มนุษย์ประเสริฐแบบพระพุทธเจ้าสอน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.15 KB
วันที่แก้ไข1 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

มนุษย์ประเสริฐแบบพระพุทธเจ้าสอน ผู้ที่ยังไม่เข้าใจจริงๆว่า พระพุทธเจ้านี้เป็นคนเหมือนกับทุกๆคนเลย แล้วท่านก็แสวงหาความสุดยอดของความเป็นมนุษย์ ฟังคำว่า “ความสุดยอดของความเป็นมนุษย์” มนุษย์จะดีอย่างไร มนุษย์จะรู้อย่างไร มนุษย์จะประเสริฐอย่างไร จะสุดยอดอย่างไร ท่านแสวงหามาตลอด อาตมาพูดเพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ อาตมารู้ว่า ชีวิตมนุษย์ไม่มีอะไรหรอก มีการแย่งเงินทอง ลาภยศโลกียสุข แย่งกันผ่านมาแล้วทั้งนั้น เป็นแต่เพียงมารู้ทิศทางที่สำคัญ ทางโลกีย์เขาก็พยายามให้คนมีความสูงส่งให้คนนับถือ เขาก็ทำแต่ความดีๆๆๆ ตามที่เขาเข้าใจ แล้วก็ได้ความยอมรับนับถือจริงๆ จนที่สุดก็เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ถ้าไม่ได้เรียนรู้ธรรมะที่เป็นโลกุตระ เขาก็จะวนเวียนอยู่กับศาสดา มีวิบากก็ลงไป คนอื่นก็มาแทน ดีไม่ดีวิบากมาก ลดลงไป เป็นอะไรต่ออะไรอีกได้ ซึ่งเทวนิยม เขาจะไม่รู้การเวียนว่ายตายเกิด เขาจะไม่ได้เรียนกรรมวิบาก เพราะว่า ศาสดาไม่รู้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็ไม่สอน มีแต่ว่า พระเจ้าจะสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เจริญหรือไม่เจริญให้เสื่อมหรือไม่เสื่อมก็พระเจ้าทั้งนั้น แม้แต่ที่สุดจะดีหรือชั่วก็พระเจ้าสั่งการ ก็เลยกลายเป็นคนมีตัวเองที่จะ 1. เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สั่ง หรือ 2. ก็กิเลส ตัวเองก็เป็นตัวกิเลสฉันจะทำแบบนี้ โดยฉันไม่กังวล จะเป็นผลบวกลบ เป็นกุศลอกุศลสั่งสมเป็นวิบากสะสม บวกลบคูณหาร วิบากต่างๆที่จะให้ตัวเราเองได้ดีตกยาก ปัญญาทราม ปัญญาดีอะไรก็แล้วแต่ เขาก็จะไม่รู้จักความละเอียดละออเหล่านั้น โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าจับหัวใจของมนุษย์ เป็นจุดสำคัญตรงที่ว่า มันจะรู้จักจิตวิญญาณ แล้วก็เป็นประธานสิ่งทั้งปวง แล้วจัดการควบคุมจิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ 1 ดีนั้นแน่นอน ไม่ปฏิบัติชั่ว 2. รู้เหตุที่ทำใ

อ่านต่อ

ห้ไม่ฉลาด เหตุที่ทำให้ไม่ฉลาด รู้จักตัวกิเลส นี่แหละเป็นตัวสำคัญที่สุด เรียกเป็นภาษาเทวนิยมเป็นซาตาน หรือไซตอน แต่เขาไม่สนใจหรอก ศาสนาพุทธสนใจ เรียกว่าอกุศลจิตหรือมารหรือผี แล้วจัดการเหตุที่จิต เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ จัดการตัวนี้ให้ดับสิ้นไปเลย พอดับสิ้นแล้ว จึงชัดว่า อ๋อ จิตวิญญาณไม่ใช่เป็นของพระเจ้า แต่จิตวิญญาณเป็นของเราเอง เพราะฉะนั้นจึงสามารถทำให้จิตวิญญาณสลายหายไปเลย จากมหาจักรวาลนี้ได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิตวิญญาณออกเป็นอุตุธาตุ เป็นดินน้ำไฟลม หมดความเป็นชีวะ เป็นพืชก็ไม่เป็น หมดความเป็นสัตว์ ก็สลายได้หมด นี่แหละคือสุดที่สุด อาตมาคิดว่า ผู้ที่เป็นชาวเทวนิยมศาสนาอื่นก็ตาม ถ้าไม่มีอคติ ตั้งใจฟังดีๆจะรู้เลยว่า อ๋อ ประเด็นที่ควรจะรู้ก็คือ 1. จิตวิญญาณไม่ใช่ของพระเจ้า 2. จิตวิญญาณไม่อยู่เป็นอัตภาพนิรันดร สลายหายสูญไปได้เลยด้วยตัวเอง ตนเองทำให้จิตวิญญาณตัวเองสลายหายสูญไปได้เอง นี่แหละเป็นการพิสูจน์ว่าจิตวิญญาณไม่ใช่เป็นของพระเจ้าเป็นตัวการ ไม่ใช่ มีปรินิพพานเป็นปริโยสานได้จริง อันนี้ อาตมาถึงว่า ศาสนาเทวนิยม ไม่ว่าจะเป็น คริสต์ อิสลาม หรืออื่นๆ จะเป็นศาสนาบาไฮ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาฮินดู(พ่อครูว่าฮินดูมีนิพพาน แต่เขาเข้าใจผิดว่าไม่มี) มันสลับสับไปมา ฮินดูก็คือ ศาสนาพราหมณ์ จริงๆแล้วศาสนาพุทธทุกวันนี้เป็นศาสนาพราหมณ์ ที่เขามีทิฐิมีความเข้าใจและประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นแบบพราหมณ์ เป็นแต่เพียงว่าเอาภาษาศาสนาพุทธไปใช้แทน เพราะเอาภาษาพุทธไปใช้แทน จึงเสียหมด คำว่า ฌาน สมาธิ ปัญญา เป็นแบบพราหมณ์หรือ เป็นฮินดูไปหมด แต่เขาเข้าใจไม่ได้เท่านั้นเอง ก็เลยไม่มีผลสำเร็จในการได้รับการศึกษาธรรมะ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงกลายเป็นศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระสูตรที่บอกว่าศาสนาพุทธตอนนี้มีแต่ดอกใบผลเท่านั้น แค่สีลัพพตุปาทานไม่ได้แม้แต่สีลัพพตปรามาส สีลัพพตุปาทานคือทำตามครูบาอาจารย์ถ้าทำเท่านั้น ปฏิบัติศีลก็บอกว่าควบคุมแค่กายวาจา ไม่ใช่ทำแบบกิมัตถิยสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าปฏิบัติศีลแล้วจิตใจจะมี 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ซึ่งเดี๋ยวนี้การปฏิบัติศีลไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นเขาจึงออกจากศาสนาพุทธหมด ก็คือ ...นี่มันโสเหล่นะ…

631130_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 19

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน