf564CnnTwjPgGs/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1xUAP-GJTCUvO3aLrlpzYYzuo6BxcJPFi

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้มีค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “ขยันรับใช้ มีแต่ให้ ไม่มีอคติ” ครั้งที่ ๓๖ ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ ๑๘ - อาทิตย์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๒ รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา ๐๘๗-๔๔๓๗๘๖๕

วันนี้ก็มีผู้เสียชีวิตรายหนึ่งที่บ้านราชฯ ชื่อโยม จันทร์เพ็ญ เป็นญาติธรรม ปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี 2517 เป็นแม่ของคุณแหม่ม ไอดิน จะเผาวันอาทิตย์เวลา 14:00 น หัวใจของประชาธิปไตยที่พ่อครูกล่าวไว้มี 1. มีอิสระเสรีภาพ 2.ไม่มีตัวตน 3. มีปัญญา และต้องเป็นผู้ขยันรับใช้ มีแต่ให้ ไม่มีอคติ

พ่อครูว่า...คุณใบฟ้าก็เป็น FC ที่เหนียวแน่นตลอด พ่อครูเป็นเหมือนจอมทัพของกองทัพธรรม ลูกๆเป็นเหมือนทหารกล้า กองทัพจะทรงพลังที่สุดได้อย่างไรหากขาดจอมทัพผู้นำโลกุตระ ที่สูงเยี่ยมสุดยอดไร้ผู้ใดเปรียบ ณ กาละนี้ ดังนั้น จึงขอกราบอาราธนาให้พ่อครูได้โปรดอนุรักษ์ ดำริที่มุ่งมั่นในการขยายอายุขัย ตราบถึง 151 ปีดังเดิมเถิดค่ะ มวลมหาอวิชชายังรายล้อมลูกๆเหลือคณานับ เฉกเช่นขนโคกับเขาโค การขยายอุดมการณ์อโศกเพื่อมนุษยชาติให้เป็นรูปธรรมอย่างสมบูรณ์ รับพลังแห่งพุทธธรรมที่จะส่งผลต่ออายุพระพุทธศาสนาอีก 2000 ปีนั้น ต้องการจอมทัพผู้นำพาอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า...ขอใ

อ่านต่อ

ห้อาตมากัดฟันอยู่ไป กระเสือกกระสนถูลู่ถูกังไป ก็จะมีเด็กที่มีเชื้อสาย ยังรอหนุ่มสาวที่มีเชื้อสาย แต่เขาก็อยู่ข้างนอก เขาว่าไม่ทิ้งหรอกแต่ก็ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ได้แต่ร้องเพลงรอ เอาละ ก็ไม่เป็นไร จนกว่าจะมาก็มากัน ถ้าเผื่อว่า ราชธานีอโศกมีคนถึง 2000 เมื่อไหร่ นี่พันหนึ่งยังไม่ถึงนะ มันน่าจะได้เป็นตำบลบุญนิยม ซึ่งจะมีหมู่บ้านสัก 10 หมู่บ้าน ก็มีคนฟอร์มๆกันอยู่ พยายามก่อหวอดกันมาก็เป็นไปตามธรรม

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ทัศนคติ กับ สัมมาทิฏฐิ _จากปุญญา ธัมมา... ทัศนคติ กับ สัมมาทิฏฐิ ต่างกัน หรือ เหมือนกันคะ พ่อครูว่า..ทัศนคติ คือความคิดความเป็นธรรมดา เป็นความคิดองค์รวมหรือเป็น จิต อคติมโนคติ เป็น Concept ธรรมดา แต่สัมมาทิฏฐินั้น ภาษาอังกฤษยังไม่มี ยังไม่รู้เรื่องสัมมา ทิฏฐิคือความคิดความเห็น ลักษณะทฤษฎี ที่จริงก็มาจากภาษาสันสกฤตว่าทฤษฎี ถ้าเป็นภาษาบาลีก็บอกว่าเป็นทิฏฐิ หรือ theory มีหลักเกณฑ์หลักการไปตามนั้น โลกๆเขาก็มีทิฏฐิทฤษฎี แต่ที่เป็นสมานั้นเป็นของเฉพาะพระพุทธเจ้า ท่านก็มีนิยาม ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จะมีความรู้ 10 หลัก สัมมาทิฏฐิ 10 จะเป็นตัวตัดสิน ว่าถ้าใครมีความรู้ชัดเจนในทิฐิทั้ง 10 นี้ เอามาใช้ได้อธิบายได้ขยายความได้ พาประชาชนปฏิบัติมีคุณสมบัติคุณธรรม มีคุณลักษณะตรงตามทิฐิ 10 นี้ได้ ผู้นั้นคือสยังอภิญญา มีความรู้พิเศษในระดับที่มีของตนเอง ข้ามภพชาติมา ไม่มีครูบาอาจารย์ก็ได้ จะมีครูบาอาจารย์ก็ได้ มีของตนเองเป็นปัจจัตตังจนถึงขั้นเป็นสยังอภิญญา แล้วเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะและเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นคุณธรรมคุณสมบัติที่สูงส่งไปตามลำดับ ทัศนคตินั้นยังอยู่ในกรอบของโลกียธรรม ส่วนสัมมาทิฏฐินั้นเป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่ใช่ความรู้ทั่วไป ติดตามไปแล้วจะเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ 10 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) รู้จักการทาน คนที่ทำทานแล้วมีผล การทำทานนั้นผลเป็นคุณเป็นโทษผลดีผลชั่วก็ได้ สำคัญก็คือมีผลเป็นโลกุตระ ไม่ใช่ผลแต่แค่โลกียะ อย่างนี้เป็นต้น การทำทานแล้วมีผลเป็นโลกุตระ คือทำทานแล้วสามารถมนสิการเป็น ทำใจในใจของตนเองให้ไม่มีภพชาติ ให้ก็คือให้ไม่ใช่จะเอา ไม่ใช่ต้องการอะไรขึ้นมา ทำใจได้ว่าใจของเราไม่มีสาเปกโข ไม่มีความหวังจะได้อะไรตอบแทน ต้องรู้อาการจิตของตัวเองที่จะไม่มีเส้นโค้งอะไรให้กับตัวเอง ไม่มีความต้องการไม่มีความปรารถนามาให้ตัวเลย นั่นคือการทำทานที่ให้อย่างเป็นโลกุตระเต็มที่มีผล ถ้ายังโค้งนิดหน่อย ไม่กี่องศาแต่ไกลมากกว่าจะกลับมามันก็อาจจะดีอยู่บ้าง แต่เป็นโลกียะอยู่ ถ้าเป็นโลกุตระนั้นต้องไม่โค้ง นอกจากไม่โค้งแล้วต้องตรงอย่างถาวร ตรงอย่างไม่มีที่จะสะดุดไปโค้งที่ใดเลย กระทบกระแทกกับโลกียะข้างหน้าก็ไม่โค้ง นั่นคือโลกุตระที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือการโยนิโสมนสิการ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) คือวิธีปฏิบัติจะต้องเป็นสัมมา ต้องอ่านจิต อ่านอาการจิตแล้วลดกิเลสได้ ถึงจะเป็นผู้ที่มี อัตถิ ยิฏฐัง 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) คือผลของการปฏิบัติทาน ศีล ทานภาวนา ศีลภาวนา เกิดผลเป็นโลกุตระ ยังบกพร่องเท่าใดก็แล้วแต่ แต่ต้องเป็นผลโลกุตระที่แท้ หุตัง สามอย่างนี้คือบุญกิริยาวัตถุ 10 สามข้อแรก คือของพระพุทธเจ้าแท้ ผู้ที่ปฏิบัติได้ก็จะเกิดข้อที่ 4 4. ผ ลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วมีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) กรรมเป็นของของตน ตนเองต้องเป็นทายาทของกรรม แต่ละชาตินั้นกรรมพาเกิดพาเป็นทั้งนั้น กรรมสะสมเป็นตระกูลเป็นเผ่าพันธุ์ของตนเอง กรรมจึงเป็นทั้งสงคราม เป็นทั้งที่พึ่งอาศัยของเรา มีสรณะ และสุดท้ายไม่ต้องทำสงครามแล้ว อรณะ เอาชนะตลอดกาล ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปแล้วจะทำสงครามชนะตลอดกาล อาจจะพลาดพลั้งแต่ก็ยังรบต่อจนชนะ ถ้ายิ่งเก่งเป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นเป็นอรหันต์สูงขึ้น ก็ยิ่งรบชนะไปเรื่อยๆ ไม่มีแพ้ ดูเหมือนจะแพ้ แต่ที่สุดแห่งที่สุดคือชนะ ทุกอย่างไม่ได้เกิดจากGod แต่เกิดจากกรรมที่พาเป็นไปทั้งนั้น 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ แปลว่าโลกนี้ คือโลกโลกียะ โลกเก่าๆที่มนุษย์สัตว์โลกวนเวียน 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ คือโลกอื่นจากโลกโลกียะ แยกโลกนี้โลกหน้าได้ แยกโลกโลกียะโลกุตระได้ อธิบายได้ และพาปฏิบัติได้ โลกโลกุตระต้องรู้จักกิเลส ลดกิเลสได้ รู้จักเวทนาในเวทนา โดยเฉพาะเวทนา 108 มโนปวิจาร 18 แยกตามเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา ที่เป็นตัวหลักของเวทนา 108 ถ้าผู้ใดแยกไม่ได้จับสภาวะของเคหสิตเวทนาไม่ได้ แล้วทำเนกขัมสิตเวทนาไม่ได้ คนนั้นก็ยังไม่ใช่โลกุตระ ยังไม่มีทางปฏิบัติให้เป็นจิตที่เป็นคนโลกใหม่ ผู้ใดที่ทำจิตให้เป็นคนโลกใหม่ได้จึงจะเป็นโลกุตระบุคคล ก็จะรู้จักอยังโลโก ปโรโลโก และอธิบายได้ จะต้องรู้จักสัตว์ทางจิตวิญญาณ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) ไม่ใช่สัตว์ที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา จะเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ที่เกิดจากการมีสภาวะของพ่อและแม่ เกิดจากการกระทำของกรรมตัวบุคคลแต่ละบุคคลทำกรรมของตนเอง มีแต่ผู้ที่รู้สอนบอกปฏิบัติเองก็จะเกิดเป็นโลกใหม่ โลกุตรธรรม ได้ สัตว์โอปปาติกะ ก็จะมีผู้ช่วยให้เกิดหมายถึงพ่อและแม่ ไม่ได้หมายถึงพ่อแม่ทางร่างกายแต่เป็นพ่อแม่ทางธรรมะ ซึ่งเป็นสภาวะที่เรียกว่าอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ รวมกันทั้ง 2 อย่างทำให้เกิดจิตที่เป็นตัวเราพัฒนาขึ้น เช่นศีลกับปัญญา ช่วยกันเหมือนมือล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ช่วยกันเพื่อจะปั้นลูกขึ้นมา ทำให้ลูกเกิด ศีลข้อ 1 ศีลเป็นแม่ แล้วก็ปัญญารู้จักการปฏิบัติ ปฏิบัติศีลเป็นอย่างนี้ สัมผัสกับสัตว์แล้วต้องอ่านจิตของเรา จิตของเรามีเมตตาจะไปฆ่าหรือไม่ เราก็ทำลายกิเลส ที่เป็นอกุศลจิต ทำได้ทำได้ก็คือปัญญาที่รู้จริงและก็ทำให้กิเลสตาย จึงเรียกว่าปัญญาเป็นตัวทำลายกิเลส ปัญญาอันยิ่ง เป็นพลังงานร่วมกับปุญญะ เป็นเทวะ ทำให้กิเลสตายหรือลดจางคลายลงเรื่อยๆส่วนแห่งบุญจนดับสนิทได้ พยัญชนะที่พูดเป็นภาษา ผู้ที่ปฏิบัติได้สภาวธรรมตรงกับภาษานี้ได้ ก็จะได้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ คุณจะรู้ของคุณเอง คุณรู้ผิดก็ผิดนะ คุณรู้ถูกก็เป็นของคุณไม่มีใครกำหนดได้เลย คุณเป็นผู้พิพากษาเอง พิพากษาผิดเพี้ยนก็เป็นเอง พิพากษาถูกต้องก็ถูกตรงเป็นสัจจะที่มันลึกซึ้งไม่มีใครช่วยใคร ตนเองพึ่งตัวเองช่วยตัวเองจนตนเองต้องชัดจริงได้ของตนเองจริงเลย มันลึกซึ้งเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ เพราะฉะนั้นก็จะรู้ว่า อื่นๆที่เป็นแม่เป็นพ่ออีกมีเยอะ อะไรเป็นเชิงของอิตถีภาวะก็คือแม่ ปุริสภาวะก็คือพ่อ ให้เกิดโลกุตระจิต บรรลุไปเรื่อยๆ เป็นพระโสดาบัน สกิทาฯ อนาคาฯ ท่านถึงเรียกว่าจิตที่จะเป็นโอปปาติกะจิตแท้จริงก็คืออนาคามีเป็นต้นไป นอกนั้น ต่ำกว่านั้นก็ยังจะพ่ายแพ้ต่อโลกเป็นโลกียะรส ยังแลบเลียรสโลกีย์ อนาคามีก็ไม่แลบเลียรสโลกีย์ภายนอก จะมีภายในก็อ่อนแรงโลกีย์แล้ว ออกมาข้างนอกไม่ได้ คนนี้ก็จะเหมาะสมไปทำงานบริหารประเทศเพราะคนนี้ไม่เห็นแก่ตัว ทำงานโดยเห็นแก่ผู้อื่นแม้จะเป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์ส่วนตัว ผู้ที่สามารถรู้จริงเป็นจริงในสภาวะทั้ง 9 นี้ผู้นั้นก็จะเป็น สมณพราหมณ์ในข้อที่ 10 10.สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)

อาตมาเองประกาศตนเป็นคนในข้อที่10 เป็นสยังอภิญญา ไม่ได้เอาความรู้นี้มาจากอาจารย์คนใดในชาตินี้ ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องอะไร มีความรู้ของตัวเองมาแต่ชาติปางก่อนสะสมมา ใครเชื่อก็แล้วแต่ใครไม่เชื่อก็แล้วแต่ คนเชื่อก็ได้ประโยชน์คนไม่เชื่อก็เสียประโยชน์ไปไม่มีปัญหาเราก็ทำงาน อยากให้คนมาสมัครใจมีฉันทะมีความยินดีเอง พอใจเองมาเอา

สื่อธรรมะพ่อครู(ไตรลักษณ์) ตอน รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระพุทธเจ้าสอนไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พยัญชนะก็รู้กันทั้งนั้น แต่สภาวะล่ะ สภาวะที่เป็นวัตถุมันไม่เที่ยงมันไม่คงที่มันเปลี่ยนแปลงไป ก็เห็นได้ง่าย บางอันก็อยู่นานกว่าจะละลาย เราตายไปแล้วมันก็ยังอยู่ อยู่เป็นพันปีหมื่นปี วัตถุบางอย่าง เราตายหลายรอบแล้วมันก็ยังไม่ละลายหายไปก็ได้ แต่ที่บอกว่าจะต้องอ่านให้เห็นความไม่เที่ยงจริงก็คือในจิตเรา จิตเราไม่เที่ยง เหลาะแหละ เดี๋ยวก็ไปเสพโลกีย์เดี๋ยวก็ตลบตะแลงเป็นโลกุตระ แต่คนที่ไม่รู้โลกุตระเลยก็ไม่เข้ามาหาทางโลกุตระ แต่คนที่ไปเสพโลกียะไม่เข้าฐานโลกุตระก็จะวนอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะมีปัญญามีธาตุรู้ ที่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างโลกียะกับโลกุตระ มันสวนกระแสกัน คนนี้จะไปเอารวยคนนี้จะมาจน คนนี้อร่อยด้วยรูปอย่างนี้ คนนี้ไม่เอาแล้วรสอะไรมันติดยึด ก็ลดลง เสียงอย่างนี้กลิ่นอย่างนี้รสอย่างนี้อะไรอย่างนี้ คนได้ติดในลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข ก็จะมีความรู้เรียกว่าปัญญาว่าเราติดในโลกีย์ แล้วเราก็ทำออก เรียกว่าเนกขัมมะ แล้วเราก็หลุดออกมาได้จริง จนกระทั่งมีกาละเวลาตกผลึก จนกระทั่งชัดเจนแล้วเราก็ไม่เอา เราก็เห็นใจโลกเขาอย่างไม่ได้ข่มเบ่ง ไม่ได้ไปซ้ำเติมอะไรเขาหรอก แต่ก็บอกให้รู้ว่ามันยังต่ำมันยังไม่เจริญนะมันยังจะทุกข์ร้อน ก็มีวิธีการพูดสิ่งที่ต้องกดก็กดข่มก็ข่ม นิคคัณหะ แต่ไม่กดไม่ข่มคืออะไรมันยาก แต่ผู้สามารถรู้กายวิญญัติ วจีวิญญัติหรือมโน อาการเคลื่อนไหวของนัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็จะอ่านออกว่า อาการเคลื่อนไหวอย่างนี้มันเป็นโลกียะอยู่ อาการเคลื่อนไหวอย่างนี้มันเป็นโลกุตระอยู่ก็จะอ่านที่ใจของเรา อาการมันจะกลับกันเลย ดูเหมือนแรง เหมือนโกรธมีแรง แต่ใจไม่มีเลยมีแต่สงสาร อย่างนี้คนอ่านไม่ได้ มันเป็นสภาวะสิริมหามายา อ่านอาการ ตามด้วยอาการอย่างกาลามสูตร แล้วมาตีความว่าเราเป็นอย่างนั้น คนนั้นก็น่าสงสาร คนนั้นยึดถือตามอาการ บอกว่าอาการอย่างนั้นคืออาการโกรธ อาการเป็นโลกียะอยู่ เขาก็ตีความตามอาการ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนว่าอย่าไปยึดติดตามอาการ โดยเฉพาะอาการภายนอก คุณไปหยั่งรู้อาการภายในจิตของเขาได้อย่างไร ซึ่งยากมาก ยิ่งเป็นคนที่สามารถ เห็นอาการความไม่เที่ยง อาการเหล่านี้ถ้าไปติดยึดอยู่เห็นมันเที่ยง มันก็จะมีทุกข์มีสุข เป็นเทวะ ปีนี้อาตมาเพิ่งตีแตกเรื่องเทวะ บวชมาทำงานศาสนาตั้งแต่ 13 นี่มัน 62 แล้วนะ 49 ปีแล้ว มันไม่ใช่น้อยๆ กว่าจะเอาเทวะธรรมะ 2 มาขยายความก็ต้องทำงานมา 49 ปี ผ่านมากว่า 4 นักษัตรแล้ว ใคร จะหาว่าอาตมาหลงใหลคลั่งไคล้ ในศาสนาพุทธก็แล้วแต่ อาตมาว่าศาสนาพุทธยังสูงขึ้นกว่านี้ได้อีก ใครจะเห็นว่าอาตมาหลอกก็แล้วแต่ ใครจะเห็นว่าจริงก็แล้วแต่

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน เรียนรู้อัตตา 3 ต้องรู้อัตตา 3 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)

อาตมาเอาข้อเขียนในนสพ.เราคิดอะไรฉ.341 มา ฉบับ 340 ที่ผ่านมาเรากำลังสาธยายถึงตอนที่ว่า ผู้ทำ“อนัตตา”ได้แน่แท้ จึงคือผู้“สุดสูง”(อันติมะ,ultimate)เท่านี้เท่านั้นสำหรับ“จิตนิยาม” ที่มีความเป็นที่สุดแห่ง“มนุสโส”ในโลก “อนัตตา”จึงเป็น“จุดสำเร็จ”ของชีวิตแต่ละคน ในความเป็นคนผู้ที่ไปสู่“สูง”สู่“สุด”ได้ เรายกให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้“สุดสูง”ที่ทรงรู้-ทรงมี เพราะเป็นผู้ทรงค้นพบ“อนัตตา”

ผู้มีมิตรดีสหายดีจะเร็ว ทั้งผู้สูงผู้เท่าเราผู้ต่ำกว่าเรา ก็จะช่วยเราได้ในบางเหลี่ยม อย่าไปหลงว่าตนรู้หมดรู้รอบอย่างนั้นจะช้า บางทีเด็กไม่เดียงสาแสดงเราก็เลยเห็นความโค้งของเราเลย เด็กคนนี้สอนเรา เด็กมันซื่อสะอาด เราก็อ่านของตนเองออก เราแท้ๆยังโค้ง ยังสู้เด็กสะอาดกว่าเราไม่ได้เลย เขาไม่รู้มากแต่เขาซื่อตรง แต่ละคนได้จากเด็กไม่น้อย แล้วเด็กที่ซื่อตรงต่อสิ่งที่ดีจะเป็นครูของเรา เด็กมีความซื่อสัตย์มีความซื่อตรงจริงจังของเขาจะให้ประโยชน์แก่เราเยอะ “อนัตตา”จึงเป็นสภาวะเป้าหมายแท้ ผู้บรรลุธรรมสูงสุดก็คือ ผู้ทำ“อนัตตา”ให้เกิดในจิตตนสำเร็จ แล้วเห็นด้วย“ปัญญา” ผู้นี้ก็คือ ผู้บรรลุธรรม“สูงสุด” จบกิจ ผู้เข้าถึง“อนัตตา”แล้ว จะเรียกว่าเป็นผู้บรรลุธรรม บรรลุนิพพาน บรรลุวิมุติ บรรลุนิโรธ บรรลุสุญญตา บรรลุทุกสรรพสิ่ง บรรลุอรหัตตผล บรรลุเป็นอรหันต์ เป็นผู้พ้นทุกขอาริยสัจ ฯลฯ อะไรต่างๆก็ว่าไป ก็คือผู้จบกิจ พยัญชนะนั้น เรียนกันจบตำรา จบนักธรรม จบปริญญา กันมากมายเท่าไรก็ได้ คนนั้น ติดอยู่ที่พยัญชนะ หรือติดอยู่ที่ภาษา หรือติดอยู่ที่บัญญัติ กันมากเหลือเกิน ศึกษากันหัวผุหัวพัง จบปริญญาเอก จบเปรียญ 9 กันมาก แต่ไม่มีผลลึกลงไปถึง“สภาวะ”หรือไม่มีผลลึกลงไปถึง“เนื้อแท้ของสัจธรรม”นั้นๆกันสักเท่าไหร่ บางคนก็พูดจิตเจตสิกรูปนิพพาน แต่สภาวะจริงไม่มี รูป คำหลังนี้ละเอียดกว่าจิตเจตสิก คือรูปในจิตแล้ว แต่ว่าเพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น “สภาวะ” เช่น ที่พูดกันว่า รูปธรรม-นามธรรม ก็ดี จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ก็ดี ขันธ์ 5 (รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ) ก็ดี รูป 28 (มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24) ก็ดี นาม 5 (เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ) ก็ดี อีกมากมายนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีที่จะเรียนรู้ได้ครบทั้งหมด โดยวิธีเรียนและปฏิบัติสุดยอด เมื่อยังไม่ได้หมดก็ได้ไปตามลำดับ สำเร็จผลไปตามลำดับ พ้นทุกขสัจไปตามลำดับ หรือบรรลุอาริยบุคคลไปตามลำดับ นั่นคือ เรียนรู้ด้วย“ธรรมะ 2”ที่เรียกว่า เทฺว ธัมมา โดยทำ“เทฺว ธัมมา”ให้เป็น“เอกธัมม”ได้สำเร็จ ที่สุดทำ“เอกธัมม”ให้เป็น“0” จึงจบ ความเป็น“เทฺว”หรือ“เทฺว ธัมมา”คือ “ธรรมะ 2” ถูกรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ด้วย“ปัญญา” สัมบูรณ์แบบ พุทธจึงเป็นศาสนาที่มี“นิพพาน”หรือมี“0”คือ“สุญญ” หรือบรรลุ“อนัตตา”ด้วย“ปัญญา”แท้จริงอยู่เพียงศาสนาเดียวในโลก “ปัญญา”คือ ความรู้ขั้นโลกุตระ จึงเป็น ความรู้ขั้น“อาริยะ”ทั้งรู้ ทั้งตีแตก“เทฺว” ไม่เหมือน“ความรู้”ทั่วไปที่สากลโลกปุถุชนมีกัน พุทธเป็นศาสนาที่ตีแตกแยกแยะ(dis-tinguish)ความเป็น“เทฺว”ได้ จึงได้ประโยชน์จาก “เทฺว”หรือ“ธรรมะ 2”ถึงขั้นบริบูรณ์สัมบูรณ์ ผู้“ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ความเป็น“เทฺว” จึงจำนนอยู่กับ“เทฺว”นิรันดร เป็นลัทธิหรือศาสนา“เทฺวนิยม”อยู่อย่างนั้น มีกันมากทั่วไปตกอยู่ใต้อำนาจ หรือมีความรู้อยู่สูงสุดเพียงเท่าที่“เทฺว”ที่ตนจัดการอะไรไม่ได้เลยนี้“มี”กันอยู่เท่านั้น ดิ้นไม่หลุด ไม่มีอิสระไม่ทะลุ ไม่หลุดพ้น ไม่ลอยตัว ไม่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระเสรีสัมบูรณ์ “ติดกัก”หรือ“สูงสุดชงัก” อยู่เพียงแค่นั้น ไม่มีความรู้ในระบบ“วงวน”ที่หมุนเวียนอยู่อย่างเป็นระเบียบบริบูรณ์ตามสามัญของ“วงวน”ทั้งหลาย นั่นคือ ไม่มี cyclic order แล้วตีแตกระบบนี้ไม่เป็นทาสระบบนี้ ออกนอกโลกเก่าได้แล้ว เพราะยังไม่รู้จักความเป็น“เทฺว” แยก แยะ“เทฺว”ไม่ออก ไม่รู้เท่าทัน ที่สำคัญไม่สามารถทำ“ธรรมะ 2”หรือ“เทฺว”ให้เป็นอื่นไปได้ จึง“อยู่เหนือ(อุตตระ)”ทุกสรรพสิ่งไม่ได้ ซึ่งผู้“อยู่เหนือ(อุตตระ)”สรรพสิ่งนั้น คือ พระเจ้า หรือ “เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งที่สุด เริ่มแรกจึงต้อง“รู้จักเทฺว”กันเสียก่อน แล้วจึงจะเรียนรู้ให้“รู้แจ้งเทฺว” ก็จะ“รู้จริงเทฺว” ได้ถ้วนบริบูรณ์สัมบูรณ์สัมมาทิฏฐิแน่แท้ แม้แต่อบายเป็นสิ่งที่ใหญ่สำหรับคนบางคน แต่ก็เป็นสิ่งที่เล็กนิดเดียวเรื่องจ้อยมากเลย แต่คุณไปตกเป็นทาสมันใหญ่ บังคับคุณเบ้งเลย แต่คนที่พ้นแล้วว่าเรื่องขี้ผงไปลุ่มหลงอยู่ได้ หยาบจะตายชัก มันจัดจ้านในทางโลก เหลวเละในทางโลกแต่มันใหญ่สำหรับคุณเหลือเกินคุณต้องยอมมันเป็นทาสมัน สัตว์นรกตัวนี้ สัตว์นรกที่ต่ำที่สุด แต่สำหรับคุณนั้นมันใหญ่จนคุณเป็นทาสมัน ไม่ยอมกระดิกออกเลย บูชาเคารพ ความชั่วนี้ อย่างมโหฬารเลยเป็นใหญ่เบ้งเลยแต่คนอื่นโธ่เอ๋ย ชั่วขนาดนั้นยังไม่รู้ตัวหยาบต่ำขนาดนั้นยังไม่รู้ตัว เหมือนเราเห็นของทักษิณ เขาบูชาสิ่งนี้เขาอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะสิ่งนี้ ถ้าเขาปล่อยสิ่งนี้ไปเขาจะเจริญมากแต่เขาปล่อยไม่ได้ เราเข้าใจใจเขาว่าเขาปล่อยไม่ได้ อาตมาว่าร่างกายชาตินี้ตายไป ชาติหน้าจะไม่สิทธิ์ได้รวยอย่างนี้ ให้โกงให้ตายก็ไม่ได้เท่านี้ ฉลาดแกมโกงอย่างนี้ จะลดลง ฉลาดแกมโกงได้หนักมากเลยในชาตินี้คุณ สมแล้วที่ไปจบด๊อกเตอร์ทางอาชญาวิทยา ความรู้ทางด้านโจร เลยออกมาเป็นโจรเสียเอง เป็นโจรที่ยิ่งใหญ่มาก จนคนในโลกประเทศต่างๆยังรู้ไม่ทันยังยกย่องทักษิณ อาตมาก็จะดู ทักษิณจะมีอิทธิพล พอที่สีจิ้นผิงจะยอมรับไหม จะดูภูมิสีจิ้นผิงจะรู้เท่าทันทักษิณไหม ถ้าสีจิ้นผิง ยอมรับทักษิณ ก็ได้รู้ว่าสีจิ้นผิงเอ้ย อื่นก็เหมือนกันชาติไหนก็แล้วแต่ก็ดูกันไป แต่ตอนนี้แน่นอนมอนเตเนโกรดูไบยอมเขา อีกหลายที่จะยอมเขาอยู่ แม้แต่อังกฤษ นี่เราวัดค่าภูมิธรรมของแต่ละสังคมประเทศได้อย่างนี้ ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูกดูแคลนตรงนั้นตรงนี้ ต้องขออภัยจริงๆมันเป็นวิชาการเป็นความรู้ที่ต้องศึกษาโลก ศึกษาโลกทั้งโลกให้รู้ความเป็นโลก อะไรคือสัจจะที่ดีจริงไม่ดีจริงต้องศึกษา เพราะฉะนั้นอย่านึกว่าตัวเองที่ยิ่งใหญ่ โดยที่ไม่รู้ตัว ศึกษาดีๆ จะได้รู้ว่าตัวเองที่แพ้ใหญ่ในความเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์นรกตัวใหญ่เหลือเกิน น่าสงสารน่าสังเวชใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาหลงเขาทำของตัวเองแล้วทำได้ด้วย เป็นสัตว์นรกตัวใหญ่ แล้วหลงภูมิใจในความเป็นสัตว์นรกตัวใหญ่ แล้วเมื่อไหร่จะฟื้นจะตื่นกันนี่ นอกจากจะหลงตัวเองแล้วยังถูลู่ถูกังลากต่อไปอีก แทนที่จะยอมรับเลิกเสียจะวางมือเสีย ไม่เลย ไม่เลย เห็นความซับซ้อนของความหลง ความหลงคือความโง่ที่ซับซ้อนโง่ หลงซับหลงซ้อนด้วยความโง่ที่ซับซ้อน น่าสังเวชใจ ที่อาตมาเสียเวลาพูดเพราะมันเป็นปรากฏการณ์จริงตัวจริงของมนุษยชาติ พฤติกรรมก็ยังอยู่ศึกษาต่อได้อยู่ นอกจากเขาทำคนเดียวไม่พอยังชักชวนญาติโกโหติกา ไปด้วยกันอีกพรรคพวกอีก ตอนนี้รู้สึกว่าพรรคพวกจะรู้ตัวลดลงบ้างแล้ว แต่แน่นอนญาติโกโหติกาก็ยังเกาะติดไปด้วยกัน เพราะว่าการจะมาเป็นญาติกันได้ ทำไมเป็นญาติกันโดยไม่มีเชื้อชั่วด้วยกันไม่ง่ายหรอก เพราะว่ามีเชื้อชั่วด้วยกันจึงเป็นญาติกันมา กว่าจะไปนับญาติกันใหม่ เราไปเอาญาติทางธรรมดีกว่า ธรรมพันธ์ุพฤติกรรมของเราดีกว่า ทางสรีระเป็นสมมุติ แต่ทางปรมัตถ์สูงกว่า มีฤทธิ์แรงอำนาจที่จะหลุดพ้นจากวัตถุ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม โดยควบคุมกรรมนิยามตนจึงทรงซึ่งธรรมะอันใหม่ ไม่ใช่ทรงไว้ซึ่งตระกูลเก่าทำแบบเก่า อาตมาพยายามใช้พยัญชนะอธิบายสภาวะ อย่าไปนึกว่าตัวเองสูงตัวเองเก่งตัวเองใหญ่ก่อน เรามาเรียนรู้เป็นลำดับไปจากคู่ที่ 1 จากสิ่งที่ต่ำที่สุด เอาอันแรกเสียก่อน เรียนให้ดีให้รู้เทวะคู่นี้ แล้วเราจะต้องหลุดพ้นจากความเป็นอบายมุขของเราเอง สัตว์ที่เราโง่เราต่ำตัวนี้ ต้องเข้าใจให้ได้ว่าอันนี้เป็นสัตว์ต่ำ เราเองเป็นสัตว์นรกสัตว์อบายตัวนั้น เราจะต้องเลิกละหลุดพ้นให้ได้เราจะต้องศึกษาให้รู้ตัวตนของสัตว์นรกตัวนั้นจริง แล้วเราจะหลุดพ้นออกมาอย่างไร มีวิธีอุบายเครื่องออกอย่างไร ปฏิบัติให้หลุดพ้น จนกระทั่งหลุดพ้นได้ ก็จะเห็นว่ามันไม่เที่ยงแท้ไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้มันลดลงได้จริง มาเป็นอันใหม่ไม่ได้ไปชั่วอย่างเก่าไม่ได้ไปจัดจ้าน หลงเลอะอย่างเก่า ก็จะทำได้ตกผลึกลงมาจนกระทั่งสมบูรณ์แบบได้ หลุดพ้นจนสมบูรณ์เต็มตัวได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลสมาธิปัญญาที่มีลำดับอันน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีปฏิบัติที่สุดวิเศษ ที่มีจุดเริ่มต้น และมีขั้นต่อไป จนถึงที่สุดจบได้จริง ครบรอบถ้วน หมด“ติดกัก” ไม่มี“ความสะดุดชงัก” เพราะลาด ลุ่ม ลึกไปสู่ที่สูงที่สุดแห่งความสุด เป็นลำดับได้สัมบูรณ์จากพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109 ปหาราทสูตร พระพุทธเจ้า ได้ตรัสถึงความสัมบูรณ์ได้สุดยอด ครบ 8 ข้อใหญ่ พุทธเจ้าตรัสว่า “ดูกรปหาราทะ ภิกษุทั้งหลาย ย่อมอภิรมย์ในธรรมวินัยนี้ ปหาราทะ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสักเท่าไร ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว จึงอภิรมย์อยู่ พระพุทธเจ้า : มี 8 ประการ ปหาราทะ 8 ประการ เป็นไฉน? ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด(อนุปุพพนินโน) ลุ่ม(อนุปุพพโปโณ)ลึกลงไปโดยลำดับ(อนุปุพพปัพภาโร) หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่(นายตเกเนว ปปาโต) ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษา(สิกขา)ไปตามลำดับ มีการกระทำ(กิริยา)ไปตามลำดับ มีการปฏิบัติ(ปฏิปทา)ไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง(นายตเกเนว อัญญาปฏิเวโธ) ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ(อนุปุพพสิกขา) มีการกระทำไปตามลำดับ(อนุปุพพกิริยา) มีการปฏิบัติไปตามลำดับ(อนุปุพพปฏิปทา) มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง(นายตเกเนว อัญญาปฏิเวโธ) นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ 1 (ปฐม อัจฉริโย อัพภุตธัมโม) ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ เช่นอาตมาขยายศีล 3 ข้อแรก ศีลข้อ 1 เราทำได้ชัดเจนเห็นผล แม้แต่ศีลข้อ 2 หมายถึงอุตุนิยามพีชนิยามไม่มีจิตวิญญาณ เป็นของ ต่างจากสัตว์คือไม่มีการจองเวรจองกรรมไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ แต่กับของคุณก็อย่าทุจริต ไม่ว่าจะวัตถุข้าวของเงินทองเพชรนิลจินดา แม้แต่พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ที่มันไม่ใช่ของเรา อย่าไปเอามาเป็นของเรา แน่นอน โดยการปล้นจี้ฆ่าแกงมันมา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา หรือจะใช้เล่ห์ด้วยวิธีใดก็ตาม กุหนา สมัยโบราณเจงกิสข่านก็ฆ่าแล้วเอามาเลย ทั้งแผ่นดินทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งคนสัตว์ ในยุคใหม่ซับซ้อน ใช้ลปนา ใช้คำพูดวาทกรรมโวหารเหมือนอย่างสมัยนี้ ไม่ใช่ฆ่าเองแต่สั่งให้คนฆ่าตายไม่รู้กี่ศพ ยังชำระคดีไม่หมดเลย ใช้อำนาจปัจจัยเป็นผู้สั่งฆ่า ตามกฎหมายผู้สั่งฆ่านั้นรับโทษมากกว่าอีก มีทั้งการฆ่าตัดตอน ฆ่าคู่ปฏิปักษ์ด้วยไม่รู้สีรู้สา เป็นปรากฏการณ์จริงฟีโนมีน่า ที่เกิดในปัจจุบัน ยกตัวอย่างมาได้ ความอัศจรรย์ข้อที่ 1 ผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เคยเห็นมายังไม่มีเลยแน่นอน จะไม่สามารถหลุดพ้นได้ คำว่า ลาด ลุ่ม ลึก ไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว นั้นก็คือ ลำดับของการศึกษา(สิกขา)ก็ดี ลำดับของการประพฤติที่ได้ทำกันจริงๆ(กิริยา)ก็ดี และลำดับของวิธีการแห่งปฏิบัติทั้งหลาย(ปฏิปทา)ก็ดี ล้วนดำเนินไปเป็นขั้นเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน