สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ส่วนสาสวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข3 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ส่วนสาสวะ 2.อโสกสัมปวังโก ต่อ...ในหนังสือธรรมพุทธสุดลึก ได้ขยายอาริยมรรคข้อ 1 สัมมาทิฏฐิด้วยอาริยสัจ 4 แต่นักปฏิบัติธรรมชาวอโศกส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงสัมมาทิฏฐิมักจะนึกถึงสัมมาทิฏฐิที่เป็นสาสวะ 10 ข้อ อยากให้พ่อท่านให้ความกระจ่าง สัมมาทิฏฐิที่เป็นสาสวะ 10 ข้อ คือองค์ธรรมขยายสัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า...เป็นภาษาขยายความเกี่ยวเนื่องให้รู้สภาพแวดล้อม สัมมาสมาธินั้นเกิดจากการปฏิบัติมากทั้ง 7 องค์ที่รวมไปแล้วทั้งหมดของชีวิตคุณจะต้องทำอาชีพทำกรรมกริยาต่างๆที่จะต้องพูด คุณจะต้องคิดรวมไปหมดแล้วเป็นแต่เพียงว่าคุณจะต้องรู้ว่าถ้าจะปฏิบัติเราก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิ 10 เป็นตัวเงื่อนไขอะไรเงื่อนไขอันนี้แหละที่ยิ่งใหญ่สัมมาทิฏฐิ 10 เพราะฉะนั้นอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 อาตมาอธิบายทุกวันนี้บอกว่าเป็น สาสวะ 10 ก็ใช่ เพราะมาถึงตรงนี้แล้ว แต่ก่อนนี้พูดหัวข้อ มรรคองค์ 8 ปฏิบัติมรรค 7 องค์มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน แล้วก็ต้องปฏิบัติในขณะทำงานอาชีพการกระทำ ขณะพูดขณะคิด แล้วก็ทำด้วยการมีสติและความเพียร เป็นองค์ประกอบที่ช่วยกับสัมมาสมาธิ โดยสติ โดยวายามะ ช่วยกันทำให้อาชีวะเป็นสัมมา ช่วยให้กัมมันตะเป็นสัมมา ช่วยให้วาจาเป็นสัมมาช่วยให้สังกัปปะเป็นสัมมา แล้วก็ได้ผล จิตสะอาดตกผลึกเป็นสัมมาสมาธิ

สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นรายละเอียดของการปฏิบัติเข้าไปอ่านจิต และต้องรู้ความหมายของ 10 อย่างนี้ถ้าไม่รู้ความหมายของ 10 อย่างนี้คุณก็ทำไม่ได้ตลอด ทำไม่บริบูรณ์ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ทานแล้วต้องมีผลลดกิเลส แต่เขาสอนกัน ทานแล้วต้องได้อะไรกลับมา ทานแล้วให้เฉพาะญาติฉันนะ เธอไม่ใช่ญาติฉันนะ ทำไมขี้

อ่านต่อ

เหนียวใจไม่กว้างเลย เปรตอื่นก็ไม่ให้ วิจารณ์ให้หนำใจไป คือมันเลอะเทอะกันมาก ทานอันเดียวนี่ก็ปฏิบัติกันทุกวันนี้ออกนอกรีตไม่ได้ผลตามพุทธ ทานกันไป กรรมมีพิธีกรรมต่างๆนานาสร้างภพชาติสร้างวิธีการสร้างความหลอกล่อสร้างวิมานอะไรต่ออะไรมาหลอกให้ทานออกไป ทานแบบปิดบัญชี ใจดำชิบหายเลย โอ้โหยุให้คนอื่นเขาทำทานกับตัวเองตัวเองให้หมด คนอื่นจะตายปิดบัญชีเลยก็ไม่สนใจ คนอะไรเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวขนาดหนัก เป็นพระเป็นเจ้าพูดอย่างไม่ขายหน้าเลย เขาบอกว่าทำทานปิดบัญชีเลยมีเท่าไหร่ให้หมดคนอื่นจะฟังรู้เรื่องไหม จะไม่ให้เขากินเขาอยู่เลยหรืออย่างไร มีเท่าไหร่ขนมาให้กูให้หมดธัมมชโยเอ๋ย ทำไมทำไมเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวขนาดหนัก ไม่เคยพบไม่เคยเห็นก็ได้พบได้เห็นหนอในชาตินี้มนุษย์เอย นี่ก็วิจารณ์ความจริงให้ฟัง คนเรามันหน้าด้านไม่อาย แล้วคนก็ไปศรัทธาเลื่อมใสยกย่อง ทำไมถึงงมงายกันขนาดนั้น นี่แหละสังคมโลกมองไม่เห็นไม่รู้เรื่องอะไร

2.ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ท่านก็แปลว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ก็เป็นสำนวนโบราณของเดียรถีย์ จริงๆแล้วก็คือวิธีปฏิบัติธรรมเพื่อให้ลดกิเลส เพราะฉะนั้นวิธีการน้อยเท่าไหร่ที่จะปฏิบัติธรรมให้สู่จุดสำคัญในการกำหนดวจีกรรม มโนกรรมแล้วอ่านกิเลสให้ออก วิธีปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วตากระทบกระทบเสียงนี่แหละคือวิถีของพระพุทธเจ้า และอ่านให้ทันอ่านเวทนาในเวทนา แยกเวทนาออก ตัณหาเกิดจากเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาทำให้เกิดเวทนา อ่านออกจากตัณหาได้ก็ล้างตัณหาเสีย กำจัดตัณหา อาการตัณหาเป็นอย่างไรเป็นกามตัณหาอย่างนี้เป็นต้น ล้างให้หมดหมดกามตัณหาก็เหลือภวตัณหาที่เป็นรูป อรูปก็ล้างให้หมดจนไม่เหลือตัณหาเลย เป็นวิภวตัณหาก็จบ เขาไปมีวิธีมากมาย กลายเป็นรัฐพิธี ออกนอกรีตไปไกล อาตมาสงสาร ไปฟังพระสวดมนต์เป็นนายกฯ องคมนตรีก็นั่งให้พระสวดไปเถิด บางคนก็ผงกแล้วผงกอีกเห็นใจสงสาร พาออกนอกรีตทรมานทรกรรมกันจริงๆ สงสารศาสนาพุทธที่ทำการทรมานมนุษย์จะรู้ตัวจะลดละเลิกรากันบ้างไหม มาเป็นชาวอโศกนี่ สบม ธมด ปกต หห จจ มชยลล

ทานไม่มีผลไม่ได้อานิสงส์ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ยิฏฐังก็ไม่มีผลปฏิบัติ ปฏิบัติไตรสิกขาก็ไม่ได้ผลตาม ศีล สมาธิ ปัญญา มันไม่ได้เข้าเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าเลย คุณจะปฏิบัติศีลก็ต้องเข้าไปอ่านถึงจิต ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างที่สอนกันแค่ว่าคือการสำรวมกายวาจาส่วนสมาธินั้นก็ไปนั่งหลับตา นี่แหละไปฉีกธรรมะพระพุทธเจ้า ฉีกสัจธรรมของพระพุทธเจ้าหมด ทำลายศาสนาทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าหมดเลย ซึ่งมันไม่ถูก ศีล สมาธิ ปัญญานั้นแยกกันไม่ได้ เพราะว่าศีลแล้วก็ต้องมีการอ่านจิตอย่างเช่นศีลข้อที่ 1 คุณจะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับคน ก็มีเมตตาเกื้อกูลไม่ทำร้ายทำร้ายหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่จริงไหม เกื้อกูลกันจริงไหมหรือว่าคุณเองก็ต้องฆ่าต้องเบียดเบียน ดีไม่ดีไปกินเนื้อมันอีกเขาบอกว่าอร่อยดี ดูโทรทัศน์ เห็นคนที่เขาไม่ประสีประสาเขาก็ไปจับปูจับปลาเอามากิน กินกันสดๆพวกที่อยู่ในทะเลจับปลาอะไรมากิน วันนี้ก็ดูจับปลาหมึกเป็นๆมากิน หรือว่าจับปลามาแล่เนื้อกินสดๆ ไม่ได้รู้เขารู้เรา เขาก็มีชีวิตได้เราก็มีชีวิตก็ไม่รู้ จึงเป็นเรื่องที่ยากซึ่งคนในชาวพุทธก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่รู้เรื่องซึ่งผลของการปฏิบัติที่เรียกว่า ยิฏฐัง เขาก็แปลกันไม่รู้เรื่อง เขาแปลกันว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ที่จริงก็คือการปฏิบัติทานก็ดีการปฏิบัติศีลก็ดีในข้อ 1 และข้อ 2 ของสัมมาทิฏฐิ 10 ที่ทำแล้วปฏิบัติแล้ว ยิฏฐัง มันมีผลไหมนี่คือหุตัง คือพยัญชนะก็อยู่ในภาษาโบราณภาษาที่อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องอาตมาก็ขยายเป็นภาษาไทย หมายถึงว่า วิธีปฏิบัติ ปฏิปทาต่างๆ มันได้ขัดเกลากิเลสไหมในข้อ 3 นี้ก็ต้องอ่านดู มันลดละจางคลาย วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี หรือไม่ แล้วแล้วคุณถึงจะปฏิบัติธรรมะได้ถูก ถ้าหากไม่เข้าใจในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 1.. 2.. 3 ปฏิบัติไม่ถูกแล้วจะไปปฏิบัติข้ออื่นได้อย่างไร ขนาดข้อต้นเป็นประธานก็ยังไม่รู้เรื่องแล้ว ข้อที่ 4 อันนี้แปลเป็นโลกุตระแล้วนะ ถ้าไปแปลเป็นโลกียะก็บอกว่าผลวิบากของกรรมที่ทำชั่วแล้วมีแน่ ไม่ใช่ มันเลยความดีความชั่ว แต่มันลดกิเลสเป็นโลกุตระ อธิบายนั้นเป็นโลกียะก็เลยวนเวียนอยู่กับโลกโลกียะเลยไม่ไปไหนเลย ผลของวิบากคือทำกรรม สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก คุณทำสุขหรือทุกข์ก็ด้วยกรรมของคุณ คุณทำแล้วผลของมันสุขหรือทุกข์ สุขก็คือมันเป็นโลกุตระทุกข์มันไม่เป็นโลกุตระ สาระสัจจะมันเป็นเช่นนี้ คุณรู้กรรมวิบาก คุณทำแต่กรรมโลกีย์ก็แปลกันแต่วนในโลกีย์ เช่นแปล สัพพปาปัสส อกรณัง ไม่ทำชั่ว กุสลสูปสัมปทา ทำแต่ดี สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้ผ่องใส ก็แปลแบบนี้วนเวียน โลกียะ แต่โลกุตระคือ บาปท่านไม่มีเด็ดขาด สัพพปาปัสสอกรณัง ไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่มีกิริยาของท่านที่เป็นบาปอีกเลย ถ้าท่านยังทำอะไรอยู่ก็ กุสลสูปสัมปทา ทำกรรมอะไรก็มีแต่ดี เพราะจิตทำได้ถาวรยั่งยืนแล้ว สจิตตปริโยทปนัง นี่คือแปลโอวาทปาติโมกข์อย่างโพธิรักษ์ คนมีภูมิอย่างไรก็แปลอย่างนั้น คนที่ฟังจะรู้เรื่องดีอันไหนก็เอาอันนั้น ไม่มีปัญหาอะไร ก็เอาที่คุณเห็นว่าดี คนที่ฟังอาตมายังไม่รู้เรื่องยังไม่เห็นว่าดีก็ไม่ต้องเอา อาตมาพูดให้คนรู้เรื่องทำได้ ก็เอาอันนั้น อาตมาไม่เก็บค่าสอนค่าบรรยายธรรมฟรี ยิ่งไปกว่านั้น เลยจากกัมมานังแล้ว 6.โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) ยกเว้นข้อ 10 ก่อน โลกนี้คืออะไร โลกหน้าคืออย่างไร เข้าใจความเป็นโลกอย่างไร โลกคือสภาวะที่หมุนวนชีวิตก็หมุนวนอยู่ในโลก คุณไม่หมดโลก ดับโลกเป็นโลกนิโรธไม่ได้ คุณก็วนอยู่ในโลกอยู่ตลอดกาล ผู้อยู่เหนือโลกดับโลกได้แล้ว แล้วก็จะอยู่กับโลกอย่างเหนือโลกอย่างอาตมา ดับโลกได้แล้วโดยเฉพาะโลกอบายมุขก็ดับได้แล้ว โลกของกามก็ดับได้แล้วไม่เกิดอีก รูปโลก อรูปโลกก็ดับได้แล้วไม่เกิดอีกแล้ว ก็มีแต่โลกที่เป็นโลกุตระ เป็นโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 2 3 4 5 6 7 มีความลึกซึ้งซับซ้อนเป็นเหตุปัจจัยเป็นองค์ประกอบของโลกที่ละเอียดมากเลยในโลกที่ท่านได้ตรัสเอาไว้เป็นโลกต่างๆเป็นโลกที่หาที่สุดไม่ได้ โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่จะไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ อะไรก็แล้วแต่ นี่อาตมาเข้าใจและรู้ว่าโลกเรานี้คนไปยึดถือเป็นทิฏฐิ 62 เข้าใจ โลกที่ตกในวังวน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ยังมีสุขมีทุกข์ แต่โลกโลกุตระนั้นไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้ว หลุดพ้นจากความสุขความทุกข์ มีแต่อุเบกขา อทุกขมสุข เป็นโลกีย์เหนือโลกโลกีย์แล้วเรียบร้อย อยังโลโก คือโลกโลกียะเป็นอย่างไร ปร แปลว่าอื่น ปโรโลโกต่างจากโลกโลกียะอย่างไร ทำได้พ้นแล้วอย่างไร อยู่ในโลกใหม่ โลกโลกุตระอย่างบริบูรณ์มั่นคงถาวรไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว คุณเป็น คุณมี คุณอาศัยอยู่ โดยไม่ติดยึด สักแต่ว่าอาศัย คุณได้มาแล้วไหม ปโรโลโก จะได้อย่างนี้คุณก็ต้องรู้เรื่องจิตวิญญาณ มี มาตา ปิตา สัตว์โอปาติกา แม่ พ่อ สัตว์ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ สัตว์ที่สัตว์ที่เป็นเนื้อหนังมังสา แต่เป็นสัตตาวาส 9 แล้วก็ต้องพ้นสัตตาวาส 9 สิ่งที่พาคุณเกิดคือมีสองสภาพ คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ มาตาคืออิตถีภาวะ ปิตาคือปุริสภาวะ ภาวะสองนี้ทำให้คุณเกิดจิตวิญญาณ แล้วคุณก็สามารถที่จะให้เกิดจิติวญญาณได้โดยรู้ว่าจะให้เกิดเป็นสัตว์โอปปาติกะอยู่เหนือความเป็นสัตว์แล้วอย่างไร จะเอาพยัญชนะมาเรียกว่าเราเป็นสัตว์มนุษย์สัตว์พรหม หรือสัตว์เทวดาหรือเทวดามารพรหม สัตว์พรหมคือสัตว์ที่บริสุทธิ์สะอาดหมดแล้ว ใช้พยัญชนะเรียก อาตมานี่ขอยืนยันว่าอาตมาเป็นสัตว์พรหม อาศัยพยัญชนะมาเรียก อาศัยการเกิดอยู่ แต่เราพ้นสัตตาวาส 9 แล้วไม่มีความเป็นสัตว์อย่างที่เป็นโลกียะอยู่เหนือสัตว์นั้นแล้ว เพราะมี มาตา ปิตา เป็นธรรมะ คำนี้ที่ไม่ได้หมายถึงสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา แต่หมายถึงองค์ธรรมสัจธรรม ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ มันช่วยกัน ศีลกับปัญญา ช่วยกันทำให้อธิจิตเกิดโอปปาติกะพ้นความเป็นส้ตว์ พยัญชนะก็สื่อสภาวธรรม คุณรู้จริงได้จริง ความเป็นสัตว์คุณพ้นได้หมดหรือมี โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ มรรค องค์ 8 เป็นแม่ ช่วยกันทำให้สัตว์โอปปาติกะพ้นความเป็นสัตว์ให้จิตสะอาดได้ คุณทำได้ไหม มีสภาวะธรรมเหล่านั้นไหม ทำได้ก็เป็น 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) ที่ต้องบอกว่า สยังอภิญญาในข้อ 10 คือผู้รู้เอง ไม่มีใครสอน แล้วรู้เองมาจากไหน มาจากชาติก่อนๆที่ได้เรียนรู้มาจากพระพุทธเจ้าเรียนรู้ได้มาแล้วแน่นอน ในยุคนี้พระพุทธเจ้าไม่มีแล้วหรือไก่ตัวพี่ที่สอนอาตมาก็ไม่มี นี่คือรู้เองในขณะที่เป็น สยังอภิญญา ไม่ใช่สยัมภูที่เป็นพระพุทธเจ้าที่รู้เอง บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ อาตมาไม่ใช่ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ระดับ 8 ก็ยังไม่ใช่ อาตมาพูดจริง ยืนยันจริง ขออภัย คนโง่เท่านั้นจะไม่เชื่ออาตมา หากไม่โง่จะฟังแล้วรู้เลยว่าถ้าไม่ใช่ของจริงจะไม่พูดอย่างนี้ไม่มีอย่างนี้มาพูดหรือไม่กล้าพูดเช่นนี้ คนที่ไม่ฟังอาตมานั่นแหละคือคนที่ นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ คือไม่มี ผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ นี่ไงที่มาพูดอยู่นี่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามี พูดชัดๆดังๆด้วยไม่ได้พูดให้เบาแว่วได้ยิน ก็ไม่เชื่อไม่รู้ไม่เห็น นัตถิโลเก ตามืดบอด อาตมาพูดหมดเปลือกพูดไม่เหลือพูดไม่บันยะบันยัง พูดไม่ปิดบัง พูด ไม่ไว้หน้า พูดอย่างเหลือนาทีเดียว สมณะฟ้าไทว่า...สรุปจบ 630311_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นประธานของสัมมาสมาธิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน