สักแต่ว่าเห็นมีสองนัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สักแต่ว่าเห็นมีสองนัย _Wittawat Kulsiri วิทวัธ กุลศิริ… เมื่อเรา เห็น สักแต่ว่า เห็น , ได้ยินเสียง + กลิ่น + รดชาด + กายสัมผัส + ใจรู้สึกใดๆ.. ก็ให้"สักแต่ว่า"..เท่านี้ก็จบจิตฉับพลันปัญญาเห็น ด้วยว่าสิ่งทั้งปวงนั้นๆ "ไม่มีจริง เป็นสิ่งสมมุติที่มนุษย์อุปโหลกขึ้นมาทั้งนั้น"..สาธุ.. พ่อครูว่า... ที่ว่าสักแต่ว่าเห็น แต่ก็มันมีพลความ มีเหตุปัจจัยมีบริบทเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจะต้องศึกษา ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่า คำว่าสักแต่ว่ามี 2 นัย นัยหนึ่ง คือ นัยแบบมักง่าย คือจิตอันธพาล อันธะ แปลว่ามืดมน สักแต่ว่าแบบมักง่าย แล้วก็มีคนที่ปฏิบัติแบบนี้ ส่วน สักแต่ว่า แบบจิตโลกุตระนั้น คือจิตพรหม ไม่ใช่จิตอันธพาล คือจิตรู้อยู่กับภาวะทุกข์ ซึ่งเราเองสัมผัสกันอยู่กับสิ่งที่เคยเป็นเหตุแห่งทุกข์ก็สัมผัสกับสิ่งนั้นอยู่ แต่เราไม่ทุกข์ไม่มีอาการของจิต แม้ว่าแต่ก่อนเราเคยสัมผัส เห็นคนเขามีทุกข์เราก็ไม่ใจดำเราก็ช่วยคนที่มีทุกข์นั้นจนเขาพ้นทุกข์ได้โดยมีมุทิตาจิตและวางจิตเป็นอุเบกขา เมื่อวางแล้วก็หมดหน้าที่ สักแต่ว่าว่าง การจะพบเขาอีก เขาก็พ้นทุกข์แล้ว หรือว่า คนนั้นเขาอยู่ในทุกข์นั้นแต่เราช่วยไม่ได้เลยเพราะเรารู้แล้วสัมผัสแล้วอาการหนัก หากใครช่วยก็มีแต่มีวิบากร่วมกันหนักหนาสาหัสกว่าเก่าอีก เราก็จำเป็นต้องปล่อยวาง ให้ไปเป็นตามยถากรรมให้เป็นไปตามวิบากของเขาอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งใดที่เราสัมผัสแล้ว เราก็หลุดพ้นจริง จิต สักแต่ว่า มันเป็นปรมัตถ์ธรรม ที่คุณจะรู้เอง เป็น (อปรปฺปจฺจยา ญาณเมวสฺสเอตฺถ โหติ ฯ) คือ รู้อยู่เห็นอยู่สัมผัสอยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย ของคนอื่นก็เป็นของคนอื่นของเราก็เป็นของของเราชัดเจนแล้วเราก็รู้จุดจบรู้จริงรู้จัก มันมีความเหมาะควรอะไรแค่ไหน แล้วเราศึกษามาเราก็จะเห็นความจริง
อ่านต่อ
นั้นว่าสิ่งนี้เป็นจุดจบเป็นจุดบริบูรณ์ เราจะช่วยเขาได้หรือช่วยเขาไม่ได้มันก็จบตรงนี้จริงๆเลย แล้วมันจริงอยู่อย่างแท้ๆ เราจะรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อใคร เราจะเชื่อความจริงนั้นอย่างสูงสุด พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย (อปรปฺปจฺจยา ญาณเมวสฺสเอตฺถ โหติ ฯ) ผู้จะสักแต่ว่ารู้ ต้องมีภูมิรู้ไม่ใช่แค่ตื้นๆ คุณวิทวัธ..ก็ติดตามให้ดีๆ อย่างที่คุณรู้อาตมาก็รู้และเคยผ่านมาแล้ว คุณยังไม่ได้ผ่านมาเหมือนอาตมาก็จะรู้อย่างที่คุณรู้