660227 มหาวิทยาลัยที่ประสาทปริญญาโลกุตระ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 13.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์40 KB
วันที่แก้ไข4 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660227 มหาวิทยาลัยที่ประสาทปริญญาโลกุตระ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 13 https://www.boonniyom.net/53018.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Ugi5sb-ADllb2kgJiNyMMlt1LVqMzfbiHX6noMO16BE/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/151FcsOZf9HZraiZ6DDvdWoveIVJklyKC/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/3bJnbuljRV8 และ https://fb.watch/iYq2NgSl0p/

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หลักแหล่งของชีวิตที่ควรอาศัย พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคนรายการปรับทุกข์ปลูกธรรม วันนี้วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 8 ค่ำ วันพระน้อย เดือน 4 ปีเถาะ วันนี้ เราก็มาฟังธรรมกัน ชีวิตนี้ฟังธรรม มันเป็นความเจริญอย่างยิ่งยวด ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ชาติ ใครไม่ฟังธรรม จะฟังแต่โลกๆเขา โอ้โห..ทุกวันนี้ สนั่นหวั่นไหว มีอะไรต่ออะไรออกไปส่งเป็นข่าวคราว เป็นเรื่องราวอะไรต่ออะไรกัน ทั้งโกหก ทั้งหลอกลวง ทั้งใช้เล่ห์กลอะไรต่ออะไรน่าดู เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องมีแหล่งมีหลัก ว่าเราควรจะฟังสิ่งที่เป็นหลักเป็นแหล่งอันมีฐานแห่งความจริง เป็นสัจธรรม สักหลักสักแหล่งเถอะ จริงๆสัจธรรมจริงๆถูกต้องที่สุดมีหนึ่งเดียว พระพุทธเจ้าตรัสต้องค้นหาให้ได้ หลักแห่งใดที่ดีที่สุด ที่เราควรจะต้องใช้เวลา สัมผัส เสพข่าว เสพข้อมูล เสพสิ่งที่ควรจะเอามารับรู้ พิจารณาตัดสิน แล้วก็ใช้เป็นสิ่งที่จะอาศัยใช้ไปในชีวิตว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุปัจจัยองค์ประกอบของ กาละ เทศะ ฐานะ ตลอดเวลา เราก็ต้องรับทางโลกที่เขาเคลื่อนไหวไปตลอดเวลาด้วย ทั้งความจริงที่เรารู้หลักรู้แหล่งความเป็นจริงที่เป็นหนึ่งเดียวนั้นด้วย เอามาใช้พิจารณาตัดสินใจ โดยจะอนุโลมปฏ

อ่านต่อ

ิโลมกันอย่างไร มันจึงจะสามารถที่จะอยู่กันได้อย่างอนุโลมนั่นแหละ อย่างที่จะต้องเราบ้างเขาบ้าง ก่อนจะได้เข้าสู่เรื่องราวที่จะได้พูดกันวันนี้ ก็ขอ sms เดี๋ยวจะค้างเติ่ง ใน งานพุทธาภิเษกคงจะไม่ได้พูดกับ sms เท่าไหร่ เริ่ม 5 มีนาคม ตอนนี้ 27 พรุ่งนี้ 28 หมดแล้วเดือน เราก็จะมีรายการอีกคราวสองคราว

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน รู้ความเป็นสองได้ละเอียดบางเบาเท่าไหร่ก็คือผู้มีภูมิสูงขึ้นๆ _ขวัญใส · ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก แล้วที่หลวงปู่สอนให้อยากอายุยืนๆ แล้วจะระลึกถึงลมหายใจเข้าออกหรือคะ พ่อครูว่า... มันมีทั้ง 2 อย่าง เมื่อกี้พูดผ่านไปหน่อยนึงแล้วว่าความเป็นจริงที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะมี 2 อย่างให้เราเรียนรู้และอาศัยไปตลอด แต่สิ่งที่จบ สิ่งที่ตัดสิน สิ่งที่เป็นหนึ่ง เราจะมีความรู้และทำได้ เราก็อาศัยไป เพราะมันต้องมี 2 ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิต กับสิ่งที่เราอาศัย ตั้งแต่ มหาภูตรูป ไปจนกระทั่งถึงนามธรรมทั้งหมด เราต้องอาศัย จนกว่าเราจะตายอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายอย่างหมดเลย จิตนิยามของเรา แตกสลายเป็นดินน้ำไฟลมไป มันก็หมดความรับรู้ เมื่อนั้นน่ะ 0 สนิท ตอนนี้มีความ 0 โดยอาศัย 0 คือ กิเลสมันดับสนิท ไม่มีเศษไม่มีส่วนนั่นเป็นเป้าหมายหลัก อาการของกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด จนกระทั่งเป็นผงคลีธุลีละออง ขั้นอรูปอย่างไร ที่จะมี อาการ ลิงค นิมิต ให้เราศึกษาได้ อาการมันมีอย่างนี้ แล้วก็จับเครื่องหมายของอาการได้เรียกว่านิมิต มันเป็นนามธรรมที่ละเอียดบางเบาเรียกว่า ลหุตา มากที่สุดแล้ว คนไหนที่มีภูมิธรรมสามารถ จับลหุตา หรือเบาบางนั้นได้ สูงสุดก็คือคนนั้นแหละ ใครจะไม่มีเก่งเท่าที่ตนเองรับรู้ได้ ตนเองมีภูมิธรรมรับรู้ได้เท่านี้ก็เท่านี้ รู้ได้เท่าไรก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ฝึกฝนเรียนรู้นามธรรมจนละเอียดบางเบาไปได้มากเท่าไหร่ และได้มากอย่างเป็น อนุปคัมมะ หรือเป็น อภิภู ไปเรื่อยๆ เป็นผู้ที่รู้เองเป็นเองของตนเอง คนอื่นๆก็ไม่รู้กับเรา แต่ความละเอียดลออพวกนี้พูดกับคนอื่นยากแล้ว นอกจากคนที่มีภูมิใกล้กันก็พูดกันรู้เรื่องหรือพูดกับคนที่มีภูมิสูงกว่าก็จะรู้ได้ดี สรุปแล้ว เราต้องนึกถึงลมหายใจเข้าออก ว่า มันตายมันไม่เข้ามันไม่ออกมันก็ตาย ลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็ 2 อย่าง เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้ 2 ใน 1, 1 ใน 2 กับ 0 อันนี้เป็นจุดจบแล้ว และ อาตมาสรุปว่า ถ้าเข้าใจอัตราส่วนของคำว่า 0 แล้วก็ 1ใน 2, 2 ใน 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 อาตมาบอกแล้วตรงนี้เป็นหัวใจของศาสนาพุทธในด้านนามธรรมที่ผู้ปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติให้ตนเข้าถึงตรงนี้ ทำตรงนี้ให้ได้สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่หัวใจศาสนาอริยสัจ อันนั้น อริยสัจ 4 เป็นหัวใจศาสนาโครงสร้างใหญ่ แต่ผู้มาเรียนรู้แล้วต้องปฏิบัติเข้าไปถึงเวทนาในเวทนา เวทนา 108 แล้วทำเวทนา 2 จากมากมายตัดออกตัดออกจนเหลือ 2 แล้วทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ นี่แหละคือฐานอาศัย ผู้ที่ทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ก็จะทำ 1 กับ 0 ทำ 1 ให้เป็น 0 ซึ่ง 0 กับ 1 ก็เป็น 2 ใช่ไหม เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถทำ 2 ลดลงให้เป็น 1 ได้ มันก็จะสามารถทำให้ 1 เป็น 0 ได้ มันเป็นความบางเบาและหมดสิ้นไป แต่มันยังไม่สิ้นเพราะเรายังมีธาตุรู้ ยังมีชีวะอยู่ ยังไม่ได้ดับสิ้นชีวะ ยังไม่ได้ดับวิญญาณ ยังไม่แตกแยกวิญญาณหรือจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย มันก็ยังมีเรา ยังมีตัวรู้สึก ยังมีตัวรับรู้ ก็รู้ตัวจบที่สุดสภาวะหรืออาการที่สูงสุด จบ เพราะฉะนั้นต้องรู้ได้ด้วยตน อันนี้อย่างที่ท่านผู้รู้ท่านบอกด้วยภาษาว่าสภาวะตรงนี้ตรงกัน ใครที่มีภาวะนั้นก็จะรู้เอง นะ

SMS วันที่ 15-16 ก.พ. 2566

SMS วันที่ 24-26 ก.พ. 2566

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จะเรียนรู้เพื่อนิพพานต้องแยกกายแยกจิตให้ได้ _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกได้เปิดคลิปปัญญา 8 ที่มีผู้เมตตาอ่านบันทึกเสียงไว้เป็นตอนๆ ฟังถึงตอนไหนที่ลูกไม่เข้าใจก็ต้องย้อนมาฟังอีกหลายๆรอบ ลูกขอกราบขอบพระคุณท่านผู้เมตตาอ่านบันทึกเสียงไว้นี้เป็นอย่างมาก ลูกได้ฟังอยู่หลายคลิปแล้ว เห็นว่าเรื่อง กาย กับ จิต เป็นเรื่องที่พ่อครูนำมาสอนซ้ำมากที่สุด ยิ่งกว่าแม่ที่ยินดีเลี้ยงลูกน้อยที่ตนรักอย่างที่สุด อย่างซ้ำซากไปกับคืนวันอันยาวนาน กระนั้นลูกก็ยังโง่แล้ว โง่อีก ยังมีคำถามมากราบเรียนถามพ่อครูค่ะ ว่าการแยกกาย แยกจิต คือการมี กาย มีจิตให้แยก ลูกเห็นว่ากายมี กายนอก กายใน ลูกขอถามว่ากายในนั้นอยู่ข้างในคือจิตใช่ไหมคะ หรืออย่างไร น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... กายกับจิตเป็นภาษาใหญ่ภาษารวมที่จะต้องรู้ว่า เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย จิตก็อย่างหนึ่ง กายก็อย่างหนึ่ง แต่เมื่อไหร่เป็นจิตเมื่อไหร่เป็นกายและเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย อธิบายไปยากมากเลยแต่ก็อธิบายมาซ้ำแล้วซ้ำอีกตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน โดยเฉพาะผู้จะมาเรียนรู้เพื่อนิพพาน ถ้าแยกกายแยกจิต เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายก็หมายความว่า จิตไม่มีแล้ว เพราะกายมันจะมีจิตด้วย เมื่อมันไม่มีจิตเลย มันก็ไม่มีกาย เพราะฉะนั้นถ้ามันยังมีกายอยู่ มันก็ต้องมีจิตอยู่ร่วมหรือเจตสิกอยู่ร่วม นี่แหละความลึกซึ้งสูงสุด 2 ใน 1และ 1 ใน 2 ที่เป็นภาษาสิริมหามายา 2 คำ แต่มีความจริงที่ชัดว่าเมื่อไหร่บอกภาษา คำว่า กาย กับจิต หรือ อธิบายกายกับจิตลงไปว่า ภาษา 2 คำนี้ กายเป็นรูป จิตเป็นนาม กายเป็นตัวถูกรู้ จิตเป็นตัวผู้รู้ หรือ รูปเป็นตัวถูกรู้ นามเป็นผู้รู้ อันนี้ก็ต้องอธิบายในวิโมกข์ 8 ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็อธิบายแล้วอธิบายอีก มันไม่ง่าย ถ้าง่ายก็คงมีอรหันต์ง่ายๆเยอะเนาะ หรือมีโลกุตรบุคคล มีสมณะ 4 เหล่านี้เยอะ มันจึงได้เท่าที่มันได้ อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีได้เท่านี้ก็ อาตมาตัดสินให้คะแนนตัวเองว่า อาตมาชาตินี้ไม่สอบตก สอบได้แล้ว ตายก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้ขาดทุน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ต้องรู้จักกายจึงทำบุญจนหมดอาสวะได้สิ้น _พลังเพ็ญ คำด้วง · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ สมาธิของพุทธ ในขณะทำงาน เกิดได้ตลอดค่ะ ถ้ากระทบผัสสะแล้วอ่านเวทนา แยกรูปแยกนาม ออก เช่นเวลาคุยกับลูกค้าแล้วเกิดอารมณ์ไม่ชอบใจรำคาญ เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นรูป(กายนอกกาย)เห็นอารมณ์ไม่ชอบใจเกิดเป็นนาม(กายในกาย) แล้วสามารถทำให้อารมณ์ไม่ชอบใจหายไปได้ อันนี้ก็คือสมาธิเกิดในขณะทำงานแล้ว ลูกเข้าใจอย่างนี้ค่ะกราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ถ้าบอกว่ากายนอกกายกับคำว่ากายในกาย ใช้ภาษา ถ้าจะบอกว่ากายนอกกายคือรูป กายในกายคือนาม ชัดขึ้นไหม หรือจะบอกว่ากายนอกกายคือรูป กายในกายคือจิต หรือกายนอกกายคือกาย กายในกายคือจิตหรือเจตสิก จะเรียกว่าสมาธิเกิดในขณะทำงานแล้วก็ต้องถือว่า กำลังสะสมจิตที่สำเร็จให้มันตกผลึกสะสมเข้าไป สมาธิของฤาษีไม่รู้กายไปหลับตาปฏิบัติไม่รู้จักกิเลสดับกิเลสไม่ได้ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นรู้ในขณะที่ตื่นอยู่ ทำให้กิเลสดับได้ทำใจในใจขณะที่มันเกิดจริง แล้วพลังงานปัญญาพลังงานฌาน มันก็มาทำงานจนมันฆ่ากิเลสได้เรียกว่าบุญ บุญ คือเครื่องประหารกิเลส จนได้ชาญก็ประหารกิเลสลดลงมาจนได้ฌานที่ 4 มือที่ 4 หรือฌานที่ 5 คือบุญ ถ้าตัดกิเลส ตัวสุดท้ายด้วยคำว่าบุญคือตัวสุดท้ายเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้ายที่ ยังไงๆ พอเจอเพชฌฆาตนายบุญ เด็ดขาด การตายของกิเลสตายไม่ฟื้น ตายไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี เด็ดขาด แน่นอน ฟังบ่อยๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ ก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคำว่าบุญทุกวันนี้ไปกลายเป็นกุศล ไม่ได้ฆ่ากิเลสเลยมีแต่รักษา กุศล กุศลคือพลังงานที่เป็นคุณค่าคุณงามความดีที่เราจะต้องอาศัยมันไปตลอด แม้พระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอรหันต์ตั้งไม่รู้ขั้นสุดท้ายขั้นที่ 9 ท่านก็ไม่สันโดษในกุศล ไม่พอในกุศล แต่บุญมัน 0 เลยนะ มันตายแล้วมันไม่มีอีก ปุญญปาปปริกขีโณ พอทำงานเสร็จจบ กิเลสหมดแล้ว อันนั้นเรื่องนั้นก็จบกิจ บุญก็ไม่มีอีกเลย คนนี้จะไม่มีบุญอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องใช้บุญอีกเลย ไม่ต้องใช้เครื่องประหารนี้อีกเลย มันละเอียดอย่างนี้จึงยาก เพราะฉะนั้นคนได้เสื่อมจากศาสนาพุทธมาจนกระทั่งถึงยุคนี้ อาตมาเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าฟื้นขึ้นมา โอ้โห.. แสนยากแสนเย็น แต่มีผลสำเร็จสรุปแล้วอาตมาว่าทำงานมีผลสำเร็จ เพราะฉะนั้นอาตมาสบาย สรุปแล้วก็คือ สมาธิคือจิตที่สะอาดจากกิเลสจากอาสวะ ตกผลึกลงไป แล้วก็เป็นจิตตั้งมั่น เป็นอเนญชาๆๆ สมบูรณ์แบบ ในอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารคือ จัดการทำมนสิการ จัดการทำจิตในจิตของเรานี่แหละ ทำปุญญาภิสังขารคือ สร้างบุญมาฆ่ากิเลสให้ได้ จนกิเลสมันตายมันก็ไม่มีบุญจึงเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร จึงปรุงแต่งอย่างไม่ต้องเป็นบุญแล้ว จิตนั้นก็จะมีแต่จิตเจริญสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นยิ่ง มันไม่ได้สะสม จิตที่ไม่สะอาด จิตที่ไม่บริสุทธิ์ มีเจปริยญาณ 16 จนกระทั่งสะอาดหมดจดแล้ว เป็นอนุตรจิต จบแล้วไม่มีจิตเหนือกว่านี้ อนุตระ สอุตระ จิตที่เหนือกว่านี้ยังมีอีก อนุตระคือไม่มีอีกแล้วเอาตัวนี้ โดยอ่านวิมุติ แล้วก็อ่านสมาหิโต คือ จิตที่ตั้งมั่นตกผลึกลงตั้งมั่น จิตที่เอามาตกผลึกตั้งมั่นต้องเป็นจิตที่ตรวจแล้วตรวจอีก เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ตรวจแล้วตรวจ ตรวจแล้วตรวจอีก ว่ามันสะอาดแน่นะที่เอามาใส่ จะว่าเป็นธนาคารมันก็ไม่มีสภาวะแล้ว ใส่ในภาวะความว่างของเรา อาศัยคำว่า อัตตาที่อาศัยเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่สับสนเพราะเราไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้วอัตตานี้ อัตตา อัตตนียาใดๆ เราก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราอาศัยสภาวะนี้ ไปสู่ความไม่ยึดมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา หมดแล้วภาษา ผู้ทำได้จริงมันก็เป็นปัจจัตตัง สรุปแล้ว สมาธิของพระเจ้าจึงไม่หนี ไม่ต้องไปเต๊ะท่า ทำงานเป็นปกติสามัญเลย แล้วมีจิตแววไว มีจิตเป็น มุทุภูตธาตุ มีจิตเป็นลหุตา สามารถที่จะจับสภาวะกิเลส สภาวะทำงานของจิต กำจัดกิเลสได้ หมดสิ้นสะอาด จนรู้ถึงความสะอาดของจิต และเป็น 0 ไม่มีแล้ว จบกิจตรงที่ 0 แล้ว ยังไม่ตายก็อาศัย ก็ต้องมีธาตุรู้ที่สะอาดที่จิตสะอาด เพราะฉะนั้นจิตสะอาดที่เป็นจิตตกผลึกเป็น จิตสมาหิตะ จึงไม่เหมือนสมาธิทั่วไป ที่สะอาดหรือไม่สะอาดไม่รู้ อาสวะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นคำว่า อาสวะ จึงเป็นตัวตัดสิน ผู้ที่รู้อาสวะก็เพราะว่ารู้กาย รู้จิต รู้ธรรมะบริบูรณ์ ตามที่อาตมาเอา บุคคล 7 มาอธิบายให้ฟัง มี อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี บุคคล 7 ตั้งแต่ 2 ตระกูล ตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา แต่ท่านไม่เรียกปัญญา ท่านเรียกว่า ตระกูลพุทธิจริต 2 ตระกูลใหญ่ จนกระทั่งสามารถทำ วิมุติได้ เป็นอันที่ 3 ทีนี้ศรัทธาวิมุติ มันรู้ยากรู้ช้า แล้วก็ไปหลงติดยึดในศรัทธาวิมุติ ที่มันมิจฉา ซึ่งมันเป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ที่ไม่ใช่ว่าไปบังคับเขาไปข่มไปดูถูก แต่เขาต้องเป็น เขาจะไม่รู้ กว่าจะรู้ว่าวิมุติของพระพุทธเจ้าต้องลืมตา ต้องมีกาย แต่เดียรถียร์นั้นผิด ทิฏฐิปัตตะเป็นสาย ธัมมานุสารีจึงเป็นแก่นรู้ง่าย ปัตตะแปลว่าบรรลุตามทิฏฐิ ตามความเป็น ความเข้าใจจึงทำได้ ทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ เพราะฉะนั้น ทาง ศรัทธาวิมุติถ้าไม่รู้อริยสัจ 4 ทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ เหตุแห่งทุกข์มันไม่รู้ดับไม่ได้ได้แต่สะกดจิตไม่ได้ดับเหตุ มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ ถ้าศรัทธาวิมุติสามารถมีปัญญาเข้ามาบ้าง จับกิเลสได้ดับสิ้นอาสวะได้ ก็จึงถึงจะขึ้นเป็น ทิฏฐิปัตตะ จากนั้น ถึงจะชัดเจนมีกายสักขี เพราะฉะนั้นผู้ที่มีกายสักขีก็จะสามารถทำให้อาสวะบางอย่าง ได้หมด ชัดเจนยิ่งขึ้นๆๆๆ เพราะฉะนั้นใน ทิฏฐิปัตตะ กับ กายสักขี นี่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเอาไว้ว่า จะไม่เหมือนกัน ๔. ทิฏฐิปัตตะ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญาและปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติจนเกิดปัญญาพละ ๕. กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัวคือ ท่านที่ต้องสัมผัสวิโมกข์๘ ด้วยกาย อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ยังปฏิบัติเพื่ออรหันต์ ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ ในงานพุทธาภิเษก คงจะได้อธิบายให้ละเอียดลออ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอธิบายจากพรหมจารสูตรหรือว่าเอาจรณะ 15 วิชา 8 มาอธิบาย ดูก่อนดูเหตุปัจจัยก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แก้กรรมคือการได้ชดใช้กรรมวิบากล้างเหตุคือกิเลสหมด _จรรยา ประเสริฐ · กรรมวิบาก เป็นตัวเคลื่อน กรรมวิบาก ชี้ชะตาในตัวเราทั้งหมด แก้กรรมได้ด้วยการ ยอมใช้วิบากด้วยความเต็มใจ ดีแล้วหนอที่เราได้ชดใช้ สร้างกุศล วิบากดี ต่อตัวเราเอง เท่าที่ปัญญารู้ได้ ต่อไป กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... คำว่าแก้กรรมนี้ไปทำเป็นเล่นไป เป็นพิธีการแก้กรรม มันก็เล่นลิเกละครหลอกกันไป คนเป็นเจ้าพิธี เป็นผู้เก่ง สามารถแก้กรรมเขาได้ เหมือนอย่าง ชีอะไร แก้กรรมได้ กรรมของใครกรรมของมัน ใครจะไปแก้ของใครได้ นอกจากตัวเองแก้เอง ถ้าผู้ใดสามารถรู้ว่าเราได้ชดใช้กรรมของเรา ด้วยการได้รับวิบากไม่ดีก็ตาม เกิดปัญญารู้กิเลส ทำให้กิเลสดับได้ นี่แหละเราแก้กรรม ตัวที่ชัดที่สุดเป็นโลกุตระ ก็คือรู้จักกิเลส แล้วทำให้กิเลสตายได้ ลดได้ ตายเลย กรรมต่อไปของคุณก็ได้แก้ไขแล้ว ปรับปรุงกรรม จากนั้นไป เหตุมันก็ตายไม่ฟื้น ไม่มีเหตุที่จะทำให้ชั่ว ไม่ดี หรือ เป็นทุกข์ ถึงขั้นไม่ทำให้เป็นทุกข์ แม้ที่สุดไม่ทำให้เป็นทุกข์เป็นสุข ไม่เป็นทั้งสุขทั้งทุกข์ได้อย่างจริงจัง

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อ่านจิตให้ถึงอุเบกขาพาบรรลุชัด _จนแท้ บุญคุ้มมาจน · อ.รัตภูมิ สงขลาภาพเสียงชัดเจนครับ.ลูกอยู่ข้อที่ยังไม่ได้โสดาบันครับ.เป็นแค่คนข้างวัด.แต่จะพากเพียรครับ. พ่อครูว่า... เอาดีๆให้ชัดๆเจนๆอย่าสับสนนะต้องอ่านสภาวะและรู้ชัดเจน ที่ไม่ลงไปก่อนว่าเราได้ดีอยู่ แต่ถ้าได้แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราเองได้มันก็โง่ต่อไปอยู่นะ ต้องให้ชัดอ่านอาการ ลิงค นิมิต อาการทางสภาวะจิตเจตสิกหรือกายเวทนาจิตธรรม พวกนี้พยัญชนะที่มันสื่อสภาวะในหมวดที่ทำงานร่วมกันเป็นกรุ๊ปๆเป็นหมู่ๆไป ต้องรู้ทั้งกายเวทนาจิตหรือธรรมะ เวทนา 108 ก็ต้องรู้ ในหมู่เป็น 2 มี กายิกะกับเจตสิกกะ หมู่ที่เป็น 3 เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ก็ดี หรือดูรายละเอียดของมัน ที่มีพลังดีกรีของมัน เป็นอินทรีย์ของมัน สุขิณทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นน้ำหนักของมัน หยาบ ตั้งแต่สุขหรือทุกข์ ได้แล้วก็เป็นโสมนัส โทมนัส หมดโทมนัส โสมนัส ก็เป็นอุเบกขา เราก็รู้อาการจิตว่า เราได้ฐานอุเบกขาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ต้องชัดเจน ฐานอุเบกขาก็เป็นฐานสุดท้ายของจิต ที่บริสุทธิ์จากกิเลสแล้วมันก็สั่งสมตกผลึกลงเป็น สมาหิโต เป็นจิตสมาธิแบบพุทธอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ก็ต้องพยายามอ่านจริงๆ ดีแล้วล่ะไม่หลงตนว่าได้สูงเกิน แต่ก็อย่าติด ว่า อ้าว.. เราได้แล้วก็จมซ้ำแซะอยู่ในโสดาบัน วนอยู่นั่นแหละ แล้วก็ยังถือว่าไม่ได้โสดาบันอีก มันก็แย่กันพอดี ต้องให้ชัดเจน

_Natchawan Sriphatsongsaeng ณัชวรรณ ศรีพัฒน์ส่องแสง · นอบน้อมกราบๆๆท่านพ่อครูด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงด้วยเศียรเกล้าเจ้าคะ ดิฉันดีใจที่ถึงแม้เจอพ่อครูตอนอายุมากแล้ว ก็ยังถือว่าดิฉันยังมีโอกาสได้มีเชื้อเผ่ากอเป็นลูกพ่อครู ถึงการปฎิบัติในการลดกิเลสของลูกบางครั้งได้บ้างไม่ได้บ้าง ลูกก็ตื้นตันใจต่อยอดเชื้อโลกุตระแล้วเจ้าคะ พ่อครูว่า... ดีมาก ตอนนี้ทำอย่างไร ต้องทำต่อ ทำต่อ ตอนนี้ต่อยอด ต่อขั้นฐานไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ศัพท์คำว่า ทำต่อ ทำต่อ กำลังดังมากอยู่นะ

_Marisa Melo มาริสา เมโล · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอันสูงสุด น้อมกราบท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ยังระลึกถึงบรรยากาศใต้เฮือนศูนย์สูญค่ะ มีแต่ความร่มเย็นและพลังงานดีๆ ค่ะ เดี๋ยวจะกลับไปรวมพลังหมู่มิตรดีอีกเร็วๆ นี้ค่ะสาธุค่ะ พ่อครูว่า... นี่เรากำลังเทศน์อยู่ขณะนี้ที่ใต้เฮือนศูนย์สูญใช้ทั้ง ศูนย์และสูญ เขาจำบรรยากาศนี้ได้ จริง พวกเรานี้ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ อาตมาก็สรุปไว้อย่างนั้นก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ชาวอโศก มี GDP โลกุตระ _Songyut Akkakoson (ทรงยุทธ อัคคโกศล)·กราบเรียนพ่อครู นีอูเอ (Niue) เป็นหมู่เกาะปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีความสัมพันธ์แบบ Free Association กับประเทศนิวซีแลนด์ GDP 10.01 ล้าน USD (ไทย 455.22 ล้าน USD)(ข้อมูลจาก World Bank ปี 2560) พ่อครูว่า... อาตมาว่า ถ้าจะมาว่า GDP ตอนนี้น่าจะไม่ใช่อย่างที่เห็น เพราะว่าพลเอกประยุทธ์ได้บริหารมาอีกหลายปี คำว่า GDP เป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก นักเศรษฐศาสตร์จะพูดกับอาตมารู้เรื่องยาก หรือแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ฟังในหลวงตรัสเรื่องขาดทุนของเราคือกำไรของเราก็ยากมาก อาตมาก็พยายามอธิบายรายละเอียดของสิ่งที่เราเสียนี่แหละคือเราได้ มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ที่เสียสละไป ศูนย์ได้มากหรือน้อยลงถ้าไปคือเจริญ ถ้าไปเอาของเขามามาก ยิ่งใช้ domestic คือ GDP ตัว D คือโดเมสติกมันเป็นของภายในของเรา เช่น ผลผลิตของเราเป็น Product ผลผลิตของเรานะไม่ใช่ไปเอาผลผลิตของคนอื่นนั้นหนึ่ง 2.ไม่เอาผลผลิตของคนอื่นหรอกแต่ไปตีรวม Gross รายได้องค์รวม ไปเอาที่ไปโกงเขามาไปเอาเปรียบจากภายนอกมาเป็นรายได้เป็น domestic ผิดอีก นั่น 1 แต่ ถ้าองค์รวมไปเอาเปรียบ เอารายได้มาบวกด้วยแล้วถือว่าเป็นความเจริญ แต่จริงๆไม่ใช่ความเจริญ ของโลกุตระนั้นคือไม่เอาเปรียบเขาจากข้างนอกด้วย 1และ 2 เครื่องชี้บ่งต้องยิ่งเป็น 0 ลงไป น้อยลงไปอีกคือความเจริญ ไม่ใช่ตัวเลขมากขึ้นคือความเจริญ แหม มันซ้อนนะ อาตมาจึงเห็นใจพวกที่ไปเรียนเศรษฐศาสตร์มาจากเทวนิยมจากพวกที่เขาไม่เข้าใจโลกุตระ ตำราเรียนมาจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ทางทุนนิยม ต่างประเทศเขามายุโรปก็ดีอเมริกาก็ดีอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ในทางเอเชีย ถ้าไม่ใช่โลกุตระของประเทศไทย โดยเฉพาะแม้แต่เถรสมาคมก็ยังยาก มันต้องมามหาลัยของอโศก ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้ยกตัวอย่างอะไรแต่พูดความจริงที่ท่านจะต้องฟังสัจจะความจริงอันนี้ แล้วศึกษาแล้วมาพิสูจน์ ซึ่งเป็นสัจจะวิชาการเป็นสัจธรรมที่สุดยอดจริงๆไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้วของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ ที่อาตมาพาพวกเราทำ ชาวอโศก อันนี้เป็นตัวบุคคลจริงมีสาธารณโภคีแล้วทุกคนที่จะสามารถสบาย ไม่ต้องสะสมเงินทองเป็นของตัวเองเลย อปจยะ ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์แล้วเอามารวมกัน สะพัดไป ใครดูแลมีหน้าที่การสะพัดก็สะพัด ใครมีหน้าที่ในที่สร้างก็สร้าง สร้างแต่ของดี สร้างแต่ของที่เจริญงอกงามไพบูลย์ขึ้น เอามาให้แล้วก็เอาไปเผยแพร่แจกจ่าย ขายอย่างเสียสละขายอย่างสูง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นตลกไม่ใช่เรื่องเล่นลิเกไม่ใช่เรื่องหลอกแต่เป็นเรื่องจริง ที่มีคนจริงมีปรากฏการณ์จริง มีสิ่งยืนยันได้ มีฟีโนมิน่า ซึ่งไม่ใช่แค่ ฟีโนมิน่า ซึ่งของเราเป็นฟีโนมินอลเป็นเอกพจน์ กลุ่มอโศกของพวกเราทำอยู่ทุกวันนี้แต่มันมีหลากหลายมีเยอะ กลุ่มอโศกก็มีหลายชุมชนทำอยู่ตรงนั้นตรงกัน หมดปัญหาเศรษฐกิจ คือมาเป็นคนจน ผู้ยังไม่เป็นคนจน เป็นคนจนไม่ได้ แล้วยิ่งจะต้องให้หมดความจน จะต้องไปเป็นคนรวย คนรวยคนนั้นคือคนยังสับสนอยู่

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แนวคิดเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของมหาวิทยาลัย โลกุตระ _ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : "การเมือง"ยุคนี้ ถ้าไม่มี "ลุงตู่" เป็นนายก บ้านเมืองคงวุ่นวายน่าดูครับ เพราะคนส่วนใหญ่ ที่ยังมีความเห็นผิดเป็นถูก โดยหลงรูปลักษณ์ภายนอกที่เขามาหลอกลวงว่าจะให้สารพัดอย่าง ใครที่จะมาบริหารประเทศชาติ ต้องมีบุญมีบารมี ไม่ใช่จะจับใครมาทำมาบริหาร หรือคัดเลือกมาจากคะแนนเสียง ที่ได้มาจากความหลงหรือหลอกลวง หรือ ทำเพื่อใครบางคน คนที่มาแรงด้านความหลง "อุ๊งอิ๊ง" ก็เป็นแค่หุ่นเชิดเท่านั้น เพื่อดึงความนิยมในตัวของ (ทักษิณ) และพรรคพวกของตนเท่านั้น (ทักษิณ) คอยชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมด แม้กระทั่งการทำงานและการหนีออกนอกประเทศของ (ยิ่งลักษณ์) เขาก็เป็นคนวางแผนทั้งหมด มาถึง"อุ๊งอิ๊ง" เขาวางแผนไว้ ถ้าสำเร็จเขาก็อาจจะกลับประเทศไทยได้ "แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก" เพราะมีกฏหมายอยู่ การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองถ้าเทียบชั้นการทำงาน"อุ๊งอิ๊ง" กับ"ลุงตู่" ลุงตู่คือความจริงตรวจสอบได้มีผลงานเห็นชัดแจ้ง และมีความสุจริตใจในทุกเรื่อง และเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศโดยเฉพาะที่เห็นได้ และไม่เคยมีนายกคนไหนทำได้ตลอดมาหลายสิบปี เพราะเขาไม่ชอบคนไทยที่ไปขโมยเพชรซาอุเขามา แต่ "ลุงตู่" ได้สร้างมิตรภาพและความมั่นใจใหม่สำเร็จ เปิดการบินและเส้นทางการค้า ที่ขาดการติดต่อกันไปหลายสิบปี หลายๆอีกผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ..คนไหนตาสว่างเขาก็เห็น (คนไหนตาบอด) เพราะหลงคำหลอกลวงหวานๆ ทำให้ตายเขาก็มองไม่เห็น.แต่เห็นแต่พวกเดียวกัน แม้โกงหรือทำไม่ดีแต่ก็ดีเพราะพวกเดียวกัน เทียบกันแบบนักเลง..ในด้านบริหารประเทศชาติ คือ (กระดูกมันคนละเบอร์)..ครับ..กราบพ่อท่านด้วยความเคารพสูงอย่างยิ่งครับ... พ่อครูว่า... ความเห็นของคุณถูกต้องหมดตามภูมิอาตมาตัดสินเห็นด้วย ก็เป็นเรื่องจริงของสังคมประเทศไทย ที่มันเป็นปรากฏการณ์จริงไม่ใช่เป็นเรื่องนิทานไม่ใช่เรื่องสมมุติ ไม่ใช่เรื่องที่ฝันเพ้ออยู่ในห้วงความคิด เหมือนเรื่อง utopia ของโทมัส มอร์ แต่เป็นเรื่องจริงปรากฏการณ์จริงในโลก ของประเทศไทย คำพูดที่พูด โวๆๆๆ กับ การลงมือกระทำที่เกิดผลจริง มีแต่การพูด โวๆๆ เป็นเรื่องใหญ่พอมาทำจริงแล้วมันกลับไม่เป็นอย่างที่พูด นอกจากไม่เป็นอย่างที่พูดแล้วซ้อนลงไปตรงที่การกระทำดันกลับไปโกงเขาอีก ดันหลอกลวงซ้ำซ้อนอีก แล้วคนที่โง่ Double โง่ Triple โง่ ก็ไปหลงคารมเขาอีก มันห้ามไม่ได้จริงๆคนในโลกมันก็มีโง่กับฉลาด เพราะฉะนั้นคนโง่เขาก็ยังหาพวกได้ตลอดเวลาไม่ว่ายุคกาลไหนๆ ยุคก่อนพระพุทธเจ้า ยุคพระพุทธเจ้า ยุคนี้ เหมือนกัน มีอยู่อย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาฝึกฝนทางจิตให้เกิดความรู้มีโลกุตรธรรมจึงจะฉลาดรู้เท่าทัน รู้เท่าทันการพูดกับการลงมือทำ แค่นี้ที่เรียกภาษาเพราะๆว่า วาทกรรม กับการไม่ใช้วาทกรรมแต่เป็น ยถาวาทีตถาการี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ลงมือทำมีผลเกิดจริง 2 อย่างนี้แหละเป็นตัวชี้วัด ตัดสินของผลความจริง ว่ายังไหนมันคือความจริงที่แท้จริงกว่ากัน เอาแต่พูดโวๆๆ หรือแม้แต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน