09 บทที่ 4.pdf
เนื้อหาในไฟล์
59 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมต่อภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เก็บข้อมูลก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ จากกลุ่มตัวอย่างจ้านวน 117 คน น้าเสนอผลการวิจัยด้วยการบรรยายประกอบตาราง ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบภาวะสุขภาพ ได้แก่ น้้าหนักตัว ระดับดัชนีมวลกายระดับความดันโลหิตตัวบน และระดับความดันโลหิตตัวล่าง ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมก่อนและหลังการทดลอง ตอนที่ 4 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมก่อนและหลังการทดลอง ตอนที่ 5 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมรายด้านก่อนและหลังการทดลอง ตอนที่ 6 ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นจากค้าถามปลายเปิดหลังจากการเข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ตอนที่ 7 ผลการวิเคราะห์ค่าพลังงานและสารอาหารของอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมสูตร 2 น้องพุทธ สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้สื่อความหมายในการวิจัย ในการน้าเสนอและแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยก้าหนดสัญลักษณ์และอักษรย่อต่างๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ ดังนี้ n แทน ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (X) แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าของตัวสถิติที่มีการแจกแจงแบบ t เพื่อใช้ทดสอบความมีนัยส้าคัญ p แทน ค่าความน่าจะเป็นของสถิติที่ค้านวณได้ เพื่อใช้ทดสอบความมีนัยส้าคัญ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ผล
อ่านต่อ
การศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ประกอบด้วย เพศ อายุ ดังตารางที่ 8 60 ตารางที่ 8 จ้านวนและร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง (n) จ้าแนกตามข้อมูลทั่วไป (n = 117) ข้อมูลทั่วไป จ านวน ร้อยละ เพศ ชาย 28 23.90 หญิง 89 76.10 รวม 117 100.00 อายุ 40 - 44 ปี 19 16.24 45 - 49 ปี 19 16.24 50 - 54 ปี 29 24.79 55 - 59 ปี 50 42.73 รวม 117 100.00 อายุต่้าสุด = 40 ปี อายุสูงสุด 59 ปี อายุเฉลี่ย 51.91 ปี (S.D. = 5.971) จากตารางที่ 8 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 76.10 และเพศชายร้อยละ 23.90 ด้านอายุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 55-59 ปี คิดเป็นร้อยละ 42.73 รองลงมามีอายุระหว่าง 50 -54 ปี ร้อยละ 24.79 อายุ 40-44 และ 45-49 ปี มีจ้านวนเท่ากันคิดเป็นร้อยละ 16.24 โดยมีอายุต่้าสุด 40 ปี อายุสูงสุด 59 ปี และอายุเฉลี่ย 51.91 ปี (S.D. = 5.971) ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบภาวะสุขภาพ ได้แก่ น้้าหนักตัว ระดับดัชนีมวลกาย ระดับ ความดันโลหิตตัวบน และระดับความดันโลหิตตัวล่าง ตารางที่ 9 การเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับดัชนีมวลกายของกลุ่มตัวอย่าง (n) ก่อนและหลังการทดลอง (n = 117) ระดับดัชนีมวลกาย (Kg/m2) ก่อนทดลอง หลังทดลอง จ านวน (คน) ร้อยละ จ านวน (คน) ร้อยละ ปกติ (18.50-22.99) 0 0 7 5.98 เกินเกณฑ์มาตรฐาน (23.00-24.99) 36 30.77 36 30.77 อ้วนระดับ 1a (25.00-29.99) 60 51.28 57 48.72 อ้วนระดับ 1b (30.00-34.99) 15 12.83 12 10.26 อ้วนระดับ 2 (35.00-39.99) 5 4.27 5 4.27 อ้วนระดับ 3 (มากกว่า 40.00) 1 0.85 0 0 รวม 117 100 117 100 61 จากตารางที่ 9 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ ก่อนการทดลองส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายในระดับอ้วน1a จ้านวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 51.28 รองลงมาเป็นระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน จ้านวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 30.77 และก่อนทดลองไม่มีกลุ่มตัวอย่างอยู่ในกลุ่มดัชนีมวลกายปกติ (เนื่องจากตามเกณฑ์คัดเข้ากลุ่มตัวอย่างต้องมีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานขึ้นไป) หลังการทดลอง พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายในระดับอ้วน1a จ้านวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 48.72 รองลงมาเป็นระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน จ้านวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 30.77 และน้อยที่สุดอยู่ในกลุ่ม ดัชนีมวลกายปกติ จ้านวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 5.98 ตารางที่ 10 การเปรียบเทียบความแตกต่างของความดันโลหิตของกลุ่มตัวอย่าง (n) ก่อนและหลังการทดลอง (n = 117) ระดับความดันโลหิต มิลลิเมตรปรอท ก่อนทดลอง หลังทดลอง จ านวน (คน) ร้อยละ จ านวน (คน) ร้อยละ ระดับ Optimal (<120 และ <80) 51 43.59 59 50.43 ระดับ Normal (120-129 และ/หรือ 80-84) 22 18.80 30 25.64 ระดับ High normal (130-199 และ/หรือ 85-89) 44 37.61 28 23.93 รวม 117 100 117 100 จากตารางที่ 10 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญก่อนการทดลองส่วนใหญ่มีความดันโลหิตระดับดี (Optimal) จ้านวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 43.59 รองลงมาอยู่ในระดับ Hi normal จ้านวน 44 คนคิดเป็นร้อยละ 37.61 และน้อยที่สุดอยู่ในระดับ Normal จ้านวน 22 คนคิดเป็นร้อยละ 18.80 และ หลังการทดลองพบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วนมี ความดันโลหิตระดับ Optimal จ้านวน 59 คนคิดเป็นร้อยละ 50.43 รองลงมาอยู่ในระดับ Normal จ้านวน 30 คนคิดเป็นร้อยละ 25.64 และน้อยที่สุดอยู่ในระดับ Hi normal จ้านวน 28 คนคิดเป็นร้อยละ 23.93 ตารางที่ 11 แสดงภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง (n) ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง (n=117) ภาวะสุขภาพ ค่าต่ าสุด ค่าสูงสุด (X) S.D. ก่อนการทดลอง น้้าหนัก (กิโลกรัม) 46.40 120.00 68.50 11.704 ดัชนีมวลกาย (Kg/m2) 23.01 45.17 27.46 3.694 ความดันโลหิตตัวบน (มิลลิเมตรปรอท) 89.00 139.00 120.18 12.650 ความดันโลหิตตัวล่าง (มิลลิเมตรปรอท) 52.00 89.00 75.12 8.800 62 ตารางที่ 11 (ต่อ) ภาวะสุขภาพ ค่าต่ าสุด ค่าสูงสุด (X) S.D. หลังการทดลอง น้้าหนัก (กิโลกรัม) 45.50 112.00 66.76 11.250 ดัชนีมวลกาย (Kg/m2) 22.41 36.07 26.71 3.344 ความดันโลหิตตัวบน (มิลลิเมตรปรอท) 86.00 139.00 116.50 12.782 ความดันโลหิตตัวล่าง (มิลลิเมตรปรอท) 52.00 89.00 74.29 7.860 จากตารางที่ 11 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ ก่อนการทดลองมีน้้าหนักเฉลี่ย 68.50±11.70 กิโลกรัม น้้าหนักมากที่สุด 120 กิโลกรัม และน้้าหนักน้อยที่สุด 46.40 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 27.46±3.70 Kg/m2 ดัชนีมวลกายมากที่สุด 45.17 Kg/m2 และดัชนีมวลกายน้อยที่สุด 23.01 Kg/m2 ความดันโลหิตตัวบนเฉลี่ย 120.18±12.65 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตตัวบนมากที่สุด 139 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 89 มิลลิเมตรปรอท และ ความดันโลหิตตัวล่างเฉลี่ย 75.12±8.80 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตตัวล่างมากที่สุด 89 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 52 มิลลิเมตรปรอท หลังการทดลองมีน้้าหนักเฉลี่ย 66.76±11.25 กิโลกรัม น้้าหนักมากที่สุด 112 กิโลกรัม และน้้าหนักน้อยที่สุด 45.50 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 26.71±3.34 Kg/m2 ดัชนีมวลกาย มากที่สุด 36.07 Kg/m2 และดัชนีมวลกายน้อยที่สุด 22.41 Kg/m2 ความดันโลหิตตัวบนเฉลี่ย 116.50±12.78 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตตัวบนมากที่สุด 139 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 86 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวล่างเฉลี่ย 74.29±7.86 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิต ตัวล่างมากที่สุด 89 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 52 มิลลิเมตรปรอท ตารางที่ 12 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของภาวะสุขภาพ ได้แก่ น้้าหนักตัว ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตตัวบน ความดันโลหิตตัวล่าง ของกลุ่มตัวอย่าง (n) ก่อนและหลังการทดลอง (n=117) ภาวะสุขภาพ การแปลผล Mean Difference t p-value ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. (X) S.D. น้้าหนักตัว (kg) 68.50 11.704 66.76 11.250 1.74 14.706 .000* ดัชนีมวลกาย (kg/m2) 27.46 3.694 26.71 3.344 0.75 9.084 .000* ความดันโลหิตตัวบน (มม.ปรอท) 120.18 12.650 116.50 12.782 3.68 4.132 .000* ความดันโลหิตตัวล่าง (มม.ปรอท) 75.12 8.800 71.91 7.860 0.83 1.375 .000* * มีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 63 จากตารางที่ 12 ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีน้้าหนักตัวหลังการทดลองเฉลี่ย (X= 66.76) ลดลงกว่าก่อนการทดลอง (X= 68.50) อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีระดับดัชนีมวลกายหลังการทดลองค่าเฉลี่ย (X= 26.71) ลดลงกว่าก่อนการทดลอง (X= 27.46) อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีระดับความดันโลหิตตัวบนหลังการทดลองเฉลี่ย (X= 116.50) ลดลงกว่าก่อนการทดลอง (X= 120.18) อย่างมีนัยส้าคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 และระดับความดันโลหิตตัวล่าง หลังการทดลองเฉลี่ย (X= 71.91) ลดลง กว่าก่อนการทดลอง (X= 75.12) อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 13 แสดงผลของพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่าง (n) ก่อนและหลังการทดลองด้านการรับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล (n=117) ประเด็นค าถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. การ แปลผล (X) S.D. การ แปลผล ด้านการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 1. การดื่มน้้าสมุนไพรปรับสมดุลก่อนอาหาร 3.21 1.589 ปานกลาง 4.68 0.654 มาก 2. การดื่มน้้าสมุนไพรปรับสมดุล หลังอาหารทันที 3.70 1.515 ปานกลาง 3.77 1.539 ปานกลาง โดยรวม 3.45 0.893 ปานกลาง 4.22 0.862 มาก จากตารางที่ 13 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมด้านการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล ก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.45±0.893 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลในระดับปานกลาง การดื่มน้้าสมุนไพรปรับสมดุลหลังอาหารทันที เฉลี่ยสูงที่สุด (3.70±1.515) รองลงมาคือ การดื่มน้้าสมุนไพรปรับสมดุลก่อนอาหาร (3.21±1.589) หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.22±0.862 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลในระดับมาก โดยมีพฤติกรรมการดื่มน้้าสมุนไพรปรับสมดุลก่อนอาหารเฉลี่ยสูงที่สุด (4.68±0.654) รองลงมาคือ การดื่มน้้าสมุนไพรปรับสมดุลหลังอาหารทันที (3.77±1.539) 64 ตารางที่ 14 แสดงผลของพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่าง (n) ก่อนและหลังการทดลองด้านการรับประทานอาหาร ปรับสมดุล (n=117) ประเด็นค าถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. การแปลผล (X) S.D. การแปลผล ด้านการรับประทานอาหาร ปรับสมดุล 1. การหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด เผ็ดจัด 3.17 1.510 ปานกลาง 4.68 0.654 มาก 2. การรับประทานอาหารที่มี เส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้อย่างเพียงพอ 3.71 1.130 ปานกลาง 3.77 1.539 ปานกลาง 3. การรับประทานอาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธตามหลักการรับประทานอาหารของแพทย์ วิถีธรรม 2.36 1.534 น้อย 4.22 0.862 มาก 4. การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด อย่างน้อย 30 ครั้งขึ้นไปต่อค้า 2.36 1.323 น้อย 4.68 0.654 มาก 5. การลด ละ เลิก อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีโทษต่อสุขภาพ เช่น เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ ขนมหวาน เครื่องดื่มชูก้าลัง 3.36 1.584 ปานกลาง 3.77 1.539 ปานกลาง 6. การได้ฝึกท้า อาหารปรับสมดุลร้อนเย็น แบบประหยัด เรียบง่ายและปรุงรสไม่จัด 2.52 1.590 ปานกลาง 3.54 1.573 ปานกลาง โดยรวม 2.91 1.126 ปานกลาง 4.21 0.597 มาก จากตารางที่ 14 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมด้านการรับประทานอาหารปรับสมดุลก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 2.91±1.126 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ อย่างเพียงพอค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (3.71±1.130) รองลงมาได้แก่ การลด ละ เลิก อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีโทษต่อสุขภาพ เช่น เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ ขนมหวาน เครื่องดื่มชูก้าลัง (3.36±1.584) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ การรับประทานอาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธ ตามหลักการรับประทาน 65 อาหารของแพทย์วิถีธรรม (2.36±1.534) และการเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด อย่างน้อย 30 ครั้งขึ้นไปต่อค้า (2.36±1.323) หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.21±0.597 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ปรับสมดุลในระดับมาก โดยมีพฤติกรรมการปฏิบัติเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการทานอาหาร รสจัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด เผ็ดจัด (4.68±0.654) และพฤติกรรมการเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด อย่างน้อย 30 ครั้งขึ้นไปต่อค้า (4.68±0.654) รองลงมาได้แก่ การรับประทานอาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธ ตามหลักการรับประทานอาหารของแพทย์วิถีธรรม (4.22±0.862) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ การฝึกท้าอาหารพลังงานต่้า (อาหารมังสวิรัติปรับสมดุลร้อนเย็น แบบประหยัด เรียบง่ายและปรุงรสไม่จัด) มีค่าเฉลี่ย 3.54±1.573 ตารางที่ 15 แสดงผลของพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการออกก้าลังกาย ประเด็นค าถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. การแปลผล (X) S.D. การแปลผล ด้านการออกก้าลังกาย 1. การได้ออกก้าลังกายด้วยการเดินเร็ว 2.62 1.305 ปานกลาง 3.21 1.057 ปานกลาง 2. การอบอุ่นร่างกายก่อนออกก้าลังกายทุกครั้ง 2.57 1.335 ปานกลาง 3.43 1.335 ปานกลาง 3. การคลายอุ่นร่างกายหลังออกก้าลังกายทุกครั้ง 2.56 1.329 ปานกลาง 3.34 1.321 ปานกลาง 4. การออกก้าลังกายโดยการเคลื่อนไหวร่างกายนานเท่าที่รู้สึกพอดี ตามสภาพร่างกาย และหยุดเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ๆ 3.34 1.240 ปานกลาง 3.89 1.097 มาก 5. การได้ใช้แรงบ้าเพ็ญประโยชน์ ในค่าย เช่น ท้าความสะอาดห้องน้้า ท้าความสะอาดศาลาอบรม ท้ากสิกรรมไร้สารพิษ ท้าอาหาร และแยกขยะ 2.76 1.495 ปานกลาง 4.20 1.085 มาก โดยรวม 2.77 1.025 ปานกลาง 3.61 0.887 ปานกลาง จากตารางที่ 15 พบว่า ผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกายก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 2.77±1.025 66 คือ มีพฤติกรรมด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมการออกก้าลังกายโดยการเคลื่อนไหวร่างกายนานเท่าที่รู้สึกพอดี ตามสภาพร่างกาย และหยุดเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ๆ ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (3.34±1.240) รองลงมาได้แก่ การได้ใช้แรงบ้าเพ็ญประโยชน์ในค่าย เช่น ท้าความสะอาดห้องน้้า ท้าความสะอาดศาลาอบรม ท้ากสิกรรมไร้สารพิษ ท้าอาหาร และแยกขยะ (2.76±1.495) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด คือ คลายอุ่นร่างกายหลังออกก้าลังกายทุกครั้ง มีค่าเฉลี่ย 2.56±1.329 หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.61±0.887 คือ มีพฤติกรรมด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมการใช้แรงบ้าเพ็ญประโยชน์ในค่าย เช่น ท้าความสะอาดห้องน้้า ท้าความสะอาดศาลาอบรม ท้ากสิกรรมไร้สารพิษ ท้าอาหาร และแยกขยะเฉลี่ยสูงที่สุด (4.20±1.085) รองลงมาได้แก่ การออกก้าลังกายโดยการเคลื่อนไหวร่างกายนานเท่าที่รู้สึกพอดี ตามสภาพร่างกาย และหยุดเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ (3.89±1.097) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ออกก้าลังกายด้วยการเดินเร็ว มีค่าเฉลี่ย 3.21±1.057 ตารางที่ 16 แสดงผลของพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ ประเด็นค าถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. การแปลผล (X) S.D. การแปลผล ด้านการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ตามที่ได้เรียนรู้ในค่าย ด้วยน้้าเปล่าหรือน้้าสมุนไพรที่ถูกกับสภาพร่างกายเพื่อท้าให้การขับถ่ายดีขึ้น หรือช่วยให้ล้าไส้ใหญ่ท้างานได้เร็วและสะดวกขึ้นอย่างรู้สึกสบายใจ 2.61 1.597 ปานกลาง 3.21 1.057 ปานกลาง โดยรวม 2.61 1.597 ปานกลาง 3.43 1.335 ปานกลาง จากตารางที่ 16 พบว่าผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ตามที่ได้เรียนรู้ในค่าย ด้วยน้้าเปล่าหรือน้้าสมุนไพรที่ถูกกับสภาพร่างกายเพื่อท้าให้การขับถ่ายดีขึ้น หรือช่วยให้ล้าไส้ใหญ่ท้างานได้เร็วและสะดวกขึ้นอย่างรู้สึกสบายใจก่อนการทดลองโดยมีค่าเฉลี่ย 2.61±1.597 คือ มีพฤติกรรมด้านการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ระดับปานกลาง หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.43±1.335 คือ มีพฤติกรรมการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ในระดับปานกลาง 67 ตารางที่ 17 แสดงผลของพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้า ขณะลดน้้าหนัก ประเด็นค าถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. การ แปลผล (X) S.D. การ แปลผล ด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้้าหนัก 1. แม้ท่านจะสามารถลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นพิษภัยบางอย่างได้ (เช่น เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ ขนมหวาน) แต่ท่านก็ไม่ปฏิบัติ 3.15 1.424 ปานกลาง 3.73 1.627 ปานกลาง 2. รู้สึกโกรธง่าย โมโหง่าย เมื่อไม่ได้ดังใจหวัง 3.28 1.224 ปานกลาง 3.91 1.067 มาก 3. การรู้สึก เบื่อ เซ็ง เศร้าขณะ ลดน้้าหนัก 3.96 1.199 มาก 4.30 1.154 มาก 4. การรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจรูปร่างของท่านจนท้าให้ไม่อยากพบปะผู้คน 4.21 1.178 มาก 4.48 0.988 มาก 5. การมีโอกาสได้บ้าเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลและสังคม 3.33 1.160 ปานกลาง 4.19 0.900 มาก 6. รู้สึกมีก้าลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค 3.91 1.087 มาก 4.44 0.782 มาก 7. ถ้ามีสิ่งที่ดีเกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นสุข แต่ถ้าสิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ 2.72 1.159 ปานกลาง 3.28 1.258 ปานกลาง 8. ได้รับก้าลังใจจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 3.12 1.657 ปานกลาง 4.41 0.822 มาก โดยรวม 3.46 0.735 ปานกลาง 4.09 0.593 มาก จากตารางที่ 17 พบว่าผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้้าหนักก่อนการทดลอง โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.46±0.735 คือ มีพฤติกรรมด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้้าหนักในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจรูปร่างของตนเอง จนท้าให้ไม่อยากพบปะผู้คน เฉลี่ยสูงที่สุด 68 (4.21±1.178) รองลงมาได้แก่ การรู้สึก เบื่อ เซ็ง เศร้าขณะลดน้้าหนัก (3.96±1.119) และพฤติกรรม ที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ถ้ามีสิ่งที่ดีเกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นสุข แต่ถ้าสิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ มีค่าเฉลี่ย 2.72±1.159 หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.09±0.593 คือ มีพฤติกรรมด้านการใช้ธรรมะควบคุม สิ่งเร้าขณะลดน้้าหนักในระดับมาก โดยพบว่าผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมเกี่ยวกับความรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจรูปร่างของตนเอง จนท้าให้ไม่อยากพบปะผู้คน เฉลี่ยสูงที่สุด (4.48±0.988) รองลงมา ได้แก่ รู้สึกมีก้าลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค (4.44±0.782) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ถ้ามีสิ่งที่ดีเกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นสุข แต่ถ้าสิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ ค่าเฉลี่ย 3.28±1.258 ตารางที่ 18 แสดงผลของพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี ประเด็นค าถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. การแปลผล (X) S.D. การแปลผล ด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี 1. มีปัญหาการนอน เช่น การนอนไม่หลับหรือการนอนมาก 3.09 1.164 ปานกลาง 4.44 0.782 มาก 2. การเข้านอน 21 : 00 น. และตื่นนอน 04.30 น. 3.16 1.480 ปานกลาง 3.28 1.258 ปานกลาง 3. การท้างานด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ (มีก้าลังเต็ม) 3.56 1.110 ปานกลาง 4.41 0.822 มาก 4. การรู้สึกสบาย เบากาย และมีก้าลังขณะลดน้้าหนัก 3.44 1.335 ปานกลาง 4.09 0.593 มาก โดยรวม 3.31 0.893 ปานกลาง 4.44 0.782 มาก จากตารางที่ 18 พบว่าผู้ที่มีภาวะน้้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดีก่อนการทดลอง โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.31±0.893 คือ มีพฤติกรรมด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดีในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการท้างานด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ (มีก้าลังเต็ม) เฉลี่ยสูงที่สุด (3.56±1.110) รองลงมาได้แก่ การรู้สึกสบาย เบากาย และมีก้าลังขณะลดน้้าหนัก (3.44±1.335) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ มีปัญหาการนอน เช่น การนอนไม่หลับหรือการนอนมาก มีค่าเฉลี่ย3.09±1.164 69 หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.44±0.782 คือ มีพฤติกรรมด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดีในระดับมาก โดยมีพฤติกรรมเกี่ยวกับปัญหาการนอน เช่น การนอนไม่หลับหรือการนอนมากเฉลี่ยสูงที่สุด (4.44±0.782) รองลงมาได้แก่ การท้างานด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่และพักผ่อนอย่างเพียงพอ (มีก้าลังเต็ม) (4.41±0.822) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ การเข้านอน 21:00 น. และตื่นนอน 04.30 น.มีค่าเฉลี่ย 3.28±1.258 ตอนที่ 4 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 19 เปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ก่อนและหลังการทดลอง (n=117) พฤติกรรมการปฏิบัติ การแปลผล Mean Difference t p-value ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. (X) S.D. 1. ด้านการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 3.45 0.893 4.22 0.862 0.77 7.02 .000* 2. ด้านการรับประทานอาหารปรับสมดุล 2.91 1.126 4.21 0.597 1.30 11.96 .000* 3. ด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกาย 2.77 1.025 3.61 0.887 0.84 7.61 .000* 4. ด้านการสวนล้าง ล้าไส้ใหญ่ 2.61 1.597 3.83 1.391 1.22 7.63 .000* 5. ด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้้าหนัก 3.46 0.735 4.09 0.593 0.63 8.49 .000* 6. ด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี 3.31 0.893 4.23 0.638 0.92 9.37 .000* * มีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง 19 พบว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมก่อนการทดลองด้านการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล ด้านการรับประทานอาหารปรับสมดุล ด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ ด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้้าหนัก และด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี มีความแตกต่างกับพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมหลังการทดลองอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 70 ตอนที่ 5 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับการปฏิบัติตาม โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมรายด้านก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 20 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตาม หลักการแพทย์วิถีธรรมรายด้านก่อนและหลังการทดลอง (n=117) พฤติกรรมการปฏิบัติ การแปลผล ก่อนทดลอง หลังทดลอง (X) S.D. ระดับการปฏิบัติ (X) S.D. ระดับ การปฏิบัติ 1. ด้านการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 3.45 0.892 ปานกลาง 4.22 0.862 มาก 2. ด้านการรับประทานอาหารปรับสมดุล 2.91 1.126 ปานกลาง 4.21 0.597 มาก 3. ด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกาย 2.77 1.025 ปานกลาง 3.61 0.887 ปานกลาง 4. ด้านการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ 2.61 1.597 ปานกลาง 3.83 1.391 มาก 5. ด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้้าหนัก 3.46 0.735 ปานกลาง 4.09 0.593 มาก 6. ด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี 3.31 0.893 ปานกลาง 4.23 0.638 มาก โดยรวม 3.09 1.045 ปานกลาง 4.03 0.828 มาก จากตารางที่ 20 สรุปได้ว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ของกลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลอง อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.09±1.045 และหลังการทดลอง อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.03±0.828 โดยก่อนการทดลองมีพฤติกรรมที่กลุ่มตัวอย่างปฏิบัติใน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive