15 ภูเพียรธรรม_บทที่ 9 ภูมิปัญญาการเคี้ยว.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 9 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการวิจัยศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative Research) ซึ่งมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. เพื่อทดลองภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ที่บูรณาการตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ในสวนป่านาบุญ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 5 คน 3. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย และเสนอยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะในชุมชน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ก าหนดของเขตของการวิจัย ออกเป็น 3 ขั้นตอน ตามขอบเขตเชิงเนื้อหา ขอบเขตเชิงพื้นที่ และขอบเขตเชิงบุคคลที่ศึกษาและประชากรกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ ขอบเขตเชิงเนื้อหา การสรุปและอภิปรายผลการวิจัย ใช้การพรรณนา โดยวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อหาในประเด็น ต่อไปนี้ 1. บริบท ความหมาย ความเชื่อ วัฒนธรรม และการประพฤติปฏิบัติการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ “ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” ตามหลักพุทธธรรม หลักบุญนิยม หลักการแพทย์วิถีธรรม และหลักวิทยาศาสตร์และทฤษฎีแผนต่าง ๆ ทฤษฎีเกี่ยวกับสสาร พลังงาน และจิตวิญญาณ ทฤษฎีภาวะผู้น า ทฤษฎีระบบ ธรรมะ 2 แบบขั้วตรงกันข้าม และแนวคิดทฤษฎีความสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม 2. ประสบการณ์การทดลองปฏิบัติของภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ บูรณาการตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ตามหลักปฏิบัติ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ตามหลักพุทธธรร
อ่านต่อ
ม เพื่อความผาสุก เบิกบานและผ่องใส อย่างยั่งยืน (Input) ในกระบวนการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพฤติกรรมการเคี้ยวเพื่อสุขภาวะความผาสุก เบิกบานและผ่องใส อย่างยั่งยืนไปเป็นล าดับ ๆ (Process) และผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ท าได้ (Output) ในชุมชนวิถีธรรม สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เน้นเฉพาะผู้รับอาหารมังสวิรัติ ใช้เวลาทดลอง 1 ปี 574 3. วิเคราะห์องค์ประกอบ “ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย” ตามแนวคิดทฤษฎีตามหลักพุทธธรรม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักบุญนิยม หลักการแพทย์วิถีธรรม หลักวิทยาศาสตร์และทฤษฎีแผนต่าง ๆ ทฤษฎีเกี่ยวกับสสาร พลังงาน และจิตวิญญาณ ทฤษฎีภาวะผู้น า ทฤษฎีระบบ ธรรมะ 2 แบบขั้วตรงกันข้าม แนวคิดทฤษฎีความสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม และทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่สัมพันธ์กับ “ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” และสร้างยุทธศาสตร์และข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนในประเทศไทยต่อไป 4. ข้อเสนอ “กระบวนการปฏิบัติภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” ด้วยกระบวนการปฏิบัติหลัก “ศีลสมาธิปัญญา” ตามหลักพุทธธรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนา “พฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” ตามหลักพุทธธรรมเพื่อความผาสุก เบิกบานและผ่องใสอย่างยั่งยืน ไปเป็นล าดับ ๆ เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะของชุมชน ประเทศชาติและภูมิภาค ต่อไป ขอบเขตเชิงพื้นที่ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย ใช้การพรรณนา โดยวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในประเทศไทยในพื้นที่ของชุมชนวิถีธรรม อันประกอบด้วย พื้นที่การด าเนินงานของชุมชนเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ชุมชนบุญนิยม และชุมชนทั่วไปในประเทศไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นผู้ถือศีล 5 เป็นอย่างน้อย ลดละเลิกอบายมุข กินมังสวิรัติ ไม่มีเนื้อสัตว์ได้เป็นคราว ๆ ได้เป็นล าดับ ๆ และจากผู้รู้ที่มีภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ในระดับที่สามารถสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาเพื่อความผาสุกอันยั่งยืนเป็นส าคัญ ที่ให้ความส าคัญกับพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ในการปฏิบัติตัวในการด าเนินชีวิตประจ าวัน ได้อย่างเป็นปกติหรือในขั้นของรูปแบบการฝึกฝนปฏิบัติธรรมอันเป็นศีลสมาธิปัญญาเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อย่างยั่งยืนได้เป็นล าดับ ๆ ขอบเขตเชิงบุคคลที่ศึกษาและประชากรกลุ่มตัวอย่าง สรุปและอภิปรายผลการวิจัย ใช้การพรรณนา โดยวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ชาวชุมชนบุญนิยม ประกอบด้วยสมณะนักบวชและชาวชุมชน กลุ่มจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่ผ่านการคัดเลือกจากเครือข่ายแพทย์วิถีธรรม และประชาชนชาวไทยจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยและทั่วโลกที่เคยผ่านการเข้ารับอบรมค่ายสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม (5-9 วัน) และจากประชาชนชาวไทยทั่วไปในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเด็น บริบท สังคม วัฒนธรรม พฤติกรรมและภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสบการณ์การทดลองปฏิบัติการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ตามหลักพุทธธรรม เพื่อความผาสุกอันยั่งยืน ในกระบวนการปรับเปลี่ยน 575 และพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อสุขภาวะความผาสุกเบิกบานและผ่องใสอย่างยั่งยืน ไปเป็นล าดับ ๆ และวิเคราะห์องค์ประกอบการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ และสร้างยุทธศาสตร์และข้อเสนอนโยบายขยายผลการส่งเสริมชุมชนสุขภาวะในประเทศไทยต่อไป สรุปผลการวิจัย 1. ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 1.1 ความหมาย ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ความหมาย ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะแบบเชิงตื้น เคี้ยวอาหารให้ละเอียดเท่าที่ท าได้อย่างเหมาะสมกับเวลาที่มีให้ดีที่สุด การเคี้ยวเร็วหรือช้า เคี้ยวละเอียดหรือไม่ละเอียด ให้ท าด้วยใจที่มีสติสัปชัญญะ ตื่นรู้กับการะกระท าอย่างมีประมาณการ (โภชเนมัตตัญญุตา) การเคี้ยวให้ละเอียด องค์ประกอบของตัวอาหารวัตถุ (มหาภูตรูป 4 ดิน น้ า ลม ไฟ) เป็นอาหารอินทรีย์ (ไร้สารพิษ) จะดีที่สุด เป็นธาตุที่ถูกสมดุลร้อนเย็นที่เหมาะกับเราที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น ๆ กินแล้วเพื่อสุขภาพดี ผ่านวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ในขั้นตอนการเตรียมประกอบอาหารทั้งการนึ่ง หุง ต้ม ต า โขลก โม่ บด ทุบ ตัด หั่น ซอย ขยี้ หมัก ซึ่งเป็นการท าให้อาหารชิ้นเล็กลง มีลักษณะนิ่มขึ้น จนถึงขั้นท าให้ละเอียดในอาหารบางชนิด และท าให้สุกพร้อมน าไปกินได้ง่ายขึ้น เป็นการช่วยให้ร่างกายได้รับอาหารที่ง่ายต่อการเคี้ยวและการย่อยเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย กินเพื่ออยู่ได้ กินพอดี อย่างมีประมาณพอเหมาะ การกินควรกินเพื่อสุขภาพกายใจดี กินเพื่อก าหนดวัตถุได้ พิจารณาว่าอะไรควรท าไม่ควรท า ไม่ได้กินเอาอร่อย แต่กินเอาประโยชน์และสาระที่แท้จริงของชีวิต ที่รู้คุณค่าอย่างสร้างสรรค์ ด้วยอาหารเป็นยา อาหารเป็นหนึ่งในโลก การเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กละเอียด ส่งผลดีต่อระบบการย่อย ไม่ต้องท างานหนัก ท าให้ร่างกายสามารถดูดซึมน าไปใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย ลดการท างานของกระเพาะอาหาร และส่งผลต่อจิตใจ ลดการเคี้ยวเร็วหรือความใจร้อน การเคี้ยวที่ไม่พอเหมาะ ท าให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ความหมาย ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะแบบเชิงลึก เป็นการกินเพื่อฝึกสติสัมปชัญญะ กินเพื่อลดกิเลสกามและอัตตา ลดความใจร้อน ความเร่งรีบเร่งร้อน กินเพื่อบรรลุธรรมทุกค าข้าว ให้สอดคล้องกับความรู้ที่เรามี เราก าหนดวัตถุได้ ไม่ใช่ให้วัตถุก าหนดเรา เมื่อเคี้ยวอย่างเป็นการปฏิบัติธรรมในการด าเนินชีวิตประจ าวันอย่างเป็นปกติ คือ การตั้งศีลขึ้นมาปฏิบัติการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อลดความเร่งร้อน หมั่นท าทั้งทางกายวาจาใจ จนเป็น “อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา” จนเราเหนือทุกข์ขึ้นไป ไม่ต้องแสวงหาจนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องอาหาร แต่มีการกินอาหารอย่างสามัคคี กินในหมู่มิตรดีมีศีล มีประมาณ พอเพียง และผาสุก 576 ด้วยไม่ได้กินเอาอร่อย แต่กินเอา “ประโยชน์สาระ” ของชีวิต กิน “ให้” เป็น “บุญกุศล” กับทุกชีวิต ที่ไม่เบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น แต่กินเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า (สัมปรายิกัตถประโยชน์) คือ พระนิพพาน 1.2 สรุปพฤติกรรมและผลสุขภาวะของผู้ใช้การเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 4 ด้าน กาย ใจ สังคม และปัญญา ในประเทศไทย 1.2.1 พฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 4 ด้าน กาย ใจ สังคม และปัญญา ในประเทศไทย พฤติกรรมที่ท าเป็นประจ า ๆ ในชีวิตประจ าวันของสังคมชาวไทยพุทธให้ความส าคัญกับภูมิปัญญาในการมีสติสัมปชัญญะที่จะพิจารณาแยกแยะก าหนดการกระท าทางกาย วาจา ใจ ในการเคี้ยวอาหาร หมั่นพากเพียรฝึกฝนในการคิดพูดท าในพฤติกรรมต่าง ๆ ในการด าเนินชีวิตประจ าวันได้อย่างเป็น “ศีล สมาธิ ปัญญา” ตามความเข้าใจอันถูกต้องถูกตรง (สัมมาทิฎฐิ) ของตน ซึ่งแต่ละบุคคลจะเห็นผลได้จากการฝึกฝนปฏิบัติในการกินเคี้ยวอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับของตน ณ ขณะนั้น ๆ อย่างละเอียดทั้งในอาหารวัตถุค าข้าวและอาหารใจในการพิจารณาเอาใจใส่ที่ไม่เบียดเบียนต่อตนเองและผู้อื่นให้ละเอียดได้ เท่าที่ตนท าได้จริงได้ดีที่สุด ตามฐานะของตน ด้วยการกระท าอย่างผู้รู้ผู้มีปัญญาฉลาดในการกินเคี้ยวอาหารแต่ละวัน ด้วยการพิจารณารู้ประโยชน์รู้คุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ว่ากินอาหารเพื่อได้ประโยชน์สาระที่แท้จริงของชีวิต ได้ความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ ความแข็งแรงทางด้านร่างกาย ไม่ได้กินเพื่อเอาความอร่อย เพื่อเสพในกามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปัญญาแห่งความพ้นทุกข์และผาสุกอย่างยั่งยืนไปเป็นล าดับ ๆ ในที่สุด เหตุแห่งพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะตามภูมิปัญญาพุทธะ คือ การคบสัตบุรุษ ได้ฟังพระสัทธรรม เกิดความศรัทธา มีการประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตุญญตา) ด้วยการท าความสบายให้กับตน บริโภคในสิ่งที่ย่อยง่าย (กินตามล าดับ) การประมาณการเคี้ยวในปริมาณที่พอเหมาะด้วยอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็น การประมาณการชนิดของอาหาร หรือสมดุลร้อนเย็นของอาหาร การประมาณการตักอาหารที่พอเหมาะ และการท าค าข้าวที่พอเหมาะ การประมาณการเคี้ยวอาหารที่พอเหมาะ การท าใจและการใช้ปัญญาที่พอเหมาะในขณะที่เคี้ยวอาหารอย่างมีประมาณ การล้างความชอบชัง (อาหาเรปฏิกูลสัญญา) การลดละเลิกการกินอาหารเนื้อสัตว์และอาหารรสจัด การลดละเลิกการติดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหาร การลดความใจร้อน การลดกิเลสและรักษาโรคด้วยองค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวละเอียด การคบมิตรดีสหายดี ท าสมดุลร้อนเย็น เพิ่มอธิศีล พึ่งตนและแบ่งปันด้วยใจบริสุทธิ์ ไปสู่สภาพไม่เบียดเบียน 1.2.2 ผลสุขภาวะของผู้ใช้การเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 4 ด้าน กายใจสังคมและปัญญา ในประเทศไทย 577 ช่วยให้ระบบย่อยของร่างกายมีประสิทธิภาพสูงสุด ชีวิตจะดูดสิ่งที่เป็นประโยชน์เข้าไปร่างกายได้ง่าย สามารถกินในปริมาณที่น้อยลง ท าให้ชีวิตได้รับพลังสูงสุด เคี้ยวละเอียดดีต่อระบบการย่อย ท าให้ต่อมน้ าลายหลั่งเอนไซม์เพื่อย่อยอาหารได้ดี กลไกร่างกายท างานได้ดีไม่หนัก สบายตัว เบากาย เบาใจ อิ่มเต็ม อิ่มนาน มีก าลัง ลดโอกาสการเกิดโรค และเมื่อป่วยเป็นโรค สุขภาพโดยรวมดีทุเลาได้เร็ว ท าให้จิตใจได้ฝึกสติสัมปชัญญะ ลดความใจร้อน ไม่เร่งรีบ ได้ความใจเย็นมากขึ้น อยู่กับปัจจุบันได้ สงบเย็น จิตมีสติมีพลังแยกแยะอ่านอาการต่าง ๆ ได้ชัดเจน ไม่เร่งร้อนรีบร้อนเหมือนเก่า จิตก าหนดการกระท าทางกายวาจาได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น มีความเข้มแข็ง เห็นคุณค่าของสิ่งที่กิน มีสติในการพิจารณาอาหาร จิตใจดี ร่างกายแข็งแรง เป็นอยู่ผาสุก ท าให้รักษาโรคได้ทุกโรค ส่งผลให้พึ่งตนเองในด้านเจ็บป่วยได้ จึงช่วยสังคมในเรื่องเศรษฐกิจ ประหยัดและเรียบง่ายในการกินอาหาร สามารถปลูกผักสมุนไพรอย่างง่าย ๆ กินน้อย ๆ กินในสิ่งที่ปลูกได้และปลูกในสิ่งที่กินได้ ไม่ต้องปรุงแต่งมากและทะเลาะเบาะแว้งจากการแสวงหารายได้ ถือว่าเป็นบุคคลที่สามารถพึ่งตนเองในด้านการบริโภคอาหารและสุขภาพ และท าให้เกิดปัญญาที่จะพิจารณาแยกแยะก าหนดการกระท าทางกายวาจาใจโดยเฉพาะการกินและเคี้ยวอาหาร หมั่นพากเพียรฝึกฝนในการคิดพูดท าในพฤติกรรมต่าง ๆ ในการด าเนินชีวิตประจ าวันได้อย่างเป็น “ศีล สมาธิ ปัญญา” ตามความเข้าใจอันถูกต้องถูกตรง (สัมมาทิฎฐิ) ของตน เพื่อลดการเสพกามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอาหารและสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตที่เป็นต้นเหตุแห่งความเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ท าให้มีความอดทนที่จะต่อสู้กับกิเลส ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปัญญา สู่ความพ้นทุกข์และผาสุกอย่างยั่งยืนไปเป็นล าดับ ๆ 1.3 ความหมาย ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวเพื่อสุขภาวะทางรูปธรรมในเชิงตื้น เคี้ยวให้ละเอียดพอประมาณ เริ่มเคี้ยวนับครั้ง โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 10 - 20 ครั้งขึ้นไป แล้วจึงกลืนหรือประมาณ 1 นาทีต่อค า อาหารจะถูกบดย่อยตั้งแต่อยู่ในปากตอนที่เราเคี้ยวแล้วมากที่สุด ช่วยให้ธาตุอาหารถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี การขับถ่ายดีขึ้น กระเพาะอาหารท างานน้อยลง ลดความใจร้อน ใจเย็นขึ้น ไม่มีความกังวล ไม่รีบ กินอาหารแบบมีประโยชน์ กินระมัดระวัง และกินแบบสบาย ๆ ช้า ๆ เคี้ยวค าเล็ก ๆ มีสติสัมปชัญญะ ค่อย ๆ เคี้ยวให้ละเอียดยิ่งขึ้น มีผลดีต่อสุขภาวะอย่างยิ่ง ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวเพื่อสุขภาวะทางนามธรรมในเชิงลึก เคี้ยวให้พอเหมาะตามสภาพของแต่ละบุคคล ให้ได้สภาพ “สบาย เบากาย เบาตัว พลังเต็ม อิ่มนานที่สุด” ปลูกพืชผักและอาหารไร้สารพิษไว้กินเองได้ อาหารเป็นหนึ่งในโลก กินเอาประโยชน์ กินอาหารเป็นยา ด้วยการรักษาศีล การตั้งศีลท าให้เห็นผลต่อสุขภาวะได้เร็ว การไม่ตั้งศีลท าให้เห็นผลต่อสุขภาวะได้ช้า ท าให้มาก ๆ จนถึงขั้นมีสุขภาวะพึ่งตนเองได้ ประหยัดและปลอดภัย และสามารถแบ่งปันองค์ความรู้ 578 ด้วยใจบริสุทธิ์ ซึ่งสิ่งที่ส าคัญ คือ กินอาหารสมดุลได้ เบาตัว มีแรง สบาย อิ่มท้อง รู้คุณค่าของอาหารที่สมดุลที่สุด เป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้เกิดผลสุขภาวะความผาสุกอย่างยั่งยืนและเบิกบาน ไปตามล าดับ จากการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะได้ อย่างเป็น “ศีล สมาธิ ปัญญา” ไปเป็นล าดับ ๆ 1.4 สรุปพฤติกรรมและผลสุขภาวะของผู้ใช้การเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 4 ด้าน กายใจสังคมและปัญญา ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 1.4.1 พฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 4 ด้าน กายใจสังคมและปัญญา ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในสังคมชาวลาวพื้นบ้านปัจจุบันที่ทุนนิยมเข้าถึง ส่วนใหญ่มีปัญหาที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเคี้ยวให้ละเอียด และประโยชน์ที่พาพ้นทุกข์ของภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในเชิงลึก ด้วยการใช้ชีวิตประจ าวันที่เร่งรีบ เวลารับประทานอาหารมักขาดสติ คนส่วนใหญ่มีปัญหาการเคี้ยวอย่างไม่มีสติสัมปชัญญะ มีความใจร้อนรีบกินรีบไป เคี้ยวมูมมาม ไม่ละเอียดเคี้ยวเพียง 3-5 ครั้งแล้วกลืน ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีต่อมื้อ ด้วยชอบกินอาหารที่ยังมีรสเผ็ดเค็มเปรี้ยวจัด เช่น ส้มต าใส่ปลาร้าเผ็ด ๆ อาหารมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ กินเอาอร่อย ไม่ได้กินเอาประโยชน์ ไม่ได้มีการปฏิบัติตามหลักการพิจารณาถึงประโยชน์ของการประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา) และการล้างความชอบชัง (อาหาเรปฏิกูลสัญญา) ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนเท่าที่ควร ส่งผลท าให้อวัยวะต่าง ๆ ท างานได้ไม่เต็มที่ ท าให้เกิดความเสื่อมได้เร็วขึ้น เมื่ออวัยวะภายในเสื่อม ก่อเกิดความเจ็บป่วยทางร่างกาย ป่วยเป็นโรควิถีชีวิต เช่น โรคจากกินอาหารจานด่วน ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย เจ็บกระเพาะ ท้องอืด ท้องผูก ริดสีดวง โรคเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อสภาพทางจิตใจ จิตใจเศร้าหมอง หงุดหงิด อารมณ์เสีย ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพมากขึ้น เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย ส่งผลต่อปัญญา ความคิดความอ่าน สติปัญญาไม่แจ่มใส ขาด “สติสมาธิและปัญญา” ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ท าให้ด้อยประสิทธิภาพ เกิดการตัดสินใจผิดพลาดได้ เหตุพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะตามภูมิปัญญาพุทธะ การแก้ปัญหาภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในชาวลาว พบว่า เกิดขึ้นจากการได้พยายามตามหาและมาเรียนรู้กับผู้รู้ที่พาพ้นทุกข์ได้แท้ (สัตบุรุษ) ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ที่มีภูมิปัญญาในระดับพระพุทธศาสนาหรือจากการค้นคว้าอ่านหนังสือธรรมะพระพุทธเจ้า ปรับสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นความเข้าใจหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องถูกตรง) ตามหลัก “ศีล สมาธิ ปัญญา” ด้วยการใส่เหตุปัจจัยแห่งภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะตามภูมิปัญญาพุทธะให้ถูกตรง คือ มีการประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา) กินน้อยใช้น้อย กินอาหารไร้สารพิษ การตั้งศีล ท าให้เห็นผลต่อสุขภาวะได้เร็ว ส่วนการไม่ตั้งศีลจะท าให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงต่อสุขภาวะได้ช้า ท าให้มาก ๆ จนถึงขั้นมีสุขภาวะพึ่งตนเองได้ ประหยัดและปลอดภัย และสามารถแบ่งปันองค์ความรู้ด้วยใจบริสุทธิ์ 579 จนเกิดผลการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะทางกาย ใจ สังคม และปัญญา ในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมขนสุขภาวะ 1.4.2 ผลสุขภาวะของผู้ใช้การเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ 4 ด้าน กายใจสังคมและปัญญา ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การได้ฟังกระบวนการปฏิบัติภูมิปัญญาการเคี้ยวจากผู้รู้แท้ที่พาพ้นทุกข์ได้จริง การพิจารณาท าใจในใจตามจนเกิดศรัทธาจริง และน ามาปฏิบัติตามได้จริง ปรับสัมมาทิฏฐิว่า “การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด คือ การล้างกิเลส” ด้วยการรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยเฉพาะผักสดและน้ าพริกแบบรสไม่จัด ไม่รับประทานอาหารรสเผ็ดเค็มเปรี้ยวจัด และในบางคราวควรงดเว้นอาหารที่มีวิตามิน โปรตีน ไขมัน ที่เกินความจ าเป็น ค่อย ๆ เคี้ยวอย่างมีสติสัมปชัญญะ สุขภาพดี มีความสมดุล สบาย เบากาย มีแรงเต็ม เคี้ยวละเอียดช่วยให้ธาตุอาหารถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น การขับถ่ายดีขึ้น กระเพาะอาหารท างานน้อยลง ท าให้เจ็บป่วยน้อย โรคต่าง ๆ หายได้ ร่างกายไม่อ้วน แข็งแรงดี ค่อย ๆ เคี้ยวให้ช้าลง อย่างมีสติสัมปชัญญะ ไม่มีความกังวล ไม่รีบร้อน ท าให้ใจเย็น จิตใจแจ่มใส ช่วยรักษาโรคกระเพาะล าไส้ ระบบการย่อยท างานมีประสิทธิภาพ โรคเบาหวานและปวดเมื่อยต่าง ๆ ลดลงได้ ส่งเสริมให้เกิดการรักษาสุขภาพแบบพึ่งตนเองได้ด้วยการกินเคี้ยวอาหารและสมุนไพร เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดกับร่างกายและจิตใจที่ไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่น และสัตว์อื่น ลดละอาหารที่เป็นโทษเป็นบาป ที่เป็นส่วนเกินความจ าเป็นของชีวิตและแบ่งปันความรู้ที่ตนท าได้ด้วยใจบริสุทธิ์ กินข้าวเป็นหลัก เคี้ยวให้ละเอียด ไม่ต้องรีบ ได้ความใจเย็น ประหยัดดี เป็นเศรษฐกิจพอเพียง แค่ผักก็อยู่ได้ หาได้ในสวน ค่าใช้จ่ายก็ลดลง ดีทุกอย่าง การได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังจากสัตบุรุษ รู้ประโยชน์สาระที่แท้จริง รู้จักประมาณในการกินพอประมาณ ไม่มากไม่น้อย พอดี แค่พออิ่มก็หยุด (โภชเนมัตตัญญุตา) ด้วยการรับประทานอาหารแบบหาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยเฉพาะผักสด ผักลวก และน้ าพริกแบบรสไม่จัด ไม่รับประทานรสเผ็ดเค็มเปรี้ยวจัด กินรสจืด และอาหารที่ย่อยง่าย ลดละเลิกการกินอาหารเนื้อสัตว์ และอาหารที่เกินความจ าเป็นของชีวิต เช่น นม ชา และกาแฟ ไปเป็นล าดับ ๆ ค่อยเคี้ยวอย่างมีสติสัมปชัญญะ ได้ฝึกพิจารณาจนเกิดการวางใจได้ มีก าลังจากการลดกิเลสที่ท าให้ทุกข์ใจลดลงได้ โปร่งโล่งเบาสบาย ส่งผลให้มีโรคน้อยลง หายได้ สุขภาพดีมีปัญญา แบ่งปันและบอกลูกหลานพี่น้องประชาชน ให้ท ากิจกรรมต่าง ๆ คิดพูดท า ด้วยความรักใคร่ปรองดองและสามัคคีกัน 2. การทดลองปฏิบัติภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ที่บูรณาการตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ในสวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 5 คน กรณีศึกษา 5 ท่าน ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตด้วยการกินอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์และรสจัด ทั้งรสเปรี้ยว รสหวาน รสมัน รสเค็ม มีการท างานหาเงิน หาทอง เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว มีความโลภ โกรธ หลง เหมือนผู้คนปกติทั่วไป มีชีวิตอยู่ด้วยความเร่งรีบและสะดวกสบาย ใช้ชีวิตด้วย 580 ความประมาทจึงท าให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง ปวดท้องประจ าเดือน ฯลฯ เมื่อได้พบแพทย์วิถีธรรมและได้เรียนรู้ยา 9 เม็ด เรียนรู้ธรรมะที่แท้จริง จึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีด าเนินชีวิต ท าให้ได้พบหมู่มิตรดี สหายดีเรียนรู้ไปด้วยกัน ทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม ฝึกอ่านเวทนาในอารมณ์จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ความใส่ใจกับการเคี้ยวอาหารเพราะค าข้าวที่เคี้ยว ไม่ว่าจะเคี้ยวเร็ว หรือช้า เมื่อมีความชอบชัง ในค าข้าวนั้น ๆ จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพทางใจท าให้แข็งแรงขึ้นหรือก่อให้เกิดโรคได้ ชีวิตทั้ง 5 ท่าน จึงเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาทานอาหารมังสวิรัติ รสจืด ไม่มีเนื้อสัตว์ นม และไข่ เริ่มปรับเปลี่ยนอาชีพมาท าอาชีพเป็นจิตอาสาท างานฟรี ลดความโลภ โกรธ หลง ลดความเร่งรีบในชีวิตลง และปัจจุบันหายจากความเจ็บป่วยทางร่างกายในโรคต่าง ๆ ที่เป็น ทั้งโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคปวดท้องประจ าเดือน โรคไขมันในเลือดสูง โรคภาวะร้อนเกินจากการได้ผ่าตัดต่อมไทรอยด์และมดลูกออก โรคปวดเอว อาการปวดเมื่อยตามตัว หนักเนื้อหนักตัว เมื่อยล้า ไม่มีก าลัง ง่วงบ่อย มีกลิ่นตัว มีกลิ่นปาก ปัสสาวะออกน้อย นิ่วที่ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ รวมถึงส่งผลต่อจิตใจให้หายความทุกข์ ความกลัว ความเครียดวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ได้สมใจ และลดความโลภโกรธหลงในการด าเนินวิถีชีวิต การปรับพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารจากพฤติกรรมไม่ดีไปสู่พฤติกรรมที่ดี จิตอาสาที่เป็นอาสาสมัครทั้ง 5 ท่าน เริ่มฝึกลดมื้ออาหาร จากเดิมกินอาหารหลายมื้อใน 1 วัน ค่อย ๆ ลดลงเป็น 2 มื้อและปัจจุบันกิน 1 มื้อเป็นหลัก ให้ความใส่ใจกับอาหารมังสวิรัติ รสจืดและการเคี้ยวมากเพราะเป็นกรรมฐานให้ได้ฝึกฝน ได้เรียนรู้ สมดุลร้อนเย็นของอาหารผ่านการเคี้ยว อาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับร่างกาย ฝึกฝนการเคี้ยวอย่างมีสติท าให้สามารถรับรู้ได้ว่ามีความสบาย เบากาย มีก าลัง แรงเต็ม มีพลัง แต่ถ้าไม่ถูกสมดุลท าให้ก าลังตกส่งผลอย่างชัดเจนต่อสุขภาพทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งการทดลองท าตามเท่าที่ท าได้โดยตั้งใจปฏิบัติศีล “กินมื้อเดียว ท างานฟรี ถือพรหมจรรย์” อย่างพากเพียรทุกวัน โดยปฏิบัติตามวิถีของชุมชนสวนป่านาบุญในการกินอยู่หลับนอน ท ากิจกรรมประจ าวันตามหมู่กลุ่มมิตรดี กินตามล าดับ ไม่เอาพิษอะไรที่ผิดปกติเข้าไป และฝึกเคี้ยวอาหารอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยการกินอาหารสูตรอาหารสุขภาพพลังพุทธรสจืดกับสูตรปรุงเล็กน้อยสลับกันไป ฝึกการประมาณในการตัก กินในปริมาณที่พอเหมาะตามสมดุลร้อนเย็น ฝึกเคี้ยวให้ละเอียดอย่างพอเหมาะแล้วจะกลืนก็ได้ไม่กลืนก็ได้ร่วมกับหมู่มิตรดี ฝึกเคี้ยวคายข้าวเจ้าและข้าวเหนียว รวมถึงพิจารณาวิบากกรรมดีร้ายที่เราเคยท ามา และน ามาอปริหานิยธรรม (สนทนากลุ่มเกี่ยวกับการล้างกิเลส) ส่งผลต่อสุขภาวะ 4 มิติ ได้แก่ ทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ ของอาสาสมัคร ดังนี้ ผลสุขภาวะทางกาย การอาหารเคี้ยวละเอียดพอดีและถูกสมดุลร้อนเย็นท าให้โมเลกุลของอาหารเล็กลงจึงย่อยง่ายร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารวิตามินเกลือแร่ได้ดีขึ้น ร่างกายไม่ต้องเสียพลังในการย่อยอาหารมาก ท าให้อิ่มนานและช่วยลดน้ าหนัก สบายตัว เบากาย มีก าลัง ร่างกายแข็งแรง ขับถ่ายคล่อง หายจาก 581 ท้องอืด นอนหลับได้ดี ตื่นนอนได้ง่ายสบาย สามารถรักษาโรคให้หายได้ ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากการเจ็บป่วยไม่สบายได้เร็วขึ้น หายจากแผลผื่นคันจากการกินเนื้อสัตว์ เจ็บป่วยน้อยลง ท าให้เซลล์ร่างกายสมดุล ท ากิจกรรมการงานอะไรได้เต็มวัน ได้เรียนรู้การเคลื่อนของพลังงานในอาหารที่เคี้ยวว่า “มีพลังงานเย็นหรือร้อน หรือพลังงานกลาง ๆ ถูกกับร่างกาย ณ ขณะนั้นหรือไม่ ร่างกายเอาหรือไม่เอา” ถ้าถูกกันจะเบาสบายมีก าลังและน้ าลายออกมากขณะเคี้ยว ถ้าไม่ถูกกันก็จะไม่เบาไม่สบายและน้ าลายออกน้อยขณะเคี้ยวท าให้ฝืดในปากในคอเคี้ยวยาก แรงตก ง่วง ๆ เมื่อย ๆ ปวด ๆ ตึง ๆ ที่อวัยวะบางส่วนของร่างกาย แต่แม้ว่าอาหารไม่ถูกกับกับเราขณะนั้นก็ผาสุกจากความไม่กลัว และได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกกันเพราะเป็นการฝึกให้ร่างกายแกร่งขึ้น รวมถึงได้รับรู้ถึงร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive