7 ภูเพียรธรรม_บทที่ 1 ภูมิปัญญาการเคี้ยว.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหาร (อาหารค าข้าว) เพื่อสุขภาวะ ที่สามารถน ามาใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวันอย่างผาสุกและยั่งยืน สามารถเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนามนุษยชาติเพื่อความสงบสันติและเบิกบานทั้งกายและจิตใจอย่างมีประสิทธิภาพ หากได้มีการน ามาใช้เพื่อการพัฒนามนุษย์ได้ดีที่สุดและสูงที่สุดวิธีหนึ่ง ด้วยตามเป้าหมายหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา “ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (สาธารณสุขชุมชน)” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีเป้าหมายในการพัฒนามนุษยชาติให้มีการเรียนรู้ไปสู่ความสงบและสันติสุขทั้งต่อตนเองและมวลมนุษยชาติ หรือความผาสุกอย่างยั่งยืน ด้วยขณะนี้โลกขาดแคลนคนดี จึงควรเร่งสร้างคนดี เร่งพัฒนาคนให้เจริญ การพัฒนาใด ๆ ก็ไม่สู้การพัฒนาทุนมนุษย์ สังคมจะได้มนุษย์ที่เป็นประโยชน์ เป็นมนุษย์เจริญ เป็นมนุษย์นักพัฒนาคุณธรรม ศีลธรรม นิเวศน์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นมนุษย์ที่ท าประโยชน์หรือก าไรให้แก่โลก โดยไม่ท าลายไม่เผาผลาญและไม่สร้างมลพิษ แต่เป็นผู้มีและให้ความรักและเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น อย่างสร้างสรรค์ และมีคุณค่าและศักยภาพสูงสุดทั้งต่อตนเอง ประเทศชาติและโลก ปัญหาความเจ็บป่วยจากการกินอาหารรส “เปรี้ยวหวานมันเค็มเกินความจ าเป็นของชีวิต” และ “ความไม่ได้ดั่งใจหมาย” ในทุก ๆ การกระท าของบุคคล เช่น ความใจร้อน ความเครียดวิตกกังวล โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจจากการท ามาหาเลี้ยงชีพตน จนน าไปสู่ปัญหาการเจ็บป่วยที่ส่งผลให้เห็นทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น โรคเครียด-กลัว-วิตกกังวล-ระแวง-หวั่นไหว โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องอืด กรดไหลย้อน จนถึงปวดแสบปวดร้อนท้องหรือกระเพาะอาหาร สุดท้ายถึงขั้นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร ในล าไส้เล็กและล าไส้ใหญ่
อ่านต่อ
รวมถึงโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุหลักมาจากการกินอาหารไม่ถูกสุขภาพ อย่างเช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง อ้วนภาวะน้ าหนักเกิน โรคทุกข์ภัยเหล่านี้สามารถจะจัดการและก าจัดให้ทุเลาเบาบางและบรรเทาลงได้ หากได้มีการน าวิธีการหรือยุทธศาสตร์ทางเลือกเพื่อการพัฒนาสุขภาวะที่เป็นได้ทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟูได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งการน าวิธีการเคี้ยวอาหารค าข้าวที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์และของแต่ละบุคคลมาปรับใช้ให้ได้อย่างเหมาะสมลงตัวของแต่ละบุคคล ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกประเด็น ช่วยบรรเทาสภาพทุกข์จากความเดือดร้อนใจและร่างกาย ท าให้ปัญหาโรคร้อนและโลกร้อนบรรเทาเบาบางลงได้ อย่างประหยัดเรียบง่าย ช่วยลดปัญหาเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศลงได้อย่างมากต่อไป 2 ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ การพัฒนาความเจริญและความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในการสร้างวิทยาการสมัยใหม่ที่เน้นแต่ในด้านเทคโนโลยีและวัตถุต่าง ๆ แบบแยกส่วนอย่างสูงสุด เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอันเกินจ ากัด จนกระทั่งมีผลกระทบต่อสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ขาดหรือเกินความสมดุล สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรงมากขึ้น สิ่งแวดล้อมธรรมชาติเต็มไปด้วยมลพิษ เกิดภาวะโลกร้อน อากาศ น้ าและดินเป็นพิษ ประชาชนทั่วโลกรวมถึงประชาชนไทยส่วนใหญ่มีวิถีการด าเนินชีวิตที่เป็นสังคมเมืองมากขึ้น ที่มีแต่การสั่งสมและเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ความเร่งรีบและเร่งร้อน มีความกลัววิตกกังวลเป็นพื้นฐานตลอดเวลา อาหารการกินส่วนใหญ่เต็มไปด้วยสารพิษสารเคมี ทั้งยังบวกเพิ่มด้วยการปรุงแต่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่ จัดจ้านและไม่สมดุล การกินอาหารด้วยความรีบเร่ง รีบกินรีบเคี้ยวรีบกลืน จะได้รีบเอาเวลาไปท างานหาเงินเพื่อมาเลี้ยงชีพ จนเกิดการแข่งขันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นและเอารัดเอาเปรียบเอามากจนเกินขีดความพอดีที่จ าเป็นของชีวิต ส่งผลต่อการขาดการออกก าลังกายหรือออกก าลังกายแต่ท าอย่างไม่ถูกต้อง การสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ และสัมผัสกับเครื่องยนต์เครื่องไฟฟ้าและเครื่องอิเล็กทรอนิคเกินความสมดุล การขับถ่ายอันไม่สมดุลหรือไม่ได้ปรับสมดุลเอาพิษออกจากร่างกายในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ สภาพดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ท าให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยอาการและโรคต่าง ๆ ที่นับวันความเจ็บป่วยต่าง ๆ ยังคงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ๆ ทุกวัน ซึ่งสภาพของปัญหาที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ สวนทางกับเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่วางไว้ที่ผ่านมาและส าหรับเป้าหมาย 20 ปี ข้างหน้าว่า “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข และระบบสุขภาพยั่งยืน” (ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2560 : ก) จากการศึกษาของส านักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ความสูญเสียปีสุขภาวะของประชากรไทย ที่ส ารวจในปี พ.ศ. 2556 และท าการวิเคราะห์รวบรวมเพื่อแปลผลใน ปี พ.ศ. 2559 พบว่า ประชากรไทยมีการสูญเสียปีสุขภาพดีร่วมกัน 15.3 ล้านปี โดยเป็นความสูญเสียด้วยการตายก่อนวัยอันควร 10 ล้านปี และต้องอยู่อย่างเจ็บป่วยหรือพิการ 5.3 ล้านปี หากค านวณเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจะสูงถึง 930,053 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 7.2 ของจีดีพีประเทศ โดยมีกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดภาระโรคที่สูงเพิ่มขึ้น เป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของคนไทย โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ส าคัญ คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และภาวะน้ าหนักเกินที่เกิดจากการบริโภคไม่เหมาะสม ขาดการออกก าลังกายที่เพียงพอ (มติชนออนไลน์. 2561) ซึ่งจะเห็นได้ว่าทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามได้ด าเนินงานป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์สร้างกระแส ลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มการบริโภคผัก และผลไม้ในปริมาณที่เพียงพอ การส่งเสริมการออกก าลังกาย การรณรงค์ลดการสูบบุหรี่และดื่มสุรา การส่งเสริมให้โรงเรียนปลอดน้ าอัดลม และการเชิญชวนให้ออกก าลังกาย 3 เพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหา เกิดความตื่นตัว และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดช่วงชีวิต (pptvhd36. 2560) แต่จากสถานการณ์สุขภาพในไทย พบคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป มีความชุกภาวะน้ าหนักเกินและอ้วน โดยอ้วนลงพุงในชายมากกว่าในหญิง ความชุกของโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง การเจ็บป่วยจากโรคมะเร็ง หัวใจ หลอดเลือดสมอง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถสกัดกั้นหรือหยุดยั้งปัญหาได้ จะท าให้เกิดการเจ็บป่วย มีภาวะแทรกซ้อน พิการ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนั้น สถานการณ์โรคอันเนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส าคัญ 3 โรค คือ 1) โรคระบบทางเดินอาหาร 2) โรคระบบทางเดินหายใจ 3) โรคจากการได้รับพิษจากสารก าจัดศัตรูพืช โดยพบว่า อัตราการป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหาร ยังคงมีแนวโน้มสูงอย่างต่อเนื่อง และโรคระบบทางเดินหายใจแม้ว่าโดยรวมมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงเป็นสาเหตุการป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ รวมทั้งโรคจากการได้รับพิษจากสารก าจัดศัตรูพืช (กระทรวงสาธารณสุข ส านักนโยบายและยุทธศาสตร์. 2559 : 20) ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมไทย ที่ท าให้การด าเนินชีวิตเป็นไปอย่างรีบเร่งต้องแก่งแย่งแข่งขัน รวมทั้งโครงสร้างสังคมที่มีความเหลื่อมล้ าต่ าสูงท าให้เกิดปัญหาความเครียดและการเสื่อมเสียในด้านสุขภาพจิตโดยมีผู้ติดสุราและมีปริมาณการดื่มสุราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนไทยป่วยเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนและโรควิตกกังวล ปัญหาสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวไทยซึ่งก าลังเผชิญกับวิกฤตรุนแรง เด็กและวัยรุ่นไทย (อายุ 6 – 18 ปี) มีปัญหาด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรม ภาวะการเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 เท่าในรอบ 15 ปี ที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายซึ่งสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพจิตขั้นร้ายแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงในสังคมที่ปรากฏมีทั้งการท าร้ายตนเองหรือพยายามฆ่าตัวตายเป็นผลลัพธ์มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ท าให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอลง การอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างลดน้อยลง ความเป็นธรรมทางสังคมเสื่อมถอยลง อัตราการฆ่าตัวตายมีสัดส่วนของเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึงเกือบ 4 เท่า (คณะกรรมการอ านวยการจัดท าแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข. 2555 : 25 - 27) จากข้อมูลสถานการณ์สุขภาพดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการองค์ความรู้และการด าเนินการที่มีอยู่ในระบบปกติ ยังไม่สามารถท าให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรมและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากนัก ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นและเป็นการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ความตระหนักในการรวมพลังของทั้งสังคมในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ควรได้มีการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนในหลาย ๆ สังคม ด้วยการเพิ่มวิถีชีวิตที่พอเพียงจากการบริโภคที่เหมาะสม การออกก าลังกายที่เพียงพอ และการจัดการอารมณ์ได้เหมาะสม ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและ 4 สุขภาพพอเพียง ในการป้องกันแก้ไขปัญหาทางด้านสุขภาพและผลกระทบจากโรควิถีชีวิต จะเป็นการสร้างเหตุปัจจัยในการน าไปสู่การสร้างสังคมสุขภาพดีวิถีชีวิตไทยได้อย่างจริงจังและยั่งยืนขึ้นได้ (คณะกรรมการอ านวยการจัดท าแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข. 2555 : 30 - 37) สถานการณ์สุขภาพในประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ข้อมูลจากการวิจัยสัญจร (เก็บข้อมูลภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557 พบว่า จากการเก็บข้อมูลภาคสนาม ณ ตลาดเช้าที่หลวงน้ าทา สปป.ลาว พบว่าชาวบ้านที่เป็นลาวสูงที่นี่นับถือผี เมื่อเจ็บป่วยก็จะไปแก้ไหว้ผีตามที่ศรัทธา แต่ส่วนชาวลาวลุ่ม ที่มีความเชื่อและนับถือพระพุทธศาสนา มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาและพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ มีการเข้าวัดท าบุญใส่บาตรถือศีลและได้ฟังธรรมจากพระสงฆ์เป็นประจ า ๆ ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านในเมืองเวียงจันทร์ พบว่าเมื่อเจ็บป่วย ก็จะไปหาหมอรักษาที่โรงพยาบาล หรือก็จะหลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด กินอาหารแต่น้อยมีความระมัดระวังในการเลือกกินอาหารเมื่อมีสุขภาพเจ็บป่วย ด้วยมีความเชื่อเรื่องกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพตนเอง หนึ่งในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพการบริโภคอาหารที่จะเป็นการกระท าหรือพฤติกรรมที่จะท าให้เกิดความเจริญในภูมิปัญญาพระพุทธศาสนาในการสร้างความผาสุกอันยั่งยืนให้กับชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินวิถีชีวิตประจ าวันของบุคคลในปัจจุบันที่ส าคัญ คือ “การเคี้ยวบริโภคอาหาร” ให้ช้าและละเอียดได้เพียงพอก่อนกลืน ด้วยคนเราจะมีชีวิตอยู่นั้น ก็ต้องอาศัยอาหาร อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต แต่การรับประทานอาหารหรือวิธีการเคี้ยวบริโภคอาหารที่ถูกต้อง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุในการท าให้มีสุขภาพดี และเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความส าคัญเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต ซึ่งการศึกษาภูมิปัญญาการเคี้ยวอาหารค าข้าวในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีน้อย ด้วยการให้ความสนใจในเรื่องใกล้ตัวนี้ ได้ถูกมองข้ามความส าคัญไป “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” สัตว์ทั้งปวงด ารงอยู่ได้เพราะอาหาร (ธรรมพุทธสุดลึก. 2558 : 10) ดังค าตรัสของพระพุทธเจ้าตามหลักพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ข้อ 4 การบริโภคอาหารสุขภาพรสดีให้เป็นยาและไม่เจ็บป่วย แทนการบริโภคอาหารที่รสอร่อยแต่ต้องกินยาและเจ็บป่วย จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใฝ่หาการมีสุขภาวะทางปัญญาสามารถเข้าถึงได้ พฤติกรรมการบริโภคอาหารอันเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก อันส าคัญของความเจ็บป่วยของประชาชน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและประชาชนในหลายภาคส่วนต่างให้การส่งเสริมและเน้นพัฒนาให้มีองค์ความรู้ที่ถูกต้องและเพียงพอ แต่ผลที่ปรากฏกลับเหมือน ไม่เพียงพอและไม่ถูกทิศทางเท่าที่ควรอย่างเหมาะสม ในการให้ประชาชนมีความเอาใจใส่ เกิดการตระหนักรู้ ตื่นรู้และมีความรู้ความเห็นที่ถูกตรงในการที่จะเอาใจใส่ในการฝึกฝนและทดลองปฏิบัติการรับประทานอาหารของตนเอง ที่จะน าอาหารที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์มาใส่ให้กับร่างกายและจิตใจของตนในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม เป็นการดูแลและรักษาสุขภาพแบบพึ่งตน ด้วยการรับประทานอาหารนั้นมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของคนเราที่แต่ละคนจะต้องสัมผัสและบริโภค 5 อาหารในแต่ละวันในปริมาณและจ านวนมื้อที่แตกต่างกัน ดังค าตรัสของพระพุทธเจ้าว่า “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” สัตว์ทั้งปวงด ารงอยู่ได้เพราะอาหาร ในศตวรรษที่ 20 ถือเป็นช่วงเวลาที่สังคมให้ความสนใจเรื่องสารพิษที่มีผลต่อสุขภาพคนเราเป็นพิเศษ เนื่องจากทุกวงการไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์และอุตสาหกรรมทุกชนิด มีการใช้สารเคมีชนิดคิดค้นได้ใหม่ ๆ ที่แรงขึ้น เข้มข้นขึ้น มีผลท าให้สิ่งแวดล้อมทั้งในอากาศและน้ าเกิดมลภาวะ รังสียูวีที่ตกถึงโลกมีมากขึ้น สังคมมีการวิจัยยาใหม่ ๆ สารเคมีใหม่ ๆ เทคโนโลยีหรือไอทีแปลกใหม่และรวดเร็ว ผู้คนในสังคมมีการบริโภคทุกอย่างมากขึ้นทั้งจ านวนและชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีน้ าตาลและไขมันสูง เช่น อาหารจานด่วน อาหารจั๊งค์ฟู้ด (Junk Foods) ทั้งไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท ไอศกรีม สารพัดเค้ก เป็นต้น รวมถึงเครื่องดื่ม น้ าอัดลมและแอลกอฮอลล์ต่าง ๆ ผู้คนในสังคมอยู่ในกระแสสังคมวัตถุนิยมที่มีภาวะเร่งรีบทุกวัน ต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่แต่กลับบ้านค่ ามืด คร่ าเคร่งกับการงานที่รีบเร่ง มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่รับประทานส่วนใหญ่อาศัยจากอาหารจานด่วนหรืออาหารถุงพลาสติก หาซื้อจากร้านค้าริมถนน และถ้ามีเงินมากเป็นเศรษฐีก็นิยมกินตามร้านอาหารหรือภัตตาคารหรือห้องอาหารในโรงแรม ที่มีบรรยากาศโก้หรูที่อาจมีทั้งภาพแสงสีเสียง การแสดงการละเล่นและเสียงเพลงต่าง ๆ สร้างและเคล้าบรรยากาศการกินอาหาร พร้อมพูดคุยสรวลเสสนุกสนานเฮฮาไปด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่ ารวยถึงขั้นเศรษฐีหรือพนักงานเงินเดือน คือร่างกายอ่อนเพลียจากความเร่งรีบ การท างานที่เคร่งเครียด การรับประทานอาหาร ที่ทิ้งโทษสะสมไว้ในร่างกาย ร่างกายอ่อนแอและรับสารพิษทั้งจากการบริโภคอาหารส่วนเกิน อาหารที่สักแต่ว่าอร่อยและอิ่มท้อง แต่ทิ้งสารพิษสะสมไว้ในร่างกายทุกวัน รวมทั้งสารพิษจากสิ่งแวดล้อม และสารพิษหรือ “อนุมูลอิสสระ” ที่สะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในสภาวะที่ร่างกายอ่อนแอ ระบบอัตโนมัติของร่างกายในการก าจัดสารพิษจึงอาจท างานได้ไม่เต็มที่ หรือท างานจนอ่อนแรง ท าให้การก าจัดพิษออกจากร่างกายไม่หมด ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ (พิมลพรรณ พิทยานุกุล. ม.ป.ป : 1 - 2) จะเห็นได้ว่า การให้ความส าคัญกับการ “เอาพิษภัยออก” หนึ่งในหลัก “8 อ. ของบุญนิยม” หรืออนามัยส่วนบุคคล (อุจจาระ) ตามหลัก “5 อ.” ของกระทรวงสาธารณสุข คือ การขับถ่ายของเสียอุจจาระ ออกจากร่างกายในแต่ละวัน จึงควรให้ความเอาใจใส่ เพราะหากปล่อยปละละเลย โอกาสที่จะเกิดสารพิษตกค้างและสั่งสมเป็นโรคร้ายแรง เพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้กับสุขภาวะของบางคนได้ ดังที่ พรทิพย์ โรจนสุนันท์ (2544 : 127) อดีตผู้อ านวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้เขียนไว้ว่า “เวลา ผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในล าไส้อย่างน่าตกใจ บางศพมีน้ าหนักอุจจาระถึง 10 กิโลกรัม เป็นเพราะอุจจาระตกค้าง” โดยสาเหตุหลักของการที่อุจจาระตกค้าง ก็เนื่องมาจากเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด และสาเหตุรองลงมาคือการกินอาหารที่มีกากใยน้อย (ภูเพียรธรรม กล้าจน. 2560) 6 ผู้บริโภคที่เร่งรีบกับการด าเนินวิถีชีวิตประจ าวันและไม่ได้เอาใจใส่ในการเลือกสรรอาหารเพื่อสุขภาพมารับประทานในแต่ละวันที่จะเป็นการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง แม้จะมีองค์ความรู้ในด้านสุขภาพให้เลือกศึกษาและทดลองปฏิบัติมากมายในยุคการสื่อสารที่มีมากมายหลายช่องทางในสื่อประเภทต่าง ๆ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังกลับเลือกบริโภคในทิศทางที่ตนเองชอบมากกว่าเลือกสรรความเป็นประโยชน์ให้กับสุขภาพตนเอง อันเป็นการสะสมสารพิษให้กับตนเองเพิ่มมากขึ้นทุกวันอย่างไม่รู้ตัว เช่น การกินอาหารทั้งชนิดใหม่และชนิดเดิมซ้ า ๆ ในปริมาณที่มากเกิน กินอาหารปรุงรสจัดเปรี้ยวหวานมันเค็มเกิน เน้นกินอร่อย กินในสิ่งที่เป็นโทษให้กับร่างกายของตนมากกว่าจะกินเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพ แต่การรับประทานอาหารตามหลักการแพทย์วิถีพุทธในศูนย์ ฯ สวนป่านาบุญ 1 ดังที่ใจเพชร กล้าจน (2556 : 168) ได้น ามาใช้ในการอบรมปฏิบัติในค่ายสุขภาพทุกวัน คือ “หลักปฏิบัติ 4 อย่างในการรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดี คือ 1) ฝึกรับประทานอาหารตามล าดับ 2) เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน 3) รับประทานในปริมาณที่พอดี รู้สึกสบาย 4) กลืนลงคอให้ได้ เพราะอาหารสุขภาพมักจะไม่อร่อย ยกเว้นผู้ที่มีบุญบารมีมากหรือผู้ที่ฝึกรับประทานบ่อย ๆ จะรู้สึกอร่อยไปเอง” ซึ่งพบว่าจากหลักปฏิบัติดังกล่าว ช่วยท าให้ผู้เข้ารับการอบรมที่ได้ปฏิบัติตามเทคนิคดังกล่าวสามารถบรรเทาหรือทุเลาในโรคภัยไข้เจ็บลงได้มาก จนถึงขนาดบางท่านสามารถหายจากโรคได้เลยภายในเวลา 3 – 9 วัน ปัญหาในเรื่องของการท าให้เกิดการปฏิบัติและดูแลรักษาสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ให้ปัจเจกชนเกิดการรับรู้ และเรียนรู้อย่างชัดแจ้ง จนน าเข้าสู่ขบวนการ “ตระหนักรู้ น าสู่การปฏิบัติ อย่างสม่ าเสมอ” ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ที่เป็นต้นรากของความเห็นที่ถูกตรง (สัมมาทิฏฐิ) จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม ให้ความร่วมมือ สนับสนุนและแก้ไข ซึ่งสอดคล้องกับที่อ าพล จินดาวัฒนะ ว่า “ต้องช่วยกันสร้างความตระหนักในคุณค่าของสุขภาพที่มีความหมายกว้างกว่าเป็นเรื่องของสุขภาวะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ด้วยความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในสังคม ไม่ใช่เป็นเรื่องแค่ การป่วย-ไม่ป่วย และการไดรับบริการสาธารณสุขเพียงเท่านั้น ตองอาศัยกระบวนการท างานร่วมกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ไมมีที่สิ้นสุด” หากประชาชนในชุมชนและสังคมโดยส่วนรวม มีความเห็นอันสมควรในการด าริที่จะยกตนให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดเห็นและพฤติกรรมสุขภาพอย่าง “สัมมาทิฏฐิ” ไปสู่การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและสามารถพัฒนาไปสู่สังคมสุขภาพพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้ พร้อมทั้งยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพของครอบครัวและชุมชนอันจะช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งของประชาชนและรัฐลง ทั้งนี้จากสถานการณ์สุขภาพปัจจุบันที่ยังเป็นปัญหาที่มาก หากประชาชนและเจ้าหน้าที่โดยส่วนรวม ได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในวิธีคิดและการลงมือปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเห็นว่าเรื่องการบริการสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันและควบคุมโรคมิได้เป็นบทบาทหน้าที่ของภาครัฐและรอรับบริการสุขภาพจาก 7 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องร่วมช่วยกัน ดังนั้น การที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้ จึงขึ้นอยู่กับการสื่อสารและถ่ายทอดประสบการณ์ในการปรับเปลี่ยนและพัฒนากระบวนทัศน์ความคิดเห็นอย่างเป็น “สัมมาทิฏฐิ” และการลงมือปฏิบัติเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริงของประชาชนแกนน าชุมชนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการพัฒนาสุขภาวะอย่างมีส่วนร่วมเพื่อน าไปสู่การมีมาตรการทางสังคมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืนในที่สุด ด้วยในยุคปัจจุบันนี้ หลาย ๆ ท่านเห็นและยอมรับว่า “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” การเห็นและให้ความส าคัญในการเลือกรับประทานชนิดหรือประเภทของอาหารที่ถูกกับร่างกายอย่างถูกสมดุลร้อนเย็นอย่างถูกวิธี และการได้ปฏิบัติในการรับประทานอาหารตามหลักการรับประทานอาหารที่ถูกวิธี เป็นความประพฤติถึงต้นเหตุของการมีสุขภาพที่ดีได้ ในทางตรงกันข้าม ท าอย่างไรให้ประชาชนมีสัมมาทิฏฐิ หากไม่เข้าใจและไม่ได้ปฏิบัติตามถึงหลักการรับประทานอาหารที่ถูกวิธี ยังติดในพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่ถูกหลักการ หรือติดความเคยชินในวิธีการรับประทานอาหารแบบเดิม ๆ ตามความชอบความไม่ชอบของตน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นต้นเหตุและเป็นสาเหตุหลักใหญ่ของความเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจนในยุคปัจจุบันนี้ ผู้วิจัยเห็นว่า ในปัจจุบัน มีผู้รู้ที่เป็นครูภูมิปัญญาพุทธศาสนาที่สามารถถ่ายทอดความรู้และความเข้าใจหรือความเห็นอย่างถูกตรงในเรื่องของ “อาหาร 4” ที่เป็นไปตามล าดับ ๆ อย่างลาดลุ่มลึก ที่เป็นในเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้นั้น มีจ านวนน้อยมาก หรือแม้แต่ในวงการสาธารณสุขที่บางกลุ่มงานอาจจะได้มีการทดลองน้อมน าปัจจัยเรื่อง “อาหาร” มาปฏิบัติด้วยก็ตาม แต่จะเห็นว่าส่วนใหญ่ของผู้ศึกษาพุทธศาสนาชาวไทยพุทธ ยังมิได้น้อมน าหรือน าหลักปฏิบัติที่เป็นแก่นแกนแท้ของความหมายและหลักปฏิบัติของ “อาหาร 4” ที่ควรได้น้อมน ามาปฏิบัติอย่างถูกควรที่จะเป็นวิถีสุขภาพแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ให้กับประชาชนได้น้อมน าไปปฏิบัติได้อย่างถูกตรงเพื่อสุขภาวะ อันจะช่วยลดปัญหาความเจ็บป่วยได้เป็นอย่างมากและรวดเร็วได้ ในการท าความผาสุกให้กับสุขภาวะของตนเองหรือของบุคคลแต่ละคน ให้ยั่งยืนได้ ส าหรับผู้สามารถน าไปปฏิบัติได้อย่างได้ผลได้จริง จากหลักพระธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสรู้และน ามาเผยแพร่ให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติตามพระพุทธองค์ ที่เป็นหนทางแห่ง “สัมมาทิฏฐิ” อันปลอดโปร่งจากกิเลสกองทุกข์ทั้งมวล ที่จะน าไปสู่ความผาสุก มีอายุและผิวพรรณที่งามในเบื้องต้นได้ คือ “ธรรม 1 อย่าง ธรรม 2 อย่าง และธรรม 4 อย่าง” ที่แทงตลอดได้ยาก ดังรายละเอียดคือ ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรรู้ยิ่ง คือสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีอาหารเป็นที่ตั้ง ธรรม 1 อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 11 ข้อ 375) ธรรม 2 อย่างที่แทงตลอดได้ยาก คือ 1) สิ่งใดที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยท าให้เกิดความเศร้าหมอง (ไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบาน) ของเหล่าสัตว์ และ 2) สิ่งใดเป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อท าให้เกิดความบริสุทธิ์ (ความอิ่มเอิบเบิกบานและผ่องใส) ของเหล่าสัตว์ ธรรม 2 อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ 8 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 11 ข้อ 384) ธรรม 4 อย่างที่ควรก าหนดรู้ คือ อาหาร 4 ได้แก่ กวฬิงการาหารที่หยาบหรือละเอียด 1 ผัสสาหาร 1 มโนสัญเจตนาหาร 1 วิญาณาหาร 1 ธรรม 4 อย่างเหล่านี้ ควรก าหนดรู้ ฯ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 11 ข้อ 402) “กวฬิงการาหาร” ความหมายตามพจนานุกรม มคธ-ไทย มาจากค าว่า “กวล” บวก “อิงค” บวก “อาหาร” (กวล + อิงค + อาหาร) “กวล” “กวฬ” “กฬล” (ป.) ตามพจนานุกรม มคธ-ไทย คือ ของที่รวมเข้าหรือตะล่อมเข้า พอใส่ปากได้ครั้งหนึ่ง ๆ ค าข้าว (ป.หลงสมบุญ. มปป : 180) “อิงค” ตามพจนานุกรม มคธ - ไทย คือ อาการ , ท่าทาง , การเคลื่อนไหว , ความอัศจรรย์. ความรู้ (ป.หลงสมบุญ. มปป : 108) “อาหาร” ตามพจนานุกรม มคธ-ไทย คือ วัตถุอันพึงกิน, วัตถุอันพึงกลืนกิน. เครื่องบริโภค เครื่องค้ าจุนชีวิต, ของกิน, อาหาร (ป.หลงสมบุญ. ม.ป.ป. : 106) “อาหาร 4” ตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 16 “ปุตตมังสสูตร” ข้อ 240 พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า อาหารคือเครื่องค้ าจุนชีวิต ดังนี้ 1. กวฬิงการาหาร (ค าข้าวเป็นเครื่องค้ าจุนชีวิต) พึงก าหนดรู้ความยินดีในกามคุณ 5 (รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส) 2. ผัสสาหาร (ผัสสะเป็นเครื่องค้ าจุนชีวิต) พึงก าหนดรู้ในเวทนา 3 (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร (จิตเจตนาเป็นเครื่องค้ าจุนชีวิต) พึงก าหนดรู้ในตัณหา 3 (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) 4. วิญญาณาหาร (ความรู้แจ้งอารมณ์เป็นเครื่องค้ าจุนชีวิต) พึงก าหนดรู้ในนามรูป (กรมการศาสนา. 2541 : 96 - 97) จากการศึกษาเบื้องต้น ณ สาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่าการน าวัฒนธรรมและศาสนาอย่างสม่ าเสมอ มีความสัมพันธ์กับการสาธารณสุข หมายความว่าหมู่บ้านใดเคารพและ มีส่วนร่วมปฏิบัติธรรมแห่งพุทธศาสนาและครรลองของฮีตคอง ก็เป็นผลให้ประชาชนรู้จักเข้าใจ โภชเนมัตตัญญุตาและด าเนินชีวิตพอเพียงไม่ประมาท ปฏิบัติตนตามหลักอาหาร 4 จึงเป็นหมู่บ้านและชุมชนสุขภาวะ 9 ภาพที่ 1 ป้ายชุมชนบ้านพัฒนาโพนทอง จ าปาสัก สปป.ลาว เป็นบ้านพัฒนาสาธารณสุขดีเด่นเป็นบ้านตัวแบบด้านสาธารณสุข นายบ้านด้านวัฒนธรรม และสมุดบันทึกครรลองของฮีตคอง ภาพที่ 1 นายบ้านด้านวัฒนธรรม อธิบายถึงการเคารพและมีส่วนร่วมปฏิบัติธรรมแห่งพุทธศาสนาและครรลองของฮีตคองที่ได้บันทึกในสมุดบันทึก จากการลงเก็บข้อมูลภาคสนามเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2561 ณ หมู่บ้าน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive