170101 อานิสงฆ์ของศีล พ่อท่าน แสดงธรรม แดนอโศก
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการแสดงธรรมเรื่อง อานิสงส์ของศีล โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคมปีพุทธศักราช 2517 ณ แดนอโศก ขอเชิญท่านติดตามรับฟังได้ ณ บัดนี้
ดูกร คฤหาสน์ ดูกร คฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมได้รับกองโภคะใหญ่ ถ้าผู้ใดพร้อมด้วยศีล ก็จะได้โภคะมาก โภคะใหญ่ อันมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 1 แห่งศีลสมบัติของคนที่มีศีล ก็มีไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าศีลนั้นย่อมทำให้เราละในสิ่งที่ชั่วต่ำ ละสิ่งเสพติดที่เป็นต่ำๆได้ มันก็บริบูรณ์ขึ้น สูงขึ้น เพราะฉะนั้นก็ย่อมทำให้เราก่อสร้าง เป็นผู้ร่ำรวยได้ในโภคะก็ได้ หรือในอริยทรัพย์ก็ได้ อย่างที่ผมได้เคยยกตัวอย่างแล้ว ถ้าเราตัดอบายมุขได้แล้วมีเวลาเหลือ เราก็เป็นเศรษฐีที่พระโสดาบันเป็นเศรษฐี อ่ะ เคยอธิบายฟังชัดๆ มีเหตุผลลงตัว โดยไม่สงสัย เพราะว่าเราเอง เราตัดในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยเปลืองเปล่าไปได้ เราเอาเวลาผลักเบน เวลามาทำงานไม่เป็นคนเกียจคร้าน ก่อผลิตผลมากๆ ถ้าเราจะแลกเปลี่ยนอยู่ซื้อขายอยู่ ทำอะไรอยู่มันก็ต้องรวย รวยวันยังค่ำ ตามสมรรถภาพของคนผู้นั้น ผู้นั้นทำมาก ฉลาดมากกว่า ผลิตผลได้มาก ก็ยิ่งรวยมาก ถ้าทำน้อย สามารถน้อย มันก็รวยน้อย มันก็เป็นธรรมดา จึงเจริญในโภคะอย่างแท้จริง เพราะงั้นพระโสดาบันนี้เป็นผู้ที่เป็นเศรษฐีใหญ่ ด้วยความไม่ประมาท อีกข้อหนึ่งกิตติศัพท์อันงามของคนมีศีลถึงพร้อมและได้ศีลย่อมขจรไปอันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 2 กิตติศัพท์อันงามเเลื่องลือ ระบือไปว่าเป็นผู้มีศีล อีกข้อหนึ่ง คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล จะเข้าสู่บริษัทใด คือ ขัตติยะบริษัท พราหมณ์มนัสบริษัท คฤหัสบดีบริษัท หรือสมณะบริษัท ย่อมองอาจไม่เก้อเขิน อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 3 คือ ตรงข้ามกัน คือ เมื่อกี้นั่นแหละ ข้ออีกข้อนึง คนมีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยศ
อ่านต่อ
ีลย่อมไม่หลงทำกาละ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 4 แห่งศีลสมบัติของคนที่มีศีล ก็ขออธิบายคำว่าทำกาละเพิ่มขึ้นไปอีก ละเอียดขึ้นไปอีกนิดนึง แปลกันง่ายๆ ว่าตายก็ได้ หรือแปลง่ายๆ ว่าเกิดก็ได้อีก ทำกาละ ก็หมายความว่า ผู้ที่ก่อกาละให้มี อย่างที่เราเคยอธิบายถึงอายุ ที่อธิบายให้ฟังมาแล้ว ก็คือทำกาละ ให้มีกาละขึ้น ให้ก่ออายุขึ้น ตั้งขึ้นเป็นอายุ เราจะทำสิ่งนี้ปรุงขึ้นมาให้มีชีวิต ก็มีสิ่งนี้ขึ้นไป เพราะผู้ใดจะทำอันใดที่ให้เป็นกาละนี้ให้เกิด ตอนนี้ไม่แปลว่าตายแล้ว ก็แปลให้เพิ่มขึ้นอีกให้ฟัง ทำให้เกิด ทำกาละ ผู้นั้นจึงทำด้วยความไม่โมหะ ไม่หลง อย่าว่าจะตายเลย แม้แต่ทำให้เกิดก็ทำโดยไม่หลง ไม่เลอะเทอะ ไม่โมหะ ไม่อวิชชา ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ดี พยายามทำด้วยปัญญาเข้าไปร่วมประกอบ จึงเป็นผู้ที่ทำกาละอย่างถึงพร้อมอย่างไม่หลง ดี ถ้าอธิบายอย่างนี้แล้ว ข้อนี้ก็จะไม่สงสัยถึงข้อที่ 5 เพราะข้อที่ 5 เนี่ยท่านชี้ชัดเลยว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก นี่หมายความว่าตายแท้ ทำกาละอันนั้นยังไม่ตายแท้ อธิบายทำกาละนี่ว่าตายก็เอาคร่าวๆ เขาอธิบายกันมาเยอะ อธิบายก็อธิบายด้วย และอธิบายให้กลับกันอีกว่า ทำกาละไม่ได้หมายเอาตาย หมายเอาเกิดก็ได้ยิ่งชัดกว่า ถ้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อันนี้จะตายแน่ กายแตกตายแน่ อันนี้ท่านเน้นเอาที่ตรงตาย เพราะกายแตกตาย รูปขันดับ อันทำการแล้วอันนี้จึงไม่ได้หมายความว่าตายเพราะกายแตก แต่ทำให้การเกิดด้วยจิต จิตที่เจตนาทำให้ดีขึ้นมาทำกาละ ทำชีวิต ผู้ใดรู้กาละ ผู้นั้นทำกาละ อย่างที่อธิบายมาแล้ว ที่เคยอธิบายจำได้ไหมว่า พรหมที่อธิบายอายุ นิยตายุโก หรือ ทิพเพนะอายุนา ที่อธิบาย อายุ ผู้ที่มีอายุทิพย์ ผู้ที่มี นิยตายุโก มีอายุที่แน่นอนเพราะฉะนั้นผู้ใดจะสร้างอายุจะให้มีชีวิต จะให้มีกาล มีเวลา พอเริ่มต้นมีกาลเวลาขึ้นที่ตัวจิตของตัวเราเองเกิด ก็รู้ว่าเกิดแล้วก็ให้มันตั้งอยู่โดยมีเจตนา มีเป้าหมายมี มโนสัญเจตนา ให้มันดีที่สุด ระวังระไวไป เพราะผู้ใดมีจิตปัญญา ไม่โมหะ ไม่อวิชชา ทำกาละนั้น ก็ย่อมทำด้วยไม่หลง ทำด้วยไม่มีโมหะ ไม่มีอวิชชา สร้างกาละ หรือว่าสร้างชีวิตหรือว่าสร้างตัวตนอะไรออกไปเพื่อโลกก็เป็นของดี แม้จะทำให้ตัวเองก็เป็นกาละที่ดี ทำทุกกาละ ทำทุกอายุ อายุ แม้อายุรูปขันธ์ของเราก็ทำไว้ดี อายุของนามขันธ์ของเราก็ทำให้ดี อายุของนามขันธ์ อายุของรูปขันธ์ทำให้ดีทั้งนั้น ทำกาละให้ดีหมด ข้อสุดท้ายอีกข้อหนึ่งคนมีศีลที่ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เบื้องหน้าแตกตายเพราะกายแตก อันนี้หมายความว่า ตายแท้ ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์อันเป็นอานิสงส์ข้อที่ 5 มีศีลสมบัติของคนที่ของคนมีศีล พอตายแล้วกายแตกแล้วก็ย่อมถึงที่สุด คือ สุคติแน่นอน และสุคติอันนี้ สุคติโลกสวรรค์อันนี้ เป็นทางดี ที่ดีที่สุด สุคติอันนี้จนกระทั่งถึงโลกสวรรค์ขั้นนิพพาน สำหรับผู้ที่บรรลุสูงสุด ผู้ไม่บรรลุสูงสุดก็เป็นสวรรค์แต่ระดับของผู้นั้นผู้นั้นที่ทำได้แท้จริงเขาเรียกว่าสวรรค์ ก็บอกแล้วว่าจิตอันสูง จิตที่ได้รับความสุข หรือความสมบูรณ์ หรือความสูงอย่างแท้จริง เรียกว่า สุคติหรือ สัคคะ หรือโลกสวรรค์
ดูกร คฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล 5 ประการเหล่านี้แล นะที่เป็นอานิสงส์ที่แท้จริง ก็จบอันนี้ไว้แค่ข้อ 80 ข้อ 81 ไว้คราวหน้า
องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธะผุดผ่องใส ตัดมูลกิเลสไกล หลีกละในสิ่งรื่นรมณ์ ธรรมใดที่ท่านตรัสแล้ว เหมือนดวงแก้วน่าชื่นชม ฉุดโลกที่โศกตรม ดับระทมด้วยพระธรรม
ต่อไป มหาปรินิพพานสูตรนี่มีอะไรที่ลึกซึ้งเข้าไปอีกเรื่อยๆ ต่อจากมหานิพพานสูตร ก็เป็นเรื่องของที่จะสืบต่อเข้าไปในจิต ปรมหานิพพานสูตรนี้จะเป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ เริ่มต้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ อัปริหานิยธรรม ต่างๆ มา ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์ในการที่จะยังตน ยังศาสนาให้รุ่งเรือง ไม่มีความเสื่อม มีแต่ความเจริญไปภายหน้าเรื่อยๆ และท่านก็ย่นย่อเข้ามา เน้นลงมาหาว่า พระพุทธเจ้าสอนนั้น มากที่สุดเป็น พระหุรา พระหุราประวัตตะติ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอยู่เสมอ ทำให้มากอยู่เสมอ สิ่งที่ท่านสอนเสมอ มากมายนั้นก็มีแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา และท่านก็เริ่มต้นด้วยเรื่องของการทุศีล เพื่อทำศีลมาให้บริสุทธิ์ มีโทษอย่างไร และก็ศีลเมื่อผู้ใดทำให้ศีลบริสุทธิ์ไปตามฐานะ ตามธรรม ตามขั้น ตามระดับแล้ว เราก็จะสูงขึ้น สูงขึ้น จะมีอานิสงส์ดีขึ้น เจริญขึ้น อย่างใด อย่างใด ซึ่งมีอานิสงส์ต่างๆ เราก็ได้ว่าแล้ว
ทีนี้ก็ต่อ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงยังพวกอุบาสก ชาวปาฏะริคาม ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรม มี กถา ตลอดราตรีแล้ว ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า ดูกร คฤหบดี ทั้งหลาย ราตรีสว่างแล้ว พวกท่านจงทราบการอันควรในบัดนี้เถิด พวกอุบาสก ชาวปาฏะริคาม ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณหลีกไปแล้ว ลำดับนั้น เมื่ออุบาสกชาวปาฏะริคามหลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าสู่สุญญาคารแล้ว จากคำสอนหรือว่าคำอธิบายเอาไว้นี้ ต้องฟังดูดีๆ พระผู้มีพระภาคสอนญาติโยม สอนชาวประชาชนในสมัยนั้น เนี่ย สอนกันแต่ที่นี่พระพุทธเจ้าไปตั้งแต่ครั้งนั้นเวลารุ่งเช้า พระพุทธเจ้าทรงถือบาตร และจีวร พร้อมด้วยฉันก็ไปที่ยังบ้านชาวปาฏะริคาม และก็ไปฉันที่บ้านเขา ฉันเสร็จแล้วก็สอนอะไรต่ออะไรต่างๆ ดูโทษของสิ่งของอะไรเสร็จแล้ว ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า ดูกร คหบดีทั้งหลาย ราตรีสว่างแล้ว สอนไปกี่ชั่วโมง กี่ชั่วโมง 24 ชั่วโมง ก็คงจะฉันข้าวกว่าจะเสร็จ กว่าจะลงมือสอนก็คงจะไปตก ไปสาย ไปบ่ายแล้วก็สอนไปจนกระทั่งเวลาตรีสว่างแล้ว พวกท่านจงทราบการอันควร ณ บัดนี้เถิด เอาล่ะขณะนี้คงพอนะสอนกันจนสว่างแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าก็ลุกกลับ อย่างนี้เป็นต้น จะเห็นได้ว่า เขาใส่ใจทำเขาฟังธรรม เขาติดต่อธรรมะกันจนกระทั่งไม่ รู้กิน รู้อยู่เลยเหมือนกับพวกคุณเนี่ย สนใจทำฟังธรรมะ 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง ถ้าผมจะพูดอยู่ก็นั่งฟังกันไป คนที่ติดมากหรือว่าคนที่ยังรื่นเริงในธรรมอยู่มาก ก็ฟังไปได้อีกเท่าไหร่ เท่าไหร่ ก็ไม่มีการจะปลีกออก หรือ แม้แต่คนธรรมดาที่ผมไปบรรยายธรรมะอยู่ที่วัดนรนาถ อยู่ที่ไหนก็ดี ก็นั่งฟังติดต่อฟัง 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง เขาก็นั่งฟังอยู่ได้อย่างนั้นแหละ 5 ชั่วโมง เขาก็นั่งฟังอยู่นั่นแหละ พูดไปเถอะ ถ้าเราขยันพูด ถ้าเราสามารถพูด ทีนี้พระพุทธเจ้ากับผมจะเอามาเทียบกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านพูดยังไง ท่านก็พูดได้ กี่ชั่วโมงท่านก็พูดได้ เพราะว่าท่านเก่งมีวสีแคล่วคล่อง มีความเชี่ยวชาญจัดเจนจริงๆ แล้วท่านก็พูด เนี่ย คนได้ปรุงได้ในขณะที่คนไม่เบื่อด้วย เราจะไม่เบื่อ แล้วก็คนรื่นเริงในธรรมด้วย มันก็ยิ่งมีผล อุปการะกันสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น คนก็ติดฟังได้กี่ชั่วโมงๆ ฟังได้ เพราะงั้นนึกดูเทียบเคียงดูผมกับพระบางองค์พูดธรรมะ 30 นาทีนี้ ก็หลับแล้ว หลับอีก อยากจะลุกแล้ว อยากจะลุกอีก บางคนบางคนพูดชั่วโมงนึงก็ไม่ไหวแล้วอยากจะลุก ทนไม่ได้ บางคน 2 ชั่วโมงก็พอทน บางคน 3 ชั่วโมง เมื่อเราคำนวณดูคนอื่นกับตัวเราแล้ว ถ้ายิ่งเป็นตัวเรา ถ้าเราเองเรารื่นเริงในธรรม ฟังธรรมแล้วก็เกิดรส เกิดชาติ เกิดอะไรต่ออะไรเข้าไปมากๆ แล้วด้วย มันก็ยิ่งฟังได้ ฟังดี ฟังไป ฟังไปอ่ะชั่วโมงแล้วเหรอ บางทีก็นั่งพูดกันไป นั่งฟังกันไป แม้แต่บางทีอยู่ที่ศาลานี้ กินข้าวเสร็จแล้วคุยกันไป พูดกันไปบางที 4 โมง 5 โมงเย็นแล้ว เราก็นั่งอยู่บน เนี่ย กินข้าว ก็ยังไม่ได้ลุกไปไหนก็อยู่ตรงนี้ เป็นต้น ซึ่งเราจะเทียบเคียง หรือว่าจะพยายามเอามาคิดอ่านดู ก็จะเข้าใจได้ เห็นได้ แล้วก็เทียบเคียงถึงกาลเวลา ถึงสมัยพระพุทธเจ้า สมัยนี้ได้ว่ามันเป็นไปอย่างนั้นจริง ผู้ที่ใฝ่ธรรมก็ย่อมเสพธรรม ย่อมรื่นเริงในธรรม ย่อมอิ่มในธรรม ปิติในธรรม เลี้ยงชีวิตอยู่ได้มันไม่มันไม่ประหลาดอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดา ก็เป็นไปจริง ถ้าผู้ใดไม่ใฝ่ธรรม ฟังธรรมได้หน่อยนึง ก็ต้องลุกหนี ก็ไปใฝ่อย่างอื่น ไปเสพอย่างอื่น แต่เขาเสพสิ่งที่เขาติด บางทีก็นั่งจมอยู่ในอบายมุข อยู่ได้เป็นวันเป็นคืน 2 วัน 2 คืน ปวดเมื่อยร่างกายขนาดไหน เขาก็ทน เพราะจิตมันพาให้อยู่ คนนั่งเล่นไพ่นี่นึกถึงตัวเอง ถึงตัวผมสมัยก่อน นั่งทำเล่นอยู่ได้ วันเป็นวัน เป็นคืน วันทั้งวัน ทั้งคืนต่อกันไป บิดแล้วบิดอีกนะ ร่างกายน่ะปวดแล้วปวดอีกนะ แต่มันก็ยังทนเล่นอยู่นั่นแหละ ไอ้ไพ่ มันก็เล่นอยู่นั่นแหละ มันก็จิตมันผูกไว้ กายน่ะมันจะแย่แล้ว นั่ง ทั้งนั่ง ทั้งเปลี่ยนอริยาบท ทั้งอะไร ต่อ อะไร สารพัด สารเพ ปวดแล้วก็ปวดอีก ทรมานแล้วทรมานอีก มันก็ยังไม่รู้ความทุกข์ ความทรมาน ไม่เห็นความทุกข์ ไม่เห็นความทรมาน แม้กายมันจะทุกข์ทรมานปานใดมันก็ไม่เห็น เพราะจิตมันติด จิตมันยึด จิตมันหนาแน่น จิตมันหลง มันมัวเมา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ทีนี้เมื่อเราเองเรามาฟังในธรรม เนี่ย มันกลับเป็นเรื่องสงบ บางทีกายอาจจะมีบ้าง แต่มันทำให้กายสงบด้วยนะ ฟังธรรมแล้วกายก็สงบ อะไรก็สงบ เพราะงั้นมันทนได้มากกว่าไปเล่นในทางโลก ทางโลกมีแต่ปรุงสนุก ไปก็ปรุง ปรุงเข้าไปแล้วก็มีรสชาติ แล้วก็เลี้ยงไว้ให้มีรสชาติ เลี้ยงไว้เอามีรสชาติ เลี้ยงไว้ แต่ไอ้นี่มันเอาความสงบเลี้ยงไว้ สงบเลี้ยงไว้ สงบเลี้ยงไว้ เพราะฉะนั้นการที่จะหยุด กายก็ไม่ ไม่ เดือดร้อนเท่าไหร่ เรื่องการปวดเมื่อย เรื่องอะไรต่อ อะไรน้อยลง น้อยลง พอมาทางด้านธรรมะ กายก็สงบ วจีก็สงบ จิตสงบ เพราะจิตสงบ เป็นต้นทุกอย่าง มันก็เลยสงบ สงบ สงบ สงบลงไป ถูกย้อมลงมาทางสงบ สงบ สงบ ลงมาเรื่อย ถ้ายิ่งนานเข้า มากเข้า มากเข้าก็ดึงกันไปสู่ทางด้านสงบได้หมด กายสงบ วจีสงบ จิตสงบไปด้วยในตัว นี่ก็อธิบายผสม อธิบายประกอบให้ฟังถึงว่า พระพุทธ สมัย พระพุทธเจ้าเขาฟังธรรมกันนาน ทั้งวันทั้งคืนบ่อยๆ นะเราจะเห็นได้ในพระสูตรนี้บ่อยๆ เลย อธิบายกันทั้งวันทั้งคืน อะไรก็ได้กันบ่อยๆ แต่เราเองไม่ไหว ผมไม่ไหวจริงๆ ผมทำไม่ได้ ผมยังไม่มีความเก่งกล้า ยังไม่มีทศพลญาณ ถึงขนาดพระพุทธเจ้า ทั้งนั้น แล้วก็สมัยนั้นสุณีพระ และวัดสักการะ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ สร้างเมืองใน ปาฏะริคามเพื่อป้องกันพวกเจ้าวัดชี ก็สมัยนั้นเทวดา เป็นอันมากนับเป็นพันๆ หวงแหนที่ใน ปาฏะริคาม เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชา และราชอำมาตย์ ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ก็น้อมไปเพื่อจะสร้างนิเวศในส่วนนั้น เทวดาศักดิ์ใหญ่ เทวดาชั้นกลาง หวงแหนที่อยู่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นกลางก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศในส่วนนั้น เทวดาชั้นต่ำหวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชา และราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำคือน้อมไปเพื่อสร้างนิเวศในส่วนนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นเทวดาเหล่านั้น นับเป็นพันๆ หวงแหนที่ในปาฏะริคาม ด้วยทิพย์จักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ พูดอย่างนี้ก็เหมือนลิเก คนที่อ่านไม่รู้ ธรรมาธิฐาน ก็มองไปเป็นบุคคลาธิฐาน ว่าโอ้พระพุทธเจ้านี่นามีตาทิพย์มองเห็นเทวดาลอยฟ่องมาหวงแหน ที่ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนี้ ตรงนั้น เสร็จแล้วพระราชา ก็จะเห็นตามเทวดา หรือว่าจะต้องน้อมตามเทวดาเหล่านั้น ถ้าอย่างนี้ ก็หมายความว่า พระราชานั้นก็จะต้องตาทิพย์ด้วยฟังดูดีๆ นะ ถ้าเราไปคิดว่าพระพุทธเจ้านี่มีตาทิพย์ เห็นเทวดาลอยฟ่องมาขอให้พระราชา เพราะว่าเทวดาเหล่านั้นหวงแหน หวงแหนที่ หวงแหนทาง หวงแหน อะไร ต่ออะไร แล้วก็พระราชาก็ต้องไปสร้าง ไปก่อ ไปต่อ ไปเติม ไปสร้างนิเวศน์ สร้างต่อเขตขัณฑสีมา ออกไปตามเทวดาเหล่านั้น ก็แสดงว่าพระราชานี่ก็ต้องตาทิพย์ด้วย เห็นเทวดาเขาหวงแหนที่ตรงนี้ที่ตรงนี้ก็ต้องไปสร้างด้วย เพราะเทวดาก็เป็นคนชี้บอกนี่ เพราะงั้น เทวดานั้นก็ พวกราชานี่ก็ต้องเห็นด้วย แต่เปล่า เทวดา พระพุทธเจ้าเห็นเทวดา แต่ราชาไม่เห็นเทวดาหรอก ราชาไม่เห็นเทวดา ราชานั้นถูกเทวดาชี้ เทวดาอยู่ไหนเทวดาอยู่ในร่างมนุษย์ เทวดาไม่ใช่สิ่งที่เหาะล่องลอยฟ่องฟ้า เทวดาก็คือมนุษย์ คือ คนในเขตแคว้นแดนดินของพระราชานั่นเอง ไม่ใช่อื่นหรอก แต่ว่าคนในเขตแคว้นแดน นั้นก็จิต มีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณอันดี ที่เห็นเหมาะควร ที่ตรงนี้เนี่ย ควรจะอยู่ได้ เหมาะสมควรจะเป็นสถานที่ เป็นนิวาสที่ควรจะขยับขยาย ควรจะกระทำให้พอเหมาะพอสม เพราะว่าคนเราก็มากขึ้นแล้วหนอ ถิ่นที่มากขึ้นเพราะฉะนั้นต้องขยับขยายให้เป็นที่ทำมาหากินให้เป็นที่เป็นในทางดี จิตที่ดี จิตที่สูงเรียกว่าจิตเทวดา ความคิดที่ดีที่สูง ถูกต้องมาก เรียกว่าเทวดาศักดิ์ใหญ่ ความคิดที่ยังเห็นว่าดีเหมือนกัน แต่ยังเป็นไปเพื่อความโลภมากกว่าเทวดา ศักดิ์ใหญ่ ก็เป็นเทวดาชั้นกลาง ความคิดที่เป็นไปด้วยความโลภมาก จะเอาท่าเดียว แต่ก็ดีเหมือนกัน เป็นไปในทางดี เหมือนกับเทวดาศักดิ์ต่ำ ก็หมายความว่ายังพวกขี้โลภจัดๆ ขี้โลภจัดๆ แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้สิ่งนี้มา เป็นสิ่งนี้ ทำสิ่งนี้ มีความคิด คือมันเรื่องของความคิดเท่านั้น เป็นเรื่องของจิตเท่านั้น เห็นไปในทางดีๆ ดีเหมือนกัน คิดว่ามีโช่ๆ ๆ ๆ เราก็จะได้ก่อสร้างเยอะๆ เราจะได้ทำไร่ทำนาเยอะๆ นี่ก็เป็นความคิดที่ดีแล้ว แต่แฝงไว้ในความคิดที่ดีมีที่เยอะๆ เป็นของเรา หรือว่าทำที่เยอะๆ ออกไว้มากๆ จะได้ก่อสร้าง จะได้ทำไร่ทำนา จะได้ปลูกสวน อะไรต่ออะไรต่างๆ นานาเป็นความคิดที่ดี แฝงไปด้วยความคิดที่ดี คือ ความโลภถ้าเป็นของเราก็ดี เพราะเทวดาที่มีความคิด คิดได้ แต่จะทำหรือเปล่า บางคนหวงที่เอาไว้เนี่ยเป็นที่เยอะๆ เยอะๆ แต่ไม่ทำอะไรหรอก ไม่มีกายกรรม มีแต่ความคิด มีแต่ มีแต่มโน เพราะความคิดเหล่านี้แหละ ถ้าเป็นไปเพื่อโลภมาก ก็เป็นเทวดาต่ำ ถ้าเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์ เป็นไปเพื่อความดี เป็นไปเพื่อความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัว จะทำนาให้มากๆ จะทำไร่ให้มากๆ ก็เป็นความคิดที่ดี ทำแล้วก็แจกจ่ายชาวบ้านชาวเมืองเขา ให้ได้มากๆ โอ้ย ก็เป็นเทวดาศักดิ์ใหญ่ ถ้าเราจะทำนามากๆ ทำไร่มากๆ เสร็จแล้วจะได้เป็นของเรา เราจะได้รวยลาภ รวยทรัพย์มากๆ แล้วจะได้หวงแหนไว้มากๆ ใส่ปี๊บ ใส่ตุ่ม ฝังดินไว้ เทวดาก็ศักดิ์ต่ำ แล้วพระพุทธเจ้า ย่อมมีทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ คือ หมายความว่ามีปัญญานั่นเอง ตาทิพย์ก็หมายถึงตาปัญญา จักษุทิพย์ ตาทิพย์ ก็คือตาปัญญา เป็นตาพุทธะ ท่านสามารถหยั่งญาณ หยั่งรู้ความละเอียดละออของจิตของคน คนนี้มีจิตอย่างไร ขอให้เกิดอย่างนี้ คนนี้มีจิตอย่างไร ผสมกันอยู่ จิตเต็มไปด้วยอะไรผสมกับอะไรอยู่ มีส่วนไหนมากส่วนน้อยๆ พระพุทธเจ้าย่อมรู้ชัด ว่าเทวดาชั้นสูงศักดิ์ใหญ่ เทวดาชั้นกลาง เทวดาชั้นต่ำ พระพุทธเจ้ามองออกแทงทะลุดูได้ รู้ทีเดียว เห็น แต่พระราชาไม่เห็นหรอก ไม่เห็นจริงๆ พระราชาก็เป็นแต่เพียงว่า ถูกมนุษย์พวกนี้แหละ ถูกคนทั้งหลายแหล่นี่ล่ะ ผู้ที่มีจิตใจดี ชักจูงเป็นสังขาริกัง เป็นสระสังขาริกัง ชักจูงเอาไว้อย่างนี้สิ ขอนิเวศขออะไร ต่ออะไร เอ่ย ว่าเพิ่มที่เพิ่มทางออกไปอย่างนี้สิ แล้วแต่เทวดาที่มีภูมิจิตต่ำ ภูมิจิตสูงขนาดไหน หรือ คือ คนนั้นเองมีจิตภูมิต่ำ ภูมิสูงแค่ไหนชักจูงให้เป็นไป พระราชาก็ทำตาม พระราชาก็ถูกชักจูงไปตามอย่างนั้น เป็นต้นนี่เป็นธรรมธิฐานชัดๆ และเป็นความจริง เพราะงั้น ถ้าจะพูดกันเป็น บุคคลาธิษฐาน อย่างนี้แล้วก็ไม่ลงตัว เพราะพระราชาไม่รู้หรอก ไม่รู้จักเทวดาหรอก เทวดามาชักชวนให้ทำอย่างโน้น ทำนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นใคร เทวดาไม่รู้เรื่องหรอก พระราชารู้เรื่องเทวดาอะไรก็ตาทิพย์นะสิ หวานนะ พระราชาไม่ได้ตาทิพย์ อย่างที่ว่านี้ ก็เป็นอย่างนี้แหละ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นในเวลา ปจุสมัยแห่งราตรี ปจุสมัย ก็คือ เช้า ตรัสเรียกพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกร อานนท์ ใครหนอจะสร้างเมืองใน ปาฏะริคาม ที่จริง พระพุทธเจ้าน่ะรู้แล้ว แต่ทีนี้จะต้องกล่าว จะต้องพยายามออกไปเผยแพร่ แต่เวลาช่วยเหลือโลกนั่นแหละ ใครหนอจะสร้างเมืองใน ปาฏะริคาม พระอานนท์ก็ทูลตอบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุนีธวัฒน์สักการะอมาตย์ผู้ใหญ่ ในมคธรัฐ จะสร้างเมืองปาฏะริคาม เพื่อป้องกันเจ้า พวกเจ้าวัชชี พระอานนท์ก็ทูลต่อ ดูกร อานนท์สุนีธวัฒน์สักการะ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐจะสร้างเมืองในปาฏะริคาม เพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ก็เปรียบเหมือนท้าวสักกะ ทรงปรึกษากับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ในที่นี้พระพุทธเจ้าก็โน้มจากบุคคลเลย เทียบกับภาวะที่เห็นเป็นจริงเลย จากบุคคล พวกนี้กำลังจะสร้าง คนนี่กำลังจะสร้างวังใหญ่ จะสร้างขอบเขต แว่นแคว้น ป้องกันศัตรู ป้องกันอะไร ต่ออะไร ของเรานั้น ก็เหมือนกันกับท้าวสักกะ คือจิตผู้เป็นใหญ่ จิตราช อยู่ในตัวคนนี่แหละ ทรงปรึกษากับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ทรงปรึกษากับทุกข์อาการ 32 เทวราช เป็นอาการที่ 33 จิตเทวราชหรือท้าวสักกะเป็นเทวดาองค์ที่ 33 ที่เรียกว่าดาวดึงส์ ปรึกษากับเทวดาชั้นดาวดึงส์หมด ในที่นี้เราได้เห็นเทวดาเป็นอันมากนับเป็นพันๆ หวงแหนที่ในปาฏะริคาม ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านด่า ท่านด่าว่า ดู หวงแหนที่ทาง มันก็เหมือนกันกับท้าวสักกะหวงแหนที่ตรงนี้ของตัวเอง ผู้ใดผู้หวงแหนที่เขตคาม เป็นแผ่นดินก็เหมือนกัน ก็เหมือนกับ ท้าวสักกะเทวราชย่อมเห็นเทวดาใหญ่ทั้งหลายแหล่ ตัวเซลล์ต่างๆ ตัวกะยุ่มกระยาม อยู่ในอาการ 32 ต่างๆ ตัวไอ้ธาตุในตัวของเราเนี่ย มันจะหวงแหนที่ของมัน เหมือนกันนะ เนี่ย พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าก็เหมือนท่านเห็นเทวดาต่างๆ หวงแหน เทวดานับเป็นพันๆ หวงแหน ในที่นี้ก็เหมือนกันเทวดานับพันหวงแหนที่ใน ปาฏะริคาม เห็นด้วยทิพย์จักษุ เห็นอยู่ในจิตของเขา จิตของเขาหวงแหนที่กัน เรื่องจักษุของมนุษย์ เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชา และพระราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศในส่วนนั้น เพราะว่าเทวดาศักดิ์ใหญ่จะดึงพาไปในมุมใด ก็ไปทำตามเทวดาศักดิ์ใหญ่หมู่นั้น เทวดาชั้นกลางหวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชา และพระราชมหาอำมาตย์ชั้นกลางก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศในส่วนนั้น เทวดาชั้นต่ำหวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหามหาอำมาตย์ชั้นต่ำก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศในส่วนนั้น ดูกร อานนท์ ที่นี้จักเป็นที่อยู่อันประเสริฐ เป็นทางค้าขาย เป็นนครอันเลิศชื่อว่า ปาฏะรีบุตร เป็นที่แก้ห่อพันธะ นครปาฏะรีบุตร จะมีอันตราย 3 ประการ คือ ไฟ น้ำ หรือการยุให้แตกพวก ฉะนั้นสิ่งใดตั้งลงแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นกลุ่มเป็นก้อน เรียกว่า ปฐะ ปฐะ ปฐวี ปะตัวนี้หมายความว่าเป็นประธานนี่เองเป็นตัวใหญ่ ตัวแน่น ปะเติมนำหน้าตัวไหนนี่สำคัญมาก ฐะ คือตัวตั้งลง ฐะ ตัวนี้ตั้งอยู่ ปฐวีธาตุ ปฐพี เนี่ยปฐวี เนี่ย ปฐพะ ปฐวะ วะ ตัวนี้หมายความว่าใหญ่ หมายความว่ากึกก้อง เป็นไปด้วยความใหญ่ ด้วยความกว้าง และความกึกก้อง ปฐะหวี หรือปฐวี ที่เรามาแปลว่าดิน จึงคือความรวมกลุ่ม รวมหมู่ตั้งอยู่อย่างแน่นแฟ้น เกาะกันอยู่อย่างแน่น อย่างหนา อย่างนาน ยิ่งนานเท่าใด ก็เป็นธาตุดินที่หนามั่นคงเท่านั้น เพราะฉะนั้นอะไรจะมาทำอันตรายได้ คือ ไฟ น้ำ หรือการยุให้แตกพวก ถ้าเป็นคนที่เกาะกันเป็นกลุ่ม เป็นปฐวีธาตุ เป็นกลุ่มคนที่แน่น ก็จะถูกการยุให้แตกพวก เป็นภัย ถ้าเป็นดิน เป็นน้ำ ก็จะถูกไฟ ก็ถ้าเป็นดินเป็นเกาะกลุ่มเป็นธาตุดินที่เรียกว่าเป็นธาตุอันอื่น ที่ไม่ใช่กลุ่มคนก็จะถูกไฟและถูกน้ำเป็นสิ่งทำลาย ถูกไฟ ถูกน้ำเป็นสิ่งทำลายได้ง่าย เอาน้ำมาเท เอาน้ำมาลาด ประเดี๋ยวก็ค่อยละลาย เอาน้ำมาฉีด เอาน้ำมาละเลงออกธาตุน้ำ ธาตุที่ดันไหวไปด้วยมวลเคลื่อนไหวไปด้วยมวลละเอียด มวลหยาบไม่ใ่มวลละเอียด สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ด้วยมวลหยาบถ้าสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในมวลละเอียดก็คือลมเคลื่อนไหวอยู่ในละเอียดมันมีฤทธิ์เหมือนกันแต่รีดผ้าให้มันพุ่งด้วยกำลังอำนาจความพุ่งที่เร็วเท่ากันและน้ำมันแรงกว่าเยอะเพราะมันมีมวลหนากว่าใหญ่กว่ามันจะทำให้ทำลายได้เร็วกว่าหรือไม่เช่นนั้นก็คืออำนาจของอุณหภูมิไฟจะสามารถทำลายถ้าเป็นสิ่งที่ร้อนเป็นสิ่งที่แรงเป็นสิ่งที่กล้าก็ทำให้ทำลายแตกสลายไปได้ทีเดียวอัดแน่นเข้าเป็นการเกาะกลุ่มเป็นธาตุเย็นๆเขาจนกระทั่งนั่นจน ไม่มีที่จะไปก็สลายได้เหมือนกันระเบิดเลยลักษณะการมาทำระเบิดก็คือให้อัดแน่นๆๆจนกระทั่งข้างในไม่มีที่อยู่แล้วพลังงานในข้างในมันจนกระทั่งมันมีที่ดันออกมันก็ดันออกพร้อมกันปึ๋งเลยระเบิดถ้าเกิดสภาวะตีกลับอ่าท่านก็ทำนายเอาไว้ว่าต่อไปที่ตรงนี้แหละเมื่อเวลาเทวดาคือจิตสูงจิตที่เห็นว่าตรงนี้ควรตอนนี้โคนตัวนี้ควรอะไรต่ออะไรแล้วก็ขยายออกต่างคนต่างทำไปในทางดีที่ตอนนี้ก็จะกว้างขวางไกลเป็นที่เจริญเจริญไปในทางค้าขายมีเขามีของมีพันธะพันธะพันธะคือครุภัณฑ์ต่างๆมีพันธะต่างๆมีการโยงใยกันต่อ จบพอสำเภาครั้งนั้นพันธะตัวนี้มันมีความหมายไปในทางยังไม่โตใหญ่นักมันเป็นพันธะภาษาเติบโตคือพอสำเภาไม้หันอากาศณฑนางมณโฑมันก็เหมือนกันกับพันธะในทางอีกอย่างนึงเป็นตัวตนชัดก็คือพอสำเภาไม้หันอากาศนหนูธธงสระอะนั่นแหละก็ต้องสระอะพันธะแบบนั้นก็เป็นการเกี่ยวข้องที่ชัดถ้าพันธะแบบนี้ก็เป็นการเกี่ยวข้องอย่างละเอียดอยู่บรรทัดก็พอสำเภาครั้งนั้นสุนีย์ถ้าและวัดสักการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในอนาคตรัฐ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคฉันผ่านการปราศรัยของให้ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ณที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอให้ท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรงรับพัดพัดภัตตาหารจงรับพัดของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันนี้ที่ดินวัดป่าเนี่ยมันมาจากคำว่าพอสำเภาซึ่งแปลว่าเจริญกับตับแปลว่าเป็นฝ่ายโดยตอบ 2 ตัวเลยก็คืออัตรานั่นเองพระบอกอัตราความเจริญความก้าวขึ้นก้าวขึ้นบวกอัตราทำให้ตัวตนใหญ่เพราะงั้นอันนี้เขาจะหมายความว่าอะไร ไม่ใหญ่ได้ถ้าตายขันมันก็คืออาหารถ้าหมายถึงอย่างอื่นมันก็ไม่ใช่อาหารแต่ทีนี้ก็เอาคำว่าพัดตัวนี้มาใช้คำว่าอาหารเป็นอาหารพัดปลาอาหารเสริมเอาอาหารเข้าไปบวกเข้าไปด้วยเลยว่าเครื่องยังอยู่เครื่องให้ตัวตนมันยังตั้งอยู่มันยังเจริญอยู่จังหวัดตากที่ R2 เอาหมานี่ก็มานิมนต์ง่ายๆมันนิมนต์พระพุทธเจ้าให้ทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันนี้พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษฎีภาพลำดับผู้ใหญ่ในอนาคตอย่างที่พักของตนครั้นแล้วจึงแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตในที่พัก ส่วนของตนและนายทุนเวลาแด่พระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญได้เวลาแล้วภัตตาหารสำเร็จแล้วครั้งนั้นเวลาเช้าแล้วก็มีคุณภาพทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปพักยังที่พักของเสด็จไปยังที่พักของสุนันทาและอำมาตย์ผู้ใหญ่ในบางคนรักประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวายสุนัตผู้ใหญ่ในอนาคตครับอันขาดพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำเพียงพอด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีตด้วยมือของตนของตนครั้นพระผู้มีคุณภาพเสวยเสร็จวางพระหัตถ์จากบาปแล้วจะมีพระและวัดสักการะถือศาสนธรรมนั่งเฝ้าอยู่ณที่ควรส่วนข้างหนึ่งและวัด วาระอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐนั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้แล้วพระผู้มีพ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive