สัมมาทิฏฐิ 10 อันเป็นอาริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมมาทิฏฐิ 10 อันเป็นอาริยะ สัมมาทิฏฐิ ๑๐ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา)
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ)
ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้มีทานอย่างมีหวัง _ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ จากทิฏฐิที่ไล่มาให้ฟัง สามเส้าต้น ทาน ศีล แล้วผลของทานศีล สามเส้าต่อมา กรรม คุณจะทำกรรมเป็นทุกข์สุข กรรมดีหรือไม่ดี กรรมดี หากเป็นโลกีย์ก็เป็นกุศล หากดีของโลกุตระคือกำจัดกิเลสได้ หากไม่ดีคือกำจัดกิเลสก็ไม่ได้ เป็นอกุศลอีก ผู้ทำโลกุตระเสร็จก
อ่านต่อ
ิเลสหมดแล้ว ถ้าสภาพกรรมที่ทำต่อจากนั้นมีแต่กุศลไม่มีอกุศลไม่มีบาปอีก บุญก็ไม่มี ..งงไหม? พวกเราเข้าใจไม่งง สุกต คือทำดีเสร็จแล้ว ดีไม่ใช่โลกียะ แต่เป็นโลกุตระ ทุกฏัง เป็นโลกุตระ สุกตัง คือ ถึงทำดีแล้วขจัดกิเลสได้แล้วก็ยังมีผลวิบาก กัมมานังผลังวิปาโก แต่กุศลนั้นไม่เป็นบุญ มีแต่กุศล การฆ่าเป็นสิ่งไม่ดี การฆ่ากิเลสไม่ดี แต่จะบอกว่าฆ่ากิเลสดีไม่มีอะไรดีเท่า แต่ฆ่ากิเลสไม่ดีเลย เป็นภาษาสิริมหามายา เป็นการฆ่าที่เลวที่สุดดีที่สุด การฆ่าที่ดีที่สุดมีหนึ่งเดียวเท่านั้นคือฆ่ากิเลสแต่ฆ่าอย่างตายสนิทเลย นัยลึกซึ้ง พวกเรา หากไม่มีสภาวะจะสับสน คนฟังสับสน แต่อาตมาพูดไปคนก็ทำความเข้าใจตามมาได้ ส่วนคนเข้าใจได้แล้วแม้อาตมาพูดเพี้ยนก็เข้าใจกันได้ มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติก เป็นจิตวิญญาณแท้ๆ มีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เป็นต้น ข้อต่างๆ คุณจะต้องมีปัญญารู้การปฏิบัติตามหลักศีล ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวะและทั้งสิ่งที่มีชีวิต แต่ยังไม่มีกรรมไม่มีวิบากคือพืช เราก็ปฏิบัติกับของ ส่วนสัตว์นั้นปฏิบัติลึกซึ้งกว่า ทั้งในเรื่องของเมตตากรุณาทำประโยชน์ต่อกัน ส่วนพืชนั้นมันไม่ได้ต้องคำนึงถึงขนาดนั้น แต่ว่าต้องอย่าทุจริต พืชนี้ของเรา ดินน้ำไฟลม เพชรนินจินดา ธนบัตร ข้าวของวัตถุ ของเราหรือไม่ใช่ของเราคุณอย่าทุจริต มันเป็นกรรมเป็นวิบากเป็นความเลว หากคุณทำไม่ทุจริตข้าวของต่างๆคุณไม่เอาของใคร ไม่ลักษณะขโมยก็ดีแล้ว คุณสร้างขึ้นมาอาศัยให้ตัวเองรอด สร้างขึ้นมาให้เหลือเผื่อแผ่แจกคนอื่น อาตมาพาพวกเราทำได้ สังคมอุดมสมบูรณ์ไม่มีการเบียดเบียน เรามีแต่ประโยชน์ต่อคนอื่นทุกคน เราพยายามรู้ความจริงแต่อย่าหลงตัวเอง ประโยชน์เพราะเรามีกรรมกิริยาทางกายวาจาจิต แล้วจิตทำอะไร ก็ต้องทำงานที่เป็นความรู้แล้วแจกความรู้เป็นทาน ความรู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิความรู้ที่เป็นโลกุตระ นี่แหละเป็นทานที่สูงที่สุด ที่มีจริงแจกจริง แต่ถ้าคุณจะแจกโลกุตระ แต่คุณเองยังไม่ใช่โลกุตระ คุณโง่คุณหลงตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่ามันผิดด้วย คนก็ยิ่งจะแจกว่านี่แหละคือโลกุตระ คนนี้คือพวกที่มหาอเวจีนรกซับซ้อนลึกบาปหนา เพราะไปเอาโลกุตระมาทั้งที่รู้ว่าตัวเองก็ไม่มีจริง อาตมากล้าพูดว่าธัมมชโยพูด เพราะฉะนั้นนรกอเวจีเขาหนักมากเขาทำทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีจริงหรอก มันเป็นความลึกซึ้งทางสัจธรรมแต่ตัวเองไม่มีจริงเอามาหลอก คนรู้ไม่เท่าทันก็เลยเป็นอย่างที่เป็น ขณะนี้พวกเราสามารถเข้าใจสัตว์โอปปาติกะ สัตว์ทางจิตวิญญาณ วิญญาณนั้นรู้ได้ด้วยนามรูป เราก็รู้ได้ของเราจึงเป็นเครื่องอาศัยการปฏิบัติ จิตวิญญาณชั่วเป็นจิตวิญญาณผีเป็นจิตวิญญาณซาตานมาiร้ายหรือเป็นจิตวิญญาณที่ทำดี จิตวิญญาณทำไม่ดีและเป็นจิตวิญญาณที่ดีแล้ว คือทำให้ดีแล้วก็ทำดีได้แล้วนั่นก็เป็นวิญญาณที่ดี เป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ดียิ่งขึ้น จนเป็นโพธิสัตว์ระดับที่สูงขึ้นก็เป็นจิตวิญญาณทั้งนั้น ผู้รู้ก็รู้การเกิดด้วยเทวด้วยธรรมะ 2 สื่อสารให้รู้ภาคปฏิบัติ เทวเป็นคำกลางๆ เป็นคำกว้างใหญ่ไพศาลมากมาย กายก็แปลว่าสอง แต่เป็น วิสามัญนามยิ่งขึ้นกว่าเทวะ กายหากเข้าใจแต่เพียงภายนอกไม่มีภายในคนนั้นมิจฉาทิฏฐิ เมืองไทยคำว่ากาย แม้แต่นักศาสนาก็เข้าใจผิดว่า กายคือสิ่งเดียวคือภายนอกวัตถุเลก็ผิดไป ล.16 ข้อ 230 ที่บอกว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง หากเข้าใจกายผิด คำแรกของโพธิปักขิยธรรม 37 คือกายในกาย