การเกิดแบบโอปปาติกะคือการเกิดที่สำคัญของพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.56 KB
วันที่แก้ไข1 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

การเกิดแบบโอปปาติกะคือการเกิดที่สำคัญของพุทธ _ด.ช.พงษ์พิพุทธ วารีสระ (น้องธัมโม)...จะมาตอบคำถาม ธรรมะ 3 คืออะไรครับ _ด.ช.ธรรมรุจน์ วารีสระ (น้องธัมมะ)...โยนิ 4 คืออะไรครับ _ด.ช.อาร์ม (จากศาลีอโศก)... อาหาร 4 คืออะไรครับ พ่อครูว่า…นี่เด็กชาวอโศก อาตมาว่า ที่พวกเราถาม สำนักต่างๆของพุทธศาสนาเขาไม่ค่อยพูดกัน หัวข้อธรรมหรือหลักธรรมที่ควรจะต้องเรียน เขาไม่รู้เรื่องกันหรอก อาตมาเชื่อมั่นเลยท้าทาย เขาไม่รู้เรื่อง ธรรมะ 3 ก็พอจะรู้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โยนิ 4 การเกิด 4 แล้วก็อาหาร 4 เขาจะรู้เรื่องหรือ แล้วมันสำคัญด้วยนะ โยนิ 4 ก็สำคัญ การเกิดหรือกำเนิด 4 ก็สำคัญ สำคัญที่ว่าถ้าเราไม่รู้ก็ไม่รู้จุดสำคัญที่ว่า เราปฏิบัติธรรมนี้เราจะปฏิบัติมุ่งอะไร ได้พูดกันแต่เรื่องของ 1 การเกิดของคน (ชลาพุชะ) การเกิดของสัตว์เป็นไข่ก่อน (อัณฑชะ) หรือการแตกตัวของสัตว์เล็กๆ โรคไวรัสจุลินทรีย์ต่างๆ (สังเสทชโยนิ) ที่จริงศาสนาพุทธนั้นไม่ได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มากเลย แต่มาศึกษา กำเนิดที่ 4 โอปปาติกโยนิ เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยรู้เรื่องว่า โอปปาติกะคืออะไร เขาก็ไปเรียนรู้ว่าโอปปาติกะหมายถึงจิต แล้วเปรียบเทียบการเกิดเป็นเปรต เป็นผีเปรต เป็นมารเป็นตัวตนล่องลอยอยู่ แทนที่จะเข้าไปหาผุดเกิด อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิ 10 มีมาตา ปิตา มีแม่มีพ่อแล้วมีสัตว์โอปปาติกะ มีแม่มีพ่อทำให้เกิด แล้วก็ไม่รู้ไปเขียนในตำราเลยว่า มาตานี่แปลว่า บุญคุณของแม่ ปิตา คือบุญคุณของพ่อ นั่นแสดงให้เห็นว่ามันออกนอกศาสนาพุทธไปแล้ว แล้ว ศาสนาพุทธเรียนสัตว์โอปปาติกะ เช่น สัตตาวาส 9 เป็นต้น ซึ่งก็ต้องเรียนให้สัมมาทิฏฐิ ก็ต้องศึกษา กาย กับสัญญาคืออะไร หากกายกับสัญญาไม่รู้เรื่อง คุณจะปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่องเล

อ่านต่อ

ย ไม่มีทางได้มรรคผลเลย สังโยชน์ 1 คือ ต้องรู้กายสักกายทิฏฐิ ต้องรู้จักและใช้กายของตน ปฏิบัติกับกาย ถ้าไม่รู้ว่ากายคือรูปกับนาม ต้องเกี่ยวข้องกัน ต้องสังขารกันต้องปรุงแต่งกันอยู่ตลอด ถ้าคุณไม่สามารถจะรู้อย่างนี้ คุณปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้เลย หรือปฏิบัติปฏิจจสมุปบาทไม่ได้เลย ก็จะมีอวิชชาเพราะคุณจะมีสังขาร สังขารคือการปรุงแต่งของรูปนาม ปรุงแต่ง 2 สภาวะคือ สิ่งหนึ่งกับจิต นี่แหละ เรียกเป็นอีกสิ่งหนึ่งคือ กาย กายนี้มีทั้งรูปและนามแยกกันไม่ออกแยกกันไม่ได้ กายเป็น 2 ตลอด ทีนี้จะแยกกายแยกจิตต้องแยกให้เป็น ถ้าแยกไม่เป็นก็ทำจิตให้เป็นอุตุนิยาม พีชนิยามไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางทำมรรคผลที่จะสำเร็จ ก็คือคุณต้องทำจิตให้เป็นอุตุ เป็นพีชะได้ ด้วยกรรมทรงไว้เป็นธรรมะตั้งแต่เป็นๆ การศึกษาธรรมะของศาสนาพุทธทุกวันนี้ไปหลับตาทิ้งกาย เขาก็รู้ว่ากายหมายถึงภายนอก เขาว่ากายหมายถึงภายนอกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจิต ก็ผิดไปหมดเลย กายเป็นแค่วัตถุดินน้ำไฟลมไปเลย ผิดไปหมด จึงน่าสงสารมากเลยศาสนาพุทธทุกวันนี้ ในประเทศไทย น่าสงสาร อาตมาพูดแบบนี้เหมือนกับอวดดีรู้อยู่คนเดียว จริงๆนะ อาตมาว่า ถ้าไม่มา ไม่มีการพูดถึงอันนี้กัน เพราะท่านก็เผยแพร่ธรรมะกันอยู่ก่อนอาตมา เขาไม่ได้พูดไม่ได้อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย มันสูญหายอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเหมือนกับกลองอานกะ กลองอานกะ มันเปลี่ยนสภาพ เป็นองค์ประกอบที่ไม่เป็นโลกุตระ สูญโลกุตระ นั่นคือกลองอานกะ แล้วไปเป็นพยัญชนะสวยหรู พูดกัน ผู้ที่จะมาพูดโลกุตระเขาจะไม่เอา ตรงกับพระพุทธเจ้าตรัส อาตมาตอนนี้ตั้งใจจะอธิบายถึง จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นหลัก วิจัย ถึงความผิดพลาดอะไรมาแล้วมาก ก็จะพยายามอธิบายสาระอันนี้ตลอด

631130_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 19

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน