ปฏิบัติอย่างตื่นรู้สู้กับวิบาก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิบัติอย่างตื่นรู้สู้กับวิบาก ในอามคันธสูตร อรรถกถาก็ได้เล่าถึงดาบสพวกหนึ่งที่ถือว่า ปลาและเนื้อเป็นกลิ่นดิบ ไม่ควรบริโภค แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปลาและเนื้อไม่ใช่กลิ่นดิบ แต่กิเลสทั้งปวงที่เป็นบาปเป็นอกุศลต่างหาก ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบ” คนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ขณะเดียวกันมีการจำแนกหรือให้ความหมายแก่อาหารที่กิน และคนกินอาหารไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ไม่ดี ผักหญ้าเท่านั้นดี คนกินเนื้อสัตว์เป็นคนเลว คนไม่มีเมตตากรุณา คนไม่กินเนื้อสัตว์อย่างฉันเท่านั้นคือคนดี นักมังสวิรัติพวกนี้กินอาหารด้วยอุปาทาน คือยึดติดอยู่สิ่งที่กินและไม่กิน คนพวกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์จริง แต่กิน "อุปาทาน" เข้าไปเต็มกระเพาะ นักมังสวิรัติบางพวกเอาแป้งมาทำเป็นอาหารทุกชนิด เช่น ลูกชิ้น เนื้อ ปลา หมู แม้กระทั่งกระเพาะปลา ไส้หมู . . . นักมังสวิรัติพวกนี้ นอกจากจะพอกอุปาทานให้เหนียวแน่นจนยากจะแกะออกได้แล้ว ยังหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย” {4} พ่อครูว่า..เอาพระไตรปิฎกหน่อยเถอะ ห่างมาตั้งนานแล้ว พระไตรปิฎกอัมพัฏฐสูตร ล.9 อัมพัฏฐมานพมาประคารมกับพระพุทธเจ้าและก็จำนนว่าเขารู้แต่พยัญชนะ จนสุดท้ายท่านก็ไล่เรียงมาถึงแก่นคือวิชชาและจรณะ พอมาถึงตรงนี้แล้วอัมพัฏฐะก็ยอมรับ ว่าเขารู้ วิชชา 8 จรณะ 15 เขาก็ท่องจำภาษาได้หมดแต่พอเอาเข้าเนื้อหาสาระ ก็ไม่ได้เลย ปฏิบัติไม่ได้ ข้อปฏิบัติของจรณะ 15 มีปัญญา 8 วิชชา 8 เป็นกษัยเข้าร่วมไปตลอด การปฏิบัติศีลปฏิบัติอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติด้วยอปัณณกปฏิปทา 3 คือข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อนี้ผิดคือ 1.ไม่ได้มาปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็เกี่ยวข้องกับของกินของใช้ โภชนะ โภชเนมัตตัญญุตา ของกินสำคัญกว่า ของใช้ยังอยู่ห่าง เอาของกินนี่แหละเห็นกิเลสให้ชัดเจ
อ่านต่อ
นแล้วติดตัวด้วยคุณต้องกินทุกวัน ของใช้บางอย่างก็ไม่ได้ใช้ทุกวัน หรือสำคัญกว่ากัน ของกินไม่กินตาย แต่ของใช้ไม่ใช้ก็ไม่ตาย หากว่าคุณไม่ได้ปฏิบัติกับของกินของใช้ ไม่ได้เรียนรู้การสัมผัสกับของกินของใช้แล้วเกิดกิเลส คุณได้อ่านกิเลสจากการสัมผัสของกินของใช้หรือไม่ ทั้งตากระทบรูป น่ากิน กระทบเสียงแล้วน่ากินได้กลิ่นแล้วน่ากิน รสแตะสัมผัสแล้วน่ากิน หรือสัมผัสภายนอกโผฏฐัพพะ ภายนอกสัมผัสแล้วน่ากิน พูดถึงตรงนี้แล้วนึกถึงคนตาบอด คลำแล้วบอกว่าน่ากิน สัมผัสแล้วน่ากิน เขาบอกได้ เขามีสัมผัสที่ละเอียดลึกซึ้ง เคยตั้งข้อสังเกตว่า ธนบัตรใบนี้ใบละ 100 ใบนี้ 1,000 ใบนี้ 500 คุณรู้ได้อย่างไร ดูแล้วมันก็เท่ากัน สัมผัสก็เหมือนกัน แต่เขารู้ รายละเอียดพวกนี้เป็นเซ้นส์ที่พิเศษ เขาก็ผิดพลาดไม่ได้ ปฏิบัติกับของกิน คุณก็ต้องอ่านสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณมีกิเลสน่ากินหรืออร่อยในการรับรสชาติ ซึ่งรสชาติมันมีในตัวของมันเอง แต่รสเก๊ที่คุณอร่อย ที่คุณชอบ ที่คุณไม่ชอบ ผลัก ไม่ชอบ นั่นแหละสิ่งนั้นแยกให้ออก อ่านอาการจิตคุณให้ออก แล้วพิจารณาเห็นว่า สิ่งที่ชอบไม่ชอบนั่นแหละมันไม่จริงยิ่งกว่าของจริง ของจริงนี้ก็ไม่เที่ยง ปล่อยไว้ ในรูปก็เสีย รสชาติก็เสีย มันก็เปลี่ยนไปทั้งนั้น ทิ้งไว้จริงๆแล้วก็เน่าเสียหายกินก็ไม่ได้ มันชัดๆอยู่แล้วมันไม่เที่ยงไม่คงที่หรอก หากไปยึดไปติดมันก็เป็นทุกข์ หากพอเหมาะจะสัมพันธ์เอามาใช้ก็สัมพันธ์เป็นครั้งคราว แล้วก็แยกส่วนไปหมด เป็นอนัตตาไม่มีอะไรที่จะไม่สูญสลาย ทุกอย่างสูญสลายหมด ในวาระใดวาระหนึ่ง นอกจากคุณเองไม่มีภูมิปัญญา คุณก็เป็นอัตตานิรันดรของคุณ เป็นเทวนิยม แล้วคุณก็ไม่ได้อยู่ประจำอยู่กับพระเจ้า คุณก็ต้องมาเกิดวนเวียนอยู่นี่แหละ แม้แต่ศาสนาเทวนิยม เขาจะเชื่อว่าตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร แต่ไม่หรอกเขาก็ต้องมาตามวิบาก มีวิบากต้องมาเกิดแล้วมาทรมานหากวิบากไม่ดี ยิ่งไปฆ่าคนแล้วทำถวายพระเจ้า ก็ต้องเกิดมารับวิบาก ดีไม่ดีฆ่าเขาอย่างอำมหิตด้วยแล้วบอก ฆ่าคนถวายพระเจ้า ก็ต้องรับวิบาก หรือ คู่วิบาก จะไม่ละเว้นคุณ เช่นคุณไปขับเครื่องบินชนตึกคนตายไป 300 คน 3,000 ก็ไม่ละเว้นคุณคุณไม่สูญหรอก ต้องมาเกิดอีกแล้วเจอวิบากกรรม 3000 คนนี้ยกตัวอย่างง่ายๆที่เป็นรูปธรรม แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นกรรมวิบาก เป็นสิ่งที่จะต้องมีทั้งรักและชัง มีการแก้แค้น เสพสมอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก คนไม่รู้แล้วนี่แหละทำบาปได้มาก คุณรู้แล้วก็ระมัดระวัง ขนาดรู้แล้วยังอดไม่ได้ เพราะกิเลสมันแรง ก็ต้องไม่ทำให้ได้ ด้วยปัญญาในสิ่งที่ดีที่สุด กดข่มก็ช่วย การกดข่มสมถะก็เป็นอุปการะมาก มันต้องทำก่อนช่วยก่อนเป็นสัญชาตญาณ แต่มันไม่สมบูรณ์ จะสมบูรณ์ต้องเป็นปัญญามันชัดเจนว่าสิ่งนี้ต้องเด็ดขาดละเว้นไม่เกี่ยวข้องเลย มันถึงจะสมบูรณ์แบบอย่างนี้เป็นต้น ปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ เมื่อสัมผัสตาหูจมูก ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสมันไม่เป็นปัจจุบันที่แท้ มันไม่แท้คุณก็อยู่ในภพของสัญญา มันทิ้งไปตั้ง 5 เหลืออีกหนึ่งเดียว ความจริงของคุณมีหนึ่งเดียว ความจริงอีก 5 คุณไม่รู้เรื่องเลยแล้วมันหยาบใหญ่หนักร้ายแรงกว่าในจิตของคุณ คุณก็ทำไปอย่างนั้น แต่ว่าอาสวะบางอย่างอาจจะหมดได้ แต่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พระพุทธเจ้าไม่รับรอง แม้ได้กายสักขีก็ตาม ยิ่ง ชาคริยานุโยคะ ท่านใช้ศัพท์คำนี้ ชา มาจาก ชาคริ หรือ ชาคระ คระ นี้เป็น Dynamic ชา นี้เป็น Static เป็นธาตุรู้, คระ แปลว่าดำเนินไป มีทั้ง Dynamic และ Static ชาคระ ต้องตื่นเต็มทั้ง 2 อย่าง กายกรรมวจีกรรม มโนกรรม หากว่าคุณตื่นแต่ มโนกรรมแต่กายคุณไม่รู้เรื่องไม่ได้ศึกษา วจีก็ไม่ได้ศึกษามีอะไรมาร่วมมีกิเลสมาร่วมไหมมีอะไรเกี่ยวข้องที่เป็นวิบากกรรมคุณก็ไม่รู้เลย เพราะไม่ได้ศึกษาเลย แล้วจะไปตีตัวเองว่าบรรลุแล้วได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการหลับตาปฏิบัติจึงโมฆะเด็ดขาดเลยไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรม อาสวะบางอย่างคุณอาจจะดับได้ ถ้ามีครบทุกรูปนามที่เป็นรูปที่อยู่ในภพ เพราะคุณหลับตามีแต่รูปที่อยู่ในจิตเท่านั้น รูปจิต อรูปจิต คนอื่นก็ไม่รับรองกับคุณด้วยมีแต่ สัญญยนิจจานิ คุณกำหนดเองหมด คนอื่นสัญญาร่วมกันคุณไม่ได้ สัญญาของคุณเป็นสัญญาอยู่ในใจคนเดียว คุณไม่ได้มาสัญญากับข้างนอกเขาเลย พอเข้าใจไหมภาษานี้ ไม่มีสัญญากับคนอื่นเท่าไหร่ก็มีแต่สัญญาคุณคนเดียว อย่างนี้จะไปอ้างอิงกับใครก็ได้ แต่ถ้าคนมาอยู่ร่วมกับภายนอกมีคนรับรองคุณได้เซ็นสัญญาร่วมกับคน 1 คน 2 คนร้อยพันคนมันจะเป็นความจริงยิ่งกว่าหรือไม่มันก็เป็นความจริงยิ่งกว่า อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่า ตื่น ชาคริยา หรือ ชาคระ ชาครี มันเป็นความมีสติเต็มทางกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ถ้าคุณมีสติเต็มแต่มโนกรรม คุณจะไม่รู้เรื่องกายกรรมวจีกรรม สติสัมปชัญญะข้อบกพร่องจะไปเอาความรู้ความชัดเจนความบรรลุความละเอียดลอออันนั้นจากนั้นได้จากที่ไหนกัน