สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะวิปัสสนาอย่างไรขณะทำงานอาชีพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะวิปัสสนาอย่างไรขณะทำงานอาชีพ _อำภา รื่นใจดี · กราบนมัสการถามท่านพ่อครูในทางหลักวิชาการ 1. ความหมายของคำว่าวิปัสสนา 2. องค์ประกอบของวิปัสสนามีอะไรบ้าง 3. ในขณะที่เรากำลังประกอบหน้าที่การงานอยู่ เราจะวิปัสสนาอย่างไร พ่อครูว่า…วิปัสสนาแปลว่าเห็นด้วยตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกด้วยเลย ความหมายของวิปัสสนาที่ท่านแปลกันคือ ความรู้แจ้งเห็นแจ้ง องค์ประกอบของวิปัสสนามีอะไรบ้าง มีมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ถ้าเต็มที่ก็เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 นั่นคือองค์ประกอบของวิปัสสนา มรรคมีองค์ 8 มีทั้งขณะทำอาชีพการงานทุกอย่าง ทั้งในพฤติกรรมอิริยาบถต่างๆ มีทั้งขณะพูดขณะคิด โพชฌงค์ 7 ก็มี สติสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นองค์ประกอบครบรอบถ้วน ผู้ที่ไปนั่งหลับตาเข้าภวังค์ ไม่มีโอกาสไปวิปัสสนาอะไรได้เลย เพราะวิปัสสนานั้นจะต้องประกอบไปด้วยภายนอกภายใน ประกอบด้วยสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ เป็นธรรมะ 2 โดยเฉพาะ ข้อ 3 ถามว่า ขณะที่เรากำลังประกอบหน้าที่การงานอยู่ เราจะวิปัสสนาอย่างไร? นี่ถามเข้าเป้าดี แสดงว่ารู้ว่า กำลังประกอบหน้าที่การงาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาไม่มีการงาน นั่งทิ้งไปแล้วบอกว่าวิปัสสนา อย่างนั้นมันเป็นความผิดอย่างไม่เหลืออะไรเลย จะไปบอกว่านั่งหลับตาสมาธิจิตสงบแล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา เป็นตรรกะทั้งนั้นเลย นอกรีตนอกทางหมด มีคนบอกว่าที่หลับตาแล้ววิปัสสนาได้เพราะใช้ตาทิพย์ คุณก็อยู่ในโลกทิพย์ของคุณไป เราอยู่ในโลกมนุษย์มนา เขาอยู่ในโลกทิพย์ก็ไปคนละอย่าง อาตมาเป็นคนสามัญมีเนื้อมีหนังมีสติสัมปชัญญะ มีองค์ประกอบ ดินน้ำไฟลม ที่เกี่ยวข้องอยู่ทั้งหมด อาตมาไม่ได้หลงเพ้อในตรรกะ ในวิมานจินตนาการ
อ่านต่อ
วาดภาพไป จะไปปั้นเรื่องราวปั้นรูปโฉมอะไรก็ได้ มันก็เป็นการหลงเลอะเทอะไป เอาความจริงอะไรไม่ได้ ไม่มีสมมติสัจจะไม่มีปรมัตถสัจจะเป็นธรรมะ 2 ขณะที่เราประกอบกรรมการงานอาชีพก็มี สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เราจะวิปัสสนาอย่างไร หลักวิปัสสนาของพระพุทธเจ้า หรือกรรมฐานของการปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้น อยู่ที่ เวทนา ถ้าไม่มีเวทนา ไม่มีทางที่จะปฏิบัติได้ เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้นั้นไม่เป็นฐานที่จะมีได้ ให้เป็นฐาน เว้นผัสสะแล้วจะไม่มีฐานะหรือไม่มีฐานที่ตั้งที่จะปฏิบัติเรียกว่ากรรมฐานธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นทุกวันนี้มันได้ผิดเพี้ยนไปไกล จนกระทั่งไม่มี ผัสสะเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ผัสสะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกันแล้วมีเวทนาเป็นกรรมฐาน เมื่อไม่มีอย่างนี้ผู้ที่นั่งหลับตาเข้าไปอยู่ในภพ จึงได้แต่ภาวนาในอดีตและอนาคต พระพุทธเจ้าก็ประมวลเอาไว้แล้วว่าอดีตมี 18 อย่าง อนาคตก็มี 44 อย่าง รวมเป็นทิฏฐิ 62 ในพรหมชาลสูตร บอกความเป็นจริงในขณะนั้น ที่พระพุทธเจ้าอุบัติ แล้วค้นพบความเป็นไปในสังคม เขาก็ศึกษากันแบบนั้น และไปหลงใหลเรื่องอัตตากับเรื่องโลก ก็ต้องเรียนรู้ให้ครบแล้วอยู่กับโลกกับอัตตาอย่างไม่เป็นทาสโลกทาสอัตตา ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแตกฉาน จะเข้าใจชัดเจนเลย ในพรหมชาลสูตร ผู้ที่ไม่รู้ก็อยู่ในทิฏฐิ 62 เหมือนตาข่าย (ชาละ) แหที่มันพันตัว ลิงถูกแหครอบ มันจะดิ้นพันตัวเลย ไม่รู้เรื่อง ยิ่งดิ้นยิ่งมัดยิ่งแน่นเข้า พันตัวเองตาย อาตมาเหนื่อยที่จะไปช่วยแก้กลับให้ถูก ตาม ในสามัญญผลสูตร ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา ศาสนาพุทธมีศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่าไตรสิกขา เป็นการศึกษาของศาสนาพุทธ มี 3 อย่างนี้ ถ้าไม่ชัดเจนใน 3 อย่างนี้ จบเห่เลย ไม่มี ศาสนาพุทธไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นขออาศัยตรงนี้เลย มีข้อความของ sms อีกอัน
_กุศลา ธัมมา . ความสุขของคนทำนาเมื่อเห็นราคาข้าวหอมมะลิสูงที่สุดทุกยุคของรัฐบาลที่ผ่านมา (พูดถึงราคาตามกลไกตลาดนะ ไม่เอาเคสจำนำข้าวเน่า กก.20นะ) พ่อครูว่า...กุศลเป็นเพียงสมมุตินะ ทำไมไม่เอา บุญญาธัมมา อาตมาไม่รู้หรอกเรื่องราคาพวกนี้
มาต่อที่ขณะคิด พูด ทำกรรม 3 ทำการงานอาชีพ นี่แหละปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าวิปัสสนาได้ใน 4 อย่างนี้ ทีนี้เป้าที่จะวิปัสสนาแท้ๆเรียกว่า กรรมฐานแท้ของศาสนาพุทธ กรรมฐานของศาสนาพุทธมีกรรมฐานเดียว มีเวทนาเป็นกรรมฐาน แล้ววิปัสสนา คือพยายามเรียนรู้แยกแยะ เลือกเฟ้น เอากิเลสในเวทนา หาอาการกิเลสในเวทนา ในความรู้สึกหรือในอารมณ์ พยายามแยก ธัมมวิจัยแยะแยะ อาการของกิเลสตัณหา อยู่ในเวทนานี้ออกมาให้ได้ ถ้าออกได้แล้วเราจะดูอาการที่เป็นแบบโลกๆ คือเคหสิตเวทนา เมื่อเราลดกิเลสได้เรียกว่าเนกขัมมสิตเวทนา อาการที่มี 18 อาการ อาการ 18 นี้ เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร ซึ่ง 6 นี้ มันจะเป็นอาการแยกย่อยออกไปอีก เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ได้อีก 3 อย่าง ทั้ง 6 ทวาร เมื่อกระทบสัมผัสแล้วมีอาการ เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ รวมแล้วเป็น 18 อาการ อาการที่เกิดนั้น ผู้ที่วิปัสสนาคือเห็นแจ้งด้วยปัญญาเข้าไปแยกแยะได้ว่า อาการอย่างนี้ เคหสิตเวทนาหรืออาการโลกียะ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ทำอย่างนี้ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอนเรียกว่า อาการของวิปัสสนา อาการที่รู้กิเลส ทำให้กิเลสลดลงได้ ออกจากกิเลส คือเนกขัมมะ ออกจากสิ่งที่เราติด เรายึดถือเราเคยมี เอามันออกจากใจ หรือเอาใจออกจากมัน ได้ เรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา นั่นคือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า 18 อาการของเคหสิตะก็ดี 18 อาการของเนกขัมมะ ก็ดี ท่านเรียกว่า มโนปวิจาร ที่มันเกิดจริงเป็นจริงอยู่ขณะนั้น นี่คือจุดสำคัญของการปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธ จะต้องมีความเคลื่อนไหวจึงจะเปรียบเทียบได้ เป็นอาการสุข อาการทุกข์ อาการไม่สุขไม่ทุกข์ ถ้ามันนิ่งนิ่ง ก็อ่านไม่ออก นิ่งเฉยเดี่ยวเดี่ยว จะไม่รู้สุขไม่รู้ทุกข์ คนที่ไปหลงปฏิบัติธรรมทำจิตให้นิ่งดิ่งลงอย่างเดียว พวกโลกีย์ พวกเดียรถีย์หลงผิด เขาเคยหลงกันมานานแล้วก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ พระพุทธเจ้าอุบัติแล้วก็หลงกันอยู่ พระพุทธเจ้าแก้ไขให้เสร็จแล้วก็ผิดเพี้ยนลงไปเป็นแบบเก่าอีกเหมือนอย่างทุกวันนี้ อาตมาก็ต้องดึงมาหาความถูกต้อง พูดแล้วพูดอีกพูดอีกพูดแล้ว อธิบายก็ยากจริงๆ
610204_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เมืองไทยขณะนี้มีประชาธิปไตยดีที่สุดในโลก