เพราะไม่เข้าใจกรรมไม่เข้าใจชีวะ จึงมีแต่ชนะที่แต่แพ้ในที่สุด.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพราะไม่เข้าใจกรรมไม่เข้าใจชีวะ จึงมีแต่ชนะที่แต่แพ้ในที่สุด พ่อครูว่า... เราก็พูดก็เห็นกันอยู่ว่า สังคมโลกไม่เข้าใจความหมายคำว่า ชีวะ ซึ่งก็แบ่งแยกเป็นชีวะในระดับเริ่มต้นจากพืช จนกระทั่งไปถึงจิต จิตนิยาม จนกระทั่งจากพืชไปถึงจิตที่เราเรียนแล้ว อาตมาก็กำลังแยกให้ฟัง แม้จากพืชมาถึงจิตหรือจากดินน้ำไฟลมมาเริ่มมาถึงพืช มันก็เพิ่มหน่วยแห่งความเป็นชีวะมา ละเอียดลออมา เท่าที่จะพออธิบายได้ ก็ค่อยอธิบายกันไป ละเอียดกว่านั้นก็ได้แต่ค่อยๆไปตามลำดับ จากหยาบไปหาละเอียดก่อน ก็ได้อธิบายให้ฟังไปเรื่อยๆ เช่น จากมหาภูตรูปที่เป็นดินน้ำไฟลม เริ่มจาก ภูตะพวกนี้เข้ามาเจริญขึ้นเรียกว่า คามะ มาเป็น ภูตคาม จากนั้นเจริญเป็นพีชคาม จนจะเข้ากระแสที่เรียกว่าสภาวะของ จิต แต่ยังไม่ใช่จิตแท้ๆ เรียกว่าเจตภูต อย่างนี้เป็นต้น จาก เจตภูต ค่อยๆเจริญขึ้นไปอีก เจตภูตไปเป็นปาณะ จากปาณะไปเป็นเจตสิก เจตสิกไปเป็นสัตตะ จากสัตตะไปไปเป็นจิตวิญญาณหรือจิตนิยาม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นพลังงานด้านจิต ไม่ใช่พลังงานด้านวัตถุหรือสสารเหมือนอย่างที่ไอน์สไตน์เขาค้นพบจุดสำคัญของพลังงานด้านสสารไปแล้ว จุดสำคัญของพลังงานด้านนามธรรม ก็โครงสร้างที่เป็น E=mc 2 ของไอน์สไตน์ก็เอามาใช้ได้แต่มันละเอียดไปกว่านั้น เท่ากับ E=C(mc 2 + A) นี่เป็นสูตรเต็มๆที่อาตมาเองได้นำมาอธิบายแล้ว แต่มันยังไกลยังยากคนยังไปไม่ถึง ถ้าคนทำได้ถึงขนาดนั้นนะ รับรองระเบิดโลกทั้งโลกแตกไปเลย ซึ่งจะเป็น E=C(mc 2 + A) A ก็คือ mc 2 ก็คือ บวกกันไปเรื่อยๆ ก็ทดเป็น C มาข้างหน้า มันก็จะยกกำลังซ้อนๆ ไปเรื่อยๆ หาที่สุดไม่ได้เลย ระเบิดโลกทั้งโลกแตกไปเลย ผู้ที่เข้าใจได้ก็คิดตามไป เป็นพลังงานหรืออะไรก็แล้วแต่แม้แต่จิตวิญญาณ หรือทางวัตถุ มีทั้งเพิ่มและลด เพิ่มจะเป็นการ
อ่านต่อ
สร้างสรรค์ก็ได้ เท่าที่ควร แต่ถ้ามันเกินขอบเขตแล้วมันจะเป็นการทำลาย พลังงานที่มากเกินก็คือทำลาย เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักพลังงานและจัดการพลังงานได้เหมาะสมจึงใช้ความเจริญ ทำความเจริญได้อย่างเหมาะสม ไม่เอาไปทางทำลาย คนไม่รู้นี่นึกว่ามันเป็นอำนาจใหญ่เอาไปทำลาย แล้วทำลายจนกระทั่งโง่ โง่จนกระทั่งไม่รู้ว่าไปทำลายอะไร มาทำลายชีวิต มาทำลายชีวะ แล้วก็ไม่รู้กรรม ไม่รู้วิบาก นี่พวกที่ศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมไม่รู้จักวิบาก เขาก็ทำกันอย่างที่เขาไม่รู้คืองมงาย มันเอาแต่กิเลส มันเอาแต่ชนะ แต่เขาไม่รู้กรรมวิบากที่เขาทำว่าเขาจะต้องมารับกรรมวิบากที่ต้องวนเวียนมาเล่นงานเขา ซึ่งมันเป็นนิยายพรหมลิขิตกันอยู่ไม่รู้กี่ร้อย กี่พัน กี่แสน กี่ล้านๆเรื่อง ที่ทุกวันนี้นักประพันธ์เขาเอามาร้อยเรียง เล่นกันไปสารพัด ซึ่งมันก็มีเหตุปัจจัยจากการผูกพยาบาทกัน รักกัน ชังกัน แก้แค้นกัน ดูดดึงกัน อะไรอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่มีอื่นเลย เพราะฉะนั้นการศึกษา ถ้ามาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจะรู้จักสิ่งเหล่านี้ดีแล้วก็ไม่ไปทำสิ่งที่มันเป็นทุกข์เป็นร้อนกัน ชีวิตรู้จักความเกิดความตายที่มันหมุนเวียนอยู่ไม่รู้จักจบ เทวนิยมมีการเกิดการตายกันอยู่ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายตายแล้วก็เกิด แล้วก็รับวิบากทุกข์ๆๆ หลงว่าเป็นสวรรค์ แล้วก็เป็นทุกข์ แล้วก็หลงว่าเป็นสวรรค์ แล้วก็เป็นทุกข์ ยิ่งทุกข์หนักยิ่งขึ้น แต่เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้เรื่องด้วยการเพิ่มกรรมเพิ่มวิบาก เขาก็ไม่รู้ เขาก็ทำกันไม่รู้จักจบ จะไปบังคับความรู้กันไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีปฏิภาณปัญญาไม่มีบารมีพอจะมาทางโลกุตระ มาทางพุทธ เขาก็จะต้องวนเวียนรับวิบากกรรมอยู่อย่างนั้นนานนับชาติ นับชาติไม่ถ้วนเลย นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่ พูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่องว่าอะไร คุณพูดอะไร ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะไม่รู้จะทำยังไง มันบังคับกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเป็นยุคเสื่อมที่อาตมานำความที่เป็นพุทธจริงขึ้นมาสถาปนาลงไปในความเสื่อมของพุทธศาสนา 2,500 กว่าปีมันเสื่อมไปหมดแล้ว เชื้อของโลกุตระ อาตมาต้องนำเชื้อของโลกุตระเข้ามาปลูกฝังนำพา ให้เข้าใจจนมาปฏิบัติกลับคืนเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าคืนมาได้ มาสู่พวกเรา เป็นตัวยืนยันว่าปฏิบัติได้ จนกระทั่งถึงขั้นเป็นสังคม มีวัฒนธรรม มีจิตวิญญาณเป็นประธาน จึงมาเป็นอย่างนี้ได้ ถึงขั้นเป็นสังคมสาธารณโภคี สังคมสาราณียธรรม 6 ที่เป็นอยู่นี่ เพราะเกิดจิตจริงจิตเจริญเป็น สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ขออภัย ไม่ได้ขยายความพยัญชนะบาลี พุทธพจน์ 7 นี้อีก เพราะว่าจะเสียเวลาจึงไม่พูดถึงเลย ขอผ่านไปก่อน พูดถึงมาหลายทีบ่อยแล้ว วันนี้ตั้งใจจะพูดอันอื่นไปให้มากขึ้น เตรียมมาพูดพอสมควร 661213 ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก