สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เผด็จการรัฐประหารที่เนื้อแท้คือประชาธิปไตย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เผด็จการรัฐประหารที่เนื้อแท้คือประชาธิปไตย สำหรับเรื่องเผด็จการนั้น ภูมิความรู้ของคุณที่มองรัฐบาลประยุทธ์เป็นเผด็จการเป็นรัฐประหาร อาตมาก็จะได้อธิบายต่อ มีรัฐประหาร มีเผด็จการ และก็มีประชาธิปไตยไทยนิยมคืออะไร? เอาเผด็จการกับรัฐประหารที่อาตมาเข้าใจเป็นอย่างไร และประชาธิปไตยโพธิรักษ์ ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ เป็นอันเดียวกัน เป็นสิ่งเดียวกันเลย เป็นของที่ยืนยันเหมือนกัน 3 อันนี้ มาขยายความ เผด็จการ ...เผด็จการคือ ความหมายตื้นง่าย ก็คือ เข้าใจว่า พยัญชนะเผด็จการ หมายความตรงตัวเลยว่า ถ้าอำนาจยิ่งใหญ่คนเดียว ไม่ไว้หน้าใครไม่เห็นแก่ใคร ใครจะมาขัดแย้งกับความเห็นนี้ก็ตัดทิ้งหมดเลย นี่คือเผด็จการฟาสซิสต์ที่เลวร้ายที่สุด คนมีปัญญาแล้วจะไม่เป็น อาตมาอธิบายแล้วว่าพระพุทธเจ้าเป็นยอดของเผด็จการ ท่านคิดคนเดียวขั้นสูงสุดคนเดียว มีความเห็นยอดคนเดียว ไม่มีใครเท่าเทียม เพราะฉะนั้นท่านก็พูดได้ ใครแย้งท่านก็ฟัง ใครแย้งท่านมากไม่ยอมท่านก็ปล่อยตาม อาตมาก็เช่นกัน ไม่ได้ยึดความเห็นของเราเป็นยอด ทั้งๆที่มั่นใจว่าความเห็นของเราดีที่สุด พระพุทธเจ้าก็มีความเห็นของท่าน แล้วท่านก็ได้พิจารณาตาม ในปัจจุบันความจริงขณะนี้ status quo คนมี 100 คน ความจริงที่จะยึดถือไว้ มันได้สำหรับคนที่ไม่ใช่แค่ร้อยคน มากกว่านี้เยอะแยะ แต่ตอนนี้ ร้อยคน เขาเอา มีอีกแค่ 10 หรือ 20 คน หรือเอา 99 คนเขาไม่เอา แต่ 100 คนนี้เอา แล้วท่านต้องตัดสินให้ 100 คนได้ อันนี้คือความจริง status quo เป็นความจริง phenomenon ที่ปรากฏทันทีทันใดขณะนี้ มันมีของจริงอันนี้อยู่ ท่านก็ตัดสินเอาอันนี้ แม้ชนะคะแนนเดียวก็ต้องให้ชนะ การตัดสินเอา status quo ท่านตัดสินเอาปัจจุ
อ่านต่อ
บันนั้น จุดเล็กที่สุดยิ่งกว่าวินาที ท่านก็เอาอันนี้เป็นเครื่องตัดสิน เอาความมีจริงๆ ไม่ใช่เพ้อเจ้อลอยลม เอา phenomenon ไม่เอาสิ่งที่ยังไม่ปรากฏขึ้น มันเป็นความเห็น มันเป็นความเข้าใจ มันเป็นความเชื่อมั่นเป็นปัญญาด้วย แต่ปัญญานั้นใช้กับความจริงที่ไม่ครบสามเส้า ไม่มี 1 เราประธาน กับอีกสองอันที่ขัดแย้ง เราต้องทำให้สมดุลต้องเข้าข้างหนึ่งในสองนั้น พวกน้อยต้องแพ้ไป ถ้าเขาตกลงกันก็ยอมได้ก็ดี อย่างนี้เป็นต้น การตัดสินสิ่งที่เราพิจารณาและตัดสิน คำว่า ปัจจุบัน ที่อาตมาพยายามขยายความ ภาษาอังกฤษว่า status quo มันเป็นจุดที่จะเอากาละปัจจุบัน เป็นตัวตั้ง นิดเดียวก็อยู่กับ กาละปัจจุบันที่คุณจะสามารถตัดสิน ตามปัจจุบันกาลอันนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริง ครบทั้งสิ่งที่มีจริงกับความคิดความเห็นความรู้ มีทั้งความรู้และความจริง ถ้ามีแต่ความรู้แต่ phenomenon สภาวะไม่มีก็สัญญายนิจจานิของคุณคนนี้คนเดียว อันที่ 2 ไม่มีที่จะยืนยันกับโลกกับใครก็ได้ อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ถือว่าเป็นสัจจะสมบูรณ์แบบ ไม่ครบอย่างนี้ท่านถือว่าสัจจะไม่มีในโลก สัจจะจะครบต้องเป็นธรรมะ 2 ต้องมีสิ่งยืนยันด้วย ต้องมีภายนอก ความคิดของคุณ ตรงกับความคิดของเรา มันอยู่แต่สมองของคุณกับสมองของเราใครจะไปรู้กันได้ ต้องแสดงออกมาข้างนอกให้เข้าใจ สัมผัสด้วยทวาร 5 ทั้งภายนอก เหตุปัจจัยองค์ประกอบการตัดสินใจจากของพระพุทธเจ้า ละเอียดลออไหม ไม่ออกความเพ้อเจ้อลอยลมไปยึดถือ สัญญายนิจจานิ คุณกำหนดของคุณอยู่คนเดียว สูงสุด อาจจะถูกก็ได้ แต่คุณไม่ได้เอาออกมาพิสูจน์กับภายนอก และมีเงื่อนไขว่า คนที่รับรอง ถ้าเป็นศาสดารับรองก็ยิ่งจะแน่ใจ ถ้าเป็นสัตบุรุษก็ดี แต่ถ้าเป็นใครไม่รู้ก็ไม่มีน้ำหนักเท่า เป็นนัยสำคัญที่จะใช้ตัดสินด้วย ในความเข้าใจสิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นเรื่องสุดยอด
ก็ขอแวะตรงนี้เจอคุณทิวเมฆส่งมาให้อันนี้…
คำว่า “ปัญญา” เป็น “โลกุตระ” ด้วยเนื้อหา ดังนี้ “ปัญญา” ในทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส เรียกว่า โธนา ได้แก่ ความรู้ ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดความดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเครื่องจำแนก ปัญญาเครื่องคิด ปัญญาเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเครื่องเจาะแทง ปัญญาเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศาตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ (อันสุดท้ายตีความเป็นสัมมาทิฏฐิเลย) เพราะเหตุไร ปัญญา จึงเรียกว่า โธนา เพราะปัญญานั้น เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง (ทรถ อรหันต์ที่มีชีวิตยังมี ทรถ คือไม่ราบเรียบ จุ๊กจิ๊กในหัวใจ ไม่ถึงกระวนกระวาย) ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขาร คือ อกุศลธรรมทั้งปวง เพราะเหตุนั้น ปัญญา จึงเรียกว่า โธนา อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก มิจฉาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาสังกัปปะ สัมมาวาจา เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวาจา สัมมากัมมันตะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาอาชีวะ สัมมาวายามะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวายามะ สัมมาสติ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาสติ สัมมาสมาธิ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาสมาธิ สัมมาญาณะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาญาณะ สัมมาวิมุตติ เป็นเครื่องกำจัด ล้างชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวิมุตติ อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ 8 กำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขาร คือ อกุศลธรรมทั้งปวง พระอรหันต์เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าชิด เข้าชิดพร้อม ประกอบแล้วด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกำจัดเหล่านี้ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา พระอรหันต์นั้น กำจัดราคะ บาป กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา (พระไตรปิฎก ล.29 ข้อ101 หน้า 71-72 ในทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าด้วยผู้มีปัญญา) สู่แดนธรรมว่า...สูตรนี้ พระสารีบุตรเป็นคนรวบรวมไว้
พ่อครูว่า...สรุปแล้วเป็นปัญญากำจัดกิเลสได้สิ้นอนุสัยเลย เรียกปัญญาว่าโธนา กำจัดกิเลสหมดสิ้นแม้ทรถ ก็ไม่ให้มี ตรงสังกัปปะ ต้องแยกแยะ ราคะ โทสะ หรือแยกกาม พยาบาทในตักกะ (ดำริ)ให้ออกแล้วกำจัดมันเสีย ทำได้สำเร็จ สำรอกจนหมดก็เป็นวิตักกะ ตัวตักกะนี้เป็นตักกะที่วิเศษแล้ว วิคือไม่มีแล้ว เป็นตักกะคือความนึกคิดที่ได้ชำระแล้ว ไม่มีกิเลสอีกแล้วเป็นตักกะที่วิเศษวิเสโสแล้ว วิเสโสแปลว่าไม่เหลือแล้ว เศษกิเลสก็ไม่มี เป็นตัวบริบูรณ์ ให้อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นแข็งแรง ตกผลึกเป็นขั้น 1 ขั้น 2 ขั้น 3 เจตโสอภินิโรปนา จึงสมบูรณ์แบบเป็นวจีสังขาร วจีสังขารยังไม่ใช่วจีกรรม เป็นสังขารอยู่ภายในจิต เตรียมจะพูดอยู่ในจิตออกมา ถ้าหากว่าจิตสังขารนี้ยังไม่มี อธิวจนะ ยังไม่มีภาษาบัญญัติเลย คุณก็พูดออกมาให้ข้างนอกเขาฟังไม่ได้ ถ้าสังขารตัวนี้ วจีสังขารมีแล้วจะออกมาเป็นวจีกรรม คุณมีภาษาที่ตั้งรวมกันแล้ว รู้ร่วมกันแล้วก็สื่อออกมา แต่ถ้าไม่มีภาษาตั้งขึ้นมาเลยเป็นของใหม่ นึกคำไหนก็ไม่ออก คุณก็ต้องตั้งเอาใหม่ ซึ่งมันจำเป็นที่สุด ที่จริงแล้วไม่ควรจะจำเป็นเลย ก็ภาษามันมีมากมาย ในชีวิตอาตมา ก็นึกเองแค่สองคำ คือ ชีรานุปาทิ กับชีวานุปาทิ แปลว่า ความยึดถือในความชรากับ ยึดอยู่ในชีวะ สุดท้ายก็ยึดในชราคือความเสื่อมไป คุณไปยึดทำไม ปล่อยให้มันเสื่อมไปเอง ยิ่งไปยึดในชีวะ คุณยังไม่ยอมตาย มีอุปาทิก็ยึดอยู่ ถ้าคุณไม่ยึด ก็เป็นชีรานุปาทิ ตามบารมี เป็นพระอนาคามีก็มี 5 เป็นต้นหรือถ้ามีความเก่ง เป็นพระโสดาบันเอกพีชี คุณมีอาวุธวิเศษ ชาตินี้ชาติเดียวเลย แม้แค่เป็นโสดาบัน ยิ่งเป็นอรหันต์ไม่ถึง 7 ชาติ เป็นอนาคามี 2 ชาติ อรหันต์ก็ชาติเดียว เป็นต้น มีพยัญชนะกำกับทุกอย่าง มรรค 8 ผล 2 มีความรู้ทั้งหมดครบนี่คือ โธนา หรือเรียกภาษาอีกอย่างว่า ปัญญา 1. ปัญญาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี 4 อสงไขย กับแสนมหากัป 2. ศรัทธาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี 8 อสงไขย กับแสนมหากัป 3. วิริยาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขย กับแสนมหากัป
พวกวิตักกะนี้เสียเวลามาก ตัดสินใจเลือกหมู่กลุ่มให้ดี แล้วไปเลย ถ้าเลือกผิดก็แย่ แต่ถ้าถูกก็เร็วเลย มันจะมีสองให้เลือกเสมอ ขณะนี้เช่น จะเอาโพธิรักษ์หรือมหาเถรสมาคม ไม่ต้องไปถึงเลือกอัจฉราวดีหรือโพธิรักษ์ บางทีมันมีเราต้องฝากคนเลี้ยงไว้ มีสัมมาทิฏฐิเยอะหรือน้อยก็ตามก็ต้องปล่อยเขาไปก่อน บารมีคนนี้จะต้องอยู่กับมิจฉาทิฏฐิเยอะ สัมมาทิฏฐิน้อย ขณะนี้ อัจฉราวดีจะถือว่ามีสัมมาทิฏฐิบ้างก็ยังไม่ได้แต่เขายังไม่เที่ยง เขาเป็นผู้หญิงด้วย ไม่เข้าใจสัตบุรุษก็ไม่ง่าย จะเข้าใจสัตบุรุษได้อย่างไร ไปเอาพุฒาจารย์โต มาเป็นอาจารย์ แล้วอย่างที่คุณยึดถือไว้ มันถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้คุณรู้ของคุณคนเดียว ถ้าคุณไปยึดพุฒาจารย์ “แตก!” แต่นึกว่าเป็นพุฒาจารย์ “โต” สัญญายนิจจานิของคุณคนเดียว ไม่มีสัตบุรุษรับรองด้วย ขณะนี้ ถ้าหากคุณอัจฉราวดี หาสัตบุรุษในยุคนี้ status quo มารับรอง อาตมาคนหนึ่งยังไม่รับรองคุณ คุณก็ต้องหาสัตบุรุษนั้นรับรอง ในประเทศไทยมีคนไหน ถ้าคุณอัจฉราวดี ยอมรับใครคนใดคนหนึ่งในปัจจุบัน ว่าเป็นสัตบุรุษคนนั้นคือใคร ก็จะรู้ว่ายอมรับคนนี้แค่ไหน แล้วคนนั้นรับคุณอัจฉราวดีเป็นลูกศิษย์หรือเปล่า เป็นคนสัมมาทิฏฐิด้วยหรือเปล่า เอาคนที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ก็แล้ว status quo แม้แต่หลวงปู่พุทธะอิสระก็ไม่รับ ท่านพุทธโฆษาจารย์จะรับไหม พระสังฆราชองค์นี้จะรับไหม คุณก็ยืนยันสิ เอา status quo โพธิรักษ์ ก็บอกแล้วว่าไม่รับ เพราะเห็นว่าใช้ภาษาเปะปะอยู่ แต่ก็มีส่วนดี ก็ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติม ขออภัยที่พาดพิง ก็ไม่ได้ซ้ำเติม เห็นความพากเพียร ดีกว่าจะจมอยู่กับวงการเก่า แต่นี่คุณอัจฉราวดีก็ยังแต่งหน้าทาลิปสติกอยู่เลย แค่นี้ศีล 8 เขาเลิกแล้ว นี่ศีล 8 ยังไม่ได้เลย เป็นอุบาสิกายังไม่ได้เลย แล้วจะมาเป็นศาสดา มาลา คันธ วิเลปน ธารณ มัณฑนะ คืออะไรแค่ไหน คุณจะเลิกได้ ถ้ารู้จะอายไม่ทำ ขนาดคนทาลิปสติกเข้ามาที่นี่ เขาก็ละอายรีบไปล้างออกหมดเลย ที่นี่ไม่มีเพื่อนเลย โดดเดี่ยว ปัญญานี้ต้องรู้กิเลส ตั้งแต่อัตตา ในอัตตา 3 ตั้งแต่อบาย ก็ต้องรู้ก่อน จึงเป็นพระโสดาบัน
มาเข้าเรื่องการเมืองบ้าง…1. เผด็จการ 2. รัฐประหาร 3. ประชาธิปไตยไทยนิยม คำว่าเผด็จการ คุณจะเรียกตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเผด็จการทุกพระองค์ แต่เป็นเผด็จการที่ พระพุทธเจ้ามีพระบารมีมากพอที่จะทำให้พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นแคว้นใหญ่ที่สุดในทวีปอินเดีย ถ้าเป็นประเทศก็คงจะประมาณเมืองจีน แคว้นมคธ ก็ยอมรับพระพุทธเจ้า นอกนั้นทุกแห่งท่านไปที่ไหนก็เหมือนเป็นรัฐอิสระ ทุกประเทศเล็กประเทศใหญ่ แคว้นเล็กแคว้นใหญ่ในประเทศอินเดีย ก็ยอมทั้งหมด จะเอาคนของแต่ละประเทศมาเป็นบริวารของพระพุทธเจ้าก็ให้หมดเลย นี่คือบารมีอันที่พิสูจน์ยืนยัน ที่เรากล่าวถึงได้ในตำนานในประวัติศาสตร์ พระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคเผด็จการ เพราะฉะนั้น เผด็จการในยุคนั้น พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นเป็นเผด็จการที่มีปัญญา จึงรู้ว่า อันนี้ดี ก็ต้องเห็นดีว่านี่คือประชาธิปไตย เสมอภาคทุกอย่างเลย ปลดความเป็นทาส แม้ในยุคทาส ก็ปลดความเป็นทาสเป็นวรรณะ ปลดแอกก็ได้ต่างๆนานาหมด มาเป็นคนที่มีอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ อีกอันหนึ่ง สูญญภาพ จะใช้ภาษาอังกฤษอย่างไรดี และอีกคำหนึ่ง ที่เพิ่มจาก 5 ภาพ เป็น 7 ภาพ แถม Coefficiency ด้วยนะ ในคราบเผด็จการ แต่ในโธนา ในปัญญาในยุคของพระพุทธเจ้า ท่านยังไม่ได้ แม้พระเจ้าอชาตศัตรู ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ได้พบพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเขามีอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ ก็เลยไม่ได้บรรลุธรรม ไม่งั้นเขาจะได้เป็นพระโสดาบัน แต่เพราะอนันตริยกรรมที่เขาทำก็เลยไม่ได้ แต่อันนี้ก็เป็นพลวปัจจัย ของพระเจ้าอชาตศัตรู เพราะฉะนั้นในชาตินั้นก็ต้องใช้วิบากไป ถ้าเกิดว่า ปัญญาไม่ได้แม้โสดาบันก็ไม่ไปต่อ อาตมาก็ไม่มีอจินไตยพอว่า พระเจ้าอชาตศัตรูจะหมดวิบากมีกี่ชาติ แต่ต้องมาต่อ เพราะกระแสมีอัญญะ ถ้าเข้าใจอัญญธาตุ เป็นธาตุที่จะเข้าสู่โลกุตระ จนอัญญธาตุนี้รอบเพียงพอจะเป็น กัญญา ธัญญา ฆัญญา อะไรอีกเยอะค่อยเพิ่มขึ้นมา อาตมามีความรู้ของเก่าอันนี้อยู่ แต่ก็ยังมาไม่ครบ อย่างถัญญา เป็นน้ำนม เป็นอาหารของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เจริญกว่าสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนม ทิ้งไว้แค่นี้ก่อน รู้มากยากนาน
มาเข้าต่อเผด็จการกับรัฐประหาร เผด็จการ ขยายความพอสมควรแล้วว่า พยัญชนะหรือเปลือกเป็นเผด็จการ แต่จิตจะเริ่มเป็นประชาธิปไตยไปได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นรัฐประหาร เปลือกมันเป็นรัฐประหาร ใช้อำนาจรัฐมาประหาร ผู้นั้นเป็นอำนาจรัฐ ใช้อำนาจรัฐ มาประหาร ยกตัวอย่างชัดเจน อำนาจรัฐประหารที่พลเอกประยุทธ์ใช้ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ใช้พยัญชนะภาษาอย่างสุภาพเรียบร้อย ไม่ได้ออกแรงไม่ได้ทำอะไรมากมายสำเร็จเสร็จสรรพทันที เพราะเหตุปัจจัยมันสุกงอมเต็มที่ ขออภัยที่พูดไปแล้วรื้อฟื้น ว่า ชาวกองทัพธรรมออกไปทำการประท้วงอย่างสงบ ประท้วงอย่างสวยงามที่สุดใช้ตามสากลโลก จนรัฐบาลที่เก่งมาก อย่างรัฐบาลทักษิณกับนอมินี กองทัพธรรมไปเป็นตัวหลัก มีเจ้าหลัก จนกปปส.เอาหัวกะทิไป จนเขาบอกว่า หนังสือผลงานของกปปส.เราไม่เสียใจไม่น้อยใจ กองทัพธรรมไม่มีในโลกไม่มีน้ำยา แต่กองทัพธรรมเป็นยาแท้ๆ หัวยาเลย มีกระแสผู้รู้ว่า ถ้าไม่มีกองทัพธรรมไม่สำเร็จหรอก ประท้วงอย่างสงบสันติอย่างยิ่งในโลก ขออภัยที่รื้อฟื้น แต่เป็นวิชาการเป็นการศึกษา ให้ศึกษา Phenomenon เป็น status quo เป็นปรากฏการณ์ที่มีให้เห็นอยู่ชัด ทนโท่ ไม่ใช่ตำนานไม่ใช่ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไหนก็ไม่รู้ไม่เห็นตัวเห็นตน ไม่ใช่ เป็นของจริงสัมผัสได้ ยืนยันและมีการเวลายาวนาน มีรูปธรรม นามธรรมครบ สิ่งเหล่านี้ปรากฏมาขึ้นในโลกปัจจุบันนี้ จะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์การเมือง ต่อไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ตามตำนานเก่าๆ เป็น Phenomenon เป็น status quo ปรากฏการณ์จริง ในกาละนี้จริง ทั้งกาล และกรรม ปรากฎการณ์คือกรรม status quo คือกาละ
ตั้งแต่แรกที่เราไปประท้วงอย่างสงบ ไปเจอกับผู้การแต้มมีเครื่องไม้เครื่องมือมีกองทัพมา สุดท้ายผู้การแต้มก็มีคุณธรรม ไม่ยอมลงไม้ลงมือ กลับไปยอมรับกับเจ้านาย จนไม่ได้เป็นผบ.ตร. ผู้การแต้มเป็นคู่แข่งกับจักรทิพย์ ชัยจินดา อาตมายกตัวอย่าง ฟีโนมีนอน ที่เป็นความสงบสยบความรุนแรง เป็นปรากฏการณ์แท้ อยู่ในยุคนี้พูดกันรู้เรื่อง ไม่ได้ไปทำอะไรเลย มวลเราไม่มากเท่าไหร่นะ ชาวอโศกมีสมณะ และฆราวาส ไม่มากเท่าไหร่ ขนาดเท่านี้ยังมีผลสำเร็จขนาดนี้ ถ้าหากมีมากกว่านี้ก็จะยิ่งดี ต่อจากนั้นอาตมายกตัวอย่างอีก ยกตัวอย่างในวันที่ 18 กพ. 57 เราก็สงบใช้ความสงบสยบความรุนแรง แม้เขาจะยิงลูกปืนมา มีคนตายด้วย พ่อครูเล่าเหตุการณ์ สุดท้าย มีระเบิดลง มันเป็นเหตุปัจจัย ตำรวจ แพ้ญญ่ายพ่ายจะแจ ไปเลย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นเรื่องที่เกิดได้ตามเหตุปัจจัย อาตมาว่าคราวนี้เป็นคราวที่ ความสงบสยบความเคลื่อนไหวเป็นครั้งสำคัญ ก่อนนี้ก็คือตอนถูกระเบิดแก๊สน้ำตา ตอนเข้าไปพบกับตำรวจ ตำรวจเข้ามา อาตมาเดินตรงเข้าไปหาเขาเพื่อจะไปเจรจากับเขา เขาก็โยนระเบิดแก๊สน้ำตามาตอบแทน อาตมาก็รับไปเต็มๆ แสบตาจริงๆ หลายคนพวกเราก็อยู่ด้วยกัน เขาเอาถุงพลาสติกคลุมให้ แก๊สน้ำตา ก็ว่ากันไป จะว่าไปแล้ว นั่งพนมมือตอนผู้การแต้มก็คราวหนึ่ง ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แก๊สน้ำตาก็เป็นครั้งที่ 2 เป็นตอนที่ไปประท้วงร่วมกับเสธ.อ้าย เขาก็ยกกลับไป เราเลิกเขาก็เลิก อันที่สามเมื่อกี้นี้แหละ นี่คือลักษณะเกิดจริง เป็นความสงบต่อผู้มีอาวุธ ของเราทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีอาวุธไม่มีความรุนแรง ด้วยความสงบ เอาความสงบเป็นอาวุธจริงๆเลย เอาความไม่โต้ตอบ ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นจริง เราใช้ความสงบใช้ความเมตตา เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับทรราช รัฐบาลทักษิณกับนอมินี ฟ้องร้องเราในข้อหากบฏ แล้วรัฐบาลนี้ทำไมหาว่าเราเป็นกบฏ เราไม่ใช่กบฏ เราพวกเดียวกับท่านนายกนี้นะ เราได้ปฏิวัติชนะด้วยก็ไม่ใช่กบฏ รัฐบาลทักษิณรัฐบาลนอมินีต่างหากเป็นกบฏแถมรัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยก็ได้ เราสู้มาถึง 5 รัฐบาล แล้วทำไมถึงเอาข้อหานี้มาให้เรากบฎ ขออภัยกับท่านตุลาการ เราก็เอาความจริงมายืนยัน พฤติกรรมของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่เผด็จการ แต่เป็นการใช้ความเรียบร้อยความสงบ ถ้าอย่างนั้น ก็ขอยึดอำนาจ เขามีเรียบเรียงคำพูดบันทึกกันมาเลย คำปฏิวัติรัฐประหารก็คือ “ถ้างั้นตั้งแต่นาทีนี้ผมตัดสินใจยึดอำนาจการปกครอง” จบมาตั้งแต่วันนั้น พลเอกประยุทธ์ก็เป็นเบอร์ 1 ของประเทศ สำหรับการบริหาร แต่สถาบันก็ยังมีอยู่ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้นี่คือความสำเร็จ นักรัฐศาสตร์ต้องศึกษาให้ดี การรักษาความสงบความมั่นคงตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป นี่เป็น Phenomena เป็น Phenomenon ที่ปรากฏจริงให้ยืนยันได้เป็น Status quo มีตัวตนบุคคลยืนยันได้ สรุปแล้ว ภาษาว่ารัฐประหาร แต่ความเป็นจริงมันไม่เป็นการประหารอะไรใครเลย มันใช้ความสงบสยบความรุนแรง เพราะฉะนั้นพยัญชนะเป็นรัฐประหาร แต่สภาวะมันใช้ความสุภาพความสงบ และก็ไม่มีการต่อสู้ ไม่ได้ยิงกันเลยสักที ยอมจำนน เขาประหารรัฐบาลที่ปกครองอยู่เก่าออกไป โดยเนื้อหาสภาวะแท้ สรุปแล้วก็สงบเรียบร้อยมาจนถึงวันนี้ นอกจากเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น ก็เหตุการณ์ไม่จบดี มีกระเส็นกระสาย เป็นบทเรียนอจินไตย ใจดีสู้เสือไปเถอะ เสือตาบอดเขี้ยวหัก ไม่มีเล็บแล้ว เสือลำบาก เสื่อเห่าไป เขาทำบาปซับซ้อนมหาศาล ถ้าเขาหยุดวิบากจะลด แต่เขาไม่เข้าใจธรรมะ ก็เลยหนีไป อาตมาวิจัยพฤติกรรมของทักษิณว่า เขาพยายามต่อสู้เพื่อที่จะให้น้องสาว แต่ก็แพ้อีก ก็ยังเหลือเมียและลูกอยู่ในประเทศไทย เขาก็เลยดิ้นรนเพื่อที่จะให้ได้พื้นที่อันนี้ให้แก่เมียและลูก อาตมาไม่พยากรณ์ว่าเมียและลูกจะได้อยู่ในประเทศไทยต่อหรือไม่ อาตมาไม่บังอาจพยากรณ์ แต่จะเป็นเหตุปัจจัยไปตามกรรม ตอนนี้ก็ยังมีอะไรต่ออะไรอยู่ อาตมาก็ยังเห็นว่ามีสิ่งที่จะเกิด คดีต่างๆที่จะเกิดกับลูกและเมีย เพราะมันยังมีอยู่ มีเหตุปัจจัยต่างๆนานา ในสิ่งที่เขาทำซับซ้อน ทรัพย์สิน มันเป็นเงินร้อน เป็นเงินทุจริต แม้ลูกเขามีอยู่ กกไว้ไหม แม้แต่น้องสาวก็ยังค้นอยู่ ชัดเจนแล้วว่า น้องสาวก็ถูกริบทรัพย์ไปจะมีซุกอยู่อีกไหม ขณะนี้ยังมีเหตุปัจจัยที่จะต้องดำเนินไปต่อด้วยความสุจริตของสังคม ไม่ได้เป็นเรื่องทุจริตอะไรไม่มีการลำเอียงเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามความยุติธรรม ทุกวันนี้คนก็ยังหาว่าพลเอกประยุทธ์เป็นเผด็จการ ก็ต้องไปศึกษารัฐศาสตร์ให้ดี โดยเฉพาะรัฐศาสตร์โลกุตระ ประชาธิปไตยพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประชาธิปไตยของโพธิรักษ์ด้วย และประชาธิปไตยที่พลเอกประยุทธ์ทำ มันเป็นของรากฐานของประเทศไทย ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เริ่มเป็นประเทศไทย เพราะฉะนั้น รากเหง้าจิตวิญญาณของชาวพุทธแต่เดิมมีโลกุตรธรรมดีกว่ายุคนี้ ในยุคนี้โลกุตรธรรมถูกกวนให้ขุ่นเยอะ ในยุคก่อนสะอาดกว่านี้เยอะ คนไทยเกิดมาในหลาย Generation เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด พวกคุณมาต่อภูมิโลกุตรธรรม สืบต่อสืบเนื่องมาเป็นอจินไตย จนมาถึงวันนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ถึงขั้นมีพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระจริยวัตร มีจริยธรรมถึงขั้นโลกุตระ ชัดเจนเป็นที่ยอมรับเข้าใจกัน บริสุทธิ์สะอาดดีมาก เป็นทศพิธราชธรรมที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างสวยงาม จนเป็นที่ยอมรับของปัญญาชน ของผู้รู้ ปฏิเสธไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องนอกพยัญชนะ รัฐประหาร มีการประหาร แต่นี่มันไม่เกิดการประหาร มันเกิดความสุภาพเรียบร้อย ประหารก็หมายถึงประหารรัฐบาลขี้โกง รัฐบาลที่เป็นกบฏ รัฐบาลทรราช รัฐบาลทุนสามานย์ อันนั้นต่างหากเล่าประหารอันนั้นลง แต่ผู้ประหารไม่ได้ไปทำรุนแรง ไม่ได้ใช้อาวุธแต่ใช้ความสุภาพใช้ความสงบ ใช้สัจธรรมใช้ความรู้ใช้ความจริง ยืนยันว่าอันนี้เป็นความจริง คุณต้องแพ้ความจริงอันนี้ถูกอันนี้ผิด อันนั้นไม่ควรอันนี้ควร ควรต้องชนะความไม่ควรใช่ไหม ผู้เอาเปรียบ ผู้ที่ขี้โกงต้องแพ้ผู้ที่สุจริต ต้องแพ้ผู้ที่เสียสละไม่เอาเปรียบใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น เป็นความลงตัวของทั้งพยัญชนะและสภาวะ พยัญชนะเป็นรัฐประหารแต่พฤติกรรมจริงไม่มีประหารใดๆ มีแต่รัฐบาลดีมาประหารรัฐบาลชั่ว และก็ไม่ได้ผิดจากสัจธรรม สุภาพเรียบร้อยด้วยความรู้ด้วยหลักการด้วยวิธีการ คนเป็นผู้ดีต้องยอมรับ มีแต่บทบาทดีไม่มีบทบาทร้ายเลย เห็นไหม เป็นของไทยทำไมไม่ช่วยกันสนับสนุนต่อยอด จะฉลาดน้อยไปถึงไหนกัน ไปเอาข้อบกพร่องเล็กน้อยของรัฐบาลนี้ ข้อบกพร่องคุณจะพยายามล้างให้สะอาดก็ทำได้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้คำว่า อะลุ่มอล่วยกัน ควรจะรู้จักคำว่าพอควร ให้ได้สามัคคีประมาณหนึ่ง แล้วมวลน้อยก็แย้งไป แต่มวลใหญ่ก็มีอยู่จะมีโพลต่างๆมา ทำสงครามกันอยู่ มันก็เป็นจริงบ้างไม่เป็นจริงบ้าง สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนมันมีเยอะ เผด็จการตกไปแล้วนะ มันไม่เป็นอำนาจบาตรใหญ่เลย อย่างพลเอกป้อมเราก็เห็นว่าควรจะออกได้แล้ว เราไม่ได้พูดอย่างโหดเหี้ยมเลย ก็ต้อง Understood ท่านก็ stood บ้าง ขณะนี้มันกำลังสำคัญ มัน Sensible มากเลย ก็ต้องพยายามศึกษาและปฏิบัติ ตอนนี้จริงๆแล้ว อาตมากำลังอธิบายขยายความ แม้กระทั่งพยัญชนะว่ารัฐประหาร มันไม่มีการประหาร เพราะฉะนั้นเผด็จการก็ตกไปแล้ว 2. รัฐประหารก็ควรจะตกไปได้ ควรจะพอได้แล้ว วันหลังจะขยายความอีก รัฐประหารก็ต้องดูว่ารัฐบาลดีประหารรัฐบาลชั่ว ไม่ได้ประหารด้วยความรุนแรง ที่ต้องฆ่าแกงหยาบคาย มันไม่มี มันใช้หลักการใช้ความรู้ใช้วิธีการกฎหมาย ใช้วัฒนธรรมที่สูงส่ง ประหารโดยวัฒนธรรมที่สูงส่ง มันสุดยอดเลย นักรัฐศาสตร์ต้องศึกษากันอย่างดีว่านี่เป็นตัวอย่างของโลก ประเทศไหนจะทำได้อย่างนี้ ตัวอย่างในประเทศไหน status quo อ้างอิงมา ทั่วโลกมีแต่จะขย้ำกัน มีแต่ประเทศไทยโดดเด่นเรื่องนี้
ประชาธิปไตยไทยนิยม ขอยืนยันว่า ประชาธิปไตยไทยนิยม พระพุทธเจ้านิยมพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นิยม โพธิรักษ์นิยม มาจากรากฐานว่าประเทศไทยมีพุทธศาสนามาแต่ดั้งเดิมเป็นรากฐาน ประชากรประชาชนไทย มีเชื้ออันนี้มี DNA อันนี้คนละมากหรือน้อยก็แล้วแต่ มันเป็นของจริง แล้วก็มารวมกัน เอาพลังงานรวม เป็นพลังงานนิวเคลียส มีทั้ง Static Dynamic เรายังมี Coefficiency สามเส้านี้ตลอดเวลา เป็นพลังงานก้าวหน้า ไม่ถอยหลัง จะมีพลังงานต้านบ้าง แต่ถ้ารวมก็ก้าวหน้าอย่างน่าพอใจ อัตราการก้าวหน้าของรัฐบาลนี้ ยังไม่โลดแล่น อาตมาให้คะแนนระดับคูณ Coefficient สัมประสิทธิ์ สงครามการบริหาร มีผู้ต่อต้านด้วยความมีสงคราม มีคู่ต่อสู้อยู่เรียกว่าสงคราม ได้คะแนนคูณ อาจจะยังไม่ถึงยกกำลัง แต่คูณไม่น้อยหรอก มันเป็นตัวคูณที่ระบุเป็นตัวเลขทีเดียวไม่ได้ แต่โดยการประมาณแล้ว พอสมควร ถ้าใน 10 ก็ไม่ใช่ 9 แน่นอน 8 คูณก็ยังไม่ถึง ได้ 7 คูณได้แน่ แต่ 8 คูณก็มีรังสี โอเวอร์แลป ไปหา 8 เรื่อยๆ เจริญก้าวหน้าไปอย่างนั้น
610202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เผด็จการรัฐประหารที่เนื้อแท้คือประชาธิปไตย