a5.บทที่ 1.pdf
เนื้อหาในไฟล์
1 บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา อัตราการตายจากโรคมะเร็งนับวันจะสูงขึ้นทั่วทุกมุมโลก เปนสาเหตุการตายประมาณ รอยละ 13 ของอัตราตายทั้งหมด องคการอนามัยโลกคาดการณวา ในปพ.ศ. 2558 จะมีผูปวยรายใหมเพิ่มขึ้นจากปละ 10.10 ลานคนเปน 15.70 ลานคนและในป พ.ศ. 2563 จะมีคนตายดวยโรคมะเร็งมากกวา 11 ลานคน โรคมะเร็งลําไสใหญและทวารหนักเปนสาเหตุของอัตราการตายทั่วโลกเปนที่ 3 ของชนิดการเกิดมะเร็ง สถิติในประเทศ จากรายงานทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล (hospital-based cancer registry) พ.ศ. 2555 ของสถาบันมะเร็งแหงชาติ พบวามะเร็งลําไสใหญและทวารหนักในเพศชายพบมากเปนอันดับ 2 (รอยละ 16.2) ของโรคมะเร็งที่พบบอย 15 อันดับแรก ชวงอายุที่พบมากที่สุดคือ 55- 65 ป และในเพศหญิงพบเปน ลําดับ 3 (รอยละ 9.48) และพบมากที่สุดที่ชวงอายุ 50- 65 ป จากขอมูลสถิติที่ศูนยมะเร็งแหงชาติลาสุดขอมูลผูปวยมะเร็งลําไสใหญป พ.ศ. 2556 มีจํานวน 202 รายตอป ศูนยมะเร็งชลบุรีขอมูลผูปวยมะเร็งลําไสใหญ ปพ.ศ. 2556 มีจํานวน 147 รายตอป ศูนยมะเร็งสุราษฎธานี ขอมูลผูปวยมะเร็งลําไสใหญ ในป พ.ศ. 2556 มีจํานวน 89รายตอป ศูนยมะเร็งอุบลราชธานี ขอมูลผูปวยมะเร็งลําไสใหญ ปพ.ศ. 2556 เทากับ 115 รายตอป ศูนยมะเร็งลพบุรีตั้งแตเดือนตุลาคมปพ.ศ. 2556 ถึง ตุลาคมปพ.ศ. 2557 เทากับ 216 รายตอป ศูนยมะเร็งที่อุดรธานีขอมูลผูปวยมะเร็งลําไสใหญ ปพ.ศ. 2556 เทากับ 75 ราย เปนชาย 43 ราย เปนหญิง 32 ราย ศูนยมะเร็งลําปาง ขอมูลผูปวยมะเร็งลําไสใหญ ป พ.ศ. 2555 เทากับ 53 รายเปน ชาย 24 ราย เปนหญิง 29 ราย เปนตน นอกจากนี้ยังพบวาการเกิดมะเร็งลําไสใหญมีอุบัติการณสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
อ่านต่อ
(เกศิณี ธีรทองดี และคณะ. 2557 : 69) สถาบันมะเร็งแหงชาติจัดโครงการรณรงคมะเร็งลําไสและทวารหนัก ในโอกาสครบรอบ 72 ปกรมการแพทยประจําป 2557 จัดกิจกรรมเผยแพรความรู และบริการทางการแพทยสําหรับประชาชนทั่วไป ณ.สถาบันมะเร็งแหงชาติ บรรยายพิเศษเรื่อง “มะเร็งลําไสใหญ ภัยรายใกลตัวคุณ”ในวันที่ 11-14 มีนาคม พ.ศ. 2557 (สถาบันมะเร็งแหงชาติ กระทรวงสาธารณสุข. 2557) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีแผนการดําเนินงานในโครงการบําเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันคลายประสูติ สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณอัครราชกุมารี ในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกป ซึ่งทางโรงพยาบาลมีการดําเนินการดังกลาวอยางตอเนื่องทุกป โดยในป พ.ศ. 2557 มีโครงการตรวจรักษาเฉพาะบุคคลในมะเร็งปอดและมะเร็งลําไสใหญจะเปนการรักษาเฉพาะบุคคลจะทําใหผูปวยไดรับการรักษาที่มีคุณภาพ และเหมาะสมกับสภาพรางกายของแตละคนมากขึ้น (ไทยรัฐ 2 ออนไลนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ กับภารกิจสนองพระปณิธาน “เจาฟาหญิงจุฬากรณ” ดึงคนไทยพน..... “มะเร็ง” ราย. 2557) แผนพัฒนาสุขภาพแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) มีวิสัยทัศนวา “ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดี รวมสรางระบบสุขภาพพอเพียง เปนธรรม นําสูสังคมสุขภาวะ” หนึ่งในยุทธศาสตรหลักในการพัฒนาคือการมุงเนนการสงเสริมสุขภาพ การปองกัน การควบคุมโรค และคุมครองผูบริโภคเพื่อใหคนไทยแข็งแรงทั้งรางกาย จิตใจ สังคม และปญญา มีคนเปนศูนยกลางพัฒนา โดยพัฒนาสุขภาพแบบยั่งยืนเพื่อใหเกิดความสมดุลและเนนสรางสุขภาพมากกวาการซอมสุขภาพ จึงมีการสงเสริมการออกกําลังกาย การควบคุมการบริโภค สนับสนุนลด ละ เลิกอบายมุข หลีกเลี่ยงปจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบตอสุขภาพ เพราะสถานการณปญหาสุขภาพไดมีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องจากวิถีการดําเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภคและคานิยมใหมในสังคมไทยที่เนนการดูแลสุขภาพดวยการใชยาและบริการทางการแพทยที่เกินความจําเปน (สํานักงานสาธารณสุขอําเภอเมืองสุรินทร. 2556) ปจจุบันพฤติกรรมของประชาชนเนนสะดวกสบาย ขาดการเอาใจใสดูแลสุขภาพของตนเอง ทําใหพบวามีโรครายตาง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งเปนปญหาที่สําคัญระดับหนึ่งของโลกเนื่องจากมะเร็งสวนใหญรักษาไมหาย ทําใหมีการสูญเสียชีวิต มีคาใชจายโดยรวมในอัตราที่สูงโดยเฉพาะประเทศไทย โรคมะเร็งกําลังเปนโรคที่คราชีวิตคนไทยซึ่งนับวันจะมากขึ้นจนกลายเปนสาเหตุการตายอันดับตน ๆ ของคนไทย ซึ่งการรักษามะเร็งในปจจุบันการแพทยแบบแผนก็มีการจัดการกับมะเร็งดวยวิธีใหม ๆ มากมายและการแพทยแผนธรรมชาติหรือเรียกวาการแพทยทางเลือกก็มีไมนอยที่รวมรักษามะเร็ง และไดมีการพิสูจนวิจัยจนเปนที่ยอมรับแลวจาก องคการอนามัยโลกหรือสถาบันมะเร็งแหงชาติหรัฐอเมริกาในระดับหนึ่ง (ธนากร โรจนทัพพะ. 2551 : 11) เนื่องจากคนไทยมีการรับประทานอาหารแบบตะวันตกกันมากขึ้น มีการปรุงแตง ดังนั้นจึงมีสารพิษที่ปนเปอนมากับอาหารในรูปแบบตาง ๆ เชน สารบอแรกซเปนสารเคมีที่มีชื่อทางการคาวา น้ําประสานทอง เพงแซ หรือผงกรอบ เปนตน (ชวัลรัตน สมนึก, เกษมศรี พรมมี และ ภานุวัฒน ทองกอน. 2554 : 107) จากการศึกษาทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑอาหารทะเลแหงดิบและอาหารทะเลแหงพรอมบริโภคไดแก หมึกแหง ปลาแหง ปลาเสนและหมึกปรุงรส กะป และผลิตภัณฑอื่น ๆ โดยเก็บตัวอยางจากตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรีและตลาดบานเพ จังหวัดระยองในระหวางเดือนกรกฎาคม- ธันวาคม 2550 จํานวนทั้งสิ้น 1,026 ตัวอยางพบการปนเปอนของเชื้อราและยีสตเกินมาตรฐาน 421 ตัวอยาง (บัญญัติ สุขศรีงาม และคนอื่น ๆ. 2553 : 87) อีกทั้งการรับประทานอาหารที่ใหพลังงานมาก ๆ เชนอาหารพวกแปง น้ําตาล และไขมัน ทําใหมีรางกายที่อวนน้ําหนักเกินมีโอกาสเสี่ยงที่จะเปนมะเร็งลําไสใหญมากกวาที่มีรางกายผอมหรือขนาดปานกลาง (วิจิตร บุญะโหตระ. 2542 : 54) จากรายงานการสํารวจสุขภาพประชาชนไทย การบริโภคผักและผลไมในปริมาณที่เพียงพอสงผลดีตอสุขภาพทั้งในดานการปองกันและชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง ทั้งนี้เนื่องจากผักและผลไมเปน 3 แหลงสําคัญของวิตามิน แรธาตุ ใยอาหารและพฤกษาเคมี (Phytochemical) หลากหลายชนิด จากการรายงานขององคการอนามัยโลกระบุวา การบริโภคผักและผลไมที่ต่ํากวาเกณฑมาตรฐานในประเทศที่กําลังพัฒนาทําใหประชากรเสียชีวิตมากกวา 2.5 ลานคนตอป และมียังความสัมพันธกับการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเสนเลือดในสมองตีบ พ.ศ.2543 -2547 คนไทยอายุ 15 ปขึ้นไปทั้งหญิงและชายรับประทานผักและผลไมเฉลี่ยเพียงวันละ 3.4 และ3.5 สวนมาตรฐาน ตามลําดับ ซึ่งต่ํากวาเกณฑมาตรฐานที่อนามัยโลกกําหนดไวคือควรบริโภควันละ5 -7.5 สวนมาตรฐานและใน พ.ศ. 2551-2552 คนไทยอายุ 15 ปขึ้นไปรับประทานผักและผลไมนอยลงอีกเฉลี่ยเพียงวันละ 3.1 และ3.0 ตามลําดับ สวนมาตรฐานลดลงจากรอยละ 21.7 ใน พ.ศ.2546-2547 และเปนรอยละ 17.7 (9 ลานคน) ใน พ.ศ. 2551-2552 ดังนั้นจะเห็นวาประชาชนใหความสําคัญตอการบริโภคผักและผลไมลดลงเรื่อย ๆ (สํานักนโยบายและยุทธศาสตร กระทรวง สาธารณสุข. 2554 : 6) จากการศึกษาในตําราหรือทบทวนในวรรณกรรม และคําบอกเลาจากประสบการณของผูปวยจะบอกวา โรคมะเร็งเปนโรคอันตรายใกลเคียงกับความตาย นอกจากมีผลกระทบกับอาการเจ็บปวดจากทางรางกายแลว ยังมีผลกระทบ ตอผูปวยทางดานจิตใจดวย ไมวาจะมีอาการหดหู ทอแท สิ้นหวัง วิตกกังวล ภาวะซึมเศรา อารมณเครียด หรือ การไมยอมรับความจริง และลดคุณคาในตนลง ไดมีการทําการวิจัยในผูปวยที่ทําการผาตัดลําไสผานทางชองทองพบวา หลังจากการผาตัดมีอัตราการใชยาแกปวดมากที่สุด สงผลตอการเกิดภาวะขางเคียงตอการฟนตัวของลําไสใหญอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ และมีปจจัยที่สงเสริมใหเกิดการปวดคือ ปจจัยทางดานอารมณและจิตใจ ผูปวยที่มี กลัว ความเครียด วิตกกังวล จะสงผลตอการหายใจ จะหายใจเร็วขึ้น ทั้งยังไปกระตุนใหกลามเนื้อเกร็งตัวคาง ทําใหใหเพิ่มระดับความเจ็บปวด และมีความอดทนตอความปวดลดลง มีงานวิจัยที่พบอีกวา ปจจัยดานสิ่งแวดลอมที่ดีจะสงเสริมใหมีการปรับตัวและอดทนตอสิ่งเราไดมากขึ้น (วรลักษณ ฉิมวัย.2552 : 1-2) ผูปวยที่มารับการผาตัดในโรงพยาบาลบานโปงใน ป 2547–2553 รอยละ 69.4 (59 ใน 85 ราย) มีการกระจายของมะเร็งลําไสใหญในตําแหนงตางกัน ทําใหผูปวยเสียโอกาสที่จะทําใหหายขาด สภาพของโรค มีหลายรายที่ไดรับการผาตัดมะเร็งลําไสใหญแลวตองทําการผาตัดทวารเทียมทางหนาทองแบบถาวร ทําใหผูปวยเสียภาพลักษณ เนื่องจากพยาธิสภาพของโรค (ปว วุฒิจริยากุล. 2554 : 749) การรักษาหลักของโรคมะเร็งลําไสใหญคือการผาตัด ผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่ไดรับการผาตัดทําทวารเทียมไมวาจะเปนชนิดชั่วคราวหรือชนิดถาวร ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสรางและการทําทวารเทียมเปนสิ่งที่ทําใหผูปวยตองมีการปรับตัวทั้งดานรางกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ ทั้งนี้เพราะการผาตัดเปลี่ยนชองทางการขับถายมีผลตอการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ จึงมีผลกระทบตอจิตใจทันที อีกทั้งทางดานรางกายนั้นคือตองถายอุจจาระทางหนาทอง และจําเปนตองมีถุงรองรับอุจจาระติดไวที่หนาทองตลอดเวลา และผูปวยที่มีทวารเทียมยังตองเผชิญสี กลิ่น และกาซ ที่ออกมา 4 รบกวน ภายในถุงมีอุจจาระซึ่งเปนสิ่งที่ไมนาดู จะเห็นวารูปแบบการดําเนินชีวิตที่ตองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไมวาจะเปนเรื่องการออกกําลังกาย การทํางาน การเดินทาง การพักผอน การเขาสังคม ตลอดจนการขาดความรูในเรื่องการดูแลทวารเทียม เชนการทําความสะอาดและการเปลี่ยนถุงรองรับอุจจาระ (นวพร ชิตมน. 2549 อางถึงใน ทิพวรรณ คุนุพันธ. 2553 : 2-3) ใจเพชร กลาจน. (2553 : 45) ไดทําวิจัยและไดอางในพระไตรปฎกเลมที่ 15 ขอ 122 วา “ทุกขยอมไมตกถึงผูหมดกังวล” จะเห็นวาทุกขยอมไมมีในผูไรกังวล ควรฝกลด ละ เลิกและหลีกเลี่ยงอารมณที่ทําลายสุขภาพ หรืออารมณที่เปนพิษ ไดแกความไมสบายใจ ความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด ความไมโปรงไมโลง ความไมพอใจ พยาบาท ความเรงรีบ เรงรัด ความโลภ โกรธ หลง ที่ยึดติดเอาแตใจ เปนตน เพราะผูมีอารมณดังกลาว รางกายจะหลั่งสารแอดดรีนารีนออกมาจากตอมหมวกไต มันจะกระตุนเซลลเนื้อเยื้อทุกสวนของรางกาย ผลิตพลังงานมากเกินความพอดีตอรางกาย ทําใหเผาทําลายเซลลเนื้อเยื่อทุกสวนในรางกาย รางกายจะเกิดปฏิกิริยารีเฟล็กซเกร็งตัวเพื่อจะบีบเอาอารมณที่เปนพิษออก แตรางกายไมสามารถบีบออกได เพราะเปนอารมณอยูที่จิต ที่อาศัยรางกายอยูเทานั้น กลามเนื้อจึงเกิดเกร็งตัวอยูตลอดเวลา ทําใหเลือดลมไหลเวียนไมสะดวก ตรงกันขามถาเราสามารถสลายอารมณดังกลาวได จิตใจมีความสุข รูสึกเบิกบานแจมใส กลามเนื้อจะคลายตัวลง เพราะไมมีพิษที่จะตองบีบออก จะมีสารที่เรียกวา เอ็นโดรฟนก็จะหลั่งออกมาจากตอมใตสมองที่ชื่อวา พิทูอิทารี สารนี้มีฤทธิ์ระงับปวดชวยผอนคลาย ดังนั้นการสรางความรูความเขาใจตอวิถีชีวิตของผูปวยที่มีทวารเทียมและผูเกี่ยวของจึงสําคัญมากอีกทั้งเพื่อทําความเขาใจตอความรูสึกนึกคิดและทัศนคติของผูปวยที่มีทวารเทียม ที่มีตอความเปลี่ยนแปลงนั้น จําเปนตองปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตน และสรางกระบวนเรียนรู มีการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการสังเกตสัมภาษณเจาะลึกผูปวยที่มีทวารเทียม จากผูใหขอมูลจํานวน 11 ราย นําขอมูลที่ไดมาถอดความแบบคําตอคํา วิเคราะหขอมูลโดยการวิเคราะหเนื้อหา วิเคราะหสรุปประเด็นสะทอนแนวคิด และสอบถามขอมูลผลการวิจัยพบวา วิถีชีวิตของผูปวยที่มีทวารเทียม ประกอบดวย ความหมาย ความรู ความเขาใจตอวิถีชีวิตใหมของผูที่มีทวารเทียมของตนเอง (สายสมร เฉลยกิตติและคณะ. 2556 : 31)มีการวิจัยเรื่องประสบการณดานจิตใจของผูปวยโรคมะเร็งระยะลุกลาม เปนการศึกษาโดยใชวิธีวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดเชิงปรากฏการณวิทยา ทําการวิจัยผูปวยโรคมะเร็งระยะลุกลาม จํานวน 9 ทาน ผลการศึกษาไดพบวาประสบการณดานจิตใจของผูปวยโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น สามารถแบงเปนประเด็น ๆ คือ1.การประคับประคองชีวิตใหดํารงอยู คือการดําเนินชีวิตอยูอยางมีความหวัง การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น 2. ความทุกขอันเนื่องจากโรคมะเร็งลุกลาม สรางความเจ็บปวดทรมานทางดานรางกาย จิตใจถูกรบกวนดวยความคิดถึงความตายและการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก 3. ความตองการดานคุณภาพชีวิตเพื่อตอบสนองความพึงพอใจในชีวิต และการดําเนินชีวิตอยูอยางมีคุณภาพ ซึ่งประกอบดวยการมีชีวิตเหมือนคนปกติ ไดรับ 5 ความเคารพในคุณคาศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย และความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (ณฤดี กิจทวี. 2552 : ง) วิถีทางที่จะตองรักษาไวซึ่งความมั่นคงในชีวิต พฤติกรรมของมนุษยนี้เองที่จะนําไปสูความตองการใหเกิดความมั่นคงทางดานรางกาย (Physiological Integrity) ความมั่นคงดานจิตใจ (Psychic Integrity) และความมั่นคงทางดานสังคม (Social Integrity) ซึ่งเปนความตองการพื้นฐานของมนุษย จึงถือวาบุคคลจําเปนตองมีการปรับตัว เพื่อรักษาความสมดุลของรางกาย จิตใจ และสังคม ถาบุคลใดประสบความสําเร็จในการปรับตัวได ก็จะมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกใหเห็นก็คือการมีสุขภาพที่ดี ยอมรับความเปนจริง มีความพึงพอใจในชีวิต (สายพิณ เกษมกิจวัฒนา. 2525 : 29 อางถึงใน จิตรา จาวยนต. 2528 : 5-6) วิไลลักษณ ตันติตระกูล (2552 : 28) ไดทําการศึกษาวิจัยใชกรอบแนวคิดทฤษฎีความผาสุกทางจิตวิญญาณในสภาวะที่เจ็บปวย (A Middle-Range Theory of Spiritual Well- BeinG in illness) ของ O’ Brien (2008) คนหาความหมายทางจิตวิญญาณจากประสบการณความเจ็บปวย ความทุกขทรมานจากสภาวะโรค เพื่อไปสูความผาสุกทางจิตวิญญาณ ใหผูปวยมีความสมดุลทั้งรางกาย และ จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยประกอบไปดวยปจจัยหลักคือ ความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนที่สัมพันธกับกิจกรรมทางศาสนา กับความผาสุกทางจิตวิญญาณ พบวา ศาสนาเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดที่จะชวยคงไวซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของผูปวยได และ จิตวิญญาณที่ดีจะเกิดขึ้นไดเมื่อบุคคลไดทําความดี หรือจิตไดสัมผัสกับสิ่งที่มีคุณคาอันสูงสุด เชนการเขาถึงพระรัตนตรัย การมีเมตตา การเสียสละ องคการอนามัยโลกไดใหนิยามของ “สุขภาพ” วา เปนภาวะที่ไมเพียงแตปราศจากโรค แตยังหมายรวมถึงความเปนปกติสุขทั้ง กาย ใจ สังคม และปญญา จะเห็นไดวานิยามนี้ครอบคลุมสุขภาพใน 4 ดานอยางสมบูรณ และเปนภาพรวมของคนทั้งคน ซึ่งอาจกลาวไดวาเปน “ดุลยภาพของชีวิต” ซึ่งนักวิชาการทางการแพทยและสาธารณสุขในซีกโลกตะวันตกกลับมีวิธีคิด มุมมอง หรือกระบวนทัศนในเรื่องสุขภาพแบบแยกสวน แนวคิดไดแพรกระจายไปทั่วโลกตลอดระยะเวลาไมนอยกวา 50 ปที่ผานมา สุขภาพถูกครอบงําดวยวิธีคิดที่วาคนเหมือนเครื่องจักร แยกเปนสวน ๆ จิตใจและรางกายเปนคนละสวนกัน การคิดแบบนี้ทําใหเกิดการดูแลสุขภาพแบบแยกเปนสวน ๆ กอใหเกิดองคความรูและเทคโนโลยีในการรักษาเฉพาะทาง ลึกลงไปเปนเรื่อง ๆ แตละอวัยวะ แตละโรค ไมไดสนใจความสัมพันธขององคประกอบยอย ๆ ของชีวิต ไมไดเปนการดูแลคนทั้งคน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (หรือประชาชนรูจักกันในนามกรมหลวงสงขลานครินทร และสมเด็จพระราชบิดาแหงการแพทย) พระองคมีพระราชดํารัสกับนักศึกษาแพทยวา “ฉันไมตองการใหเธอมีความรูการแพทยเพียงอยางเดียว ฉันตองการใหเธอเปนคนดวย” จะเห็นวาพระองคทรงเห็นสุขภาพเปนแบบองครวม โดยเฉพาะความสัมพันธของสุขภาพ 6 รางกายและจิตใจ และพระองคยังทรงเตือนนักศึกษาแพทย อยามัวรักษาแตโรคหรือรางกายสวนใดสวนหนึ่ง แตใหคํานึงถึงการดูแลเอาใจใสผูปวยทั้งคนอยางองครวมทั้งกาย จิตใจ และครอบครัวสังคม ดวยความเมตตาตอเพื่อนมนุษยดวยกัน (กรรณิกา ปญญาวงค. 2556 : 6) ตามความหมายทางพุทธศาสนาและทางจิตเวชพุทธวิธีในการดูแลสุขภาพแบบองครวม ไดแกพุทธวิธีการดูแลรักษาและเสริมสรางสุขภาพเชนการออกกําลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชนพอประมาณ การพักผอนโรคใชยาสมุนไพรไลพอกทาหยอด และมีพุทธวิธีบําบัดโดยใชพระธรรมโอสถซึ่งเปนวิธีแหงปญญา เปนสิ่งที่มนุษยปฏิบัติไดดวยตนเอง เชน ฟงธรรม พิจารณาธรรมและปฏิบัติธรรม เปนเหตุใหจิตผองใสผอนคลายทุกขได เปนผลดีตอสุขภาพ การสวดสาธยายบทธรรมมิใชเพื่อความศักดิ์สิทธิ์แตเพื่อใหผูปวยเกิดการเรียนรู มีปญญาเขาใจชีวิตมนุษย และธรรมชาติของชีวิต ที่ปรากฏในพระไตรปฎกเพราะการปฏิบัติธรรม การฟงธรรม พิจารณาธรรม เชื่อวาผูปฏิบัติ ไมเครียดจะผอนคลายรางกายจะสรางภูมิคุมสูงและภูมิคุมกันจะตอตานโรคได โรคจะทุเลาเบาบางและหายลงไปได มนุษยจะตองพยายามดูแลรักษาเพื่อใหรางกายกลับสูสภาวะปกติใหเร็วที่สุดวิธีการสําคัญที่ใชปกปองสุขภาพนั้น คือการมีพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพที่ถูกตองและ สม่ําเสมอ (Palank. 1991) พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพในความหมายของเพนเดอร (Pender. 1996) หมายถึง การกระทําที่มุงการบรรลุระดับสูงสุดของสุขภาพและความผาสุก (วรรณวิมล เมฆวิมล. 2553 : 9) ซึ่งพฤติกรรมของมนุษยสามารถที่จะพัฒนาได พระพุทธศาสนาไดกลาวถึงรูปแบบวิธีการพัฒนาไววา ความประพฤติสุจริต ทางกาย วาจาใจ และอาชีวะเปนเรื่องของการฝกฝนในดานพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เคยชิน “ศีล”จะเปนเครื่องมือที่ใชในขบวนการศึกษาและพัฒนามนุษย การดําเนินชีวิตของมนุษยที่อยูรวมกัน “ศีล”จะทําใหเกิดความเปนระเบียบในความเปนอยู เอื้อโอกาสใหเกิดการพัฒนาจนเกิดพฤติกรรมเคยชินกับความดี ตามแบบอยางของศีลที่เปนกรอบใหฝกปรือในดานคุณภาพและสมรรถภาพของจิต ทําใหจิตเกิดการพัฒนา มีความเขมแข็งอดทน มีความกรุณาเอื้อเฟอ มีความเพียรพยายามและแนวแน (พระอภัย อภิชาโต (ชูขุนทด). (2554 : 13-14) ดังนั้นการปฏิบัติรักษาศีลจะนําพาสูความผาสุกทางจิตวิญญาณได โดยทุกคนสามารถกระทําบทบาทของตนใหเหมาะสม ซึ่งพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพในความคิดของ เพนเดอร นั้น ครอบคลุม 6 ดาน คือ ความรับผิดชอบตอสุขภาพ กิจกรรมทางดานรางกาย การรับประทานอาหาร การมีสัมพันธภาพระหวางบุคคล การจัดการกับความเครียด และการพัฒนาทางปญญาไดสอดคลองกับหลักการดูแลสุขภาพตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพื่อสรางคนในชุมชนใหมีสุขภาพดี ที่นโยบายของกระทรวง สาธารณสุขเนนการสรางคุณคาใหกับบุคคลในการเรียนรูและพากเพียรปฏิบัติ และนําประสบการณการปฏิบัติของบุคคลมาเปดมิติใหมของการมีสุขภาพดีไดดวยตนเอง 7 จากที่กลาวมาทั้งหมดขางตน ผูวิจัยสนใจที่จะศึกษาการปฏิบัติตนดานสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง วามีการดูแลสุขภาพดวยทฤษฎี การปฏิบัติตนดานสุขภาพของเพนเดอร 6 ดานที่สอดคลองกับหลักคําสอนในพระศาสนา เปนการดูแลสุขภาพโดยปฏิบัติตนดวยความพากเพียรใหอยูในกรอบของศีล 5 คือ การลด ละ เลิกสิ่งที่เปนพิษโทษภัยตอสุขภาพและเชื่อในผลของการกระทํา แลวสามารถดําเนินชีวิตเปนปกติดวยใจที่ผาสุก จนมีความเขมแข็งทั้งรางกายและจิตใจและเกิดความผาสุกที่แทจริงและยั่งยืนดานสุขภาพ และผลที่ไดจากงานวิจัยนี้ จะกอใหเกิดการพัฒนาองคความรูในการปฏิบัติตนเพื่อสงเสริม ความผาสุกทางจิตวิญญาณและนําความรูมาประยุกตใชหรือนํามาพัฒนาคุณภาพชีวิตผูปวยมะเร็งตอไป คําถามการวิจัย 1. การปฏิบัติตนดานสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองเปนอยางไร 2. ความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองเปนอยางไร 3. ความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองเปนอยางไร วัตถุประสงคของการทําวิจัย 1. เพื่อศึกษาการปฏิบัติตนดานสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 2. เพื่อศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพ กับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตพื้นที่ศึกษา การวิจัยใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเลือกพื้นที่แบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือพื้นที่โรงพยาบาลพระมงกฎเกลา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันมะเร็งแหงชาติและโรงพยาบาลวชิรพยาบาล 2. ขอบเขตเนื้อหา ผูวิจัยทําการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง การวิจัยครั้งนี้ศึกษาเจาะลึกในประเด็นตาง ๆ ดังนี้ 8 ระยะที่ 1 วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเจาะลึกถึงขอมูลทั่วไปและปจจัยการปฏิบัติดานสุขภาพที่มีความสัมพันธกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง โดยอางอิงทฤษฏีการสงเสริมสุขภาพของเพนเดอร (Pender et al., 1996) มาเปนกรอบแนวคิดในการวิเคราะหขอมูลทั่วไปและปจจัยการปฏิบัติดานสุขภาพที่มีความสัมพันธกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองโดยศึกษาการปฏิบัติตนดานสุขภาพของเพนเดอร 6 ดานดังนี้คือ ดานความรับผิดชอบตอสุขภาพ ดานกิจกรรมทางรางกาย ดานการรับประทานอาหาร ดานการมีสัมพันธภาพระหวางบุคคล ดานการพัฒนาทางปญญาดานการจัดการกับความเครียดและความผาสุกทางจิตวิญญาณใช ของพอลลูทเซียน และเอลลิสัน (Paloutzian & Ellion. 1982) ไดแบงออกเปน 2 สวนความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นตอพระศาสนาและความผาสุกในสิ่งที่เปนอยูซึ่งผูวิจัยมีความสนใจจะศึกษาความสัมพันธ ระหวาง การปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง จากนั้นนํามาวิเคราะหสาระองคความรูและนําสูการสรางกระทงคําถามในระยะวิจัยเชิงปริมาณในขั้นตอไป ระยะที่ 2 วิธีวิจัยเชิงปริมาณ นําการวิจัยเชิงคุณภาพมาสรางกระทงคําถามเพื่อหาความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง และนําผลจากการศึกษามาใชในการวางแผนพัฒนาความรูในการปฏิบัติตนดานสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองใหมีความผาสุกขณะปฏิบัติตนดานสุขภาพในชีวิตประจําวันไดอยางปกติสุข 3. ขอบเขตดานผูใหขอมูลและกลุมตัวอยางการศึกษาครั้งนี้ ขอบเขตผูใหขอมูลและกลุมตัวอยางโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ระยะที่ 1 วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ลงพื้นที่สนทนากับผูใหขอมูล โดยสัมภาษณเชิงลึกผูใหขอมูล สังเกตการณแบบมีสวนรวมและไมมีสวนรวมในการปฏิบัติตนของผูใหขอมูล จํานวน 30 คนที่มีคุณสมบัติดังนี้ กลุมตัวอยาง เปนผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองทั้งเพศชาย และเพศหญิง ไมจํากัดอายุ และตําแหนงที่เกิดของมะเร็งลําไสใหญ โดยคัดเลือกเฉพาะเจาะจง ที่มารับการบริการที่สถาบันมะเร็งแหงชาติ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โรงพยาบาลราชวิถี และ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยใชวิธีการบอกตอแบบลูกโซหรือสโนวบอล(Chain or Snowball Sampling) คือผูปวยทานหนึ่งแนะนําผูปวยอีกทานหนึ่งที่ปฏิบัติตนในการดูแลดานสุขภาพ โดยบอกตอ ๆ กันไปจนครบ 30 คน ระยะที่ 2 วิธีวิจัยเชิงปริมาณ ลงพื้นที่สํารวจโดยใชแบบสอบถามที่ผูวิจัยสรางขึ้น กลุมตัวอยางการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองที่สถาบันมะเร็งแหงชาติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา โรงพยาบาลราชวิถี และ 9 โรงพยาบาลวชิรพยาบาลกลุมตัวอยางจํานวน 50 ราย เนื่องจากสถานที่พยาบาลตาง ๆ มิไดทําการเก็บสถิติผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ไมสามารถทราบจํานวนประชากรที่แทจริงทางสถิติได ดังนั้นการเลือกกลุมตัวอยางที่ประชากรมีจํานวนนับไมแนนอน (Infinite Population) จึงเปนวิธีการเลือกกลุมตัวอยางโดยไมใชหลักความนาจะเปน (Non-Probability) ดังนั้นจึงเลือกใชตัวอยางแบบเจาะจงหรือเรียกวาแบบพิจารณา (Purposive หรือ Judgmental Sampling) การเลือกกลุมตัวอยางโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผูวิจัยเอง ลักษณะของกลุมที่เลือกเปนไปตามวัตถุประสงคของการวิจัย การเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจงตองอาศัยความรู ความ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive