10 ภูเพียรธรรม_บทที่ 4 ภูมิปัญญาการเคี้ยว.pdf

โฟลเดอร์ภูมิปัญญาการเคี้ยวฯ PDF files
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์2.88 MB
วันที่แก้ไข22 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 4 ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย การวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นี้เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยในขั้นตอนแรก ในบทนี้ คือ เพื่อศึกษาภูมิปัญญาและพฤติกรรมและการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) ในรูปแบบของการศึกษาปรากฏการณ์ (Phenomenology) จากประสบการณ์ตรงเฉพาะรายกรณีศึกษา (An Explanatory Case Study) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม (Participant and Non - Participant Observation) และเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ในลักษณะเพื่อมุ่งหาค าอธิบายและให้เข้าใจถึงความหมาย แนวคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม อุดมการณ์ วัฒนธรรม และหลักการประพฤติปฏิบัติการดูแลสุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับ “ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” ตามหลักพุทธธรรม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักบุญนิยม หลักการแพทย์วิถีธรรม หลักวิทยาศาสตร์ ระบบธรรมะ 2 และทฤษฎีแผนต่าง ๆ และประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลหลักถึงปัจจัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์หรือโทษ มีผลในการปรับเปลี่ยน “ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” เพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืน เบิกบานและผ่องใส ไปตามล าดับ ๆ ในบทนี้ เป็นการศึกษาบริบท สังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ในชุมชนบุญนิยม ชุมชนแพทย์วิถีธรรมและชุมชนทั่วไปในประเทศไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้กระบวนการหาความรู้ทั้งแบ

อ่านต่อ

บอุปนัย (Inductive method) และนิรนัย (Deductive Method) จากผู้รู้ที่มีภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ในระดับที่สามารถสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาเพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืน เบิกบานและผ่องใสเป็นส าคัญ อันประกอบด้วย กลุ่มสมณะหรือนักบวช พระภิกษุสงฆ์ นักปฏิบัติธรรม ผู้ที่มีสุขภาพดี บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และผู้ประกอบอาชีพสาขาต่าง ๆ ทั่วไป จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมและจิตอาสาทั่วไป รวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ให้ความส าคัญกับพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารในการปฏิบัติตนในการด าเนินชีวิตประจ าวันได้อย่างเป็นปกติหรือในขั้นของรูปแบบการฝึกฝนปฏิบัติธรรมอันเป็น “อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา” เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อย่างยั่งยืนได้เป็นล าดับ ๆ เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informant) ภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพเพื่อส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟูสุขภาวะ ด้วยการเคี้ยว กวฬิงการาหาร ตามประสบการณ์ตรงที่เป็นความจริงในชีวิตของผู้ให้ข้อมูลหลัก ที่เป็นภูมิรู้หรือ 185 ชุดความรู้และองค์ประกอบในการประพฤติปฏิบัติการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ได้อย่างเป็นปกติในการด าเนินชีวิตประจ าวัน อันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นปรากฏการณ์วิทยาในประเทศไทย ที่จะสามารถสรุปเชื่อมโยงและสอดร้อยคล้อยตามกับภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ที่เป็นปรากฏการณ์จริงในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ที่ได้ท าการเก็บข้อมูลภาคสนาม และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ โดยมีหัวข้อการศึกษาตามล าดับดังนี้ คือ 1. พฤติกรรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน 1.1 วัฒนธรรมการเคี้ยวบดย่อยอาหารให้ละเอียดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน 1.2 วัฒนธรรมการหุงและท าค าข้าวให้พอเหมาะ 2. พฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะตามภูมิปัญญาชาติพันธุ์ทั่วไปและชาติพันธุ์พุทธะ 2.1 ความหมายการเคี้ยวอาหารค าข้าว 2.1.1 ความหมายการเคี้ยวแบบเชิงตื้น (ทั่วไป) 2.1.2 ความหมายการเคี้ยวแบบเชิงลึก (พุทธะ) 2.2 ความส าคัญของการเคี้ยวกวฬิงการาหาร 2.2.1 ลักษณะพฤติกรรมการเคี้ยว (จริตนิสัยการเคี้ยว) 2.2.2 ปัญหาและองค์ประกอบอุปสรรคในการเคี้ยว 2.2.2.1 สุขภาพกาย องค์ประกอบฟันที่ไม่เอื้ออ านวย 2.2.2.2 สุขภาพใจ ความใจร้อน 2.2.3 ความเชื่อในเรื่องการเคี้ยวอาหารในเชิงตื้น (ขั้นยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ) 2.2.4 ความเชื่อในเรื่องการเคี้ยวอาหารในเชิงลึก (ขั้นเห็นผลได้จากการปฏิบัติ) 2.3 การคบสัตบุรุษ ได้ฟังพระสัทธรรม เกิดความศรัทธา 2.4 การประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตุญญตา) 2.4.1 การท าความสบายให้กับตน บริโภคในสิ่งที่ย่อยง่าย (กินตามล าดับ) 2.4.2 การประมาณการเคี้ยวในปริมาณที่พอเหมาะด้วยอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็น 2.4.3 การประมาณการชนิดของอาหาร หรือสมดุลร้อนเย็นของอาหาร 2.4.4 การประมาณการตักอาหารที่พอเหมาะ และการท าค าข้าวที่พอเหมาะ 2.4.5 การประมาณการเคี้ยวอาหารที่พอเหมาะ 2.4.6 การท าใจและการใช้ปัญญาที่พอเหมาะในขณะที่เคี้ยวอาหารอย่างมี ประมาณ 2.5 การล้างความชอบชัง (อาหาเรปฏิกูลสัญญา) 186 2.5.1 การลดละเลิกการกินอาหารเนื้อสัตว์และอาหารรสจัด 2.5.2 การลดละเลิกการติดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหาร 2.5.3 การลดความใจร้อน 2.5.4 การลดกิเลสและรักษาโรคด้วยองค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวละเอียด 2.5.4.1 ปัจจัยที่ท าให้ไม่ประสบความส าเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเคี้ยว 2.5.4.2 ปัจจัยที่ท าให้ประสบความส าเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเคี้ยว 2.5.5 การคบมิตรดีสหายดี ท าสมดุลร้อนเย็น เพิ่มอธิศีล พึ่งตนและแบ่งปันด้วยใจบริสุทธิ์ ไปสู่สภาพความไม่เบียดเบียน 3. พฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามภูมิปัญญาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4. พฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา 5. ผลสุขภาวะของผู้ปฏิบัติภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 6. ชุมชนสุขภาวะกับความผาสุกอย่างยั่งยืนและเบิกบาน 6.1 ชุมชนบวรราชธานีอโศก 6.2 ชุมชนแพทย์วิถีธรรม บริบท สังคม วัฒนธรรม พฤติกรรมและภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารในประเทศไทย บริบทของภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหาร สังคมและวัฒนธรรมที่เป็น ภูมิปัญญาตามการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาวิจัยได้เก็บข้อมูลในสังคมชาวไทยอีสานแบบวิถีไทยวิถีพุทธในชุมชนทั่วไป ชุมชนบุญนิยมและชุมชนเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมในกลุ่มนักปฏิบัติธรรม และจิตอาสา (พุทธะ) ท าให้ได้บริบทวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ตามสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมของสังคมที่แตกต่างกัน ตามวิถีการด าเนินชีวิตความเป็นอยู่ของระบบนิเวศนั้น ๆ ที่อาจจะมีความสัมพันธ์ภายนอกทั้งส่วนที่ดูเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ตาม แต่มูลเหตุหรือต้นเค้าของการเกิดความอุดมสมบูรณ์และพลังงานของระบบนิเวศมีความต่างกันและความหลากหลายที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ตามองค์ประกอบเหตุปัจจัยของแต่ละสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไป ดังนั้น เมื่อยุคสมัยและสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่เป็นมูลเหตุต้นเค้าแห่งการหล่อหลอมและปลูกฝังวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามที่แตกต่างกัน การด าเนินวิถีชีวิตจึงเปลี่ยนไปตามสภาพของบริบทสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงค่านิยมความเชื่อทัศนคติอันสร้างสรรความเจริญหรือความเสื่อมถอยที่ได้ถูกบ่มเพาะได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน จึงท าให้วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีในการรับประทานอาหารเพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืน จึงเปลี่ยนแปลงไปและแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่มีภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหาร (อาหารค าข้าวหยาบ) เพื่อสุขภาวะ ที่เป็นภูมิปัญญาพระพุทธศาสนาอันโบราณลึกซึ้ง เห็นตามได้ยาก 187 รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดเดาเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต (พระไตรปิฎก เล่มที่ 9 ข้อ 26) แต่เก่าก่อน มีมานานจริง ที่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านผู้รู้แท้ที่พาพ้นทุกข์ (สัตบุรุษ) ได้นั้นยังมีอยู่ และสามารถน ามาปฏิบัติตามให้เกิดเป็นผลแห่งความผาสุกอย่างยั่งยืนได้จริงตามล าดับ ๆ ตามที่สามารถศึกษาปรากฏให้เห็นเป็นจริงตามประสบการณ์ตรงและรับรู้กันได้จริง ตามข้อความที่ได้เก็บข้อมูลมาได้ในการศึกษาครั้งนี้ นั้นมีอยู่ โดยลักษณะของสังคมไทย เป็นที่ทราบกันทั่วไปดีว่า วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของสังคมชาวไทย เป็นวิถีชีวิตแห่งความสงบความดีงามที่ได้สั่งสมกันมายาวนานหลายยุคหลายสมัย และสะท้อนออกมาเป็นงานกุศลจารีตประเพณีที่ดีงามต่าง ๆ อันจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตที่ดีงามและประณีต คือ วิถีชีวิตที่สงบเย็น เรียบง่าย พึ่งตน ซื่อสัตย์ ขยันและแบ่งปัน เป็นหลัก ส่วนค่านิยมสังคมประเพณีในยุคปัจจุบัน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยที่มีการพัฒนาความเจริญในทางด้านเทคโนโลยีและวัตถุวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างทันสมัยมากมายตามยุคสมัย วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อและค่านิยมการรับประทานอาหารหรือพฤติกรรมการเคี้ยวอาหารเพื่อความผาสุกอย่างเป็นประโยชน์แท้จริงกับชีวิต จึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและยุคสมัยค่านิยม รวมถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการให้ค่านิยมที่เน้นกับวัตถุ ละเลยคุณค่าทางด้านจิตวิญญาณแห่งความดีงามสงบและสันติสุข ไปเป็นการรับประทานอาหารตามมารยาทอันดีงาม แต่ภูมิปัญญาของการเคี้ยวอาหารค าข้าวที่เป็นรากเหง้าแห่งภูมิปัญญาของชาวไทยพุทธที่รู้ตื่นเบิกบาน อันเป็น ภูมิปัญญาโบราณที่ได้สืบทอดและถ่ายถอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ที่เป็นภูมิรู้ที่ควรได้น ามาสืบทอดต่อ ๆ กันไปสู่ลูกหลานสืบไป กลับเหลือเป็นสัญญาในบั้นปลายที่ไม่เป็นยอดแห่งภูมิปัญญาในสังคมทั่วไปในปัจจุบันนี้ เนื่องด้วยการด าเนินวิถีชีวิตที่อยู่บนฐานของการเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวแบบ ยึดมั่นถือมั่นใน “รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส” หรือ “ความโลภโกรธหลงหรือความหลงชอบหลงชัง” แทนการ “ให้” อย่างไม่ขอไม่เอาอะไรตอบแทนจริง ๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่มีความ “ยินดี เต็มใจ พอใจ สุขใจ” ที่ไม่เอาพิษภัยใด ๆ ไม่เอาบาปใด ๆ มาใส่ตนเอง มีความผาสุกที่พร้อม “ให้” โดยไม่เอาอะไรใด ๆ จากผู้ใด ๆ ได้อย่างยั่งยืนไปตามล าดับ ๆ นั้นกลับได้เลือนหายไปในสังคมทั่วไป ที่เน้นไปสู่ความสะดวกสบายที่มากเกินตัว ภูมิปัญญาการเคี้ยวที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล มี 4 ระดับ คือ ภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาราชส านัก ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ดังนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาหาข้อมูล ภูมิปัญญาการเคี้ยวเพื่อสุขภาวะ ในภาคสนามจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ที่ยังมีการปรากฏปฏิบัติอยู่ในสังคมและชุมชนปัจจุบันนี้ ที่เป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ได้มีการสืบทอดถ่ายทอดต่อชนรุ่นหลังให้มีสุขภาวะอันดีงามและผาสุกอย่างยั่งยืน เป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เจริญได้อย่างวิถีอาริยะ หรือศิวิไลน์ (Civilization) แบบกินน้อยใช้น้อย สามารถ “พึ่งตนและช่วยเหลือผู้อื่น” ได้ในด้านสุขภาพ เรียบง่าย ซื่อสัตย์ ขยันและแบ่งปัน เป็นหลัก คือ มีอายุ (อิทธิบาท) มีความเป็นผู้มีโรคน้อย 188 ล าบากน้อย เป็นผู้ท าความสบายให้กับตน ประมาณในสิ่งที่สบาย บริโภคในสิ่งที่ย่อยง่าย เที่ยวไปในกาละอันสมควร อยู่ด้วยสมดุลร้อนเย็น ประพฤติเพียรดั่งพรหม (เมตตาและอุเบกขา) มีวรรณะ 9 คือ เป็นผู้เลี้ยงง่าย บ ารุงง่าย มักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ก าจัดกิเลส มีอาการน่าเลื่อมใส ไม่สะสม มีความขยัน (พระไตรปิฎก เล่มที่ 1 ข้อ 20) โดยจากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารข้อมูลการบันทึกและที่เผยแพร่ทั่วไปต่าง ๆ ตามที่ได้ศึกษาในบทที่ 2 และจากการศึกษาเก็บข้อมูลในภาคสนามจากการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยเก็บข้อมูลในพื้นที่ 3 ชุมชนหลัก 1. ชุมชนทั่วไปวิถีไทยวิถีพุทธ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เก็บข้อมูลในพื้นที่ชุมชนอ าเภอดอนตาล และตลาดชานุมาน อ าเภอชานุมาน จังหวัดมุกดาหาร ตลาดช่องเม็ก อ าเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี และชุมชนนักปฏิบัติธรรม วัดหนองป่าพง อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2. ชุมชนบุญนิยม ณ บวรราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี และ 3. ชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ณ สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ได้พบบริบทข้อมูลที่เป็นวัฒนธรรมและวิถีประเพณีปฏิบัติจากภูมิปัญญาการเคี้ยว กวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ดังนี้ 1. พฤติกรรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน 1.1 วัฒนธรรมการเคี้ยวบดย่อยอาหารให้ละเอียดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน พฤติกรรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคอีสานในประเทศไทยถูกถ่ายทอดมาจากบรรพุรุษรุ่นสู่รุ่น ท าให้พ่อแม่ถ่ายทอดสู่ลูกหลานจนสืบทอดเป็นวัฒนธรรม ดัง ค าสัมภาษณ์ต่อไปนี้ ภาพที่ 10 พระอาภากร อายุ 69 ปี 189 พระอาภากร ก าลังนั่งฟังบรรยาย ณ สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ในการเข้าค่ายรับการอบรมเพื่อดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 โดยท่านให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารที่เป็นวัฒนธรรมตามภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคอีสาน ในเรื่องของการเคี้ยวที่แม่สอนลูกว่า “เห็นตัวอย่างแต่ก่อนคือ แม่เลี้ยงน้อง เคี้ยวกล้วยกับข้าวเหนียวรวมกัน เพื่อที่จะป้อนน้อง แล้วก็เคยกินตอนเด็ก ๆ มันอร่อยดี เคี้ยวกล้วยกับข้าวเหนียวจนกว่าจะพอ แล้วคายออกใส่ใบตอง (ใบกล้วย) เอามาหมก ใส่ลงไปในขี้เถ้าให้มันร้อน เอาไปตั้ง คล้าย ๆ กับเอาไปตั้งอังไฟ แล้วใช้ขี้เถ้า แต่ก่อนใช้ฟืน คือ ว่าท าให้สุก เอาถ่านไฟท ารอบ ๆ ให้มันอุ่น ให้มันร้อน ให้มันสุกอีกทีหนึ่ง พอสุกก็เอาวางไว้ แล้วรอให้เย็นก่อน จึงเอามาป้อนน้อง นี่คือวัฒนธรรม ซึ่งคนโบราณเขาฉลาด การเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานมาตั้งแต่สมัยไหน ๆ แล้ว เอาตั้งแต่เริ่มต้น เด็กคือประมาณสัก 2 เดือนนี่เขาก็ให้กินแบบนี้ คือ ข้าว ข้าวนี่มันลักษณะคล้าย ๆ ข้าวโอ๊ต เป็นภูมิปัญญาอีสาน แม้เราไม่มีข้าวโอ๊ตเหมือนชาวตะวันตกก็ตาม ตอนเด็กเล็กๆ คิดว่าประมาณ 3 - 4 ขวบ ได้กินอยู่ แต่พอโตขึ้น มีน้องก็กินด้วยกันหมายความว่ามันอร่อย รู้ว่ามันอร่อย มันหวาน ๆ เวลาแม่เลี้ยงน้อง แม่เขาจะเหยียดขาออก เดี๋ยว ๆ แสดงให้ดูนะ ท าแบบนี้ ให้น้องนอน เอาขาไปทางนู้น นอนอยู่ร่องขาแม่ แค่นี้นะ หัวก็อยู่ตรงนี้ ข้าวที่ว่าก็อยู่ตรงนี้ จะมีน้ าถังหนึ่ง แล้วก็ข้าว เอาน้ าหยอดปากลูก แล้วก็อ้าปาก ใช้มือนะ เขาไม่ใช้ช้อนนะ สัมผัสเนื้อต่อเนื้อ หนังต่อหนัง ใช้มือ คือ สายสัมพันธ์ของแม่ลูก ถึงแน่นแฟ้นแต่ก่อนนะ ไม่เหมือนสมัยนี้ เด็กไม่เถียงแบบนี้หรอก พ่อแม่ไปไหนเป็นห่วง เพราะสายสัมพันธ์ ใกล้ชิด พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอลูกเกิดหิว ลูกดื่มนมก็กอดใส่อก สายสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจก็สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน วัฒนธรรมอันนี้ก็ท าให้เป็นห่วงหาซึ่งกันและกัน ก็ดูแลกันและกัน ไม่เหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้ใจคอเรียนหนังสือจบไปท าการท างาน ปีหนึ่ง ไม่มา บางทีมาก็เห็นความส าคัญของแม่นี่น้อยกว่าเพื่อนอีก น้อยกว่าสังคม น้อยกว่าเหล้าอีก เถียงพ่อเถียงแม่หนักกว่าอันนี้อีก บางทีพ่อแม่ท าฌาปณกิจไว้ พ่อแม่เสียชีวิต แทนที่จะเสียใจ ไม่เสียใจ ดีใจซะอีก ปรบมือปรบไม้ จะได้เงินฌาปณกิจ แบบนั้นก็มี หมายถึง ณ ปัจจุบันนี้นะ หมายถึงวัตถุน าหน้า จิตใจตามหลังนี่ แต่ก่อนไม่ใช่นะ วัตถุท าให้สังคมเสื่อม วัตถุนิยมนี่ ท าให้สังคมเสื่อม ท าให้จิตใจกระด้าง ไม่รู้จักบาปรู้จักบุญ ไม่รู้จักบุญคุณบิดามารดา ไม่รู้จักบุญคุณญาติ” (พระอาภากร. 2561, พฤษภาคม 2) “การเคี้ยว แม้แต่ศาสตร์ของปัจจุบัน เขาก็แนะน าให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด แต่ไม่ได้ก าหนดการเคี้ยวละเอียดว่าประมาณไหน หรือว่าเขาอาจจะนิยามอยู่ก็ได้ เพราะว่าเขาก็จะพูดว่าการ 190 เคี้ยวละเอียด จะช่วยให้ย่อยง่าย แต่ถ้าของคนอีสานใช้การเคี้ยวแทน แม่เคี้ยวอาหารเคี้ยวข้าวป้อนลูก เขาจะไม่ท าบดกล้วยนะ จะไม่เหมือนกับภาคกลาง ภาคกลางเขาอาจจะมีการสอน เอากระชอนมีรู ๆ เอาข้าวต้มมาใส่กระชอน หรือตะแกรงตัวเล็ก ๆ แล้วเขาจะเอาช้อนมาแตะ ๆ แบบนี้ เพื่อให้มันออกมาที่รูด้านล่างแล้วเขาจะขูด ขูดจากข้างล่างนี่ให้ลูกเขากิน นี่คือภาคกลาง นี่คือวิธีท าอาหารเลี้ยงลูก แต่ว่าคนอีสานเขาจะเอาข้าวมาเคี้ยวที่ปากตัวเอง แล้วเขาก็เอาข้าวนั้นให้ลูกกิน มายุคเรา เราไม่ได้ท า แล้วแม่ก็ไม่ได้ท ากับเราแบบนี้ แต่เห็นชาวบ้านเขาท า ที่เขาท าก็มี เขาก็ท าอยู่ นี่ก็เป็นการเคี้ยวของเขา การเคี้ยวแต่เคี้ยวแทนกัน เขาก็เคี้ยว เคี้ยวแทน ส่วนที่แม่ได้ท ากับพี่ คือ หมายถึงเมื่อโตมาหน่อย เมื่อเขาจะให้ลูกกินข้าวกับกับข้าว อาหารชิ้นใหญ่ เขาก็จะเอากับข้าวหรือเนื้อมาแล้วก็เอามาเคี้ยวกับข้าวเหนียวพอประมาณ ให้มันพอที่ลูกจะเคี้ยวต่อได้ แล้วเขาจะคายออก เอาใส่ปากลูก ก็เป็นการช่วยระดับหนึ่ง แล้วก็ให้ไปท าต่อ ดังนั้น เรื่องการเคี้ยวให้ละเอียดอยู่ ก็มีการพูดสอนอยู่ แต่ไม่มีระดับว่ามันละเอียดขนาดไหน แต่มันก็ขนาดที่เขาไปย่อยต่อได้เอง การเคี้ยวการคายข้าวให้ลูก จึงเป็นเรื่องแสดงถึงความรักที่แม่มีต่อลูก แม่สามารถจะคายข้าวออกมาได้ จริง ๆ คนเราถ้าเคี้ยวปกติก็จะกลืนเข้าไปเลยใช่ไหม ฉะนั้น แม่เขาไม่ได้คายเพราะไม่ชอบนะ แต่เพราะเขาต้องเลี้ยงลูก เขาก็เลยคายออกมาให้ลูกได้ นี่สื่อถึงหน้าที่ที่แม่ท า นี่ก็คือความชอบอย่างหนึ่ง ชอบลูก ชอบลูกเลยข้ามชอบชังของกิเลส ข้ามชอบ (กิเลสตัณหา) ในตัวอาหารไปได้ สามารถที่จะสละออกไปได้ แบบว่าสละออกไปโดยที่ยินดีเต็มใจสละออกไป” (นิตยาภรณ์ สุระสาย. 2561, พฤษภาคม 4) ภาพที่ 11 ภาพขยายของ แม่ก้าน ไตรยสุทธิ์ กับการรับประทานอาหารมื้อหลักอย่างเบิกบาน ที่มา (เอมอร แซ่ลิ้ม, ภาพถ่าย. 2561, พฤษภาคม 12) 191 ภาพที่ 12 แม่ก้าน ไตรยสุทธิ์ ก าลังรับประทานอาหารกลางวัน โดยนั่งล้อมวงกินกับเพื่อน ๆ หมู่มิตรดี ที่มา (เอมอร แซ่ลิ้ม, ภาพถ่าย. 2561, พฤษภาคม 12) จากภาพที่ 11 และ 12 แม่ก้าน ไตรยสุทธิ์ ก าลังรับประทานอาหารกลางวันมื้อหลักกับเพื่อน ๆ หมู่มิตรดี ด้วยความเบิกบาน โดยอาหารที่รับประทานเป็นอาหารมังสวิรัติที่ปรุงรสชาติน้อย มีผักพื้นบ้านสดและลวก แก้วมังกร กล้วยน้ าว้า ส้มต าไม่ใส่พริก ข้าวซ้อมมือ ฟักทองนึ่ง ในค่ายอบรมสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ณ สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 โดยแม่ก้านให้ค าสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเคี้ยวคายอาหารค าข้าว ดังนี้ “เมื่อก่อนตอนเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน ได้เคี้ยวข้าวเหนียวผสมกับกล้วยด้วย เคี้ยวให้ละเอียดเลยแล้วก็คายให้ลูกกิน ท าด้วยความรักที่มีต่อลูก ไม่รู้สึกรังเกียจ แล้วก็ได้เห็นว่า การเคี้ยวข้าวเหนียว ให้ลูก ท าให้ลูกท้องผูก เพราะข้าวเหนียวแข็งเคี้ยวยาก วันนี้ก็ได้รู้ว่ามีฤทธิ์ร้อน ลูกจึงท้องผูก จึงได้เปลี่ยนใหม่มาเป็นต้มข้าวต้ม และบดข้าวต้มให้ลูกกินแทน ก็ท้องไม่ผูก” (ก้าน ไตรยสุทธิ์. 2561, พฤษภาคม 12) สรุปวัฒนธรรมการเคี้ยวบดย่อยอาหารให้ละเอียดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน การเคี้ยวเป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวภายนอกทางกายเบื้องต้นที่เป็นอยู่ในชีวิตคนเรา ทุกคน ในทุก ๆ วัน ตั้งแต่เล็กจนโต เริ่มต้นตั้งแต่เด็กทารกที่ยังไม่มีฟันเคี้ยว เมื่อเด็กสมควรเริ่มให้กินอาหารอ่อน ในวัฒนธรรมชาวไทยอีสาน มารดาผู้เลี้ยงดูบุตรของตนก็จะใช้วิธีการบดกล้วยหรือบดข้าวเจ้าหุงสุกหรือข้าวเจ้าต้มสุก หรือเคี้ยวข้าวเหนียวให้ละเอียดแล้วคายให้ลูกกิน เคี้ยวกล้วยกับข้าวเหนียวรวมกันแล้วคายออกใส่ใบตองเอามาหมกในขี้เถ้าให้ร้อน รอให้เย็นก่อนจึงเอามาป้อนลูก จึงเป็น 192 เรื่องแสดงถึงความรักที่แม่มีต่อลูกแม่ ไม่ได้เคี้ยวคายเพราะไม่ชอบหรือรังเกียจ แต่สื่อถึงภาระหน้าที่ที่แม่ท าด้วยความชอบ (รัก) ชอบลูกเลยข้ามชอบชังของกิเลส ข้ามชอบ (กิเลสตัณหา) ในตัวอาหารไปได้ สามารถที่จะสละออกไปได้ ยินดีเต็มใจสละออกไป ไม่รู้สึกรังเกียจ แล้วก็ได้เห็นว่า การเคี้ยวข้าวเหนียวให้ลูกท้องผูก เพราะข้าวเหนียวแข็ง มีฤทธิ์ร้อน เคี้ยวยากย่อยยาก เมื่อเคี้ยวไม่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับร่างกาย จึงท้องผูก จึงเปลี่ยนใหม่มาเป็นต้มข้าวต้ม และบดข้าวต้มให้ลูกกินแทน ท้องจึงไม่ผูก ประเพณีการเคี้ยวเพื่อป้อนข้าวเลี้ยงลูกแบบโบราณที่ได้ปฏิบัติกระท ากันมาข้างต้นนี้ ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เป็นสังคมเมืองแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและเทคโนโลยี ท าให้ภูมิปัญญาการเลี้ยงดูบุตรหลาน เปลี่ยนแปลงไป ความเมตตาและเสียสละ ที่มีอยู่ในสังคมยุคโบราณที่จะหลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบันนั้นจึงมีน้อยลง 1.2. วัฒนธรรมการหุงและท าค าข้าวให้พอเหมาะ ในยุคของความทันสมัยในปัจจุบัน ความเจริญทางวัตถุเทคโนโลยีเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาจึงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมนุษย์ต้องพึ่งพิงและอาศัยธรรมชาติเป็นหลักในการด ารงชีวิต วิถีชีวิตและพฤติกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย วัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคม รวมทั้งทัศนคติและความเชื่อต่าง ๆ ในการกินจึงเปลี่ยนแปลงไป แต่วัฒนธรรมแบบไทยอีสานเดิมก็ยังมีอยู่ในวิถีชีวิตชาวชนบท ดังนี้ ชาวอีสานในแถบลุ่มน ้าโขง มีอาหารการกินตามฤดูกาล ตามถิ่นฐานที่ตนอาศัยอยู่ มีจิตใจ โอบอ้อมอารี มีเมตตา วิถีการด าเนินชีวิตของชาวอีสาน เป็นสังคมแบบพึ่งพาตนเอง ปัจจัยสี่อันประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ส่วนใหญ่แล้วได้มาจากธรรมชาติ การท าการเกษตร เพียงพอส าหรับทุกคนในครอบครัว ไม่จ าเป็นต้องหาซื้ออาหาร บางส่วนได้จากป่าตามฤดูกาล เช่น เห็ด ผักหวาน หน่อไม้ หวาย ผักกูด ผักหนาม ฯลฯ กุ้ง หอย ปู ปลา จากแม่น ้า หรือเป็ด ไก่ ที่เลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคไม่ต้องหาซื้อ ด้วยชาวอีสานส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ละครอบครัวมีอาชีพเกษตรกรรม เช่น ท านา ท าสวน ท าไร่ เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า จักสาน มักจะกินอาหาร กินตามฤดูกาล ตามถิ่นฐานที่ตนตั้งอยู่ อย่างง่าย ๆ กินได้ทุกอย่าง เพื่อการด ารงชีวิตอยู่ให้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น รู้จักแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่กินได้ในท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นอาหารในชีวิตประจ าวัน (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.) 193 ภาพที่ 13 ข้าวเหนียวและส้มต า อาหารพื้นบ้านหลักของชาวอีสาน ที่มา (ทีมสื่อแพทย์วิถีธรรม. 2561, พฤษภาคม 18) อาหารชาวไทยอีสาน ในแต่ละมื้อจะเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าเป็นหลัก มีกับข้าวง่าย ๆ เพียง 2 – 3 อย่าง ซึ่งทุกมื้อจะต้องมีผักและแจ่วเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ส่วนใหญ่ชาวอีสานก็จะติดการกินข้าวเหนียว เพราะกินกันตั้งแต่เด็ก จนเป็นความเคยชิน เพราะข้าวเหนียวกินแล้วอยู่ท้อง สามารถท านา ท าเกษตร ด้วยเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน และต้องท างานได้ทนและนาน เวลาการกินข้าวมีน้อย ความพึงพอใจในรสชาติอาหารของชาวอีสานไม่ตายตัว แต่รสชาติของอาหารพื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่มีรสเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว อาหารพื้นบ้านอีสานมีหลากหลาย เช่น ข้าวเหนียว ส้มต า อาหารพื้นบ้านหลักของชาวอีสาน นอกจากนั้นมี แจ่ว บอง ป่น ต้ม ลาบ อุ ต า ซั่ว อ่อม เอาะ เป็นต้น (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.) ภูมิปัญญาการกินอาหารพื้นบ้านของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปแต่วัฒนธรรมแบบไทยอีสานเดิมก็ยังมีอยู่ในวิถีชีวิตชาวชนบท ดังค าสัมภาษณ์ที่กล่าวว่า “นิเวศต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน ยุคสมัยที่ต่างกัน วัฒนธรรมก็ต่างกัน การหุงข้าว ถ้าเป็นข้าวเหนียว ต้องแช่ค้างคืนก่อนจึงหุงได้ ข้าวเจ้าก็มีกรรมวิธีหุง สมัยก่อน ก็ต้องเช็ดน้ า แต่สมัยนี้ก็ใช้หม้อหุงข้าว การกินโบราณใช้มือ เพราะมือคอยปั้น แม้ข้าวเจ้า ก็ต้องปั้นใส่ปาก ข้าวเหนียวก็ปั้น แต่ปัจจุบัน มากินข้าวตามร้านอาหาร ไม่ใช้มีด ไม่ใช้มือ ใช้ช้อนอย่างเดียว ภูมิปัญญาโบราณได้ถูกละเลยไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ภูมิปัญญาโบราณให้ใช้มือกินข้าว หรืออย่างชาวจีนใช้ตะเกียบ ตะเกียบ คีบได้นิดเดียว ให้เข้าปากได้น้อย ๆ แต่ทุกวันนี้ใช้ช้อน” (อัจฉรา ภาณุรัตน์. 2561, เมษายน 4) “เมื่อสมัยเด็ก อยู่กับย่าและแม่ ประมาณอายุ 7 ปี เมื่อปี 2507 เวลากินข้าวก็จะมานั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว ย่ากับแม่จึงสอนให้ไม่เห็นแก่ตัวในการกิน เป็นการได้ฝึกเสียสละและ 194 เอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน คือ ให้เอามือจับหยิบข้าวเหนียวขึ้นมาด้วยมือซ้าย 1 ก ามือตามที่เราจะกิน แล้วก็แบ่งปันให้ผู้อื่นได้ตักข้าวเหนียวด้วย ไม่เอากระติบมาจองไว้กับเรา จากข้าวเหนียวที่ตักไว้ ก็ค่อย ๆ ใช้มือขวาตะล่อมข้าวเป็นค า ๆ แค่พอค า ปั้นให้แน่นและก็จิ้มกับกับข้าวอย่างน้ าพริกปลาป่นและส้มต า เอาเข้าปาก เคี้ยวให้นานละเอียดจะได้ไม่จุกติดคอ อาหารอีสานถ้าเป็นแกงต้มส่วนใหญ่ก็จะเป็นน้ าคลุกคลิก เป็นพวกแกงหน่อไม้ นาน ๆ ได้กินที ส่วนใหญ่ที่กับข้าวที่กินเป็นหลักในมื้อกลางวันคือส้มต า วัฒนธรรมการกินอาหารของชาวอีสาน เมื่อกินอาหารก็จะมานั่งล้อมวงกินอาหารพร้อมกัน เพราะกับข้าวมีน้อย ก็จะมากินพร้อมกัน ส่วนใหญ่ก็จะกินข้าวเหนียว และกับข้าวก็จะเป็นพวกผักสดต่าง ๆ ส้มต า น้ าพริก ลาบ แจ่ว ต่าง ๆ กับข้าวจะมีน้อย จ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน