07-บทที่ 2 ปริศนา.pdf
เนื้อหาในไฟล์
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎีที่ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้ 1. ผู้สูงอายุ 1.1 ความหมายของผู้สูงอายุ 1.2 สถานการณ์ของผู้สูงอายุ 1.3 นโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 1.4 การเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ 1.5 สถานการณ์ของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหาร 1.6 ภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหาร 2. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ 2.1 ความหมายของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ 2.2 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ 3. ภาวะสุขภาพ 3.1 ความหมายของภาวะสุขภาพ 3.2 ภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ 3.3 การประเมินภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ 4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 4.1 ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.1.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะส่วนบุคคล 5.1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและภาวะสุขภาพ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 6. กรอบแนวคิดของการวิจัย ผู้สูงอายุ ความหมายของผู้สูงอายุ การให้ความหมายหรือค านิยาม โดยมีการก าหนดว่าบุคคลใดนั้นจะย่างเข้าสู่วัยสูงอายุเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น สภาพสังคม ประเพณี และกฎหมายของแต่ละประเทศโดยทั่วไป ซึ่งความหมายของผู้สูงอายุจะใช้เรียกบุคคลที่มีอายุมากที่มีลักษณะผมขาว หน้าตาเหี่ยวย่นการเคลื่อนไหวเชื่องช้า เป็นต้น โดยข้อตกลงที่เป็นสากลมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และ 8 ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ก าหนดความหมายของผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (วัชพลประสิทธิ์ ก้อนแก้ว. 2557 : 11-12) ฮอลล์ ได้แบ่งการสูงอายุของบุคคลออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. การสูงอายุตามวัย (Choronol
อ่านต่อ
ogical Aging) หมายถึง การสูงอายุตามปีปฏิทินโดยการนับจากปีที่เกิดเป็นต้นไป และบอกได้ทันทีว่า ใครมีอายุมากน้อยเพียงใด 2. การสูงอายุตามสภาพร่างกาย (Biological Aging) เป็นการพิจารณาการสูงอายุจากสภาพร่างกายและสรีระของบุคคลที่เปลี่ยนไป เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายลดน้อยลง เป็นผลมาจากความเสื่อมโทรมตามกระบวนการสูงอายุ ซึ่งเป็นไปตามอายุขัยของแต่ละบุคคล 3. การสูงอายุตามสภาพจิตใจ (Psychological Aging) เป็นการเปลี่ยนแปลงใน หน้าที่ การรับรู้แนวความคิด ความจ า การเรียนรู้ เชาว์ปัญญา และลักษณะบุคลิกภาพ ที่ปรากฏในระยะต่าง ๆ ของชีวิตแต่ละคนที่มีอายุเพิ่มขึ้น 4. การสูงอายุตามสภาพสังคม (Sociological Aging) เป็นการเปลี่ยนแปลงในบทบาทหน้าที่ สถานภาพของบุคคลในระบบสังคม รวมทั้งความคาดหวังของสังคมต่อบุคคลนั้น ซึ่งเกี่ยวกับอายุ การแสดงออกตามคุณค่าและความต้องการของสังคม ส าหรับการก าหนดว่าผู้สูงอายุเริ่มเมื่ออายุเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับความแตกต่างกันในแต่ละสังคม ส าหรับสังคมไทยนั้นก าหนดว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ทั้งนี้ผู้สูงอายุมิได้มีลักษณะเหมือนกันหมด แต่จะมีความแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ องค์การอนามัยโลกจึงได้แบ่งเกณฑ์อายุตามสภาพของ การมีอายุเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุ (Elderly) มีอายุระหว่าง 60-74 ปี 2. คนชรา (Old) มีอายุระหว่าง 75-90 ปี 3. คนชรามาก (Very Old) มีอายุ 90 ปีขึ้นไป การแบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 ช่วงดังกล่าว ส าหรับในสังคมไทยยังมิได้มีข้อสรุปว่าจะมีการจัดประเภทของผู้สูงอายุในลักษณะใด การจัดโดยใช้เกณฑ์อายุก็ยังมีข้อถกเถียงว่ายังไม่เหมาะสม นักวิชาการบางท่านจึงใช้เกณฑ์ความสามารถของผู้สูงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้ดี 2. กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง 3. กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพมีความพิการ กระทรวงสาธารณสุข แบ่งผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม ตามความสามารถของการประกอบกิจวัตรประจ าวัน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน และสังคมได้ เรียกว่า กลุ่มติดสังคม กลุ่มที่ 2 ผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองได้บ้าง ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เรียกว่า กลุ่มติดบ้าน กลุ่มที่ 3 ผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้ พิการ หรือทุพพลภาพ เรียกว่า กลุ่มติดเตียง 9 การศึกษาในครั้งนี้สนใจศึกษาผู้สูงอายุตามเกณฑ์ของประเทศไทย คือ อายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่เป็นกลุ่มติดสังคม เนื่องจากเป้าหมายของการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพื่อให้ผู้สูงอายุคงสถานะของการเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจหรืออีกนัยหนึ่ง คือ ให้คงสถานการณ์เป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมให้นานที่สุดเพื่อลดการตกไปสู่การเป็นผู้สูงอายุในกลุ่มติดบ้านหรือติดเตียงที่จะต้องพึ่งพิงผู้อื่นเป็นหลัก สถานการณ์ของผู้สูงอายุ สถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทยมีรายงานการเปลี่ยนแปลงทางประชากรประจ าปีและข้อมูลสถิติที่ส าคัญเกี่ยวกับผู้สูงอายุ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย 2556 : 12-39) ซึ่งรายละเอียดดังนี้ 1. สถานการณ์ด้านประชากร จากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 1.1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอายุของประชากร โครงสร้างทางอายุของประชากรแสดงด้วยสัดส่วนของประชากรในวัยต่าง ๆ เมื่อจ าแนกประชากรออกเป็นกลุ่มอายุ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ประชากรวัยเด็ก (อายุน้อยกว่า 15 ปี) วัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) และวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จะเห็นได้ว่า ในระหว่างปี พ.ศ.2553-2583 สัดส่วนของประชากรวัยเด็ก และวัยแรงงาน มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่สัดส่วนของประชากรสูงอายุ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 13.20 ใน พ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 32.10 ใน พ.ศ. 2583 และที่น่าสังเกต คือ ในปี พ.ศ. 2560 จะเป็นปีที่คาดว่าสัดส่วนของประชากรวัยเด็กจะเท่ากันกับสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุ 1.2 จ านวนและสัดส่วนของประชากรสูงอายุ จากผลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยปี พ.ศ. 2553-2583 พบว่าสัดส่วนของประชากรสูงอายุวัยปลาย (อายุ 80 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนกล่าวคือ สัดส่วนของผู้สูงอายุวัยปลายจะเพิ่มจากประมาณร้อยละ 12.70 ของประชากรสูงอายุทั้งหมดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรสูงอายุ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุวัยปลายนี้ จะสะท้อนถึงการสูงอายุขึ้นของประชากรสูงอายุ และน าไปสู่การเพิ่มขึ้นของประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เมื่อพิจารณาสัดส่วนเพศของประชากรสูงอายุ พบว่า ประชากรสูงอายุเพศหญิงมีสัดส่วน ร้อยละ 55.10 ในปี พ.ศ. 2553 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56.80 ในปี พ.ศ. 2583 โดยเฉพาะประชากรสูงอายุ วัยปลายเพศหญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากร้อยละ 13.90 ในปี พ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 21.30 ในปี พ.ศ. 2583 เนื่องจากเพศหญิงจะมีอายุยืนยาวกว่าเพศชาย ส าหรับแนวโน้มประชากรสูงอายุไทยจะอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลหรือเขตเมืองเพิ่มขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2553 มีประชากรสูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลจ านวน 3.30 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 39.70 เพิ่มขึ้นเป็น 11.60 ล้านคน หรือร้อยละ 59.80 ในปี พ.ศ. 2583 ทั้งนี้ เนื่องมาจากแนวโน้มการเติบโตของประชากรเมืองในประเทศไทยมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น 1.3 อัตราเพิ่มของประชากรรวมเปรียบเทียบกับประชากรวัยสูงอายุ จากข้อมูลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553-2583ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มของประชากรโดยรวมมีแนวโน้มลดลงจนติดลบ โดยเริ่มติดลบในช่วงระหว่าง 10 ปี พ.ศ. 2568-2573 เป็นต้นไป ในขณะที่อัตราการเพิ่มของประชากรสูงอายุแม้ว่าจะมีแนวโน้ม ลดลง แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มประชากรรวมค่อนข้างมาก อันเป็นผลมาจากอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว 2. สถานการณ์ด้านสุขภาพ 2.1 ภาวะสุขภาพที่ประเมินโดยตนเองของประชากรสูงอายุ ภาวะสุขภาพที่ได้จากการประเมินโดยตนเอง เป็นอีกหนึ่งดัชนีที่ใช้กันแพร่หลายในการวัดสุขภาพโดยรวม ร้อยละของประชากรอายุ 60 ปี ที่รายงานว่าตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมาก ปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554 จ าแนกตามอายุ เพศ และเขตที่อยู่อาศัยซึ่งพบว่าร้อยละของผู้สูงอายุประเมินว่าตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากลดลง ทั้งในเขตเมือง และในเขตชนบท นอกจากนี้ ร้อยละที่มีสุขภาพดีหรือดีมากนั้นยังผันแปรกับอายุ และเพศ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากมีร้อยละที่รายงานว่า ตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากต่ ากว่าผู้สูงอายุที่มีอายุน้อยและผู้สูงอายุหญิงมีสัดส่วนผู้ที่รายงานว่า ตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากต่ ากว่าผู้สูงอายุชาย สัดส่วนประชากรสูงอายุที่ประเมินว่ามีสุขภาพดีจ าแนกตามจังหวัด ในปี พ.ศ. 2554 เป็นที่น่าสนใจว่าจังหวัดชุมพร และระนอง มีร้อยละของผู้สูงอายุที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพดีหรือดีมากสูงถึงกว่าร้อยละ 60.00 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ 2.2 ปัญหาสุขภาพในประชากรสูงอายุ ปัญหาด้านการมองเห็นเป็นอีกปัญหาที่ส าคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจ าวันของผู้สูงอายุ และอาจน าไปสู่การเกิดอุบัติเหตุและการพลัดตกหกล้ม จากข้อมูลพบว่าใน ปีพ.ศ. 2554 ร้อยละ 47.40 ของผู้สูงอายุรายงานว่ามีปัญหาด้านการมองเห็น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2550 เล็กน้อย โดยปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ ผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มประสบปัญหา ดังกล่าวมากกว่าเพศชาย และผู้ที่อาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหามากกว่า ในเขตชนบท อีกปัญหาที่ผู้สูงอายุประสบคือ ปัญหาด้านการได้ยิน พบว่า ในปี พ.ศ. 2554 ประมาณร้อยละ 15.00 ของผู้สูงอายุประสบปัญหาดังกล่าว และปัญหาดังกล่าวแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจาก ผลการส ารวจในรอบก่อน โดยปัญหาการได้ยินจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ และเพศหญิงจะประสบปัญหามากกว่าเพศชาย รวมทั้งผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตชนบทจะมีปัญหาสูงกว่าในเขตเมืองปัญหาสุขภาพที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการด าเนินชีวิตของผู้สูงอายุและอาจน าไปสู่ความพิการได้คือการพลัดตกหกล้ม ซึ่งการพลัดตกหกล้มนี้ เกิดจากทั้งสภาพร่างกาย และศักยภาพ ในการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ถดถอยตามอายุ และสภาพแวดล้อมทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน ข้อมูลการส ารวจประชากรสูงอายุไทยในปี พ.ศ. 2550 และปี พ.ศ. 2554 พบว่า สัดส่วนการพลัดตก หกล้มลดลงเล็กน้อย จากร้อยละ 10.30 เหลือเพียงร้อยละ 8.60 เมื่อพิจารณาตามลักษณะประชากรจะพบว่า การพลัดตกหกล้มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มที่จะพลัดตก หกล้มมากกว่าผู้สูงอายุชาย และผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมืองมีแนวโน้มที่จะมีการหกล้มมากกว่าในเขตชนบท อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบระหว่างปี พ.ศ. 2550 กับ พ.ศ. 2554 มีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่ม ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุหญิง แม้ว่าแนวโน้มการหกล้มจะลดลง แต่ก็ควรจะลดประเด็นปัญหานี้ให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้น จึงควรเร่งส่งเสริมให้มีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทั้งภายในบ้านและนอกบ้านให้เหมาะสมและปลอดภัยส าหรับผู้สูงอายุปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมระบบการขับถ่ายเป็นอีกปัญหา 11 หนึ่งของผู้สูงอายุ ปัญหาการกลั้นอุจจาระไม่ได้ เป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประชากรสูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุวัยปลาย ผู้สูงอายุเพศหญิง และผู้สูงอายุที่อยู่ในเขตชนบท ในปี 2558 กระทรวงสาธารณสุข ได้ประเมินคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ พบว่า ร้อยละ 79.00 คือ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่ยังช่วยเหลือตนเอง ผู้อื่น ชุมชนและสังคมได้ และอีกร้อยละ 21.00 คือ ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือ เรียกว่า กลุ่มติดบ้านเป็นผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหว ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง และกลุ่มติดเตียงเป็นผู้สูงอายุกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พิการ หรือมีภาวะทุพพลภาพ ที่ต้องการการดูแลระยะยาว จากผลการตรวจสุขภาพประจ าปี ในปี พ.ศ. 2557 พบว่าผู้สูงอายุวัยต้นได้รับการตรวจสุขภาพต่ าสุด ร้อยละ 50.60 ร้อยละ 32.40 มีการออกก าลังกายเป็นประจ าอย่างสม่ าเสมอ และส่วนใหญ่เป็นวัยต้นร้อยละ 9.50 สูบบุหรี่เป็นประจ า ร้อยละ 2.80 ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจ า ร้อยละ 15.00 ทั้งสูบบุหรี่และดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจ า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่เป็นประจ าสูงสุด ร้อยละ 12.50 ภาคเหนือมีผู้สูงอายุที่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจ าสูงสุด ร้อยละ 3.20 ผู้สูงอายุวัยต้นมีสัดส่วนของผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มสุราเป็นประจ าสูงกว่าผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลาย สรุปแล้ว ภาวะสุขภาพร่างกายโดยรวมของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่มีสุขภาพดี ร้อยละ 42.40 มีสุขภาพไม่ดีและไม่ดีมาก ๆ มีเพียงร้อยละ 13.90 และร้อยละ 2.10 ตามล าดับ (ส านักงานสถิติแห่งชาติ. 2560 ; 16-18) 2.3 สุขภาพจิตของประชากรสูงอายุ ในการวัดภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุนั้น นอกจากสุขภาพทางกายแล้ว สุขภาพทางใจหรือสุขภาพจิตก็เป็นมิติที่ควรให้ความส าคัญเช่นกัน จากการส ารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2554 ได้มีการวัดสุขภาพจิตของผู้สูงอายุจากข้อค าถาม 15 ข้อ โดยแต่ละข้อมีคะแนนอยู่ระหว่าง 0-3 คะแนน พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีคะแนนสุขภาพจิตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 32.0 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานส าหรับสุขภาพจิตของคนไทยทั่ว ๆ ไป (ค่ามาตรฐาน คือ 27.0-34.0 คะแนน) โดย ผู้สูงอายุชายมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่าผู้สูงอายุหญิง (คะแนน 32.5 และ 31.6 ตามล าดับ) เมื่อพิจารณาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุไทยตามกลุ่มอายุ พบว่าผู้สูงอายุวัยต้นมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่า ผู้สูงอายุวัยปลายและผู้สูงอายุวัยกลาง (คะแนน 32.2 31.7 และ 31.7) ตามล าดับ 3. อัตราความเร็วของการเพิ่มประชากรสูงอายุ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะเป็นประเทศในกลุ่มแรกของอาเซียนที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงวัยอย่างรวดเร็วมากด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ประเทศไทยจะ ใช้เวลาเพียง 14 ปี ที่สัดส่วนของประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจากร้อยละ 10.00 เป็นร้อยละ 20.00 ส่วนประเทศอื่นนอกเหนือจากไทยและสิงคโปร์ ก าลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยภายในประมาณ 10-20 ปีข้างหน้า และอัตราความเร็วของการเพิ่มประชากรสูงอายุของอาเซียนจะค่อนข้างรวดเร็ว มากเช่นกัน เร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยใช้เวลาไม่ถึง 30 ปี ที่ประชากรสูงอายุ จะเพิ่มเป็นเท่าตัว นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า บรูไนเมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ในปี พ.ศ. 2560 จะใช้ เวลาใกล้เคียงกับประเทศไทย คือ 13 ปี ที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่มจากร้อยละ 10.00 เป็นร้อยละ 20.00 ในขณะที่ฟิลิปปินส์จะมีอัตราความเร็วของการเพิ่มประชากรสูงอายุช้าที่สุดในภูมิภาค 12 4. การคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ ในปี 2558 กระทรวงสาธารณสุขได้ประเมินคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุจ านวน 6,394,022 คน พบว่า ร้อยละ 79.00 (5 ล้านคน) คือ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่ยังช่วยเหลือตนเอง ผู้อื่น ชุมชนและสังคมได้ และอีกร้อยละ 21.00 (1.3 ล้านคน) คือ ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือ เรียกว่า กลุ่มติดบ้านเป็นผู้สูงอายุที่ เคลื่อนไหว ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง และกลุ่มติดเตียงเป็นผู้สูงอายุกลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พิการ หรือภาวะทุพพลภาพ ที่ต้องการการดูแลระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี พ.ศ. 2550 กับปี พ.ศ. 2554 ในผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพพลภาพ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ ที่เพิ่มขึ้น โดยผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งตนเองได้ (กลุ่มติดสังคม) มีประมาณร้อยละ 78.00 กลุ่มพึ่งตนเองได้บ้าง (กลุ่มติดบ้าน) มีร้อยละ 20.00 ขณะที่กลุ่มพึ่งพาผู้อื่น ไม่สามารถท ากิจกรรมด้วยตนเอง (กลุ่มติดเตียง) มีร้อยละ 2.00 และเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 15.00 ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 80 ปี จากข้อมูลข้างต้นเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยยังคงต้องการการดูแลเป็นจ านวนมาก เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิง มีภาวะทุพพลภาพ 1 ใน 4 ของประชากรผู้สูงอายุไทย เป็นเหตุให้ไม่สามารถท ากิจกรรมตามที่เคยท ามานานกว่า 6 เดือนได้ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาทุพพลภาพระยะยาว (กฤตวรรณ สาหร่าย. 2560 : 167) นโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ความส าเร็จและความท้าทายในการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและ พัฒนาผู้สูงอายุไทย. 2556 : 42-61 อ้างถึงในวัชพลประสิทธิ์ ก้อนแก้ว. 2557 : 41-47) การติดตามและประเมินแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งการเปลี่ยนผ่านทางประชากรจากการมีภาวะเจริญพันธุ์ระดับสูงมาสู่ระดับน้อย ภายในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย นโยบายและแผนที่จะรับมือกับ ประเด็นท้าทายของการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยจึงต้องเป็นการมองภาพในระยะยาว ด้วยเหตุดังกล่าว ประเทศไทยจึงมีการก าหนดกรอบแนวทางในการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุของประเทศ โดยจัดท า แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับแรกขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ให้เป็นแผนระยะยาว 20 ปี และต่อมาได้มี การจัดท าแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2545-2564 และมีการปรับแผน ฯ ดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2552 แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 เป็นแผนที่พัฒนาขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางประชากรของประเทศ รวมทั้งปัญหาและประเด็นท้าทายต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ รวมทั้งเป็นการระดมความคิดจากผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านผู้สูงอายุ มาร่วมกันก าหนดแผน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการด้วยกัน คือ 1. เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการด ารงชีวิตอย่างมีคุณค่ามีศักดิ์ศรีพึ่งตนเองได้และมีหลักประกันที่มั่นคง 2. เพื่อสร้างจิตส านึกให้สังคมไทยตระหนักถึงผู้สูงอายุในฐานะบุคคลที่มีประโยชน์ ต่อส่วนรวม และส่งเสริมให้คงคุณค่าไว้ให้นานที่สุด 3. เพื่อให้ประชากรทุกคนตระหนักถึงความส าคัญของการเตรียมการ และมีการ เตรียมความพร้อมเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ 4. เพื่อให้ประชาชน ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ และเอกชน ตระหนัก และมีส่วนร่วมในภารกิจด้านผู้สูงอายุ 13 5. เพื่อให้มีกรอบและแนวทางการปฏิบัติงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ส าหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อันจะน าไปสู่การบูรณาการงานด้านผู้สูงอายุ (คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ. 2553 : 30) โดยแผนฉบับนี้มีการก าหนดเป้าหมายของดัชนีภายใต้มาตรการและยุทธศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งก าหนดให้มีการติดตามประเมินผลการด าเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกที่ส าคัญในการผลักดันให้มีการด าเนินงานตามที่แผนก าหนด ทั้งนี้เมื่อมีการติดตาม ประเมินผลหรือมีการวัดผล ก็จะน าไปสู่การปฏิบัตินอกจากนี้ กระบวนการติดตามประเมินผล ยังเป็นกลไกส าคัญในการวัดความก้าวหน้า ความส าเร็จปัญหาและอุปสรรคของการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุของประเทศ และผลจากการประเมินจะเป็นข้อมูลสะท้อนกลับที่ส าคัญส าหรับการปรับ นโยบาย แผน และการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุของประเทศให้สอดคล้อง และทันกับสภาวการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามประเมินผลการด าเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ได้ด าเนินการมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเป็นการติดตามประเมินผลการด าเนินงาน ในช่วง 5 ปีแรกของแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ปี พ.ศ. 2545-2549) ในปี พ.ศ. 2550-2551 ผลการประเมินครั้งนั้นน าไปสู่การปรับแผนครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2552 ต่อมาในปี พ.ศ. 2554-2555 ได้มีการติดตามประเมินผลการด าเนิน ในระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550-2554) วัตถุประสงค์ของการติดตาม ประเมินผลในครั้งนี้ คือ เพื่อติดตามและประเมินผลการด าเนินงานด้านผู้สูงอายุตามดัชนีที่ก าหนด ไว้ในมาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์ของแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 ฉบับ ปรับปรุงครั้งที่ 1 และแสดงแนวโน้มของดัชนีต่าง ๆ ที่ปรากฏในแผนฯ ฉบับเดิม และเพื่อประเมินกระบวนการท างาน ด้านผู้สูงอายุโดยเน้นด้านการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุตามยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ และยุทธศาสตร์ที่ 3 ระบบคุ้มครองทางสังคมส าหรับผู้สูงอายุ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ยังคงไว้ซึ่งวิสัยทัศน์ของแผนฉบับเดิม คือ “ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม” หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ แผนฉบับนี้คาดหวังให้ “ผู้สูงอายุเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพสามารถมีส่วนร่วมอย่างส าคัญในการพัฒนาสังคม ผู้สูงอายุจึงมิใช่ผู้ด้อยโอกาสหรือเป็นภาระต่อสังคม จึงควรได้รับการส่งเสริม พัฒนา และเกื้อกูลจากครอบครัวชุมชน รัฐและ ทุกภาคส่วนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการด ารงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีพึ่งตนเองได้ และมีหลักประกันที่มั่นคงจนบั้นปลายของชีวิต” (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. 2560 : 29) แผนผู้สูงอายุ ฯ ฉบับปรับปรุงประกอบไปด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ 2. การส่งเสริมและการพัฒนาผู้สูงอายุ 3. ระบบคุ้มครองทางสังคมส าหรับผู้สูงอายุ 4. การบริหารจัดการเพื่อการเพิ่มการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการ ระดับชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ 5. การประมวล พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ และการติดตาม ประเมินผล ฯ เป็นที่น่าสังเกตว่าแผนผู้สูงอายุไม่ได้เน้นแต่การส่งเสริม คุ้มครองหรือพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เน้นถึงการเตรียมการส าหรับผู้ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ทั้งนี้เพราะ กลุ่มประชากรนี้เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ก าลังเคลื่อนเข้ามาเป็นผู้สูงอายุภายในช่วง 10-20 ปี ข้างหน้า ดังปรากฏในยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 และที่ 3 นั้น เน้นการส่งเสริม พัฒนาและ 14 คุ้มครองผู้ที่เป็นผู้สูงอายุแล้ว และยุทธศาสตร์ที่ 4 และที่ 5 เป็นการเน้นเกี่ยวกับกระบวนการก าหนด นโยบายและการบริหารจัดการงานด้านผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลด้วย ในภาพรวมจากการติดตามผลการด าเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า จากดัชนีตามมาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ซึ่งมีด้วยกัน ทั้งหมด 56 ดัชนี และดัชนีที่สามารถประเมินได้ 51 ดัชนี มีเพียง 26 ดัชนี ที่ผ่านตามเป้าหมายหรือตามเกณฑ์ที่ก าหนด หรือคิดเป็นร้อยละ 51 ที่บรรลุตามเป้าหมายสะท้อน ว่าผลการด าเนินงานในภาพรวมของประเทศยังผ่านในระดับที่ค่อนข้างต่ า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในราย ยุทธศาสตร์จะเห็นทั้งด้านที่มีพัฒนาการดีขึ้น และด้านที่ยังต้องเร่งด าเนินการ ยุทธศาสตร์ที่มี พัฒนาการดีขึ้น คือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การประมวลผลพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ และ การติดตามประเมินผล (ผ่านร้อยละ 100.00) และยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางาน ด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติ (ผ่านร้อยละ 85.70) การด าเนินงานที่สัมฤทธิ์ผลตามดัชนีที่ก าหนด สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐให้ความสนใจประเด็นด้านผู้สูงอายุมากขึ้น ฐานข้อมูล ด้านผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ พยายามปรับข้อมูลให้ทันสมัยเป็นระยะ ๆ ในด้านการบริหารจัดการมีความพยายามในการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุระดับชาติ โดยส านักส่งเสริม และ พิทักษ์ผู้สูงอายุพยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ มีการปรับแผนและแปลงแผนผู้สูงอายุไปสู่การปฏิบัติมีความพยายามเชื่อมงาน ด้านผู้สูงอายุไปสู่ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ดัชนีที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายคือ ยังขาดการด าเนินงานที่เป็นรูปธรรมของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติในเรื่อง การผลิตบุคลากรด้านผู้สูงอายุให้เหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ส าหรับยุทธศาสตร์ที่ดัชนียังไม่บรรลุตามเป้าหมายเท่าที่ควรและต้องเร่งปรับปรุงการด าเนินงานอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมของประชากร เพื่อวัย สูงอายุที่มีคุณภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ระบบคุ้มครองทางสังคมส าหรับผู้สูงอายุ และยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความส าคัญเป็นล าดับต้น เนื่องจากประเด็นด้านผู้สูงอายุเป็นประเด็นท้าทายในระยะ ยาว ปัญหาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในปัจจุบันส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขาดการเตรียมความพร้อม ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เพื่อป้องกันหรือบรรเทาปัญหาในอนาคต ประชากรที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือ วัยแรงงานในปัจจุบันจ าเป็นที่จะต้องเตรียมการให้พร้อม ทั้งนี้เพราะกลุ่มประชากรดังกล่าวจะเป็น เสมือนคล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive