190101 พุทธเปลือกๆ-พ่อท่าน-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.txt

โฟลเดอร์2519 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์175 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

[ไม่สามารถถอดข้อความได้] เนื่องในวันงานทำบุญปีใหม่วันที่ 1 มกราคมพุทธศักราช 2519 องค์การบริหารสจมร่วมกับชมรมจิตศึกษาและชมรมกลุ่มพุทธจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญท่านฟังมาตรฐานธรรมเรื่องพุทธประวัติโดยท่านพระโพธิรักษ์ซึ่งได้แสดงไว้ณที่ตึกวิทยาศาสตร์ ทั่วไปขอเชิญท่านรับฟังได้ณบัดนี้ในขณะนี้ก็ได้เวลาสมควรแล้วเขาจะขอนิมนต์ท่านอาจารย์โพธิรักษ์ได้มาแสดงปาฐกถาธรรมเพื่อเป็นข้อคิดในวันปีใหม่แก่พวกเราในการที่จะช่วยให้พวกเราได้ดำเนินชีวิตใหม่ในปีใหม่ด้วยหนทางที่ถูกต้องตามแนวแห่งพุทธศาสนาของนิมนต์ครับวันนี้มีโอกาสดีที่เราได้มาพบกันและก็คุยกันบ้างแต่ชีวิตของมนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้ว ถ้าเผื่อว่าไม่ตั้งสติไม่คิดแต่พยายามดำลึกนึกดีขึ้นมาบ้างเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เหมือนสัตว์โลกทั้งหลายเพื่อที่จะเวียนว่ายตายเกิดไปเพื่อกินสูบดื่มเสพอะไรไปตามเรื่องตามราวเหมือนกับสัตว์โลกทั้งปวงหมุนเวียนกันไปตามประสาของอารมณ์จิตที่มันสั่งแล้วก็เดินทางไปสู่หลุมฝังศพตายในจังหวะหลังตายคนนั้นพูดอธิบายก็ไม่เข้าใจกันง่ายๆรู้กันไม่ได้เพราะว่า มันไม่จำเป็นกูมันไม่เป็นไปเพื่อการพิสูจน์ได้โดยง่ายศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงยกไว้ไม่อธิบายเพราะเหตุว่าอธิบายแล้วมันก็ยากแก่การเข้าใจถึงจะเอามาหยิบมาจับเทียบเคียงให้อธิบายทำยังไงยังไงการรู้ก็รู้แต่เพียงเทียบเคียงไม่ได้รู้ของจริงเช่นคนเชื่อว่าตายแล้วศูนย์หรือคนชื่อว่าตายแล้วฝ่ายศูนย์ก็ไม่ต้องคิดมากจนตายที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดก็พิสูจน์กันเพราะอธิบายไม่ อ้ายตายแล้วต่างคนต่างไม่รู้เพราะฉะนั้นก็เทียบเคียงว่าสมมุติว่าพรุ่งนี้มีถ้าเมื่อเราคงไม่มีเพราะฉะนั้นพบหน้าก็ต้องมีความสืบต่อก็ต้องมีโรคและอยู่นี่มีไหมมีโลกนอกจากโลกนี้โลกที่นอกโลกเราเป็นลูกพระอาทิตย์พระจันทร์อังคารอะไรหรือว่าโลกนอก Galaxy จะมีไห

อ่านต่อ

มมีทั้งนั้นโลกนี้เรามีโรคอื่นก็ต้องมีด้วยโลกหน้าก็ต้องมีอย่างนี้เป็นแต่เพียงลักษณะเดียววันนี้มีพรุ่งนี้มีความติดต่อก็ต้องมีอย่างนี้ง่ายๆเราก็จะรู้แต่เพียงเครื่องเทียบเคียงกันเท่านั้นโดยสภาวะจริงการที่จะรู้ว่าวิญญาณหรือจิตที่มันยังไม่ดับสิ้นมันยังมีพลังงาน มันยังเกาะกลุ่มกันอยู่ยังไม่แตกตัวหรือไม่ทำลายข้าวของความเป็นจริงนั้นมันเล็กมันยิ่งเล็กมันก็ยิ่งแตกตัวยากพลังงานของจิตเป็นอันโนไม่ใช่อันโนหรอกเป็นอะไรมาหาอภินันโทมันเล็กยิ่งกว่าเล็กแล้วก็แรงยิ่งกว่าเพราะว่ายิ่งเล็กยิ่งแรงยิ่งเล็กยิ่งเร็วยิ่งเล็กยิ่งเกาะกลุ่มกันแน่นแยกออกได้ยากเพราะว่าอำนาจที่จะไปแยกหรือสิ่งที่จะเป็นชาติสิ่งนั้นออกนั้นจะต้องเล็กและละเอียดต่างๆกันมีอำนาจในการที่จะทำลายด้วยระเบิดหรือมีอำนาจที่จะ เซาะไอ้พาไปแยกสิ่งนั้นสิ่งที่จะไปแยกไปผ่าได้ต้องเล็กยิ่งกว่าสิ่งนั้นจึงจะทำลายสิ่งนั้นได้เมื่อเราไม่สามารถที่จะหาสิ่งที่เล็กกว่านั้นหรือว่าหาอำนาจระเบิดที่จะไปทำลายสิ่งนั้นให้มันแตกจากกันได้มันจึงยังไม่ยอมแยกจากกันเหมือนอันหนึ่งของน้ำแยกจากกันยากถ้าไม่มีความไม่มีแรงที่สูงกว่านั้นไประเบิดออกหรือไม่มีสิ่งที่เล็กยิ่งกว่าไปผ่ามันก็ลอยจะละลายจะยังไงยังไงก็หมุนเวียนจากน้ำไปสู่ท้องฟ้าลอยไปก็ละลายออกมาเป็นอันโน H2O เรียนอยู่อย่างนั้นถ้าไม่แตก S2 กับ ประโยชน์ของน้ำก็ยังเป็นอนูของน้ำอยู่อย่างนั้นแหละฉันใดอณูของจิตวิญญาณก็ฉันเดียวกันมันก็แยกยากเพราะฉะนั้นยิ่งเล็กมันก็ยิ่งดูยากโดยคำนวณโดยดาวก็เดาไม่ได้โดยเทียบเคียงก็จะได้รู้แต่สิ่งเทียบเคียงศาสนาพระพุทธเจ้าจึงตัดรัดเข้าให้ศึกษาเอาเองและจิตใจในตัวของเรามีจิตมีวิญญาณในร่างกายยาวนานคือกว้างศอกนี้มีวิญญาณเพราะฉะนั้นเราอยากจะรู้จิตรู้วิญญาณเราก็ศึกษาเอาที่ในตัวเรานี่แหละก็อยู่กับมันตลอด 24 ชั่วโมงเนี่ยต้องศึกษาเอามันให้ได้ไปอยู่ข้างนอกคนนอกตัวอยู่ที่ไหนๆนั้นน่ะไม่ใช่ว่า หยิบไปจับมันมาได้ง่ายๆก็ในเมื่อมันอยู่ที่ในนี้แล้วอยู่ในเพชรที่ของคุณแล้วนี่มันอยู่ในหลอดทดลองของคุณอยู่แล้วคุณจะต้องทดลองมันให้ได้ค้นหามันให้เจอมันเล็กแต่มันก็มีอำนาจแรงพอที่คุณจะรู้มันเล็กแต่มีอำนาจแปลงภาษาบาลีเรียกว่าอัจฉริยะไม่มีตัวไม่มีตนแต่ก็มีสภาวะที่จะแสดงแต่สภาพหรือว่าจะแพ้แสดงสถานภาพของมันอยู่ในตัวเราจะต้องค้นหาให้เจอแล้วเราจะรู้จักมันจริงแล้วก็พยายามที่จะรู้ให้มันละเอียดละเอียดละเอียดขึ้นไปจนกระทั่งรู้ตัวสุดท้ายของมันตัวสุดท้ายของมันที่เราเรียกว่าจิตบริสุทธิ์ ภาษาอื่นๆจะเรียกอะไรก็ได้เยอะแยะจิตบริสุทธิ์จิตเดิมแท้จิตเฉยๆหรือภาษาบาลีเคยเรียกว่าวิญญาณเดี๋ยวนี้วิญญาณก็เพี้ยนซะแล้วโดยเข้าใจคำว่าวิญญาณเป็นสภาพอัตตาหรืออาตมันตัวจริงนั้นวิญญาณคือตัวที่ตัวพลังงานที่มันทำหน้าที่รู้นั่นแหละคือวิญญาณทำหน้าที่รู้แต่เสร็จแล้วเรามันไม่ใช่เอาแค่นั้นเราไปที่จะคิดเป็นตัวเป็นตนเป็นเรื่องเป็นราวเป็นฤทธิ์เป็นเบสเป็นอะไรต่ออะไรไปต่างๆนานามากคำว่าวิญญาณในภาษาบาลีเดิมจึงเพี้ยนเพี้ยนออกมาแล้วก็อธิบายกันยากก็ต้องอธิบายคำว่าวิญญาณลงไปอีกเป็นภาษาแทรกซ้อนลงไปทั้งๆที่แต่เดิมมันจะตั้งไว้ที่ดีเราก็ต้อง เอามาทำความเข้าใจกันใหม่อีกเพราะฉะนั้นยึดถือเอาภาษาไม่ได้แล้วเดี๋ยวนี้จะต้องเอาความเข้าใจที่แท้จริงแล้วก็พิสูจน์กันจริงๆเพราะมนุษย์เราเกิดมาเพื่อที่จะศึกษาให้รู้ความจริงแท้ลงไปในความเป็นมนุษย์ว่าเราเกิดมานั้นเพื่ออะไรมนุษย์นั้นมีคุณสมบัติสูงกว่าสัตว์โลกทั้งปวงเพราะฉะนั้นจะไม่ใช่เกิดมาเพื่อที่จะเวียนว่ายตายเกิดแค่ชิ้นส่วนดื่มเสพแล้วก็ตายไปเฉยๆไม่เราจะต้องได้สิ่งที่ดีกว่านั้นก่อนที่จะตายจะต้องพยายามพัฒนาวิวัฒนาการตัวเองขึ้นมาจริงๆถ้าเผลอรู้ลัคนาตัวเองไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์จึงสูบดื่มเสพ อยู่ตามโลกตายเปล่าไปก็เท่านั้นเองไม่มีอะไรเสียชาติเกิดเปล่าๆภาษาพระพุทธเจ้าเรียกว่าโมฆบุรุษเกิดมาชาติหนึ่งแล้วก็โมฆบุรุษเสียชาติเกิดเปล่าๆอาตมาเคยแปลคำว่าโมฆะบุรุษเป็นภาษาปัจจุบันนี้เพื่อให้มันหนำใจที่สุดเราฟังดูบางคนฟังแล้วอาจจะสะดุ้งก็ได้นี่บอกไว้ก่อนนะกลัวจะสะดุ้งกว่าเดี๋ยวจะช็อคชิพขึ้นมาหมดอาตมาแปลว่าชิงหมามันเกิดมาเหมือนชิงหมาเกิดให้หมามันมาเกิดดีกว่าเราเกิดมาแล้วเราก็ใช้ร่างกายใช้อัจฉริยะนี้ทิ้งเปล่าๆไม่ได้ประโยชน์อะไรตายเปล่าคำว่าโมฆะบุรุษเกิดมาเป็นคนแต่ไม่ได้ทำอะไรให้วิวัฒนาการ ไปกว่านั้นเลยดีไม่ดีทำตัวเองให้เสื่อมทรามเลวลงกว่าเก่าด้วยซ้ำเกิดมาตอนแรกก็ยังมีความบริสุทธิ์พอสมควรยิ่งเกิดยิ่งโตยิ่งใหญ่ยิ่งอายุยาวนานกว่าจะตายทำความเลวทรามให้แก่วิญญาณของเราหรือทำความเลวให้แก่ตัวของเราเองมีชีวิตอยู่ในอายุ 45 ปี 60 ปีอะไรก็ตามแต่ในช่วงเวลาเหล่านั้นทำแต่ความเลวทรามให้แก่โลกผลิตจากความเร็วตามให้แก่โลกออกมาจึงยิ่งกว่าสุนัขตัวหนึ่งเพราะฉะนั้นซากนี้หรือว่าร่างนี้แทนที่เราจะมาอาศัยให้สัตว์ประเภทสุนัขโดยอาศัยนั้นดีกว่าหมายความว่าอย่างนั้นที่อาตมาแปลในหมายความว่าอย่างนั้น แปลให้ฟังอย่างหนำใจคำว่าโมฆบุรุษจึงเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าท่านบริภาษสาวกของท่านซึ่งแรงมากคนสมัยนี้ฟังคำว่าโมฆะบุรุษเฉยยิ้มรับซะด้วยเออเค้าว่าบังคับบุรุษยิ้มด้วยโถนั่นน่ะแรงที่สุดแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านใช้กับสาวกของท่านใครที่ได้รับคำบอกว่าโมฆบุรุษแล้วก็หนักมากหนักมากเท่าๆกันบอกว่าชิงหมาเกิดทีเดียวจนถึงอย่างนั้นเพราะฉะนั้นชีวิตคนเราเกิดมาเมื่อทำงานที่ทำหน้าที่ทำชั่วโมงให้เป็นผู้ศึกษาเป็นรูปภาพเพียงที่จะเพิ่มภูมิวิวัฒนาการให้เกิดความเป็นมนุษย์ของเรา ขึ้นมาโดยการเรียนรู้จากภาษาบัญญัติหรือทฤษฎีต่างๆแล้วก็เอาไปปฏิบัติพึงประพฤติปฏิบัติกระทำตามให้ได้ทำตนเองให้สูงขึ้นมาจริงๆได้คนนั้นจึงถือว่ากำไรถือว่าเป็นผู้ได้ถือว่าเป็นผู้ได้จริงๆเป็นผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์อาศัยสรีระหรืออาศัยกายอาศัยจิตอันนี้พัฒนาอย่างแท้จริงอาตมาเป็นพระพวกคุณเป็นฆราวาสเมื่อฆราวาสพบกับพระถือว่ากำไรถือว่าเป็นโอกาสอันดีเรียก นิมิตรศุภฤกษ์ศุภมงคลอะไรก็ตามแต่ด้วยภาษาเรียกว่าดีทีเดียวหรือภาษาในมงคลสูตรก็บอกว่าชัดๆเลยสัมมนานั้นจะทรรศนะเป็นมงคลเป็นอุตตมะเป็นมงคลอันสูงอันประเสริฐอุตตมะหรืออุดมนี่แหละแปลว่าความสูงความเหนือความประเสริฐการได้พบพระพบกับคนแล้วจะทำยังไงพระทศพลแล้วก็จะสอนทุกจะให้พูดจะให้พุธแก่คนตามฐานะเพราะฉะนั้นฆราวาสฆราวาสระดับไหนพระก็จะพยายามที่จะหยั่งรู้ว่าฆราวาสขนาดนี้ ควรจะให้พุธขนาดไหนแก่เขาเรียกว่าต้องคำนวณต้องประมาณภาษาบาลีเรียกว่าสุขลักษณะหรือปริสัญญุตาต้องคำนวณบุคคลต้องคำนวณบริษัทเราควรจะให้แค่ใดละประมาณแล้วเสร็จเราก็ให้ไปตามภูมิตามฐานะที่เขาควรจะรับได้และเอาไปใช้จ่ายได้หรือเอาไปประยุทธได้เอาไปประกอบได้เพราะจะให้สิ่งเหล่านี้ในวันนี้อาตมาได้รับนิมนต์มาเพื่อที่จะบรรยายหรือเพื่อที่จะสาธยายเรื่องพุทธนี้แหละอาตมาร่วมด้วยคำว่าเริ่มต้นคำว่าพุทธแล้วเพราะฉะนั้นพวกคุณก็จะได้ฟังเรื่องพุทธและโดยเฉพาะ คุณได้ตั้งชื่อเรื่องเอาไว้แล้วด้วยว่าให้อาตมาพูดถึงเรื่องพูดเปรียบๆก็โอเคตกลงด้วยอาตมาก็จะพูดเลิกพูดเปรียบเทียบตามที่คุณกำหนดและจะไล่เรียงเป็นระดับให้ฟังก่อนจะพูดปุ๊บจุดตรวจเราก็จะต้องเริ่มต้นสักจุดหนึ่งจะพูดปลวกไปหาเนื้อหรือจะพูดเนื้อหาเปลือกก็ได้ทั้งสิ้นแล้วแต่ว่าเราจะเริ่มต้นที่จุดไหนสำหรับวันนี้อาตมาจะขอเริ่มต้นจากเนื้อแล้วค่อยไล่เปลือกออกมาจนกระทั่งถึงเปลือกที่ยาวที่สุดเอ้าก็เริ่มต้นด้วยอย่างขึ้นมาถึงเรื่อง แล้วเมื่อกี้นี้พุธที่เป็นเนื้อแท้ๆสดๆเนื้อที่ไม่มีอะไรปนเลยก็คืออริยสัจซึ่งก็คงได้ยินกันมาจน 2 หูแฉะแล้วล่ะพุทธคืออริยสัจทีนี้อริยสัจมันคืออะไรเรื่องย่อเข้าไปแล้วคราวนี้จะกลับมันก็คือถูกอริยสัจที่เราเรียนกันมาก็มี 4 อริยสัจ 4 ไม่มีตัวอื่นมีแต่ทุกข์ทุกข์อริยสัจเป็นทุกข์แท้ๆต่อมาก็เหตุของทุกข์ก็เรียกว่าทุกข์สมุทัยเมื่อรู้จักทุกข์สมุทัยและเราก็ดับวันนี้ได้แล้วเราก็หยุดไอ้เหตุนั้นมันให้ได้เราเรียกว่าทุกข์นิโรธพระ ทุกนิโรธคือดับทุกข์ให้ได้ดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุที่ตัวทุกข์ไปดับมันไม่ได้ฟังดูดีๆนะคิดดูปุ๊บเราไปดับมันไม่ได้เราต้องดับเหตุมันดับเหตุมันได้แล้วเราก็จะเหลือทุกที่เบาบางทุกที่ทนได้โดยไม่ยากทุกข์ที่ทนได้โดยไม่ลำบากเมื่อเรารู้อยู่ว่าทุกข์เป็นอย่างนี้เราอยู่กับทุกข์ที่ทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากคืออย่างนี้และเราก็ได้เป็นผู้ที่มีกรรมเป็นที่สุดคือมีการงานกระทำงานอยู่กับทุกอันนี้โดยการงานนั้นเป็นกุศลกรรมเราก็ได้เป็นผู้ยังกุศลกรรมให้ถึงพร้อมอยู่ทำการงาน อยู่อย่างดีโดยไม่เหน็ดเหนื่อยไม่เหน็บหนาวละอายใจไม่ละเอียดอะไรต่างๆนานาเราปฏิบัติอยู่เราทำงานนั้นอยู่เป็นที่สุดผู้นั้นอยู่ได้โดยง่ายอยู่ได้โดยไม่ยากอยู่ได้โดยไม่ลำบากเมื่อผู้ใดอยู่โดยที่เรียกว่าดับเหตุได้แล้วที่จิตของเราไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ติดนานใจไม่ทุกข์ทรมานไม่อึดอัดขัดเคืองไม่มีความลำบากใจใดๆเลยอาจจะลำบากกายเป็นแต่เพียงสภาวะเรียกว่าทุกสภาวะหรือเรียกว่ากายิกกระทู้เป็นทุกข์ที่เกิดอยู่โดยรูปของมันเองส่วนจิตหรือเจตสิกนั้นดับได้สนิทไม่มีเจตสิกกระทบไม่มีความ โปรเน็ต 7 สบายอยู่และมีธาตุรู้ที่รู้ความจริงอยู่เห็นทุกข์อยู่รู้ทุกข์อยู่เป็นปริญญาเรียกว่ารู้ทุกข์อยู่ชัดๆปริญญาหรือปริญญานี่แปลว่ารู้รู้อย่างยิ่งปริญญาเนี่ยปริญญาเนี่ยแปลว่ามันรู้อยู่เห็นอยู่ในทุกวันนี้เราเรียกมันว่าทุกข์มันก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นดับไปไม่มีอื่นแต่เราอยู่กับทุกอย่างที่ไม่มีความลำบากใจนอกจากไม่ลำบากใจและบางทีอาจจะสบายๆซะด้วยไปในเชิงชอบๆซะด้วยผู้ใดยังมีจิตนมน้องไปในทางชอบๆเรียกว่ายังเป็นสวรรค์ผู้ใดอึดอัดโกรธเคืองไม่ชอบใจเรียกว่านรก เรียกว่าทุกข์ทุกที่ทุกอย่างลูกโลกก็ยึดส่วนผู้ใดรู้ความจริงตามความเป็นจริงเพราะไอ้นี่เป็นบทบาทของปฏิกิริยาหรือเป็นบทบาทของงานหรือเป็นบทบาทของสิ่งที่จะต้องมีกำลังงานหรือมีพลังงานมันทำงานอยู่เราเรียกว่าเป็นความธรรมดาไม่ใช่ใครไม่ใช่เราไม่ใช่เขาไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่อะไรทั้งนั้นเป็นแต่เพียงพลังงานที่มันทำงานอยู่ทั้งนั้นถ้ายึดเข้ามากๆก็ขอบคุณท่านขอบคุณเขาก็เป็นสสารทำไมเยอะมากมันก็เป็นแต่เพียงพลังงานที่มันทำงานพลังงานกันแล้วเสร็จเพราะทำพลังงานเสร็จมันก็สลายตัวและมันอาจจะเป็นผลตกตะกอนส่วนที่ตกตะกอนนั้นก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขาไม่ใช่ของใครแต่ก่อนที่เราจะทำหรือว่าผลของพลังงานนั้นที่จะตกเป็นผลึกเป็นตะกอนเป็นรูปร่างเป็นอะไรออกมาสิ่งนั้นก็ต้องรู้สำหรับผู้ที่จะทำต้องรู้ว่ามันจะเกิดผลอย่างนี้แล้วก็ผลิตออกมาเมื่อเรารู้ว่ามันจะเกิดเป็นผลอย่างนี้ผลิตออกมาโดยเห็นว่ามันสมควรที่จะผลิตเราก็ผลิตออกมาถ้าไม่สมควรที่จะผลิตให้เกิดอย่ากระทำผู้ใดรู้ในส่วนที่จะเกิดเป็นผลผลิตออกมาแล้วว่าเป็นสิ่งดีเป็นกุศลเป็นของดีก็จงผลิตเธอเท่านั้นเองไม่มีอะไรมากอริยสัจ 4 จะพูดให้ยาวสัก 3 วัน 7 วันก็ยังพูดได้ถ้าซื้อ อริยสัจ 4 ไปทั้งหมดวันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องเพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงเรียกว่าสังเขปให้ฟังนิดหน่อยว่าอริยสัจ 4 ก็หมายเอาอย่างนี้ผู้ที่รู้ทุกข์และรู้ทุกข์สมุทัยและก็รู้ทุกข์นิโรธแล้วก็เป็นอยู่โดยทุกนิโรธารามปฏิปทาหรือเรียกว่าอยู่โดยมรรคอันมีสัมมาอาชีวะทั้งหมดมีองค์ 8 ก็ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยซ้ำมาอริยมรรคหรือสัมมนาอริยะองค์ 8 นั่นเป็นความเป็นไปหรือความดำเนินอยู่สมาคมอริยะเอ่อสัมมนาอริยมรรคองค์ 8 นั้นเป็นสิ่งที่สำเร็จที่เหลือทุกที่โหลดพระเป็นสิ่งที่กระทำให้ชัดเจนว่าสภาพของทุกข์นิโรธ หรือเราได้ดับทุกข์แล้วเนี่ยเป็นสภาพอย่างนี้เองเรารู้อยู่เป็นสภาวะอยู่ในใจของเราคนอื่นไม่พึงรู้ด้วยคนอื่นไม่ได้เกี่ยวด้วยเราเท่านั้นเป็นคนรู้เราเท่านั้นเป็นคนกำหนดเราเท่านั้นเป็นคนที่โปรดปลดปล่อยแล้วไม่สงสัยวางแล้วสบายแล้วเราเท่านั้นเป็นผู้ที่วางเป็นผู้ที่กระทำได้เป็นผู้ที่กำหนดเป็นผู้ที่ตัดสินแล้วอยู่ที่เราเรียกว่าดับทุกข์แล้วทีนี้เนื้อของสัจธรรมอันนี้มันจะเกิดเปลือกที่ติดกับเนื้อที่สุดก็คือมรรคทางปฏิบัติตัวเมื่อเราเรียกว่าผลด้วยความสำเร็จ เรียกว่าอริยสัจ 4 ก็ตามเรียกว่าอะไรก็ตามแต่เรียกว่านิพพานเรียกว่าวิมุติเรียกว่าอธิปัญญาเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ภาษาที่จะเรียกได้ว่าเป็นผลของผู้ปฏิบัติธรรมและธรรมตนเองจนกระทั่งถึงที่สุดหมดความโลภความโกรธความหลงจิตมันหมดจริงๆอย่างนั้นเรียกว่าเนื้อแท้ๆสูงสุดเรียกว่าอรหันต์กับบุคคลเป็นบุคคลที่ได้ถึงที่สุดที่นี่นอกจากเนื้ออันนั้นแล้วมันจะมีเปลือกออกมาพระอนาคามีฟังให้ดีนะนี่ตั้งต้นตั้งแต่สูงยอดแล้วก็ลดลงมาหาหยาบลงหยาบลงสิ่งที่หุ้มห่อหลังจากอริยสัจ 4 หรือหลังจากอรหันต์บุคคลออกมาก็เป็นพระอนาคามีเริ่มมีเปลือก เปลือกที่บ้านเปลือกที่ละเอียดลึกซึ้งอยู่ในมากเพราะว่าเราเป็นระดับสูงสูงพระอนาคามีก็ยังจะมีเปลือกที่เรียกว่าสังโยชน์ 5 สังโยชน์ทั้งใหญ่ทั้งหมดมันมี 10 แต่ต้องเลือก 5 เบื้องต้นนั้นน่ะพระอนาคามีไม่มีแล้วมีแต่สังโยชน์ 5 เบื้องปลายเรียกว่าคุณทำภาชีสังโยชน์ชั้นเดินทางเบื้องปลายนี้ถ้าพูดเป็นภาษาบาลีก็จะแปลบาลีกันเพราะฉะนั้นจะขอผ่านบาลีไม่พูดภาษาบาลีมากกว่าจะขอพูดเป็นภาษาไทยๆเลยนะสิ่งที่มันหุ้มออกมานั้นเราเรียกว่าจิตที่เริ่มมีเชื้อกิเลสแต่บางละเอียดลึกซึ้งประหนึ่งจะไม่ใช่กิเลสพวกที่รู้ละเอียดด้วยกัน ร้านจึงจะรู้ว่านี่ยังเป็นเชื้อของกิเลสอยู่ช่วยของกิเลสอันที่ละเอียดที่สุดนั้นเรียกว่าพุทธจักรเรียกว่าสิ่งที่มันเริ่มเกิดขึ้นมาจากจิตที่บริสุทธิ์จิตเดิมแท้หรือว่าจิตที่มันเป็นวิญญาณอันเดิมอ่ะที่อาตมาอธิบายมาจากต้นมีอะไรผสมขึ้นมานิดนึงพอมันลอยมันทำปฏิกิริยาขึ้นมาแล้วเราก็ยังมีจิตเป็นโน้มเห็นว่าเป็นของเราหรือยึดไปเป็นตัวเราเอามาให้แก่เราหรือสำคัญผิดว่านี่แหละคือเรานี่แหละเข้าไปยึดถือเข้าไปเป็นตัวเป็นตนไปเป็นบทบาทที่จะเอาเป็นเอาตาย พูดภาษาอย่างนี้พวกคุณต้องฟังๆเคยฟังผ่านมาแล้วล่ะอาตมาชื่ออะไรสนใจธรรมะฟังภาษาที่ว่านี้จะเข้าใจยากเพราะว่ามันเป็นสภาวะที่ละเอียดลึกซึ้งพูดเป็นภาษาก็ได้เท่านี้เท่านี้แต่โดยสภาวะแล้วผู้ที่รู้ก็จะรู้ลึกตามลำดับของจิตของผู้นั้นผู้นั้นที่สามารถเข้าไปรับทราบเอาเพราะถ้าจะจริงรู้ยากมากถ้าผู้นั้นใช้อุจจาระเป็นอุทิศจากนั้นก็ไม่เป็นกิเลสคือจิตที่มันเกิดปฏิกิริยานั้นเองถ้าเธอจะยาวหรือประยุทธ์ผลเท่าเอาเป็นเอาตายเข้าเมื่อนั้นก็เป็นกิเลสทันทีมีรายละเอียดที่สุดตรวจที่เริ่มเกิดมาแล้วแนบเนียนมาก จะไม่รู้เรื่องอ่ะทีนี้ตรวจสอบออกมาเราเรียกว่ามานะมานะสังโยชน์เปลือกมานะสังโยชน์นี้ก็คือความยึดถือดีความดีจริงๆผู้ที่เป็นพระอริยะขั้นนี้มีความดีปัจจุบันสิ่งใดมาก็ดีประกอบกรรมก็เป็นกุศลกรรมแต่มันมีอีกตัวนึงไปยึดเอาดีนั้นเข้าว่านี่ดีนี่เป็นของฉันทำนะดีนี้ฉันทำฉันต้องโก้ฉันต้องได้สรรเสริญใครมาตำหนิติเตียนไม่ได้จะเกิดโทสะทันทีธนาคารมีก็มีโทรศัพท์นะอย่าเข้าใจว่าพระอนาคามีไม่มีโทสะพระอนาคามีก็มีโทสะเพราะว่าเพราะธนาคาร ตัวตนได้ยังยึดตัวตนอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อสิ่งใดที่ตัวเองทำแล้วดีฟังให้ดีนะซ้อนลงไปว่าดีแล้วดีจริงๆด้วยนะไม่ได้เข้าใจผิดด้วยแต่เรายังไปยึดเอาความดีนี้อยู่พระอริยะขั้นอนาคามีเนี่ยยังยึดดียึดชั่วแต่ไม่เอาชั่วหรอกเพราะอนาคามีไม่ไม่ทำชั่วแล้วก็ไม่ยึดความชั่วเป็นของตัวแต่ยังไปยึดเอาความดีเป็นของตัวแล้วก็มีคนสรรเสริญถ้าไม่สรรเสริญก็โกรธหรือใครมาตำหนิติเตียนสิ่งที่เราทำดีนั้นแล้วบ้างก็โปรดก็เคืองอย่างนี้เรียกว่ายังไม่พ้นทุกข์เหมือนกันนะหรือยิ่งกว่านั้นอย่าว่าจะไปยึดเอาความดีนี้เป็นของตัวเลย ตัวเองจะทำอะไรต่ออะไรก็ไม่ยึดความดีขึ้นได้แล้วจะต้องเอาจริงๆเอาจังๆเอาจนกระทั่งว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้วความดีนี้จะทำอย่างนี้ไม่ได้สิ่งอื่นรองรับไม่ได้ทำไปยังไงเขาก็ไม่เอาด้วยเขาก็เอาไม่ได้คนอื่นก็เอาเขาตายเขาจะทำตามอย่างนี้มันไม่ได้แล้วอ่ะก็ไม่รู้ไม่มีสัปบุรุษไม่มีการประมาณหมู่ชนไม่มีการประมาณบุคคลมันก็เลยไม่ได้เรื่องแล้วเราจะเอาเป็นเอาตายอยู่คนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไรอย่างนี้ก็เป็นการยึดพระอนาคามีหรือพระอริยะชั้นสูงติดอันนี้อยู่แล้วก็เป็นทุกข์อยู่กับสิ่งเหล่านี้เหมือนกันเรียกว่ายังไม่ถึงที่สุดได้เหมือนกันอันนี้ก็เพราะอธิบายมานักเรียนมีอีกเยอะละเอียดละออมันเป็นสภาพธรรมขั้นละเอียดที่ยาวออกมาอีก หยาบลงไปกว่านั้นเราเรียกว่าท่านและครูปราคะอรุณาทักก็คือสิ่งที่เรายังไปปรารถนาให้อยากยังมีใจรอนๆอยู่ในจิตที่จริงกายกรรมวจีกรรมของพระอนาคามีนั้นบริสุทธิ์แล้วทุกคนไม่เห็นเชื้อของกิเลสทุกคนไม่เห็นเรื่องของความโลภไม่เห็นเรื่องของความโกรธความเคืองอะไรออกมาทางหน้าทั้งหน้าทั้งตาที่เกี่ยวกับด้านการเมืองกามคุณหรือเรียนเกี่ยวกับโลกิยะหรือวัตถุต้องสงสัย ข้างนอกเห็นชัดเจนเลยว่าไม่ต้องการดูลำพังตานอกนี้จะเห็นเลยว่าพระองค์นี้หรือว่าคนคนนี้ไม่ผิดคิดแล้วในเรื่องหยาบๆกายกรรมวจีกรรมท่านบริสุทธิ์ได้เห็นชัดแต่ในจิตท่านจิตท่านยังมีไหวหวั่นอยู่บ้างเล็กน้อยแต่ท่านคุ้มได้เก่งเหลือเกินมีสติแรงมีสติสูงสามารถควบคุมพฤติกรรมได้แสดงออกมาทางกายทางเมื่อกี้ไม่มีเลยเชียวคนพูดไม่รู้จักจิตในจิตอย่างลึกซึ้งไม่มีเปโตรปริญญาไม่มีโสดคิดไม่สามารถหยั่งรู้คนผู้นี้ได้ว่าข้างในของท่านนั้นบริสุทธิ์ร่วงสวนแล้วหรือยังแต่พระอนาคามีเองถ้าหมดโม จะรู้ทีเดียวว่านี่เรายังมีอยู่ในจิตหนอแต่กายข้างนอกคนอื่นไม่รู้หรอกไม่เห็นจับไม่ได้แต่ในจิตของพระอนาคามีเองธนาคารมีผู้หมวดโมหะสามารถรู้ว่านีโอยังมีเชื้อโรคนี้ยังมีเชื้อโทสะมูลอยู่น้อแต่บางเบาบางลงก็ได้แต่ว่าบังคับได้ไม่สามารถออกมาทางข้างนอกอย่างนี้เรียกว่ารูกะราคะอรูปราคะหรือรูปเศรษฐกิจของพระอริยะชั้นนานาธรรมอย่างนี้ก็เป็นเปลือกดวงดาวออกมาอีกแล้วที่บริบูรณ์ยังไม่จบที่เป็นอรหันต์ยังมีชีวิตกิเลส เราอยู่ในนั้นเป็นเชื้อที่ทาเกิดได้สั่งสมเข้ามากๆแสดงบทบาทใหญ่ๆเลยเชียวแหละพวกนี้เพราะรัฐบาลนี้จะเรียนรู้พวกนี้แล้วก็พยายามปราบล้างเปลือกตรงนี้ออกให้สนิทเนียนออกให้หมดบริสุทธิ์ครูปราคะก็ดีอรูปราคะก็ดีมานะก็ดีอุทธัจจะคนดีเหล่านี้เรียกว่าอวิชชาและอวิชชาของพระอนาคามีทรงเรียกว่าอวิชชาเพราะฉะนั้นเปลือกระดับสูงอย่างนี้ก็เป็นของพระอริยะชั้นสูงก็จะขอผ่านชีวิตเปลือกที่ยาวกว่านั้นอีกก็คือสังโยชน์เบื้องต้นเรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์มี 5 มีความยึดถือผูกพยาบาทไม่ปลดปล่อยเรียกว่าปฏิกะไม่ปลดปล่อยยังจะต้องกระทำยังจะต้องเอาเรื่องเอาราวกันอยู่ยังจะต้องติดต่อติดตามอาจจะพักไว้ก็ได้ที่จริงพักไว้แต่ว่าไม่ได้ดับไปสนิทเหมือนกันลืมไปต้องเป็นนานแต่สักวันหนึ่งได้เชื้อหรือว่าได้โอกาสได้เริ่มจะแสดงบทบาทออกมาได้เหมือนกันสิ่งใดที่มันจัดจ้านมันก็จะปฏิฆะบ่อยๆเห็นเรื่อยๆสิ่งเหล่านี้เรียกว่าเปลือกของพุทธหรือเรียกว่ากิเลสหรือเรียกว่าตัณหาต่อออกมาจากนั้นก็เรียกว่าตามราคาตามเวลาข้าก็คือความใคร่อยากปรารถนาที่รุนแรงปรารถนาอะไร ถ้าปรารถนาธรรมะหรือเป็นไปเพื่อความล้างมลทินให้หล่อนให้เกลี้ยงอย่างนั้นเรียกว่าธรรมกายโมเป็นของดีแต่ถ้าปรารถนาสิ่งที่เป็นโลกิยะเป็นโรคๆเป็นสิ่งที่เป็นไปอย่างชาวฆราวาสชาวปุถุชนอย่างลูกโลกทั้งหลายแหล่ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าการใคร่อยากในสิ่งที่ไม่ดีถ้าธรรมกายโมหมายคำว่าใครทำถ้าการไข้ทำที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นดีแต่ใกล้ทำหรืออยากในสิ่งที่จะไปเป็นไปอย่างโลกๆเขาเขาหลอกว่าอย่างนี้เป็นความสุขเด็กกินได้เที่ยวได้สูบเป็นสุขได้เงินมาเยอะแยะสุขได้ลาภเยอะแยะสุขได้ยศสูงๆมีอำนาจสุด สรรเสริญเยินยอสุกหรือได้สัมผัสสิ่งที่ต้องจ่ายมีปฏิกิริยาอย่างต้องใจถูกใจสมใจสุขรุ่นแรกแสวงหาความสุขอย่างโลกียสุขทั้งนั้นอย่างนี้เรียกว่าตรวจทุกอย่างขึ้นมาอีกแล้วเพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพุทธจะต้องเรียนรู้ระดับพวกนี้เป็นขั้นๆอาตมากำลังตั้งต้นตั้งแต่ขั้นละเอียดสูงสุดไล่ลงมาหาหยาบเข้าหยาบเข้าเพราะฉะนั้นกามราคะก็ประกอบไปด้วยกายของบุคคลหรือตัวบุคคลนี่แหละมันจะมาสมใจตาก็จะต้องพบแต่สิ่งที่เรากำหนดเอาไว้ว่าต้องเห็นอย่างนี้ต้องได้อย่างนี้อย่างนี้ถ้าเห็นแล้วก็ชื่นใจชอบใจสบายใจถ้าเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ชอบใจไม่ชื่นใจ สบายใจผลักออกไม่ให้ไม่มีอยู่ที่ลูกที่ขวางลูกกะตาอยู่เสียงก็จะผลักออกถ้ามันไม่ชอบใจถ้าเสียงอย่างนี้ชอบใจก็จะแสวงหาและจะนั่งเฝ้าจะอยู่กับมันได้นานๆกลิ่นก็ดีรถทั้งสิ้นก็ดีสัมผัสทางกายจะดีหรือแม้แต่ความคิดในจิตปั้นขึ้นมาและลึกอยู่อย่างนี้ก็จะอยู่กับมันนานๆแต่เป็นภวตัณหาแหมสบายดีโอ๊ยนี่นรกหนอเป็นอย่างนี้เองน้อยเราเก่งจริงนะเราได้ไปนรกอย่างนี้สวรรค์ดีจริงน้องแหมไปเที่ยวเพลิดเพลินดีจริงหรอหลับตาไปเลยสนุกอย่างนั้นเรียกว่าอาจจะมันหรือเรียกว่าโลกที่เราไปปั้นเอาขึ้นมาเรียกว่า อัตราเข้าแล้วเห็นภาพชัดเจนสวรรค์ก็มีต้นปาริชาติมีสระโบกขรณีมีโอ้บรรยากาศที่เราแล้วแต่ว่าจะไปวาดไว้อย่างไรแล้วก็ปั้นขึ้นมาให้สมใจมีภาพมีรูปมีสีมีอะไรก็ได้สมใจเราอย่างนี้เลยว่ามโนอัตราหรืออาตมันที่สำเร็จลงโดยการปั้นจิตแล้วก็ปั้นรูปปั้นรากฟันสีฟันผันขึ้นมาสำเร็จลงด้วยจิตจริงๆลัทธิอย่างนี้เรียกว่าลัทธิเปลือกหยิบเปลือกติดเปลือกและก็ได้เปลือกฟังดีๆนะกำลังขยับออกมาแล้วนะสู้ได้ปฏิบัติธรรมเดี๋ยวนี้ยังมีอีกเยอะเรื่องแบบนี้เริ่มต้นเข้ามาถึงตัวปฏิบัติและก็หลงยึดกันผิดๆอยู่ ผู้ปฏิบัติหลับตาแล้วก็ไปเล่นนรกเล่นสวรรค์อยู่โดยตั้งสวรรค์เป็นรูปปั้นนรกเป็นรูปผู้นั้นกำลังหลงความฝันฝันอย่างไรการปฏิบัติเพื่อที่จะปั้นรูปปั้นร่างขึ้นมาเอาแล้วก็เราก็พยายามแล้วก็ไปเห็นรูปนั้นร่างนั้นตามที่เราฝันนั้นหรือตามที่เราปั้นนั้นสำเร็จตรงจริงๆสิ่งเหล่านั้นเป็นมโนอัตราหรือเป็นเปลือกในขั้นหลงสภาพธรรมที่ปั้นขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนโดยไม่มีจริงแต่เราไปหลงมันอย่างนี้เรียกว่าเปลือกของเยอรมนีหรือเปลือกของฤาษีมีมาก่อนสมัย เจ้าก็มีเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่สมัยพระพุทธเจ้าก็มีด้วยเดี๋ยวนี้ก็มีอยู่และก็หลงเปลือกอย่างนี้กันเยอะไม่เปลืองเอาเปรียบอย่างอื่นอีกในสภาพของทางจิตหลับตาข้าวแล้วก็ไปปั้นสภาพอะไรต่ออะไรต่างๆนานาอย่าว่าแต่นรกสวรรค์เลยปั่นเลอะเทอะไปใหญ่เลยเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่องเงินเรื่องนั้นอะไรก็ได้ต่างๆนานามีอีกเยอะอย่างนี้ก็เรียกว่าไปหลงผิดหรือแม้แต่จะหลับตาเข้าแล้วใช้พลังงานจิตให้มันสามารถไปกำหนดรู้ให้สามารถที่มันเดินทางให้สามารถที่จะไปทำอะไรที่แทรกซ้อนลงไปในบรรยากาศต่างๆเอา ไปใช้จริงๆด้วยพลังงานจิตเนี่ยสามารถส่งออกไปใช้จริงๆด้วยส่งออกไปทางไกลหรือว่าจะให้มันมีพลังงานนั้นแรงสามารถที่จะบังคับสิ่งนั้นกำหนดสิ่งนี้พลังงานจิตจะเป็นได้จริงเมื่อทำถึงจุดนั้นจะสามารถส่งออกไปรู้อื่นข้างนอกตัวก็ได้จะสามารถใช้พลังงานจิตนี้ไปกำหนดสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ได้สิ่งเหล่านี้ถ้าผู้ใดเป็นหลงเล่นหลงติดไปกระทํา เป็นวิชาที่เรียนกันมาก่อนพุธเกิดสมัยพุทธก็ยังมีเรียนแข่งกันก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน