190406 แสวงธรรมพร้อมกับประโยชน์ท่าน-พ่อท่าน-ศีรษะอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นเช้าวันที่ 6 เมษายนพุทธศักราช 2519 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรมธรรมะแก่ผู้ที่มาพำนักนะธรรมสถานศีรษะอโศกบ้านกระแซงใหญ่อำเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษครับ อ้าววันนี้เราได้ฟังธรรมกันในฐานธรรมสถานศีรษะอโศกบางคนก็ฟังอยู่กับที่แล้วก็เป็นผู้ต้อนรับเป็นผู้อาศัยที่อันไม่ต้องวิ่งเต้นอะไรไปมากนักถ้าเราก็ให้ประโยชน์แก่ผู้ที่มาเกี่ยวข้องด้วยผู้ที่เดินทางเข้ามาหา ดูปักหลักอยู่หรือบางคนบางคู่ก็ได้เดินทางไปไกลตะลอนตะลอนไปเพื่อไปพบในป่าก็พูดที่ควรจะได้กรอบประโยชน์กันอาการก่อประโยชน์ก็ได้ทั้งผู้อยู่ปักหลักทั้งผู้ที่ตะลอนตะลอนไปเป็นประโยชน์ทั้งประโยชน์ตนและทั้งประโยชน์ท่านประกอบการทุกฝ่ายเขาว่าประโยชน์ตนประโยชน์ท่านจึงไม่ได้แยกออกจากกันไม่ว่าเราจะอยู่กับที่หรือว่าเราจะจรไปถ้าเราอยู่กับที่โดยที่เราว่าเราเจตนาเข้าไปอยู่ในที่ลึกลับเข้าไปอยู่ในที่ไกลผู้ไกลคน ไม่ผู้คนเข้าไปหาได้ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ลัทธิของศาสนาพุทธลัทธิของศาสนาพุทธนั้นแม้แต่ผู้ใดจะไปอยู่ในที่สงัดท่านเองท่านก็มีข้อแม้ไว้ว่าอย่างไรเกินประมาณ 2 กิโลเมตรหรือว่าอย่าห่างจากหมู่บ้านที่จะโคจรบิณฑบาตได้หมายความว่าคนกับพระจะต้องพึงพึ่งอาศัยกันจะต้องเวียนวนสู่การพึ่งกันและกันให้ได้อยู่เสมอจึงจะเรียกว่าศาสนาพุทธที่เป็นหลักมันเป็นหลักการเพราะการ ใจที่ผิดแหวกแนวออกไปโดยการไปคิดว่าจะต้องหนีหลีกเร้นไปไกลห่างอะไรเลยเถิดไปนั่นน่ะมันเป็นความคิดของศาสนาอื่นของรัฐที่อื่นศาสนาใดที่ศาสนาฤาษีต่างๆซึ่งก็มีมานานแล้วไม่ใช่พึ่งมีเขาคิดว่าเขาจะต้องเอาความสงบสงัดจากการที่ไม่ให้คนกวนถ้าไม่ให้คนกวนซะเลยเราก็ติดธรรมชาติแล้วเราก็อยู่กับธรรมชาติที่เป็นป่าเขาเป็นต้นไม้เป็นสัตว์สิงห์อะไรต่ออะไรต่างๆนานามันไม่มีมันไม่มีการปรุงหลักก็จริงแล้วเราก็จะไป
อ่านต่อ
ติดสิ่งเหล่านั้นเราก็จะลืมลืมพูดคนแต่พอมาเจอผู้คนเข้ามันก็จะมีกิเลสดัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ขาดจากกิเลสจึงจำเป็นจะต้องให้พบผู้คนอยู่นั่นแหละผู้คนนี่แหละจะเป็นตัวกรอกกิเลสจะมีเสียงกระทบหูจะมีรูปกระทบตาจะมีกลิ่นมีรสมีสัมผัสอะไรถึงจะก่อซึ่งจะกระทำแก่กันและกันเพราะฉะนั้นเราจะปลีกเว้นไปห่างจากผู้คนไปอยู่ในที่ไกลมีคนแต่น้อยมีการปรุงแต่งแต่น้อยเพราะเราเองอินทรีย์ภาระยังไม่แข็งไม่กล้ามีคนไม่มากมายนักไม่ก่อไม่สร้างไม่สังขารไม่ปรุงอะไรมากระทบมาสัมผัสเราจนมากเกินไปนักแล้วก็พอทำนาพอจะสู้ได้พอที่จะมีกำลังมองหาพิจารณาเห็นกิเลสตัณหาต่างๆและเราก็จะมี แข็งกล้าพอจะต่อต้านกิเลสตัณหาต่างๆที่คนปรุงหรือคนสังขารมาให้แก่เราได้บ้างน่าจะเป็นกรรมวิธีต้นๆเพราะฉะนั้นผู้ที่บวชแล้วต้องปลีกออกไปอยู่ห่างผู้บวชใหม่ๆถึงปีต้องปีกออกไปอยู่ในที่ใกล้จากผู้คนมากน้อยให้เป็นหลักต้นๆไม่ใช่บวชแล้วจะไปจมอยู่กับที่ในธรรมเขตหรือคำว่าชนบทคือสถานที่ที่มีผู้มีคนเยอะๆอย่างนั้นก็ไม่ดีเราก็เข้ากลุ่มมามากไปแต่สถานที่ที่เป็นที่ห่างไกล ผู้คนอยู่แล้วมีน้อยอยู่แล้วก็ไม่ต้องหนีไปไหนกันมากมายนักบวชในวัดในวาที่มันอยู่ใกล้กับผู้คนจำนวนน้อยเป็นเรียกว่าห่างไกลเป็นที่บ้านนอกบ้านนอกหรือว่าที่ไม่ค่อยมีคนอะไรพวกนี้มันก็สงบแล้วเป็นป่าเป็นเขาอะไรแล้วอย่างที่ศีรษะอโศกเนี่ยอย่างนี้เป็นต้นถือว่าเป็นอรัญญวาสีได้ยังพร้อมพรากได้อย่างบริบูรณ์ทีเดียวนอกจากอีกทีนึงจะปฏิสันลีนไปไกลจริงๆเพื่อที่จะสงบระงับประโยชน์อันนั้นเพื่อหยุดนะหรือเพื่อพรรคเพื่อสงบระงับไม่ใช่เพื่อเรียนรู้ศีลสิกขา คาถาปัญญาสิกขาอันนั้นน่ะเพื่อสงบรำงับจริงๆและมีอีกขั้นหนึ่งชั้นเชิง 1 และความลึกซ้อนหรือว่าความรอบของการเข้าใจในแม้แต่การจัดเสนาสนะสัปปายะด้วยการที่จะพึงรู้ในเสนาสนะสัปปายะเนี่ยเราก็จะต้องเข้าใจให้ละเอียดละอออยู่ในคนกรรมฐานอย่างไรคนที่ควรจะได้สภาพของเสนาชนะอย่างไรก็จะต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริงไม่เช่นนั้นปนเปกันไปหมดถ้าผู้ที่จองไปทีนี้ผู้ที่จอนไปไปพบกับผู้คนก็เหมือนกับผู้ประทศสอบ ดูอินทรีย์พละของเราว่าเราเองเราสามารถที่จะจัดจิตของเราหรือว่าระงับจิตของเราหรือว่ารับผัสสะมีความสามารถในการที่จะรู้เท่าทันผัสสะจากทวาร 5 ทวาร 6 ที่เราเองภาษามาทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็ไปรวมอยู่ที่จิตแล้วเราเองเราควบคุมจิตของเราได้หรือไม่ตัวเองเราสามารถที่จะต่อสู้ปลดปล่อยให้จิตของเรานี่สามารถวางสามารถรับรู้เท่าทันโดยความเป็นจริงตามความแท้จริงและจิตของเราก็ไม่หลงกรุงไปตามหลงเพ้อไปตามข้างนอกที่มันกระทบแล้วเข้าไป นายเราจิตของเราพอที่จะต่อสู้ไหวหรือไม่นั่นก็เป็นการไปทดสอบดูบ้างประโยชน์ตนจะได้อย่างแรงทีเดียวสำหรับผู้ที่เข้าใจวิปัสสนาหรือสติปัฏฐานหรือการกระทำกับตนแล้วประโยชน์จะได้อย่างมากเราจะรู้เองว่าเราได้หรือไม่ได้และถ้าเผื่อว่าเราเองเราทำอยู่เสมอๆเป็นสติปัฏฐานเป็นการเรียนรู้เป็นการมีจิตสิกขาศีลสิกขาปัญญาสิกขาของเราอยู่ตลอดเวลาเราจะได้ทำแบบฝึกหัดข้อยากยากเราจะได้ทำแบบฝึกหัดข้อความในขั้นสูงๆขึ้นทีเดียวเป็นนักศึกษาขั้นเก่งประโยชน์ตนจะได้มาและพร้อมกันนั้นประโยชน์ท่าน จะได้จากเราโดยเขาจะได้สัมผัสกายกรรมสัมผัสวจีกรรมรับทำจากเราทางกายรับทำจากเราทางวจีจะได้มากได้น้อยก็อยู่ที่มโนของเราเป็นตัวเริ่มต้นมโนสั่งให้กายควบคุมได้มโนสั่งให้วจีสามารถมีปัญญาพูดได้ช้าๆมีปฏิภาณดีมีนิรุตติต่างๆดีทำให้เขาเข้าใจได้มีลักษณะสงบระงับมีปัญญาชั้นเชิงในภาษาสำนวนในการสื่อความหมายออกมาให้คนเขารู้ได้คนก็จะได้ประโยชน์จากผู้ที่ไปเผยแพร่หรือผู้ที่ไปสัมผัสหรือไปสัมพันธ์กับคนนั้นๆ นี่ก็เป็นความความรู้ที่ควรจะรู้และแยกแยะให้ออกแล้วผู้ที่อยู่กับที่อยู่กับธรรมสถานก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นไม่มีประโยชน์ตนไม่มีประโยชน์ท่านก็ไม่ใช่ผู้ที่จอนไปไม่มีประโยชน์ตนไม่มีประโยชน์ท่านก็ไม่ใช่ต่างก็ได้มีประโยชน์อยู่ด้วยกันทั้งคู่ครับเปลี่ยนไปเราก็จะต้องพยายามรับรู้หรือพยายามศึกษาไปทั้ง 2 ทาง 2 ส่วนทั้งสองลักษณะอยู่กับที่หรือจอนไปดังกล่าวนี้แหละเราจะได้รับประโยชน์แล้วก็ผู้อื่นก็จะได้รับประโยชน์เป็นการเผยแพร่เป็นปฏิสนธิ เป็นกรรมการเป็นการกระทำที่ควรย้อนไปย้อนมาเราย้อนกลับไปเขาย้อนออกมาเขาย้อนออกเข้ามาเราย้อนออกไปเราปักหลักอยู่เขาเข้ามาเราไปกับเขาปักอยู่ที่ของเขาแต่เราก็เพิ่งไปกระทำการทำงานก็สำคัญเราจะต้องรู้ว่าเราทำแบบฝึกหัดอะไรเราจะเรียนรู้เรารู้อะไรเราจะได้รับผลฝึกหัดเราจะได้กระทำงานอะไรที่เราพึงได้พึงเป็นพึงมีพึงให้หรือคุณรับไม่สำคัญเราจะรู้การให้การรับนั้นอย่างจริงจังผู้ที่อยู่ที่นี่ก็คงจะได้รู้อะไรก็ทำเหมือน ย้อนไปถึงว่าเราเคยเป็นอย่างนี้อยู่เราเคยอยู่กับที่แล้วก็เขาเพิ่งมาแล้วเขาเพิ่งให้เราเพิ่งทำประโยชน์ในขณะที่เรามีคนกวนน้อยๆความสงบมีมากและติดสงบหรือไม่แม้แต่ในอยู่ที่สงบแล้วเราติดสงบเราไม่ได้ประโยชน์อะไรจากจิตเลยฟุ้งซ่านวัฏจักรของอุจจาระที่นะมิทธะครอบงำเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรในแม้แต่อยู่ที่สงัดที่สงัดอย่าพึ่งให้เรามีกิเลสมากด้วยซ้ำไปก็เสียท่าไม่ได้เรื่องอะไรในที่สงัดเพราะแม้จะพูดไปถ้าพูดไปแล้วจรไปไปคลุกคลีก็ไปเกิดพยาบาทไปเกิดตามมาฉันทะ แมชชีนรามอินทราไม่เกิดละแต่ก็ไปเกิดกุกกุจจะบ้างเกิด GTA เกิดพยาบาทบังเกิดกามฉันทะบ้างก็ขาดทุนเหมือนกันก็ไม่ได้เรื่องอะไรมันแม้ว่าเราเองเราจะอยู่กันที่สงบสงัดเราก็พยายามให้เรียนรู้กามให้ฉันทะให้เรียนรู้พยาบาลที่จิตของเราเองเรียนรู้เราไม่ได้ไปสัมผัสต่างหูจมูกลิ้นกายแต่จิตของเรามันยังปรุงเป็นกลางมาฉันทะอยู่ภายในจิตหรือไม่หากคุณอยู่คุณอยู่มีความกำหนัดใคร่ปรารถนาอยากได้อยากมีอยากเป็นออกไป ด้วยวัตถุอย่างนั้นรูปอย่างนั้นรถอย่างนั้นกลิ่นอย่างนั้นเสียงอย่างนั้นสัมผัสอย่างนั้นที่เคยมีเคยเป็นเหมือนกับว่าเรารู้จิตใจเป็นอุทิศจะฟุ้งซ่านอยู่บางทีก็หาอะไรต่ออะไรมาปลดปล่อยมันที่จะเทียบเคียงพอดีทดแทนในการที่ว่ามันอุทยานมันฟุ้งซ่านมันปรารถนาอยู่ในจิตมากแรงเป็นกรรมหนักใครหรือเป็นกาวมาฉันทะรุนแรงก็หาอะไรมาปลดปล่อยทดแทนไปซะแม้แต่อยู่ในที่สนับสนุนก็เป็นการสร้างกิเลสตัณหาให้แก่ตนเองหรือแม้เรื่องเก่าเรื่องหลังอะไรก็ยังขึ้นจิตส่งจิตให้มันเป็นพยาบาทเป็นการคิดจะทดแทนแก้แค้นอาฆาตมาดไม้อะไรอา ไปอยู่แม่จะอยู่ในที่สงบสงัดอย่างไรจิตมันก็ยังทำงานอย่างนั้นก็เสียก็ใช้ไม่ได้ต้องควบคุมจิตต้องดูแลจิตถ้าไม่มีอาการอย่างกล่าวแล้วเป็นกามฉันทะก็ดีเป็นพยาบาทก็ดีพุทธจะอย่างนั้นรุ่นแล้วแต่เป็นกุศลจากทั้งนั้นเป็นการทำให้จิตของเรามีกรรมมีเวรรำคาญเศร้าหมองมีการเศร้าหมองคือมีการหมองลงมีการโศกมีการเศร้ามีการเปื้อนมีมลทินและเรียกว่าจิตของเราทำของเราเองภายนอกจากนั้นแล้วก็เป็นผีหน้ามิทธะนางยุทธ จุดยุทธก็ดีถ้าเรารู้จักเล่นก็เจ็บแล้วรู้การห้ามจิตรู้การหยุดจิตรู้การดับรู้การพักนี่แหละมันเป็นการฝึกเบื้องต้นฝึกจิตให้หยุดฝึกจิตให้ระงับฝึกจิตให้อย่าไปปรุงอย่าไปคิดฟุ้งซ่านหรือว่ากระทบสัมผัสอะไรก็ให้รู้ระงับได้เพราะในขณะแรกที่เรากระทบสัมผัสแล้วมันแรงเราจะระงับไม่ได้เราก็อยู่ในที่ที่สงัดสงบซะก่อนแล้วก็หัดระงับจิตของเราเล่นโดยการใช้เกษตรสินอย่างเบื้องต้นของเดียรถีย์ขาดเพลงดินเพลงลาวเพลงลมเพลงไฟหรือเพลงอานาปานสติลมหายใจอาสาสมัครใจออกลมหายใจเข้าเป็นกฐินลม ซื้อทองพุทโธหรือของอะไรหรือกล่องอะไรดูอะไรก็ตามแต่ได้เหมือนกันเป็นการหัดหยุดให้จิตมันรวมอยู่ที่เดียวแล้วเราก็หยุดจิตแล้วก็อยู่รู้ก็จิตนะเล่นก็จิตจะหยุดในที่สุดไม่จำเป็นจะต้องมีอะไรมาเพ่งจับจิตได้แล้วก็ทำจิตหยุดในขณะธรรมดาไม่ต้องไปแข่งกับศีลดินน้ำไฟลมอะไรไม่ต้องไปเพ่งเอาบัญญัติอะไรแล้วเราก็ยึดจิตให้ได้พักจิตให้ได้ทำให้จิตอยู่เฉยๆให้ได้แม่ลืมตาโพลงๆก็ให้จิตหยุดให้จิตมันไม่ปรุงอะไรแล้วรู้ว่าจิตมันอยู่เฉยๆอาจจะดูจิตก็จิตเฉยๆเป็นยังไงเอาให้ชัดเอาให้แน่นๆ พยัญชนะผู้ใดอยู่ในที่สงบสงัดก็ต้องทำพวกนี้ให้ฉันชอบทำให้คล่องแคล่วทำให้เป็นอย่างนั้นให้ได้อย่าให้มันง่วงเหงาหาวนอนเอาแต่นอนนอนพอแล้วก็ยังไม่พอจะเอาจะดีจะหลับเป็นกิเลสอย่างนั้นเป็นกิเลสไม่เอาลี้ลับแล้วลูกรู้เวลาพักเวลาทำงานเวลาเรียนก็เรียนคนเดียวก็ได้เรียนกับหมู่ฝูงเพลงกับครูบาอาจารย์ในการรู้รู้เมื่อเราสัมผัสทางตาฟังทั้งหูหรือสัมผัสทางทวารต่างๆนั่นเรียนเอาบัญญัติมาแต่การทำจิตนั้นเราจะต้องมาทำให้จิตจุด ดับจิตภาคดังกล่าวนี้จริงๆให้รู้จิตที่มันมีกามฉันทะเป็นอย่างไรพยาบาทเป็นอย่างไรหรือกบกุดจับเป็นอย่างไรให้รู้ในอุทยานจิตรู้จิตที่มันลอยขึ้นมาแล้วแล้วก็มาปรุงขึ้นไปหรือว่าจิตที่ไม่ปรุงเป็นจิตที่ลอยขึ้นมาแล้วก็ดับจิตที่เข้ามาสัมผัสรู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วก็ดับไม่มีรถไม่มีชาติเป็นจริงเฉยๆไม่คิดว่างๆหรือจะให้จิตของเรามีความคิดมีวิตกมีวิจารมีความตรึกมีความใคร่ครวญและเราก็รู้พฤติกรรมจิตว่าใครควรแล้วมีผลออกมาอย่างไรและเวลามันคิดแล้วมันมีผลออกมาอย่างไร ผลขึ้นมารับรู้แยกแยะออกตัวรู้ก็เป็นวิจารณ์ในขณะตรึกในขณะคิดในขณะใครครวญก็เป็นวิตกวิตกพร้อมกันแล้วมันก็จะมีผลต่อออกมามีผลทุกออกมาผลที่หลุดออกมานั้นเราเรียกว่าผลถ้าเราไม่รู้ก็ไม่มีวิจารณ์ถ้าเรารู้เรียกว่ามีวิจารณ์เราจะรู้ผลของจิตรู้จิตที่มันให้มันได้ใจจองใคร่ครวญมันแยกแยะมันทำมันวิจัยวิเคราะห์ก็ตามเราจะเรียกอะไรก็ได้มันทำงานอยู่ในจิตของเราแล้วมันก็แยกกุศลอกุศลกุศลอกุศลแล้วจิตของเราก็เฉยๆอยู่ไม่มีโล มีโทรศัพท์จะว่างจากโรงพักว่างจากโทรศัพท์เราก็รู้จิตของเราเอาจิตของเรามันทำงานของจิตจิตมันทำงานแต่จิตมันไม่มีรถหล่อพระมันมีรถโทร 3 มันเป็นอย่างนี้ก็รู้จิตให้จริงรู้จริงๆทีเดียวเราก็จะเข้าใจจิตได้อ่านจิตออกแล้วก็หัดทำให้เป็นหัดทำให้แคล่วคล่องฉ่ำๆไม่จำเป็นจะต้องนั่งหลับตาหรือลืมตาไม่จำเป็นจะต้องหลับตาแต่ถ้ามันยังไม่ได้จะหัดหลับตาก่อนเพราะว่าเราคุมตาคุมจิตรวมจิตเอาจิตไปอ่านที่จิตเอาจิตไปกำหนดที่จิตไม่ได้จะหลับตาก่อนก็อ้าวแต่อย่าระวังอย่าตกที่นั่นตกที่นั่นมีท่าแล้ว ฟุ้งซ่านกันใหญ่เพราะฉะนั้นหลับตานี่จึงยากเป็นวิธีที่ยากหลับตาแล้วมันข่มลงไปให้ไม่มีที่นั่งนิทานนะยาหลับตาแล้วขี้มักจะดียิ่งคนที่ฝึกเพียรมาทางวิปัสสนาโดยตรงตัดกามว่าฉันทะโดยมีโพชฌงค์นี้ตามีจารึกโยคะสำรวมอินทรีย์สังวรในศีลต่างๆมาเป็นต้นตามหลักการศีลสมาธิปัญญาของพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งไปนั่งหลับตายิ่งจะตกที่หน้ามิตะเมื่อกล่าวว่าฉันทะกับพยาบาทมันน้อยมันอ่อนบางลงแล้วหัวหน้าหลับตาเข้าแล้วก็จะมีไปเลยแล้วอุทยานอนุสัยที่ยังเหลืออยู่มันจะขึ้นมา เป็นเรื่องอะไรก็ไม่รู้เป็นไหนวะสัญญานาสัญญามันจะฟุ้งไปยุ่งเสื้อคุมสติยากสติจะไม่แข็งแรงพร้อมกับพยายามหัดนอนให้มีกำหนดเดินจงกรมตื่นอ่านหนังสือดูหนังสือทำงานอะไรหรือว่างานที่มันเป็นประโยชน์จะเป็นผู้ได้งานมากทำงานโน้นงานนี้งานนั้นอะไรที่ควรจะทำก็ทำแล้วให้มีจิตจดจ่ออยู่กับงานให้มีจิตอยู่ในการงานทำงานเป็นการปฏิบัติธรรมแล้วก็อ่านจิตของเราอยู่เพราะเรามีจิตโลภะโทสะชอบใจไม่ชอบใจเกิดขึ้นในจิตหรือไม่ถ้าไม่มีอารมณ์ไม่ว่าชอบก็ไม่มีไม่ว่าชิงชังหรือไม่ชอบก็ไม่มี ไม่มีต้องชอบไม่มีทั้งไม่ชอบเด็กของเราเป็นจิตกลางๆเป็นจิตที่มีความรู้เป็นจิตที่แจ่มใสเบิกบานรู้อะไรชัดเจนเป็นปัญญาเป็นอธิปัญญาเป็นปัญญาที่ใสแจ๋วตามภูมิของเราอยู่เราก็ทำงานนั้นไปวิเคราะห์ไปทำไปเรื่อยๆงานก็จะได้ความคงอยู่ของจิตนั้นก็จะอยู่เป็นจิตเป็นฌานลืมตาก็เป็นฌานจิตที่ปราศจากนิวรณ์ไม่มีกาวมาฉันทะไม่มีพยาบาลจิตไม่มีผีนะมีพระจิตไม่มีอะไรลำบากใจเป็นกลุ่มๆจะไม่มีไม่มีรำคาญไม่มีเศร้าหมองไม่มีขุ่นเคืองไม่มีเดือดร้อนเป็นจิตสบาย ทำงานด้วยความเบิกบานบันเทิงอยู่ไม่มีอิฐสาระอาใจอะไรไม่มีขนเคืองไม่มีเศร้าหมองพ้นทุกข์พ้นทุกข์ไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 รู้ชาร์จไม่มีวิจิกิจฉาเห็นชัดเข้าใจชัดในจิตของเราไม่ลังเลไม่สงสัยเลยว่าจิตอย่างนี้เป็นอย่างนี้หนอนี่แหละเป็นจิตอนุตตรจิตเป็นจิตที่ดียิ่งแล้วไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าทำงานอยู่ก็ต้องปรุงบ้างปรุงกับอย่างนี้เป็นวิสังขารเป็นการเรียนเป็นการรู้เป็นการกระทำงานเป็นการต้องคิดต้องกระทำต้องคิดอย่างนั้นต้องพิจารณาอย่างนี้ทำอยู่โดยรูปเป็นวิสังขารและจิตหรือเป็นบุญญาที่สังขาร เป็นจิตตังสังขาราจริงๆเป็นอนุตตรจิตเป็นจิตที่ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าแล้วดีอยู่จิตอย่างนี้เรียกว่าจิตเป็นฌานเรารู้ว่าอนุสัยหมดถ้าเรารู้อยากรู้ลงไปว่าเราไม่มีเศษเสี้ยวในอนุสัยด้วยพยายามพิจารณาซ้อนเข้าไปในจิตด้วยอนุสัยของเรามีแวมๆมีการชอบนิดชอบหน่อยไม่ชอบนิดไม่ชอบหน่อยแทรกแซงอยู่หรือไม่อย่างรู้เข้าไปในจิตซ้อนกไปอีกก็ยิ่งจะรู้ถึงวิมุติแต่จิตเข้าไปอีกรู้ชัดเจนแล้วหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหมดกิเลสทั้งหมดมันก็ไม่มีอะไรมันก็มีกาวมาฉันทะพญาปลาทับ ทีนะมีพระอุปัชฌายะกะนิแหละอย่าสงสัยวิจิกิจฉาอย่าทำอย่าให้มีเคลือบแคลงอย่าให้ลังเลทำให้เด่นชัดรู้อ่านพิจารณาให้ชัดที่จิตของเราอย่างนี้เรารู้เห็นชัดอยู่อย่างนี้ไม่สงสัยเราก็เป็นชานลืมตาโพลงๆไม่ต้องไปหลับตาอะไรเป็นชายที่เป็นไปโดยคนปกติเมื่อมันมีชาญได้โดยไม่อยากได้โดยไม่ลำบากในการทั้ง 4 อยู่อย่างนี้มีวิตกมีวิจารมีปีติบ้างแล้วก็รู้จักปิติไม่ให้ปิตินั้นอย่างลงไม่ให้ปิติ ตั้งขึ้นไม่ให้ปิตินั้นสั่งสมโดยรู้เท่าทันปิติอีกว่าเออก็รู้ว่าดีปิตินี้หมายความว่าดียินดีเห็นดีรู้ดีมันมีเชิงดีแล้วเราก็ไม่ติดดีล้างจิตอีกทีนึงตัดติดอีกทีนึงวันนี้เราดีเราอย่าเราไปหลงดีต่ออีกนะมีจิตบอกตนเองได้ชัดเจนเลยว่านี่ดีแล้วล่ะแล้วเราก็อย่าหลงตัวหลงตนว่าเป็นตัวเป็นตนของเราว่าเราได้ดีแล้วน้อแล้วเราก็หลงว่าตัวเรานี่แหละได้ดีแล้วจะไปยกตนข่มเขาจะไปที่ยิงผยองบวชดีเกินขอบเขตไปไม่ควรก็ไปทำ จะเป็นการไม่ดีในบทต่อไปได้และจิตของเราเขาจะยึดมั่นถือมั่นเขาไปหลงตัวหลงตัวหนักก็กลายเป็นคนมีโทษในตัวอีกทีนึงอย่าไปหลงในปิติต้องดับปิติอย่าให้เป็นปิติวิสัยวิสัยหมายความว่าตกนอนเนื่องยิ่งกว่านิสัยตกนอนเนื่องยิ่งกว่านิสัยเป็นวิสัยมีปิติเป็นวิสัยคำว่าผิดติดวิสัยเป็นคำรวมเข้าไปเป็นสนธิมีตัวตนเปล่าจะกดเข้าไปอีกตัวนึงปิดๆวิสัยเขาจึงเลือกเป็นจิตที่เลวในบาลีก็แปลกันโดยเอา อิติปิสายคือจิตของผู้ที่ยังมีบาปอยู่หรือจิตของชาวนรกจิตที่ยังไม่งามพร้อมเป็นนรกของชั้นสูงแล้วล่ะรู้ดีเห็นดีแล้วก็ไปยินดีแต่เราอธิบายต่างๆก็ได้ปิติเนี่ยดีอกดีใจรื่นเริงที่จริงไม่ใช่ผิดที่ธรรมดาหรอกมันชอบรุ่นเรื่องเฮฮามันเป็นพวกสินค้าคือพวกที่ลงไปในความยินดีอยู่ในความมีรถมีชาติไอ้นั่นมันอยากนะแต่อย่างนั้นมันเป็นเรื่องของความตับแล้วถ้าเข้าใจแยกแยกจิตออกก็จะรู้แบ่งแยกได้ มันต่างกันไม่มีสภาวะหยาบละเอียดกว่ากันเยอะต้องพยายามอ่านผิดรู้จิตให้จริงเข้าใจผิดให้มันชัดๆมีนัยยะมีความละเอียดละออเฮ้ยแม้แต่ปิติมีวิตกวิจารมีปิติมีความเห็นดีรู้ดียินดีเข้าใจดีแล้วเราก็ไม่หลงมันจะมีการฟ้องว่ามีการฟ้องครูบ้างดีใจหรือว่ายินดีขึ้นมาหน่อยๆบ้างถ้ายินดีมาหน่อยๆก็ยังมีรสชาติอยู่บ้างอย่าให้มีรู้ดียินดีก็รู้ดียินดีมีอาการฟูฟองน้อยถ้ายิ่งผู้ใดสงบสงัดแล้วก็ไม่ฟูไม่ฟังอะไรรู้ดียินดีจิตมันก็เบิกบานอยู่ธรรมดา แจ่มใสอยู่ธรรมดามันไม่ใช่ว่าลิงโลดลิ้งโหลดอะไรมากมายมันเป็นอย่างนั้นสมใจอย่างนั้นดีอย่างนั้นมันไม่ถึงขั้นปลุกพีระไม่ถึงขั้นอุกผิดละถ้าถึงขั้นอุปราชแล้วก็เป็นอุปกิเลสและเป็นกิเลสเช่นเราตั้งใจว่าเราจะไปหาคุ้มครองสัก 1 คุ้มไปโดนด่านไปหาขุมทองพอไปถึงที่หรือไปค้นหาแล้วไปเจอขุนทองถึง 5 คุ้มขึ้นมาจิตใจก็ตื่นเต้นลิงโลดยิน ปรีดาการ์ตูนเต้นสมใจมากไปก็ตื่นเต้นอดใจไว้ไม่อยู่อาการของจิตอย่างนั้นเรียกว่าอบพีระเป็นอาการของกิเลสเป็นอาการของสิ่งที่เกินค่าแล้วก็ชั่งใจไว้ไม่อยู่ดีใจแรงดีใจเกินไปถ้าอย่างนี้เรียกว่ากิเลสตัณหาผู้ที่เป็นพระอริยะแล้วเป็นพระโยคาวจรที่ดีจะต้องคุมจิตแม้เราหมายเราคุ้มครองหนึ่งคุ้มจะไปได้คุ้มครองถึง 5 คุ้มก็ไม่ต้องไปตื่นเต้นอะไรนี่ก็รู้ว่าเออดีดียิ่งน้อดีเกินไปตามที่เรากะไว้ซะอีก ควรจะคิดถึงตัวเองด้วยซ้ำไปว่าโอ้เราเนี่ยไม่ฉลาดน้อยที่จริงมันจะเจอทองหรือว่าที่จริงเราทำแค่นี้มันควรจะได้ผลแค่นี้แค่ขนาดนี้เราคาดไว้แต่พอทำก็จริงๆได้ผลเกินคาดไปประมาณเหมือนจะได้เจอขุมทองถึง 5 คุ้มอย่างนี้ประหนึ่งอย่างเงี้ยก็ควรจะคิดว่าตัวเองน่ะโง่ด้วยซ้ำไปไม่ควรจะเป็นลิงโลดอะไรโธ่เราขาดผิดไปที่จริงมันควรได้ 5 คนแล้วเราไปนึกว่าจะได้คุ้มเดียวจริงๆเราเองไม่เก่งต่างหากล่ะไปดีใจทำไมเราคาดผิดไปเราไม่เก่งเหตุปัจจัยมันดีพร้อมอยู่แล้วมันควรจะได้ 5 คุ้ม แต่เราเองเราไม่รู้เราไม่มีญาณหยั่งถึงมันได้ 5 กลุ่มโอดีหน่อยก็ดีเท่านั้นเองไม่ควรจะลิงโลดไม่ควรจะตื่นเต้นที่จริงถ้ามองในมุมกลับแล้วเราควรจะคิดว่าเออเราน่าจะว่าเราเองมันแย่เองไม่รู้ไม่เข้าใจว่ามันควรจะได้ 5 คุ้มแต่เราไปคิดว่ามันน่าจะได้คุ้มเดียวอย่างนี้เป็นต้นแสดงว่าเราไม่เก่งด้วยซ้ำไปจะไปดีใจลิงโลดอะไรกันเพราะการจะเลี้ยงโลดหรือเพลงกลัวอยู่ในใจก็เป็นการปรารถนามากเกินไปก็ไม่เกรงกลัวได้หรือได้ไม่สมใจแล้วก็ห่อเหี่ยวเศร้าหมองมันก็เป็นการ ไม่ปกติทั้งคู่ดีใจมากไปเสียใจมากไปก็เป็นจิตไม่ปกติทั้งคู่เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งเสียใจแล้วยิ่งเรียกว่าตัวทุกข์ไม่พ้นทุกข์ถ้าเสียใจไม่มีมีแต่ดีใจก็ยังดีจะเรียกว่าพ้นทุกข์ไม่มีทุกข์เป็นสุขด้วยแต่สุขแรงเกินไปจะก่อเป็นกิเลสสั่งสมลงไปในจิตย้อนย้อนซ้ำลงไปอย่างนี้แหละจะก่อเกิดเป็นกิเลสลงไปในจิตเพราะฉะนั้นท่านจึงให้ระมัดระวังมีวิตกวิจารณ์มีการคิดการกลุ่มการทำงานมีการรู้จิตของเราอยู่ชัดเจนอยู่อย่าให้จิตของเรา รุนแรงแม้เป็นปิติบางอ่อนๆแล้วก็ให้ตัดปิตินั้นเสียด้วยรถปิติณรงค์ซะด้วยเป็นชานที่ 2 สถิติลงจะเป็นคานที่ 3 ถ้าเราสามารถตัดปิติลงได้ระงับปิติลงได้อีกมันก็จะเป็นฌานที่ 3 เป็นของดีมีสุขมีเอกสารส่วนตัวนี้เรียกว่าบริบูรณ์แล้วส่งตัวนี้ไม่ใช่สุดสุขอย่างโลกนะสุขอย่างชาญสุขยังโลกียะรถที่โล่งๆเขาปรุงเขาสุขเพราะเขาสมใจในโลกโลกีย์รสได้ชมว่ามีสวยเต็มใจไม่ชอบใจอย่างนี้ได้ไพเราะพอหู อย่างนี้มีกลิ่นอย่างนี้มีรถทางลิ้นสมใจอร่อยดีอย่างนี้สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งสมใจซาบซ่านใจดีอย่างนั้นเป็นสุขแบบโลกีย์รสแต่อันนี้เป็นสุขแบบสงบระงับสุขเพราะว่ารถลงมารู้ความจริงตามความเป็นจริงมีวิตกมีวิจารแม้ปิติเราก็รถปิติดับปิติด้วยซ้ำไปจิตที่ยินดีจิตที่เป็นสวรรค์อย่างรถจิตสวรรค์เบาจิตสวรรค์ลงด้วยซ้ำไปบริษัทที่ระงับลงปัสสัทธิเป็นสันติลงเป็นสิ่งที่สงบลงเป็นวิเวกกะเป็นต่อวิเวกจะเป็นความง่ายเป็นความอ่อน หาแต่ความง่ายและความปลอดจิตไม่ใช่จิตกรกล้าในการปรุงเป็นจิตลดลงนะสุขอย่างนี้คำว่าสุขคำนี้ในภาษาบาลีเดิมมันแปลว่าว่างสุดนี่แหละว่าว่างดีแล้วกลางดีแล้วโรงดีแล้วสุขคำนี้มันไม่ได้แปลว่าเหมือนกันเอามาเข้าใจสุขทุกวันนี้หรือว่าภาษาสุขที่เขาเข้าใจทางบาลีก็ตามเป็นโลกียรถที่คนเข้าไปเข้าใจว่าเป็นรสชาติแต่อร่อยไม่ใช่เป็นอย่างนั้นน่ะแปลว่าว่างแปลว่าโปรแปลว่ากลางสุขตอนนี้นาน มีอารมณ์ที่เบิกบานแจ่มใสว่างโปร่งดีอยู่ควบคู่ไปกับอุเบกขาเพราะงั้นชาญที่ 3 กับชาญที่ 4 จึงมีอุเบกขาแล้วเรียกว่าเฉยได้แล้วพ่อแม่จะมีบันเทิงอย่างนี้บันเทิงแบบสุขอย่างนี้ก็เป็นเหมือนเธออย่างอ่อนๆไม่มีฤทธิ์อะไรหรอกเป็นเชิงบางเป็นเชิงเบาบางไม่ใช่รถพยายามนึกพิจารณาให้เห็นว่าสุขอย่างนี้ไม่ใช่รถโลกีย์เป็นรถวางรถเบารถก่อนรถที่มันไม่จำกัดจ้าอะไรเลยจริงๆนี่เราเรียกว่าชาญทั้ง 4 สภาพของฌานทั้ง 4 ผู้ที่ปฏิบัติ มีฌานทั้ง 4 โดยการฝึกจรณะมาเรื่อยๆสังวรศีลสำรวมอินทรีย์มีโภชนาการยึดตาชายโยคะเป็นบทแห่งการฝึกหัดมีหลักมีเกณฑ์และการสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจมาพรั่งพร้อมแต่สิ่งที่จะมาเกี่ยวข้องกับตัวมีเครื่องอุปโภคบริโภคเครื่องกินเครื่องใช้อะไรภายนอกภายในรู้เท่าทันมีสติเป็นผู้ตื่นอยู่ชาคริยาคะเป็นผู้ตื่นอยู่เป็นผู้รู้เท่าทันเป็นผู้จับกิเลสได้ไม่มีโลภะไม่มีโทสะล้างโลกพลังโทรศัพท์ไม่มีโมหะเป็นผู้ไม่หลงผิดไอ้พวกไม่เอาหัวเป็นปลาย กลายเป็นหัวเป็นผู้ไม่เพี้ยนเป็นพูดตรงตัวรู้ถูกรู้ตรงต่อสภาพอย่างนั้นคืออย่างนั้นสภาพอย่างนี้คืออย่างนี้ของมันเองสีรั้วสีโรคเขาสมมติว่าสวยรู้กับโลกเขาแต่เราไม่มีรสจิตเราชอบสวยโรคเค้าบอกว่านี่เสียงนี่ไพเราะเรารู้กันโรคเขาว่าเขาผู้อื่นเขาสมมติกันว่าเพราะเราไม่หลงติดเพราะนี้เราไม่ได้ละเมอเพ้อพกไปเป็นรถเป็นชาติชื่นชอบยินดีอะไรกับเสียงนี้กลิ่นก็ตามรสทางลิ้นก็ตามกาย ก็ตามเราไม่ได้ลงเรารู้ว่าดีง่ายเรารู้ว่าง่ายไอ้ที่ยากแล้วก็รู้ว่าย่ากันอีกยากสีอย่างนี้แสบตาเราก็รู้ว่าสีแสบตายากแก่การมองถ้าจำเป็นที่จะต้องมองก็มองมันถ้าไม่จำเป็นก็เล่นเสียหรอกเสียก็เป็นความหลีกเลี่ยงธรรมดาแม้แต่เสียงเสียอย่างนี้มันหนวกหูเสียงอย่างนี้จัดจ้านเราก็รู้ว่าหนักหูเสียอย่างนี้เบาหูเราก็รู้ว่าเสียงเบาหูเราไม่มีชอบเสียงหนักไม่มีชอบเสียงเบาไม่ได้ฟังเสียงหนักไม่ได้ช่างเสียงเบา มีปัญหาอะไรกับเราเพราะอย่างนี้เขาเรียกว่าเพชรเขาเรียกว่าแรงอย่างนี้เขาเรียกว่าขมเขาเรียกว่าเฝื่อนอะไรก็รู้ถ้าจำเป็นจะกินก็กินถ้าไม่จำเป็นจะกินเลยก็ไม่ต้องกินเพราะอย่างนี้เขาเรียกว่าหวานเขาเรียกว่าเปรี้ยวเขาเรียกว่าจืดเค้าเรียกว่าอะไรก็ตามแต่รถต่างๆเราก็รู้รสนั้นตามความเป็นจริงจำเป็นจะต้องกินก็กินไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกินถ้าอย่างนี้เราเรียกว่าเรารู้ความจริงตามความเป็นจริงสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งต่างๆนานาเหมือนกันอย่างนี้จำเป็นจะต้องสัมผัสก็สัมผัส ไม่จำเป็นก็เลี่ยงเสียถ้าไม่ถ้ามันเป็นประโยชน์จะต้องเรียนก็เป็นประโยชน์ประโยชน์ตนนั่นแหละมันบางทีมันก็ต้องใช้อินทรีย์พละต่อสู้บ้างแต่บางทีถ้าเผื่อว่าเราจะต่อสู้รถขมต่อสู้ความร้อนต่อสู้ความเย็นเพื่อที่จะแสดงประโยชน์ให้ผู้อื่นเขารับรู้ว่ามันก็เป็นไปตามธรรมดาเราเลี่ยงไปอีกมันก็เลี่ยงไปถ้าเราไม่เลี้ยงเสียทนพอได้ก็ทนถ้ามีอิทธิพลอิทธิวิธีเข้าไปเลยพอเราทนต่อเย็นร้อนอ่อนแข็งร้อนหนาวเกี่ยวขมเราทนตัดเสียงหนักทนต่อสีจัดจ้านแสงจัดจ้านอดทนได้ ให้เขาเห็นว่าเรามีอิทธิวิธีเพราะบางทีบางครั้งต้องแสดงให้เขาเห็นได้ว่ามันทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากหรอกความทุกข์มันไม่ได้อยู่ที่สภาพพวกนี้ทีเดียวความทุกข์มันอยู่ที่จิตของเราสามารถวางปล่อยได้แม้จะต้องทนอยู่บ้างเหมือนกันเขาก็อยู่ในสภาพนี้ก็ทนไม่ได้แต่เราอยู่ในสภาพนี้เราทนได้เราก็คนเหมือนกันเราเขาก็คนเหมือนกันพูดทนได้จึงเรียกว่าเป็นผู้มีปาฏิหาริย์ผู้สามารถทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากจึงเรียกว่าเป็นผู้มีปาฏิหาริย์ที่เป็นสภาพของปาฏิหาริย์พระพุทธเจ้าแล้วพวกนั้นทนได้โดยไม่ยากจริงๆยิ่งมี วิธีอย่างเก่งข้างในใจมันไม่รูปรถกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรเข้าไปทำปฏิกิริยาไม่ได้เราตัดความรู้สึกร้อนก็ร้อนน้อยจริงๆหรือไม่ร้อนเลยผมก็คงน้อยโดยไม่ขมเลยเจ็บก็เจ็บน้อยจนไม่เจ็บเลยก็แสดงว่าผู้นี้มีอิทธิพลที่วิธีเก่ง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive