ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร _พวงบุปผา หนูรัก . กราบนมัสการ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันนี้ลูกมีคำถามถึงพ่อครูค่ะ เมื่อสักประมาณ 10 ปี ที่แล้ว หลังจากรู้จักและมาเข้าค่ายอาจารย์หมอเขียว ได้สักประมาณ 2-3 ปี ครั้งนั้นได้เข้าค่ายพระไตรปิฎกที่ สวนป่านาบุญ 1 มุกดาหาร วันที่กลับจากเข้าค่ายนั่งรถทัวร์ถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้ามืด ลงจากรถทัวร์รอเรียกแท็กซี่ (เหตุการณ์ละเอียดกว่านี้แต่เล่าพอเข้าใจ) และวันนั้นลูกโดนแท็กซี่ว่ากล่าวด้วยคำพูดที่ไม่ดี รู้สึกทุกข์ใจมาก และเริ่มทำทุกข์ทับถมตน ว่ายังลดกิเลสไม่ได้จึงต้องรับวิบากแบบนี้ เพราะช่วงนั้นยังมีอาการเอาแต่ใจตัวเองมากอยู่ ยังลดได้ยากเพราะเป็นมานาน และในวันนั้นรู้สึกได้ว่าตัวเองทุกข์มาก ทุกข์จะเป็นจะตาย ถึงขั้นเข้าใกล้อาการเป็นบ้าเสียสติ และไม่อยากทำอะไรต่อเลย จนมีพี่จิตอาสาท่านหนึ่งเรียกแท็กซี่ให้ พอขึ้นรถได้แล้ว ปรากฏว่าช่วงหนึ่งที่รถวิ่งเป็นวงกลมบนทางข้ามแยก ทำให้สิ่งของหล่นลงจากเบาะนั่ง ในขณะที่ลูกกำลังก้มลงหยิบสิ่งของที่หล่น ก็เกิดเห็นภาพคนๆ หนึ่ง ที่ลูกเคยว่าเขาด้วยคำพูดที่ไม่ดี (คำเดียวกันเลยกับที่แท็กซี่ว่ากล่าวลูก) เพื่อให้เขาหยุดทำไม่ดีกับลูก ทันใดนั้นอารมณ์ที่กำลังทุกข์มากๆ กลับกลายเป็นอารมณ์หัวเราะไม่หยุด จนต้องใช้ผ้าปิดปากเพราะคุมอาการไม่อยู่ และวันนั้นก็มีอารมณ์ กรึ่มทั้งวัน และลองนึกกลับไปถึงอาการทุกข์ก่อนหน้านี้ ไม่มีอาการทุกข์เหลืออยู่เลย และขณะนั้นก็ไม่เข้าใจ ว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร เมื่อได้ฟังธรรมจากพ่อครูและอาจารย์หมอเขียวบ่อยเข้า จนได้ฟังเรื่อง จรณะ 15 ลองตรวจใจตัวเองดูว่าปฏิบัติไหม ก็ปฏิบัติได้ประมาณหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่แน่ใจ ขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า สิ่งที่ได้ใช่ฌานหรือไม่ค่ะ เมื่อได้แล้วเรื่องหนึ่งเรื่อง

อ่านต่อ

อื่นจะทำได้ไหม คะ เพราะหลังจากนั้น เมื่อมีเรื่องทุกข์ใจเข้ามาก็ไม่ทุกข์มากเหมือนเดิมแล้วเจ้าค่ะ และอาการเอาแต่ใจตัวเอง ก็ได้ลดลงมากตั้งแต่วันนั้นแล้ว กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...โอ้โห อาการหนักแสดงว่าเป็นคนสุดโต่ง โต่งไปโต่งมาระวังเถอะจะออกนอกโลก โอ้โห สรุปรวมตัวเองอาการที่ตัวเองได้รับมาถามว่าใช่ฌานหรือไม่ ถ้าเอาอันนี้มาเป็นเครื่องยืนยันว่า ทุกข์ก็ไม่ทุกข์มากเหมือนเดิมแล้ว อาการเอาแต่ใจตัวก็ลดลงด้วย เอาอันนี้มาเป็นเครื่องยืนยันว่านี่เป็นฌานหรือเปล่าก็ใช่ ใช่ เป็นอาการเจริญของจิต ฌานคือความเจริญของจิต อ้าวมาขยายความเป็นฌาน ฝากไว้ก่อน เอาอันนี้ให้จบก่อน

_เยาวลักษณ์ วัฒนเสรีกุล . น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ สิกขมาตุด้วยความเคารพสุดเศียรสุดเกล้า สักประมาณเดือนหนึ่ง ลูกได้มีเรื่องโต้เถียงกับน้องสาว สัก 20 นาที แบบเสียงดังลั่นบ้าน เพราะแรงอารมณ์พลุ่นพล่านทั้ง 2 ฝ่าย เพราะลูกขาดสติ พอลูกมีสติลูกเลยหยุดพูดโต้เงียบทันที เรื่องที่ลูกได้ว่าน้องสาว (น้องสาวไม่ได้ฟังพ่อครู) น้องสาวยังจะให้ลูกพูดแก้ที่ลูกว่าเค้า ลูกก็เลยบอกว่าไม่พูดแล้ว ให้น้องเป็นคนถูกเพราะการที่รู้ทันกิเลสนี้เอง ลูกหยุดแบบไม่ขุ่นเคืองน้องสาวเลย เมื่อหยุดพูดทั้งที่น้องสาวเเช่งลูกด้วยในตอนที่ทะเลาะกัน ลูกไม่เก็บเอามาคิดเลยค่ะ นี้คือการพิสูจน์ได้ว่า เพราะเราขาดสตินี้เอง กิเลสมันเลยขึ้น ถ้าเรารู้ทันกิเลสเลย จะไม่ต้องมาเถียงกันเลย อย่างที่พ่อครูว่าจริงด้วย บุญคือการชำระกิเลสทุกๆทางค่ะ ขอบพระคุณที่พ่อครูสอนค่ะ พ่อครูว่า…ใช่ บุญคือการชำระกิเลสทุกๆทาง กลับไปที่ฌานก่อน ที่ได้ค้างไว้ “ฌาน” เป็นเรื่องใหญ่มาก “ฌานวิสัย” เป็นอจินไตย ผู้ที่จะเข้าใจเรื่อง “ฌานของศาสนาพุทธ” ได้ ยากมาก เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจกันอยู่ทุกวันนี้ว่า ฌานคือต้องนั่งหลับตา แล้วเข้าไปอยู่ในภพนิ่งสงบ ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ นี่คือการที่จิตมีฌานแล้ว แต่หลับตานั่งสะกดจิตนะ แล้วอยู่ในภวังค์ อยู่ในภพข้างใน ไม่มีกาย ไม่มีกายสัมผัสรู้ข้างนอกเลย อันนี้โมฆะ ความเป็นฌานของพุทธ 100% 1,000% หมื่นเปอร์เซ็นต์ แสนเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ฌานของพุทธ เขาเรียกว่าฌานของเขาก็ไปหามาได้ทำได้ว่านี่คือฌาน เพราะฉะนั้นต่างเข้าใจกัน แต่เขาเข้าใจอย่างนั้นก็อย่างหนึ่งเขาก็ทำของเขาได้ แต่มันไม่ใช่ฌานของพุทธเลย ฌานของพุทธคือความปกติ ความสามัญ ฌานนี่เป็นประสิทธิภาพของพลังงานจิต จิตใจ จิตของเรามีประสิทธิภาพ ฌานนี่ มันเป็นประสิทธิภาพของจิตที่แต่ละคนมี แล้วก็ใช้พลังงานที่จิต แต่ละคน แล้วใช้ ค่อยๆฟังนะมันจะละเอียด ใช้อยู่กับชีวิตของตน ซึ่งพลังงานจิต เป็นพลังงานจิตที่เกิดการเรียนรู้ ฌานนี่มีการเรียนรู้ในตัว มันเป็นพลังงานจิตที่มีการเรียนรู้ การเรียนรู้ก็ต้องสัมมาทิฏฐิแน่นอน ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ผิดไปล่ะ ต้องสัมมาทิฏฐิ เป็นการเรียนรู้และฝึกฝน ฝึกฝนอบรมตนจนเกิดพลังงานจิต เจริญขึ้น เจริญขึ้น ให้ตนได้ใช้ ในชีวิตลืมตาสามัญปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้า ศีล สมาธิปัญญา หรือจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติไปตามสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ หรือปฏิบัติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ผู้ที่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะเจริญไปลำดับ ในชีวิตสามัญ ไม่ใช่ไปหาวิธีการนั่งหลับตา หาที่เงียบที่สงบไม่เกี่ยวข้องอย่างอื่น ไม่ใช่ เป็นชีวิตสามัญที่จะอยู่กับคนทั่วไป ทำงานอยู่ มีอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วก็เกิดสัทธรรม 7 มีจิตที่ละอายต่อสิ่งที่ผิด แล้วเราก็เลิกๆๆ มีปัญญาขึ้นมาก็หยุดไอ้สิ่งที่เป็นนั้นได้ ละอายไม่ทำในสิ่งเหล่านั้น มันเป็นเรื่องไม่เข้าท่า เดี๋ยวนี้รู้แล้วก็เลิกแล้วอย่างโน้น ก็เจริญขึ้น เจริญขึ้น เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ก็เป็นพลังงานจิตที่สูงขึ้นให้แก่เราเองเราก็ได้อาศัยพลังงานนี้เป็นชีวิตสามัญใช้ ฌานมีทั้งกำลัง ฌานมีทั้งความฉลาดเฉลียว รอบรู้มีทั้งเชิงเจโตและเชิงปัญญา ฌาน สะสมไป ก็จะยิ่งเป็น มุทุภูตธาตุ ที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งบริสุทธิ์จากกิเลสได้เท่าไหร่ ปริสุทธา ปริโยทาตา ยิ่งเป็นฌานที่ทำกรรมอย่างดี อย่างเหมาะ อย่างควร อย่างไม่มีการขาดหกตกหล่น สิ่งไม่ดีไม่เกิด เกิดแต่สิ่งดี เป็นกัมมัญญาไปหมดเลย จิตก็ยิ่งจะใส ประภัสสรไปเรื่อยๆในฌาน มันจะเกิดมีคุณสมบัติอุเบกขา คือฌานที่ 4 เจริญขึ้น ยิ่งขึ้นๆๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นในฌาน ถ้าเป็นฌานโลกียะก็อย่างที่เขาศึกษากันทั่วโลก แม้แต่ในศาสนาพุทธที่มิจฉาทิฏฐิ แล้วก็ไปนั่งหลับตาทำฌาน เขาก็ได้อย่างนั้นไปแล้วก็หลงงมงายมืดกันไปหนักไปเรื่อย กระทั่งไปใช้พลังงานจิตไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช ไอ้นู่นไอ้นี่ มีทั้งอิทธิปาฏิหาริย์ มีทั้งอาเทศนาปาฏิหาริย์ ยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้ออกจากทุกข์ มีแต่ภพแต่ชาติของความเก่ง ความวิเศษ ความรู้ ไม่มาลืมตาศึกษาปริยัติศึกษาบาลีศึกษา ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ เป็นยอดสาธยายได้เป็นฉันทลักษณ์ ว่ากลอนโคลง หลงระเริงไป เนื้อหาที่ไม่ต้องเป็นกลอนเราพูดภาษาคนกันง่ายๆอย่างที่อาตมาพูดนี้ ไม่รู้สึกเป็นรส ต้องเล่นกลอนไป ก็จะนานไปจนกระทั่งอย่างท่านเพาะพุทธก็จะจม ติดไป จะติดมากพอได้เหมือนกันนะท่านเพาะพุทธ ที่อื่นๆก็ไม่เห็นว่าจะติดมากขนาดนี้ คนที่อื่นๆเขา แต่ถ้ามีติดเอาหนัก ก็ขอฝากทิ้งไว้โยนไปให้ท่านรับหน่อย จะรับไปหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็คงจะรับไหว เพราะว่าเป็นการเตือนกันบอกกัน ท่านก็ไม่ค่อยมาใกล้อาตมาเท่าไหร่ท่านก็ไปของท่านไป จะสร้างเวียงวังคลังนาของท่านไปเรื่อย ก็เอา ก็ว่าของท่านไป ฉะนั้น คำว่าฌาน คำนี้ ค่อยๆศึกษาดีๆ ค่อยๆเข้าใจ ฌาน พูดกันง่ายๆว่า คือความสงบแห่งจิต ฟังดีๆนะ ความสงบมี 2 แบบ ความสงบแห่งจิต คือความดับของวิญญาณ ฌานนี่ ความดับของวิญญาณ อันนี้ลึกหลายชั้น ความดับของวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ วิญญาณคือเทวะ หรือธาตุรู้ที่เกิดจากภาวะ 2 ที่สังขารกันอยู่ เมื่อมันเป็นสังขารของเรา มันก็อยู่ในตัวเรา เมื่อมันอยู่ในตัวเรามันก็คืออัตตาของเรา ฟังดีๆนะ ค่อยๆอธิบายละเอียดไป จิต 1 กาย 1 อุปธิ 1 คนละอย่างกันนะ จิต อุปธิ กาย แล้วการจะดับทุกข์ ได้ ต้องชัดเจนในความเป็น กาย จิต อุปธิ หาไม่แล้ว ไม่บรรลุนิพพานแน่ อ้าว มาเริ่มจาก ความเป็นกายหรือความเป็นจิต จะแยกขาดจากกันได้อย่างไร กายกับจิต จะแยกขาดจากกันได้อย่างไรเมื่อไหร่ ในฐานะที่ชีวะ ในฐานะที่มีชีวะอยู่หรือ ไม่มีชีวะแล้ว กายกับจิตนี่จะแยกขาดจากกันแล้ว ในฐานะมีชีวิตอยู่ก็อย่างหนึ่ง ไม่มีชีวิตแล้วก็อย่างหนึ่ง ต้องรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง กันจริงๆ ด้วยภาวะที่มีลักษณะตาม ธรรมนิยาม 5 ก็มี อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม แท้ๆจริงๆต้องมี สภาวะ พูดพยัญชนะก็ต้องรู้ว่าอาการจิตของ อุตุนิยาม พีชะ จิต คืออย่างไร กระทั่งทำได้ก็ทรงไว้ เรียกว่า ธรรมะ ภิกษุที่เริ่มมาบวช ภิกษุทุกรูป อุปัชฌาย์ทุกรูป ต้องให้เรียนรู้เรื่องการแยกกายแยกจิต เป็นมูลกรรมฐาน กรรมฐานเบื้องต้นเลยเรียกว่ามูลกรรมฐานก่อนอื่นทีเดียว เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยพูดถึงกันแล้วเพราะอุปัชฌาย์ไม่รู้เรื่องการแยกกายแยกจิตยังไง ดีไม่ดีไปเข้าใจว่าการแยกกายแยกจิตคือการนั่งหลับตาแล้วก็แยกจิตออกไป ลอยไปแล้วก็มาเห็นตัวเองนั่งมีกายนั่งแข็งอยู่ อาตมาก็เคยทำพวกนี้ นั่ง เห็นกายตัวเองนั่งอยู่ ดีไม่ดีเลยเถิดไปถึงขั้นว่า จิตออกจากกายแล้วเห็นตัวเองนอนตายอยู่ตรงหน้า เลยเถิดไปถึงขนาดนั้น สมมุติว่าตัวเองตายเลย เห็นจิตตัวเองลอยออกไปจากร่างที่ตาย เสร็จแล้วก็มา กลับร่างคืนเหมือนเก่า มันก็ตลกแล้วล่ะ เขาก็เป็นอย่างนี้ เขาก็ยึดผิดกัน มิจฉาทิฏฐิกัน ก็เลยเถิดไปเรื่อยๆ ทีนี้มาเข้าอธิบายตัวเนื้อหา ภิกษุที่ไม่สามารถแยกกายแยกจิตได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ตามลักษณะธรรมนิยาม 5 ถ้าไม่เข้าใจ แยกกายแยกจิตตรงตามธรรมนิยาม 5 ไม่ได้ หมดสิทธิ์ จึงหมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพานแน่นอนที่สุด ถ้าไม่เข้าใจการแยกกายแยกจิต ตามธรรมนิยาม 5 ถ้าภิกษุที่ไม่สามารถแยก“กาย”แยก“จิต”ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งตามลักษณะ“ธรรมนิยาม 5”จึงหมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพานแน่นอนที่สุด เพราะความเป็น“นิพพาน”นั้น ต้อง “ทำใจในใจ(มนสิกโรติ)”ของตนให้แยกเป็น“อุตุธาตุ”ได้จริงๆ มันจึงจะ“ดับ”ความเป็น‘ชีวะ”สิ้นไปจาก“จิตในจิต”และจาก“กายในกาย”ได้จริงแท้ตั้งแต่เรายังเป็นๆ หากทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน เห็นไหมว่านิพพานไม่ใช่ง่ายๆตื้นๆที่นั่งหลับตาสะกดจิตแล้ว ปึ๊ง เหมือนกับมหาบัว ไม่มีกาย แม้แต่กามก็ยังไม่รู้เรื่องยังติดกามอยู่เยอะแยะ หรือแม้แต่อัตตาตอนนี้ก็ยังเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าเงินคงคลังของประเทศชาติไว้อยู่อย่างนั้นแหละ ก็พูดความจริงนะอาตมาไม่ได้พูดเล่น เพราะฉะนั้น กาย หากทำไม่ได้ ทำไม่เป็นแล้ว ก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน “กายวิเวก”ยังไม่ใช่การปฏิบัติธรรม หรือการทำฌาน-ทำสมาธิ มีแต่ความเงียบ ความนิ่ง ความไม่เกี่ยวกับภายนอกที่เราไม่ต้องการรับรู้ เป็น“ความสงัด”ทางวัตถุภายนอก ขนาดออกไปอยู่ป่าแล้วก็ยังไปนั่งหลับตา หรือไม่วุ่นวายกับข้างนอกไปอยู่ในถ้ำ เข้าป่าแล้วก็หนีผู้คนแล้วก็ยังไปอยู่ในถ้ำ ไม่เข้าไปเกี่ยวกับต้นไม้ อยู่ในถ้ำไม่มีต้นไม้ใช่ไหม แล้วยังนั่งหลับตาอีก เข้าไปในถ้ำแล้วก็ยังนั่งหลับตาอีกถือว่าปลีกวิเวก ไม่รับรู้อะไรเลย เราไม่ต้องรับรู้เป็นความสงัด ไม่ใช่สงบ มันเป็นความสงัดจากวัตถุภายนอกเท่านั้น “ความสงัด”คือ วิเวก “ความสงบ”คือ ปัสสัทธิ สองคำนี้เป็น“เทฺว”ที่จะต้องแยกแยะศึกษากันให้สุขุมประณีตอย่างที่สุด เพราะเป็น“ภาวะ ๒ (เทฺว)” ที่มี“ความลึกซึ้งหมุนรอบเชิงซ้อน (คัมภีราวภาโส)มีนัยะละเอียดลึกล้ำสุดๆ “วิเวก”จะเน้นไปในรอบกว้างออกทางภายนอก ไปป่าเขา ถ้ำ ฯลฯ สู่ความเป็นสังคมไม่เจริญของมนุษย์ เป็นมนุษย์ป่าเถื่อนเป็นมนุษย์ผีตองเหลืองไปโน่นเลย ยิ่งเข้าไปหาความเงียบความนิ่งแบบพาซื่อ ไม่มีความสลับซับซ้อน รู้ง่าย ตื้นๆ ซึ่งเป็นแนวระนาบ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ส่วน“ปัสสัทธิ”นั้นเน้นมาสู่ความลึกล้ำ เข้าหาจุดศูนย์กลางภายในจิต ที่มีประสิทธิภาพของ“จิตธาตุ” ยิ่งไวเร็ว แต่ยิ่งนิ่งแบบหมุนรอบเชิงซ้อน(ปฏินิสสัคคะ,คัมภีราวภาโส) มันมีสภาพ 1 ใน 2 ที่ลึกซึ้ง เรียกว่าเป็นสุดยอดของ ปฏินิสสัคคะ,คัมภีราวภาโส เช่น “กายวิเวก”กับ“กายปัสสัทธิ”เป็นต้น จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญลึกล้ำสลับซับซ้อนที่มีทิศไปกันคนละทิศ เป็นต้นว่า “ฌาน”แบบพุทธนั้นลึกซึ้งมาก จะไม่หมายเอาแค่กรรมกิริยาตื้นๆ แค่“หลับตา”ปฏิบัติเข้าไปแล้วจึงจะเป็น“ฌาน”ซึ่งเป็น“ฌาน”ที่มี“ฤทธิ์เก่งก็แค่ภพภายในจิตเท่านั้น” “ภายนอกจิต”ไม่ได้ฝึกฝน ไม่มีความสามารถทำได้จริง แต่“ฌานของพุทธ”จะมีได้ในคนปกติ“ลืมตา”โต้งๆจึงมี“ความสงบ(ปัสสัทธิ)”ที่มีประสิทธิภาพเป็นคุณวิเศษยิ่งกว่า “ฌานหลับตาแบบที่มีได้แค่กว้างลึกในภพขณะ“หลับตา” เพราะ“ฌานลืมตา”ฝึกฝนอบรมประสิทธิภาพครบภายนอกและภายในมี“สัมผัส”พร้อม จนชำนาญเชี่ยวชาญจริง ฌานหลับตาได้แค่สงัด ฌานลืมตาได้สงบที่กิเลสตาย “ฌานหลับตา”อย่างเก่ง จึงได้แค่“วิเวก ๓” แค่“สงัด” แต่“ฌานลืมตา”นั้นมีได้เป็นได้ทั้ง“วิเวก ๓”และได้ทั้ง “ปัสสัทธิ” บริบูรณ์ คือ“สงบ”แท้ เพราะ“กิเลสตายจากจิตจริง” กิเลสตายด้วยการ“แยกธาตุ”ที่เป็น“จิตนิยาม” ออก ได้แล้วจัดการทำให้“สิ้นสภาพจากการเป็นพลังงานขั้นจิต”ให้เหลือแค่“พลังงานพีช”บ้าง ให้หมดไปเป็น“พลังงานอุตุ”บ้าง แล้วสามารถใช้พลังงานของ“อุตุธาตุ-พีชธาตุ”ในจิตตนสำเร็จด้วย“วสวัตตี” ซึ่ง“วสวัตตี”นั้นก็คือ “การยังจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจได้”อันเป็น“คุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)”สุดยอดของพุทธ “ฌานแบบพุทธ”จึงมีประโยชน์คุณค่ายิ่งกว่า“ฌานแบบที่ไม่ใช่พุทธ”ชนิดที่เทียบกันให้เห็นๆ ให้รู้ๆกันได้ฉะนี้แล ความมี“ฌาน”คือ อาการในจิต “ฌานของพุทธ”นั้นจะปฏิบัติให้เกิด“ฌาน”ได้ทุกโอกาส ไม่จำเป็นจะต้อง“หลีกเร้น(สัลลีนะหรือปฏิสัลลีนะ) หรือต้องออกไปหาที่“สงัด”ปฏิบัติเลย “ฌานแบบพุทธ”ปฏิบัติได้ทั้งในขณะที่อยู่ในภาวะของ“กายวิเวก” ทั้งในขณะที่“กายไม่วิเวก” ดังนี้เป็นต้น หมายความว่า ปฏิบัติได้ทั้งในขณะที่อยู่ในที่มีสัมผัสรอบตัว ทวาร ๖ เปิดรับสัมผัสอยู่ปกติ ไม่ต้องหนีออกไปหาที่“สงัด” จึงจะปฏิบัติ“ฌาน”กันได้ ไม่ต้องทำอย่างนั้นเลย “ฌานแบบพุทธ”จึงเป็น“ฌาน”ที่ปฏิบัติได้ทุกโอกาส ไม่จำเป็นจะต้องไปหาสถานที่“วิเวก” ซึ่งเป็นการหลีกเร้นหรือหนีการกระทบสัมผัส เพราะไม่อ่อนแอต่อ“สัมผัส” และไม่ต้อง“หลับตา”ปฏิบัติฝึกฝน แต่ฝึกฝนอบรม“จิต” เข้าไปหา“จิตตสังขาร”โดยตรงเลย จึงสามารถแบบนี้กันได้ “การทำฌานโลกีย์”นั้นต้องมี“วิเวก”ขั้นที่ 1 ก่อน คือ หนีออกไปหาสถานที่“สงัด” และต้อง“หลับตา”เข้าไปอีก แล้วจึงจะทำ“ฌาน”ให้เกิด“ความสงัด”ในจิตกันต่อไปได้ ต้องมี“กายวิเวก”ด้วยการ“ซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด” เช่น ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง คือมีสถานที่สงัด และเป็น“ผู้สงัดด้วยกาย”ที่เป็นอิริยาบถอยู่อีก นั่นคือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า “กายวิเวก”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกีย์ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ฌาน ของพุทธสามารถปฏิบัติได้ทุกที่ทุกเวลา เราเคยต้อนรับพระลามะจากทิเบต เขาบอกว่าพวกเราดูไม่หยุดนิ่งทำการทำงานแต่ดูสงบ พวกเรานั่งฟังธรรมกันเป็นชั่วโมงก็นั่งสบาย แต่พวกหลับตามานั่งฟังธรรมะก็จะนั่งพลิกไปพลิกมา แต่พวกเราฟังแล้วจะมีวิตก วิจาร ปีติ สุข พ่อครูว่า... “การทำฌานโลกีย์” ถ้าจะปฏิบัติ“จิตตวิเวก”กันทันทีในขณะที่ไม่ต้องปลีก“กายวิเวก”ไปหาสถานที่“หลีกเร้น(สัลลีนะ)” และไม่ต้อง“หลับตา” นั้นเขาทำกัน ไม่ได้ ไม่เป็น ไม่ชำนาญ “การทำฌานโลกีย์”ต้องอาศัย“ความสงัด”ทางภายนอก แล้วจึงจะทำความสงบ ซึ่งก็จะได้“ความสงัด”ภายใน เป็นการทำ“วิเวก”อีกที นี่คือ“การปฏิบัติฌาน”ของ“ฌานโลกีย์”ที่ทำกันอยู่ทั่วไปเป็นแบบสามัญ[เพราะปฏิบัติให้เกิด“ความสงบ(ปัสสัทธิ)ไม่ได้] กล่าวคือ โลกียะจะทำ“ฌาน”ได้ก็ต่อเมื่อต้องมี“วิเวก”ที่เป็น“กายภายนอก”ก่อน แล้วเรียกว่า“กายวิเวก” แล้วจึงจะทำ“ฌาน”ขั้นที่ ๒ คือ “จิตตวิเวก”กันได้ เพราะคำว่า “กาย”ของชาวโลกีย์นั้น มิจฉาทิฏฐิกันไปแล้วว่า หมายถึง“ภายนอก”อย่างเดียว ไม่มี“จิต”ร่วมด้วย การปฏิบัติ“ฌานโลกีย์”จึงต้องหนีเร้นไปอยู่ในที่ลับกัน แต่“ฌานโลกุตระ”มี“กาย”ที่หมายถึงทั้ง“ภายนอกและภายใน”อยู่พร้อมกัน ไม่แยกกันเลย จึงปฏิบัติ“ฌาน”ได้ทันที เพราะมี“เวทนา”หรือ“ความรู้สึก”ต่อเนื่องกันอยู่เสมอตลอด โดยไม่ต้องเอา“ร่างกาย”หลีกเร้น หรือหนีไปไหน ก็ปฏิบัติ“ฌาน”ได้ทันทีที่มี“สัมผัสภายนอก” มี“กายวิเวกและจิตตวิเวก”อยู่พร้อมสรรพแล้ว เพราะเรียนรู้“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”มาอย่างดี จัดการกับ“เวทนา 108”ได้เก่งตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าด้วย ส่วน“ฌานโลกียะ”นั้น เขาไม่ได้ปฏิบัติ“ฌาน”แบบที่มี “ภายนอก” เพราะเขามีหลักเกณฑ์กันแบบนั้น เขาจึงไม่สามารถทำ“ฌาน”ในขณะที่“มีสัมผัสภายนอก”ได้แบบพุทธ จึงไม่เหมือน“ชาวโลกุตระ”ที่มีความสามารถต่างกัน เพราะ“โลกียะ”จัดการกับ“เทฺว”ไม่ได้ จัดการ“๒”ให้เป็น“๑”ไม่ได้นั่นเอง อันเนื่องมาจากแม้แต่คำว่า“เทฺว”ก็ดี คำว่า“กาย” ก็ดี ของชาวโลกีย์ เขายัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่เลย “กายวิเวก”ของชาวโลกีย์จึงยังหยาบ “เทฺว”ก็ยังแยกไม่ได้ “กาย”ก็แยกเป็นส่วนๆไปเสียนี่ ไม่เรียนรู้เป็นคู่ ทีละคู่ ส่วนชาวโลกีย์ที่ยึด“เทฺว”เป็น“๑”ก็ยิ่งหลงเทิด“เทฺว”ควบแน่นเข้าไปให้ยิ่งใหญ่หนักหนาสาหัสขึ้นไม่มีหยุดยั้งเสียอีก ที่จริงนั้นชาวโลกีย์ที่หลงยึด“เทฺว”เป็น“๑”นั้นมันได้“หลงผิด”ไปตั้งแต่“เทฺว”นั้นคือ“๒” ก็ไปยึดว่าเป็น“๑”กันเสียแล้ว ชาวโลกีย์หรือ“เทฺวนิยม”จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความสลับซับซ้อนของ“เทฺว”ที่มันมีสลับซับซ้อนกันยิ่งอยู่เช่นนี้แล สมณะเดินดิน... สรุปจบ 661213 ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน