ทำจิตให้เป็นพีชะ ไม่มีเวทนาจึงรู้ความควรความไม่ควรได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำจิตให้เป็นพีชะ ไม่มีเวทนาจึงรู้ความควรความไม่ควรได้ _อีกคนฝากมา คนอยู่บ้านราชฯ… ชื่นชม การสอบ ว.บบบ บอกว่าเป็นยันต์พิธีที่มหัศจรรย์ ทำให้เกิดความรอบรู้เรื่องกายเรื่องบุญ เรื่องเทวนิยมกับอเทวนิยม พ่อครูว่า... คนที่พูดมาถึงมาเนี่ย ก็เป็นเรื่องสำคัญนะ เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องความแตกต่างอะไรพวกนี้ อาตมาพูดอธิบายตลอด กาย แตกต่างกันอย่างไร ระหว่างคนที่เข้าใจผิดยังสัมมาทิฏฐิไม่ได้เข้าใจกายไม่ได้ ทุกวันนี้ในชาวพุทธ จะเป็นปราชญ์ระดับปราชญ์ก็ตาม ยังเข้าใจกายอย่างมิจฉาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติไม่ออก เพราะคำว่ากายเป็นคำต้น เป็นคำแรก เป็นคำสำคัญต้นๆเลย ความเป็นกาย กาย คือ ก กับ ย ก.ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรก ส่วน ย เป็นพยัญชนะของเศษวรรค ตัวแรกเหมือนกัน ก ย มา สองตัวนี้มา เอาสระอา มาเชื่อมซะ ครบทุกอย่างเลย กายะ เป็นรูปนาม เป็นสองสภาพ เป็นเทวะเป็นสภาพสอง เราก็เรียนรู้กันจนหมดจบยังอีกเยอะมากเลยในเรื่องของกาย มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ซึ่งอาตมาก็เคยพยายามชี้ให้เห็นชี้ให้้ฟัง ว่า กาย เป็นตัวแรกที่คุณจะต้องพ้นมิจฉาทิฏฐิในสังโยชน์ 10 ถ้าคุณไม่สัมมาทิฏฐิในคำว่ากาย และมันก็อยู่ที่ตัวเรา สักกะ แปลว่าตัวเรา คุณไม่พ้นความไม่รู้อันนี้ คุณยังโง่ยังไม่รู้ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ยังผิดเพี้ยนอยู่ ไปไม่ออกปฏิบัติธรรมต่อไปก็ไม่ได้เลย แม้เข้าใจแล้ว เข้าใจกายได้แล้ว อย่างถูกต้องด้วย เข้าใจถูกต้องแล้ว คุณต้องมาแยกกาย แยกจิตให้เป็นอีก เพราะกายนั้น มันมีจิตอยู่ด้วย แล้วแยกกันไม่ได้เด็ดขาด เหมือนกระดาษแผ่นเดียวกายกับจิต แยกจากกันไม่ได้เลย ถ้าหมดกาย คุณก็หมดจิต ดับกายก็ดับจิต มีกายก็มีจิต นี่เป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนรู้การแยกกาย แยกจิตในขณะที่คุณยังมีกาย มีจิต คุณต้องทำก
อ่านต่อ
ายให้ไม่มี ในขณะที่คุณมีจิต แล้วคุณต้องทำกายให้ไม่มี อันนี้สิ มันเป็นเรื่องที่ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสรู้ อาตมารู้ตามเรื่องนี้เอามาพูดปัญญากับพวกเราทุกวันนี้ ก็ยัง ไปหมดสงสัยแล้วในเรื่องแยกกายแยกจิต แล้วเราก็มีจิตที่ทำความไม่มีกายได้ เพราะจิตของเราเป็นพีชะ ยังไม่ตายปรินิพพานเป็นปริโยสานก็อาศัยไว้ใช้เหมือนมนุษย์พืช แต่เป็นมนุษย์ที่มีจิตแข็งแรง มีสติสัมปชัญญะ แต่ไม่ใช่มนุษย์พืชที่นอนไม่รู้ตัวเลย ไม่ใช่ มนุษย์ที่จิตเป็นพืช แต่ไม่ได้เป็นมนุษย์พืช เมื่อทำจิตให้เป็นพืชได้ก็ไม่มีเวทนาเพราะพืชไม่มีเวทนา พืชมีแต่สัญญากับสังขาร พืชมีรูป มีสัญญา มีสังขาร สามเส้า ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จึงไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เอาสภาพของพืชมันเป็นอย่างงี้ ชีวะมันเป็นชีวะอย่างนี้ เอามาใช้ จิตวิญญาณของมนุษย์ ผู้บรรลุธรรมจึงทำจิตของตนให้เป็นพืช เป็นสภาพที่ใช้พยัญชนะ แยกไปว่าไม่มีกาย ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีผลักไม่มีดูด ไม่มีสภาพ 2 ผู้ที่ต้องการไม่มีได้สำเร็จ เป็นผู้ที่มีวสวัตตี เป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ทำจิตของตนให้เป็นอย่างพืชได้สำเร็จ เป็น วสวัตตี หรือมันคล้ายๆกันกับ อนุปคัมมะ ก็คือ มีอิทธิพลทำจิตของตัวเองให้รู้อยู่มันมีอยู่ 2 อย่าง แล้วตนก็อยู่กับสองอย่างนี้สบาย ไม่ได้ไปเข้าข้างไหน อะไรควรเป็นก็เป็น อะไรควรไม่มี เราก็ต้องไม่มี อะไรควรมี เราก็มี สู่แดนธรรม... ในระดับเด็กๆ โจทย์สำหรับเด็กที่จะให้เข้าใจความจริงไม่ได้ ต้องลองมีตุ๊กตาสักอย่าง เด็กๆอาจพยายามสังวรละเลิก รู้อะไรควรทำ คือ ความควร จะยิ่งกว่าความชอบใจ เด็กๆหลายคน แต่ละคนก็คงเคยทำมา ทั้งของกินของใช้ เด็กคนไหนถ้าสามารถทำได้ ละความต้องการความชอบได้ แล้วก็ฝืนใจทำในสิ่งที่ควร อันนี้ถือว่าเป็นการสร้างนิสัยเป็นพื้นฐานปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า... แยกออกไหม ความชอบ ทำตามชอบใจกับไม่ทำตามชอบใจ แต่ทำตามที่ควรจะทำ ต่างกันไหม เข้าใจให้ได้ เราไม่ทำตามที่เราชอบใจ หรือตามที่เราชัง แต่เราทำตามที่ควร บางทีเราไม่อยากทำหรอกแต่มันควรต้องทำ เราไม่ค่อยอยากทำหรอก แต่มันควรทำก็ต้องทำ ถ้าไม่ควร แหม มันอยากทำด้วยซ้ำไป แต่มันไม่ควรก็อย่าทำ แต่มันไม่อยากทำเลยแต่มันควร ควรจะทำนะ มันก็ต้องทำ เข้าใจไหม..เด็กๆก็ยังเข้าใจได้เลย 650117 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 24 จากโสดาบัน 4 ไปถึงความมี ไม่มี อภิภู