660206 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 11.docx
เนื้อหาในไฟล์
660206 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 11 https://www.boonniyom.net/53029.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1LZ3N60KjEdfrYjJ3GQrzG3HvqiBzfbrHMmbTUwQr6S0/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1RHPpDjuzaSxeakycDL7uIpiD5bwGKRHV/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/runcX3kn9Kk และ https://fb.watch/iwIE3q9Zta/
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สมดุล 5 ประการที่ทำให้อายุยืนยาว พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก มี 6 เข้ามาตั้ง 3 ตัว แรม 1 ค่ำเดือน 3 ปีเถาะ วันเวลาก็ผ่านไปแล้ว ที่นี้ก็มาพูดถึงเรื่องที่เราจะโอภาปราศรัยกันไป อาตมามีชีวิตยังไม่ตายพูดได้ อาศัยการพูด จากความจริงที่มีเท่าที่มี จากใจจริงออกมา หวังประโยชน์เพื่อประโยชน์ แก่หมู่คนหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งนั้นไม่มีอื่นเลย และก็ไม่ได้พูดเพื่อที่จะหวังได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ แม้แต่ได้ความสุข แต่ความสุขอันสงบ ของอาตมามันมีในตัวมันเอง มันสงบ มันสบาย มันสงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนความเสียสละ ไปเรื่อยๆ ในชีวิต มีชีวิตของหลวงปู่เพิ่มพูนความเสียสละ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นที่สุดของชีวิต ในชีวิตต้องพยายามที่จะทำ 1.ไม่มีตัวตน เข้าใจคำว่าไม่มีตัวตนคืออย่างไร แล้วทำให้ตัวเราเองนี้หมดความเป็นตัวตน ให้ได้จริงๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็รู้ตัวแล้วว่าทำได้แล้วไม่มีตัวตนแล้วไม่มีอัตตา มีแต่อนัตตา มีแต่ความไม่ใช่ตัวตน ที่มีร่างมีกายพูดได้กินได้อยู่ได้อะไรได้นี่ก็ อยู่ไป ด้วยพยายามใช้สูตรที่ตัวเองจะรักษาชีวิตให้ยืนยาวไปได้เรื่อยๆ วันนี้ก็ได้สรุปขึ้นมาอีกนิดว่า ชี
อ่านต่อ
วิตคนนี่ ถ้ากิน ถ้านอน ขี้ ทำงาน ออกกำลังกาย 1. กิน กินได้ 2. นอน นอนได้ 3. ขี้ ขออภัยนะพูดภาษาไทยๆ ไม่ได้พูดภาษาบาลี ขี้หรืออุจจาระได้ 4. ทำงานได้ 5. ออกกำลังกายได้ กิน นอน ขี้ทำงาน ออกกำลังกายได้ คนผู้นั้นรักษาสมดุล 5 ประการนี้ได้อายุยืนแล ฟังทวนอีกเที่ยว ไปนอนกินขี้ไม่ดีหรอกมันแย่ กิน นอน ขี้ ทำงาน ออกกำลังกาย ผู้รักษาสมดุล 5 ประการนี้ได้ อายุยืนแล ที่ว่ากินนี้คนเรามันกินมากไปมันกินติดอร่อยไปกินติดหลงค่านิยมไปกินติดตะกละ อิ่มแล้วท้องอีกแล้วปากมันยังอยาก กิเลสยังอยากกินขึ้นไปอีก ท้องแตกตาย ดีไม่ดีเป็นภัยแก่ชีวิตร่างกาย โอ๊
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พิสูจน์สังคม สาราณียธรรม 6 วรรณะ 9 ในยุคนี้ พ่อครูว่า... พูดไปพูดไปอาตมาเข้ามาที่เวที มองเข้าไปอีกที่มีกองพืชพันธุ์ธัญญาหารอยู่ข้างหน้าอาตมา เจ้าประคุณเอ๊ย มันก็อดที่จะนำมาพูดอีกไม่ได้ ... ที่ตรงกลางเป็นกะหล่ำปลีหัวกลม มันหันหน้ามาให้อาตมาเห็นชัดเลย กองข้างหน้านี่กอเดียวนะนี่ ทั้งใบใหญ่ ทั้งใบดกกอเบ้อเริ่มเลย มันเป็นตาออนซอนอีหลี ภาษาอีสาน แล้วพวกเราก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร บอกว่าพวกเรานี้อาตมาพูดแล้วพวกเราเข้าใจ แล้วก็พยายามพากเพียรกันทำ ทำไปเลยทำให้ทั้งมีคุณภาพดีๆและปริมาณที่มาก มากจนกระทั่งไล่แจก ไล่แจกเลย ในประเทศก็ไล่แจกเลย แล้วก็พยายามที่จะให้คนในประเทศ โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศต้องพยายามพัฒนาคนให้เป็นคนเจริญ ให้เป็นคนอาริยะ อย่าไปเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ให้เป็นคนลดกิเลสเป็นคนเจริญ เป็นพระอาริยะ เป็นอรหันต์ให้ได้ ผู้บรรลุอรหันต์แล้วไม่ใช่จะเป็นคนไม่ทำงาน ไม่ใช่ พระอรหันต์นี่ยอดขยันและไม่สะสม วิริยารัมภะ อปจยะ ปาสาทิกะ ธูตะ สัลเลขะ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ทำลายกิเลสด้วยองค์ของศีลสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าธูตะหรือธุดงค์ องค์แห่งความมีศีลเจริญ ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใสทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ใครพบเห็นก็เลื่อมใส มีความขยันเสมอ สำนวนของท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ท่านประยุทธ์ประยุทธ์โตท่านแปลไว้ว่าระดมความเพียร ขยันอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะขยันอยู่เสมอแล้วไม่สะสม แล้วมีอาการที่น่าเลื่อมใส และกิเลสไม่ต้องทำแล้ว ธูตะก็จบแล้ว ขัดเกลาก็ไม่มีแล้วใจท่านพอ 0 ก็พอ แล้วก็เป็นผู้ที่มักน้อยไม่มีอะไรมากๆมีแต่แค่พออยู่พอกินได้ไป ไม่สะสมอะไรด้วย บำรุงง่ายแน่นอนท่านจบแล้ว เลี้ยงง่ายแน่นอน เป็นคนที่มีวรรณะ 9 อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆเลย เพราะฉะนั้นคนที่มีวรรณะ 9 ดังว่านี้แล้วสอนให้คนอื่นมีวรรณะ 9 ด้วย คนที่มีวรรณะ 9 จึงเป็นคนที่บรรลุธรรมสุดยอด แล้วมาอยู่รวมกัน เมื่อมาอยู่รวมกันก็เป็นสังคมสาราณียะ เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างมี 6 องค์ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างสาธารณโภคี ลาภที่ได้มาโดยธรรม ลาภธัมมิกา ลาภที่ได้มาโดยสุจริตโดยธรรมก็เอามารวมกับกองกลางไม่สะสมเป็นของตัวเอง เสียภาษี 100% อย่างที่เคยพูดเคยอธิบายแล้ว ทำงานฟรีแล้วอาศัยอยู่กับกองกลาง ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตรายได้เป็นเงินเป็นทองเป็นธนบัตรที่เขาใช้กันได้มาก็ตาม ได้แล้วก็มารวมกับกองกลาง ตัวเองไม่ต้องสะสม ไม่ต้องกักเก็บให้กองกลางรักษาไว้ได้ก็เบิกเอามาทำงานใช้จ่ายก็เบิกมาใช้มาสอย เหลือก็คืน เอาไปไว้กองกลางไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไม่ต้องลำบากรักษา กองกลางรักษา เขาจะใส่ธนาคารไว้ ใส่ตู้เซฟไว้ก็แล้วแต่ก็ว่าไป กองกลาง เขาก็มีเจ้าหน้าที่ที่จะดูแลรักษาจับจ่าย อย่างนี้เป็นต้น มีเจ้าหน้าที่ ผู้ใดที่เขาถนัดเหมาะสมก็เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานกันไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในสังคมพระพุทธเจ้าเมื่อไปถึงขั้นสาธารณโภคีที่พูดมานี้ ลาภที่ได้โดยธรรมก็เอามาไว้กองกลางใช้กินร่วมกันไม่ต้องสะสม คนชนิดอย่างนี้เสียภาษี 100% กินใช้กับกองกลาง สาราณียธรรม 6 ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา หมายความว่ามีศีลเสมอกัน คำว่าเสมอคือ เสมอสมานกัน เสมอสมานคืออย่างไร คือแต่ละคนมีศีลตั้งแต่ศีล 5 ศีล 5 หรือศีล 8 ศีล 10 เป็นต้น แล้วมี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือมีศีลของพระพุทธเจ้าที่ท่านบัญญัติไว้แล้วเอาศีลเหล่านั้นมาปฏิบัติกันทุกคน ใครมีศีลน้อยก็สมานอย่างไม่ตีเสมอ สมานอย่างไม่ตีเสมอผู้ที่เป็นศีล 8 เคารพ คุรุกรณะ เคารพผู้ที่มีศีลสูงกว่า ก็อยู่กันอย่างเสมอสมาน อยู่กันอย่างปรองดองอยู่กัน อย่างสมานัตตตา อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาก็เข้าใจสภาวะธรรมในคำสอนและบัญญัติของพระพุทธเจ้าที่เป็นภาษาบาลี เอามาขยายความแล้วก็ให้พวกเราปฏิบัติ พวกเราปฏิบัติได้เป็นสังคมชุมชนที่เป็นสาธารณะโภคี มีสาราณียธรรม 6 มาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว คนในโลกแม้แต่ประเทศไทย แม้แต่ในชาวพุทธไทย ก็ยังเข้าใจไม่ได้ดี ต้องใช้คำว่า เข้าใจยังไม่ได้ดี เข้าใจได้บ้างบางคน แต่คนที่ไม่เข้าใจยังเห็นว่า ยังเป็นพวกนอกรีต โพธิรักษ์นี้พาออกนอกรีต มันต้องเป็นอย่างเถรสมาคม ต้องเป็นอย่างกระแสหลักกระแสใหญ่ของคณะใหญ่ ของประเทศไทย พุทธศาสนาคณะใหญ่ของประเทศไทย อาตมาว่าคณะใหญ่นั้น มันเสื่อม มันผิดไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะใช้คำว่า โลกุตระเป็นตัวยืนยัน โลกุตระคืออะไร ก็อธิบายยืนยันกับชาวอโศกว่าชาวอโศกมีโลกุตะระ แต่เถรสมาคมไม่มีโลกุตตรธรรมมีแต่หลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นทาสลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ยังไม่เป็นอิสระเสรีภาพ จาก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แม้จะเป็นพุทธ ไม่เป็นพระเจ้า ไม่เป็นทาสพระเจ้าในความหมาย แต่ยังตกเป็นทาสที่เป็นโลกียะอยู่ พระเจ้าหรือศาสนาเทวนิยม ยังเป็นโลกียะ ศาสนาพระเจ้าหรือศาสนาเทวนิยมทั้งหลายแหล่ ยังอยู่ในกรอบของโลกียะ ยังไม่ออกมาเป็นโลกุตระเลย ยังไม่มีความรู้ของโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นจึงมาเป็นโลกุตระไม่ได้ จนกว่าจะได้มาศึกษา จนกว่าจะได้มาเห็นแล้วยินดี จะค่อยๆศึกษาปฏิบัติ ปฏิบัติไปปฏิบัติไปตามศีลและเกิดผลไปตามลำดับ เพิ่มคุณธรรม เพิ่มอปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 อะไรเป็นต้น ค่อยๆเจริญๆไปถึงจะพัฒนาขึ้นไปได้ เป็นศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ใช่ศาสนาจินตนาการ เช่นศาสนายูโทเปีย หรือ เป็นคำจินตนาการของ Thomas More แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ยูโทเปีย เหนือกว่ายูโทเปีย ไปอ่านดีๆเถอะเหนือกว่ายูโทเปีย เพราะของยูโทเปียนั้นสามารถเป็นได้และสามารถเป็นไม่ได้ก็มี เพราะมันเป็นการสุดโต่งเกินไป ฟุ้งเกินไป เกินที่มนุษย์จะเป็นไป มนุษย์เป็นไปไม่ได้ในนั้นมันก็เลยใช้ไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ มนุษย์เป็นไปได้และได้พิสูจน์กับมนุษย์ด้วย มีสูงขึ้นไป ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็มีสังคมสงฆ์ของพระพุทธเจ้า เพราะในยุคโน้นมีข้อจำกัดว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคทาส เป็นยุคที่คนไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนของตนเอง ยังไม่เข้าใจสิทธิของตัวเองเต็มที่ ที่มีสิทธิ์100% ยังไม่ได้ ก็ยังเป็นยุคทาส ยังเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นข้อจำกัดในยุคนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ในยุคโน้นแล้ว ท่านก็เอาคนมาเป็นคณะของท่าน คือเรียกว่าคณะสงฆ์ คณะสงฆ์จึงมีคุณธรรม วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 บริบูรณ์ แต่มีข้อจำกัดที่ว่าจะทำอะไรนอก ถ้าเป็นสงฆ์เรียกว่าเป็นพุทธเป็นภิกษุ แต่ภิกษุนี้จะไปทำอะไรอย่างฆราวาสไม่ได้ทุกอย่าง นี่เป็นข้อจำกัด 1. จะไปปลูกผักปลูกพืชเองกินเอง ไม่ได้ อย่าว่าแต่ปลูกเลย ไปเด็ดจากต้นจากอะไรต่ออะไรไม่ได้ ในพระธรรมวินัยห้ามไว้เลย ในศีลก็ห้ามไว้ พรากพืชไม่ได้จากต้น ภิกษุนี้ไม่ได้ ต้องให้พึ่งฆราวาสเขาให้เขาทำมาให้กิน ต้องเป็นปฏิคาหก ทายก ฆราวาสเป็นทายก ท่านเป็นปฏิคาหก เป็นผู้ที่รับจากฆราวาส จะได้อาศัยกันและกันระหว่างฆราวาสและภิกษุ ผู้บวชแล้วจึงเรียกผู้บวชว่า เป็นภิกษุหรือภิกขุ เป็นผู้ขอ แต่ไม่ได้ไปขอทานหรอก ทำคุณงามความดี ถือบาตรไป บาตร แปลว่าสิ่งที่ตกร่วงลงในบาตร ปาตะหรือบาตร ปาตะ เป็นกริยา จะมีอาหารก้อนข้าว บิณฑะปาตะ บิณฑะ แปลว่า ก้อนข้าว คือ อาหาร ท่านเรียกย่อเป็นก้อนข้าวจะเป็นกับเป็นแกงอะไรก็แล้วแต่หย่อนลงไปในบาตรเรียกว่า อาหารตกลงไปในบาตร ปาตะ แปลว่าตกร่วงลงไปในนั้นเอง โดยที่ท่านไม่ได้ขอจากฆราวาส เขาเห็นดีเห็นงามก็ใส่บาตรให้กิน จึงเรียกว่า ตักบาตร ให้เขาใส่บาตร แล้วเราไปตักเอามา ไม่ได้ไปขอ ตัก ถือบาตร บาตระ เป็นคำนาม คือ ภาชนะที่กลมๆใหญ่บ้างเล็กบ้าง ถือไปแล้วเขาก็ใส่ แล้วก็เอาแต่พอกิน เอามาอย่างนี้เป็นต้น อ้าวเดี๋ยวจะขยายความเกินไปก็เข้าสู่เนื้อหาซะบ้าง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อโศกเป็นนานาสังวาส ประกาศหมู่ที่เป็นพุทธแท้ พ่อครูว่า... เนื้อหาที่อาตมาอยากจะพูดก่อนจะถึงวัน อัฏฐาริยสัจจายุ คือ จะถึงวันอายุของอาตมา 88 ปี 8 เดือน 8 วัน ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 พ.ศ.นี้แหละอีกไม่กี่วัน วันนี้วันที่ 6 แล้ว อีก 7 วันก็ถึงวันที่ 13 อาทิตย์หนึ่งพอดีเลย แต่งานมีวันที่ 11 12 13 จัดงาน 3 วัน งานฉลอง อัฏฐาริยสัจจายุ ซึ่งอาตมาไม่เที่ยงไม่แท้ไม่แน่ไม่นอนว่าจะไปที่สันติอโศกไปฉลอง แต่เสร็จแล้วหลายๆอย่างอาตมาเห็นว่า สรีระร่างกายด้วย ก็เลยจะถนอมร่างกายด้วยพวกเราเข้าใจก็เลยบอกไป อย่าให้อาตมาไปเลย อาตมาอยู่ที่ราชธานีนี้ มันสมบูรณ์ทั้งสิ่งแวดล้อม อากาศ ความเป็นอยู่ ความชินแล้ว ที่จะเป็น routine รูทีน เป็นกิจวัตรต่างๆนานามันลงตัวหมดแล้ว จะให้อาตมาต้องไปที่ไหนแล้วไปอะไรไหม ก็ไม่ใช่ที่ใหม่ทีเดียวหรอก แต่มันก็จะต้องไม่ใช่ที่เราจะทำเป็นกิจ แต่ที่นี่เป็นกิจวัตรทุกวันเป็นเดือนเป็นปีหลายปีแล้ว ก็อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ที่นี่พวกเราทุกคนชาวอโศกก็เข้าใจ ก็เลยยอมให้อาตมาฉลองอยู่ที่นี่แหละ ฉลองได้ เดี๋ยวนี้มันมีซูม มีถ่ายทอดโยงถึงกันทั่วทุกที่ ทุกแห่งเปิดซูมในวันเวลาเดียวกัน วันเวลาที่เรานัดหมายกันแล้วก็เอาเลย โยงใยถึงกัน จะต่อมาพูดถึงกันก็ได้อีกอะไรอีกทั้งนั้นเลย ทุกคนเข้าใจก็เลยอาตมาก็จะฉลองอยู่ที่นี่ ซึ่งเขาก็จัดอะไรต่ออะไรไว้อย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งสถานที่ ทั้งโปรแกรม ก็ดูอาตมาก็ยังไม่รู้ทีเดียวว่าทั้งสถานที่และโปรแกรมมีอะไรบ้าง จะพาเดิน อาตมาใช้คำว่าเดิน Adventure เดินวิบาก ต้องมีการพากเพียรสู่ที่ลำบากบ้าง ก็ไม่ลำบากอะไรมากหรอก เขาก็ไปดูที่แล้วให้เดินประมาณ 3 กิโลเมตร มีที่ของเราเข้าไปในป่า ที่ของเรามีทั้งที่เป็นป่าอยู่ มีถนนอะไรพอเดินได้ในบ้านราชเรา ก็ไม่ได้ไปเดินที่ของใครหรอก เขาก็วางแผนกัน อาตมาก็ไม่ได้ไปซักซ้อมกับเขาเลย ให้เขาซักซ้อมกันแล้วถึงวันนั้นอาตมาก็ไปเดินไม่มีปัญหาอะไร ก็เป็นไปตามพวกเราที่คิดว่า อะไรดีอะไรมันควร มันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม จะเป็นประโยชน์ต่อตน จะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆคนเท่าที่จะเป็นไปได้เราก็ทำ คือ คนที่มันมีความไม่เห็นแก่ตัวแล้ว หมดตัวตน ไม่มีตัวตน เรียกว่า อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตนแล้ว เป็นคนพึ่งตนได้ เป็นคน อัตตาหิ อัตโน นาโถ คนไม่มีตัวตนนี่แหละเป็นคนพึ่งตนเองได้แล้วไม่ต้องไปพึ่งใคร อัตตาหิ อัตโน นาโถโกหินาโถ ปโรสิยา นอกจากตนแล้วจะไปพึ่งใครได้ นี่ของพระพุทธเจ้า โกหินาโถปโรสิยา ตนเป็นที่พึ่งของตน นอกจากตนแล้วอย่าไปหวังพึ่งใคร พึ่งตนให้ได้ เพราะฉะนั้น ในระบบวิธีของพระพุทธเจ้าแม้มาเป็นภิกษุแล้วพึ่งตนได้เพราะเป็นคนดี มีอาการที่น่าเลื่อมใส ฆราวาสพุทธศาสนิกชนเขาเลี้ยงไว้ โดยเราไม่ต้องไปทำงาน อาชีพที่จะต้องปลูกผัก ปลูกพืชอย่างที่กล่าวผ่านมาแล้ว เราทำความดีนั้นหนึ่ง ทรงความดีไว้ แล้วก็บอกสอนอธิบายคนอื่นให้เข้าใจ ให้เขาปฏิบัติตาม เจริญมาเป็นอาริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขึ้นให้ได้เรื่อยๆ ส่วนใครจะบำเพ็ญอรหันต์เกินเป็นโพธิสัตว์ วันนี้จะยังไม่พูดเรื่องโพธิสัตว์ อรหันต์ สูงกว่าอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 6 7 8 จะยังไม่พูด เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นการพิสูจน์คน ความเป็นคนกับความเป็นสังคม ที่เจริญสูงสุดแล้ว เจริญสูงสุดอย่างไร เจริญสูงสุดคือ พระพุทธเจ้านี่ใช้ชีวิตของพระองค์ เกิดตาย ตายเกิด เกิดตาย ตายเกิด เกิดตายตายเกิด เกิดตายตายเกิด จนรู้ว่าจิตวิญญาณมนุษย์นี้มันมีการ rebirth มันมีการตายเกิดเกิดตายตายเกิด จนกระทั่งรู้ว่าแล้วจะให้ตายไม่เกิดได้ไหม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ได้ ตาย กายสเภทา ปรัมมรณา สุญญตา ตายเป็นครั้งสุดท้ายสูญสลายเลย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ไม่ต้องมีอีกต่อเลยโดยตายอย่างสูญแล้วไม่ต้องตั้งนิมิต ไม่มีนิมิต ไม่มีการตั้งจิตอะไรเพิ่มอีกเลย สูญ ปล่อยตัวให้หมดตัวตน สลายจิตนิยามก็แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย หมดธาตุรู้ของความเป็นตัวตนอย่างสนิทหมดเลยไม่เหลือความเป็นชีวะ แม้แต่เป็นพืชก็ไม่ใช่ เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย นี่คือความตรัสรู้หรือความค้นพบที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความรู้นี้ และความจริงอันนี้ ปฏิบัติได้พิสูจน์ได้ตั้งแต่ 2,500 กว่าปีมา พิสูจน์ได้ และทีนี้มันมาเสื่อมในเมืองไทยมันเสื่อมผ่านมา 2,500 กว่าปี มันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้ามีคำพยากรณ์เอาไว้ใน อาณิสูตร ว่าศาสนาพุทธจะเสื่อม โลกุตระจะเสื่อม คนที่มาพูดโลกุตระในยุคที่มันเสื่อมเขาจะไม่ฟัง เหมือนอย่างอาตมามาเกิดในยุค 2,500 มันเสื่อม เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ฟัง ศาสนาพุทธที่เขาถือว่าเขาเป็นเจ้าศาสนาพุทธเลย อย่างเถรสมาคมเป็นต้น เขาก็จะพูดเลยว่าเขาเป็นเจ้าศาสนาพุทธ อาตมาก็ไม่แย่งหรอก ให้เขาทำไปเถอะ อาตมาไม่ไปแย่ง อาตมาจะทำสัจธรรม แต่โดยสมมุติให้เขาเป็นเจ้าศาสนาพุทธกับชาวโลก ให้เถรสมาคมนี้นำพาบริหารศาสนาพุทธไป เป็นคณะใหญ่เลย ส่วนอาตมานี้ขอแยกมาเป็นคณะเล็ก นานาสังวาสประกาศออกมาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม ก็เป็นอิสระตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2518 เป็นนานาสังวาสมา แล้วก็นำพามาเรื่อยๆ นี่คือดำเนินตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น อาตมาไม่ได้ออกนอกธรรมวินัย เป็นนานาสังวาสก็เป็นของพระพุทธเจ้า แต่ว่าเถรสมาคมไม่เข้าใจ อาตมาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2518 ตอนแรกประกาศแล้วเสร็จ อาตมาก็ดำเนินของอาตมาไป วันร้ายคืนร้ายพวกเขาคิดยังไงก็ไม่รู้ จะมาดึงอาตมากลับเข้าไปในเถรสมาคมอีก เขาจะต้องครอบครองจะต้องบริหารอาตมา อาตมาบอกว่าเขาแยกแล้วต่างคนต่างอยู่ นานาสังวาสคือต่างคนต่างอยู่ แต่ก็เป็นพุทธร่วมกันเรียกว่าสังวาสเดียวกัน แต่แตกต่างกัน ศีลแตกต่างกัน การประพฤติปฏิบัติแตกต่างกัน การที่จะรู้จักธรรมรสต่างๆนานา คนละเรื่องกัน อันนี้เป็นโลกุตระ อันโน้นเป็นโลกียะ หรือเขาจะแย่งคำว่าโลกุตระก็ไม่เป็นไรภาษาของเขา แล้วเอาคำว่าโลกียะมาให้อาตมา เอาคำว่าโลกุตระ ไปก็ไม่ว่าแย่งพยัญชนะไป เพราะอาตมารู้ว่าสภาวะเป็นอย่างไร สภาวะของโลกุตระเป็นอย่างไร เป็นวิมุติรส เป็นธรรมรสอย่างอาริยธรรมคืออย่างไร โสดาบันคืออย่างไร สกิทาคืออย่างไร อนาคาคืออย่างไร อรหันต์คืออย่างไรโพธิสัตว์คืออะไร อาตมาระดับ 7 ไต่ไปสู่ระดับ 8 เป็นอย่างไร อาตมามีจริงรู้จริง ก็พูดความจริงทุกอันไม่ได้โอ้อวดอะไร พูดความจริงให้ฟังทั้งนั้น แต่คนไม่เข้าใจอาตมาไม่มี สาเฐยจิต อะไร เขาหยั่งรู้ใจอาตมาไม่ได้ อาตมาไม่มีกิเลสอยากโอ้อวด มีแต่พูดความจริงตามความเป็นจริง เอาความจริงมาพูดให้คนอื่นเข้าใจ ให้คนอื่นเข้าใจได้ก็มาปฏิบัติตามสำเร็จผลตามกันมาอย่างที่มันเป็นหลักฐานยืนยัน เป็นชาวอโศก ก็มีมวลเท่าไหร่ซึ่งไม่มีใครเช็คสถิติว่า ชาวอโศกจริงๆมีเท่าไหร่ สักวันหนึ่งก็คงจะมีคนที่เขาจะตรวจสถิติพวกนี้บ้าง ก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่ไปกังวล ไม่ไปเสียเวลากับสิ่งเหล่านั้น มีหน้าที่ที่จะทำงานพวกนี้ ก็มีเวลาอยู่แล้ว แค่นี้ก็ทำได้วันๆ อาตมาอายุปูนนี้ก็ทำได้ประมาณนี้ ก็นอนมากอยู่ แต่ละวันแต่ละวันก็นอนมาก แม้แต่เวลากินก็พยายามกินให้มันได้ปริมาณที่พอควร กินยาก เพราะมันไม่ได้กินอย่างคนที่มีกิเลส ไม่ได้กินอย่างคนที่มีความเอร็ดอร่อย กินก็กินคืออาหารก็พยายามทำ ก็บอกให้เขาทำมาดีๆให้มายั่วให้อาตมาอร่อยหน่อยนะ จะได้กินได้ง่ายๆจะได้กินได้คล่องๆจะได้กินได้มากๆได้เต็มที่ แต่ถ้ามันไม่มากพอ มันก็ไม่พอที่จะสังเคราะห์ร่างกาย ให้มันสมดุล ให้มันอยู่ได้ถ้วน มันก็จะเหี่ยวลง ซีดลง ไร้เรี่ยวแรง เนื้อหนังมันก็จะลดลง ไม่แข็งแรงพอ สรุปง่ายๆ อาตมาก็ยังอยากให้แข็งแรงเพิ่มเติมอยู่ เพื่อจะอยู่ พวกเราก็เรียกร้องให้อาตมาอยู่ อาตมาก็เห็นว่า อาตมาอยู่แล้วไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร นอกจากคนที่มองผิดมองว่า อาตมาเป็นโทษเป็นภัย อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาไม่มีโทษไม่มีภัย มีแต่คุณค่าประโยชน์อย่างเดียว นี่ก็พูดความจริงอีก ไม่ได้โอ้อวดไม่ได้หลงตัวหลงตนอะไร
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ผู้บรรลุอรหันต์คือผู้ที่มีประชาธิปไตย 100% พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จนกระทั่งมาเป็น อยากจะพูดตรงนี้วันนี้ จนกระทั่งมาเป็นศาสนาหนึ่งในโลก ศาสนาในโลกของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้นี้ที่อาตมาอยากจะนำมาพูดก็มี วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 7 8 9 9 จะได้นำมาขยายความ เคยพูดเกริ่นมาหลายทีแล้ว ก็ว่าจะใช้การอธิบายตอนนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนวันที่ 11-12-13 นั้น อาตมาเตรียม ประชาธิปไตยแบบไทย โดยเฉพาะ เรื่องประชาธิปไตยแบบไทย อยากจะใช้คำว่า หนึ่งเดียวด้วยซ้ำไป แต่ไม่อยากพูดเท่าไหร่ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ไม่ใช้คำว่าหนึ่งเดียวในโลกเพราะมันไม่ดีรู้สึกว่าจะเป็นอัตตาใหญ่เกินไป เอาแค่แบบไทยโดยเฉพาะนี่ก็ดีแล้ว ซึ่งมันก็ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยของชาวเทวนิยม ประชาธิปไตยตะวันตก ประชาธิปไตยอเมริกา ไม่เหมือน แม้แต่ประชาธิปไตยอังกฤษ เพราะอังกฤษก็เป็นชาวเทวนิยม จะมีคนที่เป็นพุทธบ้างก็ไม่มีน้ำหนักอะไรเลย เป็นชาวศาสนาพระเจ้า อังกฤษก็ตาม ซึ่งเขาเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นประชาธิปไตยมา จะว่าไปแล้วน่าจะก่อนประเทศอังกฤษด้วยซ้ำเพราะ 2,500 กว่าปีพระพุทธเจ้ามี เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของพุทธก็แล้วกัน ประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้าไม่เหมือนใคร เป็นยังไง อย่างไทยเป็นอยู่ ทุกวันนี้ไทยเป็นประชาธิปไตยแบบพุทธ ประชาธิปไตยแบบเฉพาะของไทยไม่เหมือนใครในโลก กำลังเจริญๆ ขึ้นอยู่ พูดอย่างนี้ขอพูดอย่างนี้ ประชาธิปไตยไทย ในไทยอโศก ประชาธิปไตยของชาวอโศกที่เป็นคนไทยจริงๆ ไม่หนีไปไหน และจะสถาปนาประชาธิปไตยไทยอยู่ในนี้แหละ ส่วนประชาธิปไตยในคณะบริหารประเทศ หรือในนักรัฐศาสตร์ไทย เขาก็เข้าใจความเป็นประชาธิปไตยตามความรู้ของเขา นักรัฐศาสตร์หรือนักบริหารที่เขาเป็นนักการเมืองอยู่เดี๋ยวนี้ เขาก็นำพาประชาธิปไตยตาม Concept ของแต่ละคนแต่ละคน มันยังไม่ใช่เป็นโลกุตระเหมือนอย่างชาวอโศก เพราะพลเมืองของชาวอโศก ประชากรของชาวอโศกนั้นมีภูมิของโลกุตระแท้ๆ มากที่สุด มีผู้ที่มีเต็ม 100% เช่น อาตมา เป็นต้น 100% ถือว่า ผู้บรรลุอรหันต์คือผู้ที่มีประชาธิปไตย 100% ก็ได้ เพราะเป็นอรหันต์แล้ว จะมีคุณสมบัติที่อาตมาเคยพูดไปแล้วใช้บัญญัติภาษาว่าไทยๆ ผู้เป็นอรหันต์แล้ว อรหันต์ คือ 1.อิสระ 2. สบาย 3. สงบ 4. อบอุ่น 5. อิ่มเอม 6. เกษมใส 7. ใจเกื้อกูล 8. เพิ่มพูนความเสียสละ นี่คือคุณธรรมคุณวิเศษเลยที่ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปสมบูรณ์แบบและมีแต่จะเจริญยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเจริญไม่มีที่สิ้นสุดเลยในความเจริญของกุศล ไม่สันโดษในกุศล แม้แต่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเองท่านยังตรัสไว้ว่าท่านไม่สันโดษในกุศล หมายความว่าไม่พอ กุศลนี้ไม่มีวันพอ เพิ่มไปได้เรื่อยๆ ไม่ทำแล้วความไม่ใช่กุศล อกุศลไม่ทำ อกรณะ หรือเป็นบาปไม่ทำ สัพพปาปสอกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) เพราะฉะนั้นกรรมที่พระอรหันต์ทำขึ้นไปจึงมีแต่กรรมดี กรรมชั่วไม่ทำเด็ดขาด ไม่ทำแล้ว ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ อวินิปาตธรรม นิยตะ มีแต่จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ สัมโพธิปรายนะ เรื่อยไปเลย สูงขึ้นอย่างไม่มีที่สุดที่สิ้น จะเกิดมาอีก สมมุติว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพานเป็นปริยสารก็จะสูงในการเป็นคนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ท่านสูงจนไม่มีใครไล่ทันแล้ว ในประดาคนนี้ไม่มีใครจะสูงเท่าพระพุทธเจ้า ที่เป็นคนเป็นมนุษย์นะ ที่จะมีความเจริญสูงสุดยิ่งยอดยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ท่านเคยตรัสด้วย ผู้ที่จะใกล้พระพุทธองค์จะใกล้ตถาคต ก็ตามไม่ทัน ไม่มีใครใกล้ ในช่วงที่แค่จะใกล้ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ที่ตามมาอยู่นี้ ยังห่างๆๆ โพธิสัตว์จะใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไล่ทันพระพุทธเจ้า นี่เป็นสัจจะที่เข้าใจก็ไม่ง่ายนักเนาะ คือเป็นคนที่นำหน้าเจริญนำหน้าแล้วไม่มีที่สิ้นสุดเลย ชั่วไม่ทำมีแต่ดี ไม่ต้องไปพูดถึงสุขทุกข์ สุขทุกข์นั้นหมดตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์นี้หมดสุขหมดทุกข์ นอกนั้นยังมีความเป็นอยู่หรือมีชีวิตก็มีแต่ดีเป็นสมมุติสัจจะไปเรื่อยๆ ปรมัตถสัจจะสุดยอดคือสิ้นทุกข์สิ้นสุขแล้วสมบูรณ์แบบ อย่างถาวรยัง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาเคยพูดซ้ำซากเอาบาลีมายืนยัน คำตรัสของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว อาตมาก็พิสูจน์ตามพระพุทธเจ้า อาตมาก็มีสิ่งเหล่านี้แล้วจึงพูดได้อย่างแรงแข็งขันมั่นคงไม่เหลาะแหละ ไม่หลุกหลิกเลยเต็มเหนี่ยวเต็มคำเต็มความเต็มที่เต็มใจ เพราะฉะนั้น สัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และเอามาสอนคนให้รู้ตาม และมีผู้ปฏิบัติตามได้ มรรคผลได้ จึงเป็นสิ่งที่สุดยอดของความเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธที่มีธรรมะที่เป็นพุทธธรรมจึงเป็นธรรมะที่สุดยอด ในมวลมนุษยชาติแล้วไม่ว่าในยุคใดๆไหนๆ ถ้ายังมีศาสนาพุทธอยู่ ยอด จนกว่าศาสนาพุทธเอง คนเสื่อมจากศาสนาพุทธ ชาวพุทธเองเสื่อมไปจากศาสนาพุทธเองกลายเป็นศาสนาแก้ ศาสนาแปลง ศาสนาที่ไปเป็นแบบเทวนิยม ไปเป็นศาสนาที่เป็นเทวนิยม เป็นศาสนาที่เป็นไสยศาสตร์ เป็นศาสนาที่ไม่มีนิพพานแล้ว คือมีแต่เดรัจฉานวิชา เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่แปลว่า วิชาของสัตว์ แต่แปลว่า เป็นวิชาที่ขวางทางนิพพาน เดรัจฉาน แปลว่าขวาง เป็นวิชาที่มันขวางทางนิพพาน มันต้านทางนิพพาน มันไม่ไปกับทางนิพพาน มันออกนอกทางนิพพานไปเลย จึงเรียกว่า เป็นวิชาที่พาออกนอกทาง นอกขอบเขตบุญ นอกขอบเขตพุทธ พุทธที่แท้ๆ มันนอกไปเรื่อยๆ จนไกล สุดท้ายมันตรงกันข้ามเลย ศาสนาพุทธนี้ เอาไปเอามา สุดท้ายมาเป็นปฏิปักษ์ต่อพุทธเอง กลายเป็นผู้ทำลายศาสนาพุทธเอง จึงเป็นอนันตริยกรรม คนพวกนี้เป็นอนันตริยกรรม เป็นโจรปล้นศาสนาที่ฆ่าไม่ตาย อาตมาอธิบายมาแล้ว แม้แต่โจรที่ปล้นศาสนาที่ฆ่าไม่ตาย พระพุทธเจ้าท่านสมมุติว่า เหมือนพระราชาที่ครองบ้านเมืองแล้วมีโจรมาปล้น ปล้นบ้านปล้นเมืองหรือทำร้ายทำลายเมือง พระราชาก็ให
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive