ศาสนาพุทธไม่มีสวดอ้อนวอนร้องขอ แต่สวดมนต์อย่างไรให้ถูกพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ศาสนาพุทธไม่มีสวดอ้อนวอนร้องขอ แต่สวดมนต์อย่างไรให้ถูกพุทธ _เปิ้ล บ้านไผ่ . คนที่ประสบเหตุการณ์ไม่ดีในชีวิต แล้วหาที่พึ่งด้วยการสวดบทพาหุง มหากา ซึ่งเป็นการอ้อนวอนร้องขอ ไม่ตรงกับหลักพุทธศาสนา แต่ทำไมเขาได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น และปัญหานั้นก็คลี่คลายลง ถ้าผู้ใดทำตามนี้จะบาปหรือเปล่าคะ พ่อครูว่า... งมงาย จะตอบว่าบาปมันก็จะดูแรง จริงๆมันไม่แรงหรอกแต่มันกินลึกกว่าบาป งมงายนี่ กินลึกกว่าบาป มันมืดบอดยิ่งกว่าบาปอีก ถ้าจะไปหลงแต่สวดอ้อนวอนร้องขอ หึๆ อาตมาจำไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษคนที่สวดอ้อนวอนร้องขอแล้วจะได้รับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือร้องขอ อ้อนวอนร้องขอจากอะไรที่คิดว่ามันศักดิ์สิทธิ์มันจะมีฤทธิ์ สนองตอบให้แก่ตนเองได้ ตั้งแต่ร้องขอจากจอมปลวก ไปจนกระทั่งถึงต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร ไปจนกระทั่งถึงท้องฟ้า ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ไม่เห็นตัว ไม่มีตัวมีตนอะไร นึกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ _สู่แดนธรรม... มีอยู่บางพระสูตรครับที่บอกว่า ถ้าหากแม่น้ำคงคาชำระล้างบาปได้พวกปูปลาก็คงไม่มีบาปเลย พ่อครูว่า... ไม่มีบาปทั้งนั้น ปูปลามันก็อยู่ตลอดชีวิตในแม่น้ำ มันก็ได้อาบน้ำมนต์อยู่ทุกวัน มันจะไปมีบาปอะไรล่ะเพราะฉะนั้นคนอยากจะลำบากก็คงจะลงไปจุ้มโผล่ จุ้มโผล่ ที่ชาวอินเดียเขาจุ้มโผล่จุ้มโผล่ในแม่น้ำคงคากันถือว่าได้อาบในแม่น้ำจะล้างบาป ซึ่งมันงมงายกันจริงๆก็ไม่มีคำพูดใดชัดกว่านี้อีกแล้ว มันโง่งมงายมืดกันอยู่อย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้นะ ฉะนั้นถ้าจะไปมัวงมงายอยู่อย่างนั้น มันก็มืดอยู่อย่างนั้นไปอีกนานนนนนนนนนนน.. จนไม่รู้ว่าจะไปจบสิ้นตรงไหน เสียงนาน มีผู้ค้นอันนี้มาบอกว่า “เปรียบเสมือนบุรุษโยนหินหนาใหญ่ลงไปในห้วงน้ำลึก หมู่มหาชนมาประชุมกัน แล้วสวดวิงวอน สรรเสริญประนมมือเดินเวียนรอบหินนั้นแ

อ่านต่อ

ล้วว่า “ขอจงโผล่ขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงลอยขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงขึ้นบกเถิดท่านก้อนหิน” แต่ก้อนหินนั้นจะไม่โผล่ขึ้น ไม่ลอยขึ้น ไม่ขึ้นบก เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนนั้นได้เลย” พระไตรปิฎกเล่ม 18 ข้อ 599 พระพุทธเจ้ายืนยันสิ่งที่ท่านตรัสรู้ได้ชัดมากเลย แหม พูดกับเทวนิยมเขาไม่รู้เรื่องเพราะเขาจะทำพิธีวนเวียนสวดมนต์อ้อนวอนอยู่นั่นแหละ เทวนิยม เพราะเขายังจมอยู่ในความมืดอันนั้น “เราตถาคตมิได้กล่าวว่า อายุ วรรณะ(ผิวพรรณ) สุข ยศ สวรรค์ จะพึงได้มาเพราะเหตุแห่งการอ้อนวอน เพราะเหตุแห่งความปรารถนา ก็ถ้าอ้อนวอนแล้วได้ พ่อครูว่า... มันจะมีอายุยืนก็ไม่ใช่ด้วยการอ้อนวอน คุณจะมีผิวพรรณทราม ผิวพรรณดีผิวพรรณหม่นหมองอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้เกิดจากการอ้อนวอน คุณจะได้สุขคุณจะได้ยศชั้นสรรเสริญก็ไม่ได้จากการอ้อนวอนสวดมนต์ ได้สวรรค์จะได้นรก คุณคงไม่สวดอยากได้นรกหรอก แต่คงสวดอยากได้สวรรค์แน่ แต่มันไม่ได้สวรรค์แน่” พ่อครูว่า... นี่มันหักเหลี่ยมของพวกสวดมนต์อ้อนวอนเทวนิยมทั้งนั้นเลย “ถ้าปรารถนาเอาแล้วก็ได้ ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครเสื่อมไปจากสิ่งใดได้เลย ดังนั้น ผู้ใดต้องการอายุ ผิวพรรณ สุข ยศ สวรรค์ จึงไม่ควรอ้อนวอน ไม่ควรเพลิดเพลินสิ่งนั้นสิ่งนั้นๆ หากต้องการสิ่งนั้นๆ แล้ว พึงประพฤติปฏิบัติตน อันเป็นไปเพื่อสิ่งนั้นๆ เพราะผู้ใดเมื่อปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สิ่งนั้นๆ และผู้นั้นย่อมได้ในสิ่งนั้นๆ” พระไตรปิฎกเล่ม 18 ข้อ 599 และ เล่มที่ 22 ข้อ 43 พ่อครูว่า... ปฏิบัติให้ตรงเหตุเถิด คุณจะได้เป็นสิ่งนั้นๆโดยไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอ ปฏิบัติให้ถูกเหตุเถอะและมีทั้งปริมาณและคุณภาพให้ครบ มันก็จะเกิดผลของมันเอง ก็ขอขยายเพิ่มเติมซ้ำอีกว่า สวดอ้อนวอน สวดร้องขอนั้นเป็นลัทธิของเทวนิยม พุทธไม่มีการสวดอ้อนวอนร้องขอ เพราะฉะนั้นยุคทุกวันนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อม เสื่อม อาตมาขอพูดย้ำๆ เสื่อมลงไปจนเหลือแต่แค่ศาสนาพุทธ มีแต่การสวดมนต์ ทำพิธีการอะไรก็มีแต่สวดมนต์ สวดมนต์ งมงายกับสวดมนต์จะเป็นฤทธิ์เป็นเดช อย่างธัมมชโย ธรรมกายนี่ให้สวดมนต์ล้านเที่ยวอะไรอย่างนี้ เวรจริงๆ สวดมนต์ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก เข้าใจไม่ได้ ว่า สวดมนต์นั้นเป็นการทำลายศาสนา ถ้าเข้าใจผิด สวดสังวัธยาย การสวดสาธยายพูดเป็นไทยง่ายๆ สวดโดยการสาธยายความรู้ความหมายของบทมนต์ มนต์แปลว่าคำสอนของพระศาสดา เอาคำสอนของพระศาสดามาอธิบาย พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้อธิบายทีละคน อย่านำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าธรรมบทมาอธิบายพร้อมกัน หรือสวดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนต่อหน้า ฆราวาสหรือต่อหน้าผู้เป็น อนุปสัมบัน เป็นอาบัติ มุสาวาทวรรค ซึ่งเขาไม่เข้าใจกันแล้ว ขออภัยต้องขอกล่าวย้ำอีกว่า เถรสมาคมที่สวดมนต์กันมาอันนี้อยู่ ไปพิธีการนั้นก็สวดมนต์ สวดมนต์ ถือว่าได้รับคุณความดี ได้รับกุศล ได้รับประโยชน์แล้ว มีเท่านี้ๆ ถ้าเลิกอันนี้ซะแล้วไม่มีแล้วศาสนาพุทธ ไม่เหลือ ทั้งๆที่ทำแล้วอาบัติ เพราะสวดเลย 2 คน บอกว่าอย่างน้อยต้อง 4 องค์ขึ้นไปพระต้อง 4 รูปขึ้นไป ถ้า 4 องค์ถือว่าเป็นการสวดงานศพ มันก็ต้อง 5 รูปขึ้นไป 6 รูปขึ้นไป ยิ่งมากเท่าไหร่เป็นแสนองค์ เหมือนอย่างธรรมกายเขาพยายามจะทำกัน ด้วยความโง่งมงาย มันก็ยิ่งพากันมาอาบัติกัน มันก็ยิ่งแย่กันใหญ่เลย นอกจากสวดอย่างนั้นแล้ว เอาหลายคนมาสวดพร้อมกันต่อหน้า ..อาบัติ พระพุทธเจ้าท่านให้สวดที่พร้อมกันเรียกว่าสังคีติ ถ้ามาสวดต่อหน้าใครๆ ท่านให้สวดองค์เดียว นอกนั้นทุกคนฟัง 1. ผู้ไม่รู้ฟังเพื่อรู้ 2. ผู้รู้แล้ว ฟังเพื่อที่จะยืนยันคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ ยิ่งรู้ลึกซึ้งเลยว่าผิดเนื้อหา ก็บอกเนื้อหาไปด้วย แม้ไม่ได้เนื้อหาผิดแต่ผิดพยัญชนะก็ท้วงกันอย่าให้ผิดพยัญชนะ รักษาไว้เรียกว่าสวด สังคายนา คือสวดเพื่อตรวจสอบไว้รักษาไว้ ถ้าสวดสังคีติ หมายความว่า มาสวดท่องพร้อมกันให้มันจำได้ รักษาไว้ ซึ่งสมัยโบราณมันจำเป็น มันไม่มีการบันทึก มันต้องใช้การสวดจำไว้เหมือนสวดบทอาขยาน เหมือนสวดสูตรคูณ นักเรียนเด็กๆก็ต้องสวดสูตรคูณ สูตรอาขยานเพื่อจำไว้ เพราะฉะนั้นก็ต้องสวดเฉพาะของตนเองไม่ใช่ไปสวดต่อหน้าธารกำนัล การสวดเพื่อรักษาคำสอนรักษาธรรมบทคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ก็สวดแบบนี้ได้ อย่าไปสวดต่อหน้า ท่านกันไว้หมดแล้วในธรรมวินัยการไปสวดต่อหน้ามันจะเป็นการสวดหากิน เหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการสวดมนต์ เขาก็เลี้ยงชีพไม่ได้เลย นี่เป็นการใช้การสวดเพื่อหากิน ซึ่งมันเป็นการทำลายศาสนา อย่าไปอธิบายถึงสวดแล้วต้องใส่ทำนอง สวดด้วยลากเสียงอันยาวผิด ฑีฆสระ รัสสระ จะออกเสียงสั้น ก็ไปลากเสียงยาว ในธรรมวินัยบอกไว้หมดว่า อย่าไปลากเสียงอันยาว เดี๋ยวนี้ผิดวินัยหมดไม่เหลือ น่าสงสารมันน่าสังเวชใจไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ได้แต่พูด จนกระทั่งลงน้ำหนักแรงๆ ก็เหมือนกับคนโกรธ ซึ่งมันน่าโกรธไหมล่ะมาทำลายศาสนานี่ พูดอย่างคนๆนะพูดอย่างโลกๆ มันน่าโกรธไหมล่ะ อย่างโลกีย์นะ แต่โลกุตระไม่ได้มีโกรธเกิดอะไร แต่เห็นแล้วว่าทำไมมันถึงดื้อดึง ไม่ใช่ดื้อหรอก ไม่เจริญ มันไม่เจริญหมายความว่ามันโง่จมดักดาน นี่เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมความรู้ในธรรมะ อาตมาทำงานมาถึง 50 กว่าปี เขายังไม่ค่อยฟังอาตมาเลย พูดไปเถอะ พูดดีก็แล้วพูดแรงๆก็แล้ว จ้ำจี้จ้ำไช ปากเปียกปากแฉะปากฉีก มันก็ต้องทำ ไม่มีทางเลือก คำถามที่ถามมา ตอบไปแล้ว จะว่าได้บาปก็หนักหนักกว่างมงาย หนักกว่าบาปอีกคือมันงมงาย จนมืดไปอีกนานแสนนานมันโง่หนักมันก็จมผิดอยู่หนัก เกิดชาติแล้วชาติเล่าไปอีกกี่ชาติ หนักแล้วก็ทับถมกรรมวิบาก รับกรรมวิบากแล้วแต่บุคคลอีก ใครทำชั่วหนักบาปหนักคุณก็รับวิบากหนักไป วนเวียนอยู่นั่นแหละ ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วคุณจะทรมานไปอยู่อย่างนั้นเหรอ หลงสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนที่ตายแล้วจากการเป็นมนุษย์จะได้เป็นสวรรค์นั้นน้อยกว่าน้อยนัก ยิ่งกว่ามือที่จิ้มลงไปในแผ่นดินแล้วมีดินติดอยู่ในเล็บจำนวนเท่านี้ คือผู้ที่ได้ขึ้นสวรรค์ นอกนั้นทั้งแผ่นดินคือตกนรก ให้ขนลุกขนพองบ้างหรือยังนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ยากมากถ้าไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่มีผู้สอนก็งมงายอยู่นานๆจะทำไงได้ คนเป็นเทวนิยมที่ยังต้องหลงอยู่อย่างนี้สวดอ้อนวอนกันทั้งนั้น มีพุทธที่เลิกสวดอ้อน จะสวดก็เป็นการสวดประณามคาถา อันนี้ก็สอนอีก สวดประณามคาถาแตกต่างจากสวดอ้อนวอนอย่างไร สวดประณามคาถาไม่ใช่การสวดอ้อนวอน ประณามคาถาหมายถึงว่าคำสวดนั้นร้อยเรียงขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่ธรรมบท เป็นของสาวก แต่งคำสรรเสริญเยินยอ ระลึกถึงบุญคุณของศาสนา ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีบุญคุณต่อศาสนา ต่อพระธรรม ต่อพระพุทธเจ้า ก็แต่งภาษาขึ้นเอง ซึ่งไม่ใช่ธรรมบท ไม่ใช่คำตรัสพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำสรรเสริญคุณของธรรมะพระพุทธเจ้า หรือสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณจะสวดพร้อมกัน คุณจะสวดใส่ทำนองยังไงก็สวดไปสิ แต่ธรรมวินัยก็บอกแล้วว่าอย่าไปหาเรื่องสวดใส่ทำนอง หรือว่าลากเสียงอันยาว เสียงสั้นก็ไปลากเสียงยาว เสียงยาวก็ลากให้ยาวไปอีกมันก็ผิดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดในพระไตรปิฎกข้อ 20 และข้อ 21 ในพระวินัยท่านตรัสเรื่อง อย่าไปใส่ทำนองและอย่าไปลากเสียงอันยาว เราอนุญาตแต่สรภัญญะ สรภัญญะก็หมายถึงว่า สระกับภัญญะ ภัญญะคือคำกล่าว สระคือการออกเสียง อนุญาตตามเสียง เสียงสั้นเสียงยาว ทีฆสระหรือรัสสระ คำกล่าว สระ กับ ภัญญะ คำกล่าวมันบอกว่าอย่างไร มันมีเสียงสั้นหรือเสียงยาว ก็ให้ได้ตามนั้น อย่าให้มันเกินนั้น โดยเฉพาะอย่าให้ยืดเกิน ยาวก็อย่ายาวเกิน สั้นก็แน่นอนอย่าไปยาว และอย่าใส่ทำนอง แต่ไปแปลกันว่า ทำนองสรภัญญะ นั่นแน่ มีเพลงๆหนึ่งชื่อว่าเพลงสรภัญญะ มีทำนองมีเมโลดี้ด้วยนะ เจ้าประคุณเอ๋ย เบี้ยวไปเลยเบี้ยวบาลีไปตามความโง่ของตัวเองชัดๆ นี่เป็นเรื่องที่ก็แรงหน่อย อาตมาพูดชัดๆก็แรง พูดกันเต็มที่ อย่างพวกเรานี้รักษาสภาพพวกนี้ไว้ได้ พวกเราก็อนุโลมตามเขาบ้างก็มีการสวด เช่นมีการสวด นะโมตัสสะ เป็นการสวดไตรสรณคมน์ สวดแสดงความเคารพนับถือ ก็ใช้อย่างสั้นๆ อย่างชาวอโศกมีอันนี้แน่ และก็มีสวดบทอื่นๆบ้าง ที่สวดกันอยู่ พาหุงกับมหากา อาตมาเองเห็นว่าอนุโลมกับเขาไปก่อน ก็พาสวดกัน แต่ก็ไม่ได้ใส่ทำนอง ไม่ได้ใส่เสียงยาว ไม่ได้ใส่เสียงยืดยาว ไม่ได้ใส่ทำนอง สวดพาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ก็สวดกันอย่างนี้ หรือมหากาก็สวดธรรมดา ไม่ได้อย่างที่เขาสวดกันทุกวันนี้ ทุกวันนี้สวดไปก็อนุโลมตามเขาบ้าง หรืออนุโลมพวกเราที่ยังติดยังยึดอยู่ อะไรศาสนาไม่มีการสวดมนต์เลยก็เอาให้บันไดเขานิดนึง บันไดขั้น 1 2 ขั้นก็เหลือแหล่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะสวดอยู่ก็มีพาหุงกับมหากา แล้วก็อธิบาย คำอธิบายของมหากาคำอธิบายของพาหุง อาตมาก็เคยพิมพ์เป็นเล่มออกมา ในบทพาหุง แต่มหากาไม่ได้อธิบายเป็นเล่ม แต่พาหุง8 อาตมาเคยเขียน เคยอธิบาย อ้าวผ่านอันนั้นไปก่อน สรุปอีกทีหนึ่งว่า สวดมนต์นั้นศึกษาดีๆ ไม่งั้นคุณก็งมงายเสียเวลาเปล่า 661213 ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน