ภาคผนวก ค.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.94 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ค แนวทางการรับประทานอาหาร และปรุงประกอบอาหารปรับสมดุลเพื่อสุขภาพ ตามหลักแพทย์วิถีธรรม 195 หลักการแพทย์วิถีธรรม ดร.ใจเพชร กล้าจนเป็นผู้คิดค้นศาสตร์การดูแลสุขภาพพึ่งตนเองตามหลักแพทย์วิถีธรรม ซึ่งหนึ่งในเทคนิคการดูแลสุขภาพพึ่งตนเองคือเรื่องของการทานอาหารให้เป็นยา เป็นเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล (มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย. 2560 : 1 – 25) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ แผนภาพที่ 32 หลักการแพทย์วิถีธรรม 196 แนวทางการรับประทานอาหารปรับสมดุลเพื่อสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรม การวินิจฉัยโรคตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ไม่ว่าผู้ใดจะมีโรคหรืออาการเจ็บป่วยใด ๆ ก็สามารถวินิจฉัยสภาพความเจ็บป่วยเป็น 3 ภาวะ 5 กลุ่มอาการ คือ 1. อาการของภาวะร้อนเกิน(ยุคนี้ 8๐% มักจะร้อนเกิน ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเครียด อาหารรสจัด อาหารเนื้อสัตว์ อาหารมีสารพิษ อาหารมีฤทธิ์ร้อนมากเกินไป การสัมผัสเครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องอิเล็กทรอนิคส์ เกินความสมดุล โลกร้อนขึ้น และมลพิษต่าง ๆ เป็นต้น) อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง 100 %) ได้แก่ เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (อ่อนเพลียหนักตัว) เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากาย มีก าลัง อาการเด่น (อาการที่ถูกต้อง 80 % เป็นอาการที่มักเป็นในล าดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ได้แก่ ปากคอแห้ง กระหายน้ า ดื่มน้ าแล้วรู้สึกสดชื่น ปวด บวม แดง ร้อน ตึง แข็ง มึน ชา แผลพุพอง ผื่น คัน ปัสสาวะเข้มปริมาณน้อยอุจจาระแข็ง เหนียว เหม็น ผายลมเหม็น กลิ่นปากเหม็น กลิ่นตัวเหม็น เหนียวเหนอะ

อ่านต่อ

หนะตามเนื้อตัว ก าลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว เป็นต้น กรณีเป็นภาวะร้อนเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็น ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง 2. อาการของภาวะเย็นเกิน (ยุคนี้ 5% มักจะเย็นเกิน ซึ่งมีสาเหตุตรงกันข้ามกับภาวะร้อนเกิน) อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง 100 %) ได้แก่ เมื่อกระทบอากาศเย็นอาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก า ลัง อาการเด่น (อาการที่ถูกต้อง 80 % เป็นอาการที่มักเป็นในล าดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ได้แก่ ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ ารสของน้ าจืดผิด ปกติปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา ท้องอืด หัวตื้อ มือเย็น เท้าเย็น หนาวสั่น ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหลว ก าลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นเบา เส้นเลือดหดตัว กรณีเป็นภาวะเย็นเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง 3. อาการภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน (ร้อนเย็นพันกัน) 15 % ของคนยุคนี้ มักจะมีทั้งภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง 100 %) ได้แก่ กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) แต่เมื่อกระทบทั้งสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลังหรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง เช่น อยู่ในร่มหรือที่อากาศเย็นแล้วรู้สึกหนาว อยากตากแดดหรืออยากอยู่ในที่อากาศร้อน พอตากแดดหรืออยู่ในที่อากาศร้อน แล้วรู้สึกสบายสักพักรู้สึกร้อนไม่สบายตัว อยากเข้าร่มหรือที่อากาศเย็นก็สบายดี สักพักเกิดอาการหนาวไม่สบาย อยากตากแดด 197 หรืออยากอยู่ในที่อากาศร้อน สลับไปมาแบบนี้เรื่อยๆ แสดงว่าชีวิตต้องการทั้งพลังร้อนและเย็นมาสังเคราะห์ในเวลาเดียวกัน แสดงว่าเป็นอาการภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือรับประทานอาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบาย รับประทานอาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายแต่รับประทานอาหารหรือสมุนไพรทั้งฤทธิ์ร้อน และเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลังหรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง แสดงว่าชีวิตต้องการสารและพลังงานทั้งร้อนและเย็นมาสังเคราะห์ในเวลาเดียวกัน แสดงว่าเป็นอาการภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการเด่น (อาการที่ถูกต้อง 80 % เป็นอาการที่มักเป็นในล าดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่ท าให้เกิดภาวะร้อนเกินและเย็นเกิน เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ได้แก่ ไข้สูง (เป็นเด่นของร้อน) ร่วมกับหนาวสั่น (เป็นเด่นของเย็น), ปวดศีรษะ (เป็นเด่นของร้อน) ร่วมกับท้องอืด (เป็นเด่นของเย็น), ตัวร้อน (เป็นเด่นของร้อน) ร่วมกับมือเท้าเย็น (เป็นเด่นของเย็น) เป็นต้น กรณีเป็นภาวะร้อนเย็นพันกัน แก้ไขด้วยการแก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง 4. สาเหตุร้อนหรือร้อนเย็นพันกันตีกลับเป็นอาการเย็น (เย็นหลอก) เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแก้อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นกลับรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เพราะต้นเหตุเกิดจากร้อน ถ้าใช้ร้อนเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบาย เบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลังก็ให้ใช้ร้อนเย็นผสมกัน แสดงว่าต้นเหตุเกิดจากร้อนเย็นพันกัน 5. สาเหตุเย็นหรือร้อนเย็นพันกันตีกลับเป็นอาการร้อน (ร้อนหลอก) เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแก้อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนกลับรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน เพราะต้นเหตุเกิดจากเย็น ถ้าใช้ร้อนเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้ร้อนเย็นผสมกัน แสดงว่าต้นเหตุเกิดจากร้อนเย็นพันกัน เทคนิคการรับประทานอาหารตามล าดับ โรคส่วนใหญ่เกิดจากภาวะร่างกายไม่สมดุลแบบร้อนเกิน ฉะนั้นในช่วงแรก ของการปรับสมดุลควรปรับสมดุลอาหารด้วยสูตรอาหารสาหรับผู้มีภาวะร้อนเกิน ที่ส าคัญในการทานอาหารปรับสมดุล คือ การทานอาหารตามลาดับ เพื่อให้ร่างกายไม่ทางานหนักเกินไปและสามารถนาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์วิถีธรรม จะทานอาหารตามลาดับการย่อยของร่างกาย คือ 1. ดื่มน้ าสมุนไพรต่าง ๆ เช่น น้ าเขียว (คลอโรฟิลล์สด จากธรรมชาติ) วิธีการดื่ม วันละ 2-3 ครั้ง 1 แก้วก่อนอาหาร ไม่ควรดื่มหลังอาหารทันที จะท าให้การย่อยอาหารไม่ดี ยกเว้น รู้สึกระหายน้ า หรืออาการไม่สบายในกลุ่มร้อนเกิน ปกติถ้าดื่มหลังอาหารควรดื่มหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหรือ ตอนท้องว่าง ปริมาณและความเข้มข้นมากหรือน้อยอยู่ที่สภาพร่างกายแต่ละคน บางคนอาจจะถูกกับสมุนไพรฤทธิ์เย็นผ่านไฟ ก็ให้กดน้ าร้อนใส่ หรือใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อน 2. กินผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้กินก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้ากินเปรี้ยวแล้ว เสียวฟัน ให้งดเสีย ส่วนผลไม้หวานให้กินเพียงเล็กน้อย แค่พอสบายตัว และมีกาลัง 3. กินผักสด หรือผ่านไฟ อาจกินเป็นสลัดผัก ย า ห่อใบเมี่ยง ส้มต า น้ าพริกหรือกับข้าวอื่น ๆ 198 4. กินข้าวเปล่าโรยเกลือ หรือกินข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ 5. ถั่วเขียวต้ม อาจใส่เกลือ หรือน้ าตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟกลาง ๆ หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย) 6. กินแกงจืด แกงอ่อม แกงเลียง น้ าซุป น้ าแกงอื่น ๆ ที่รสไม่จัด อาหารดังกล่าวสามารถกินได้ทุกขั้นตอนของอาหาร และขณะย่อยอาหาร ร่างกายจะใช้พลังความร้อนในการย่อย ถ้าเรากินน้ าแกงหรือน้ าที่ผ่านการรับความร้อนจากไฟ ล้างคอแทนน้ าเปล่าเป็นลาดับท้าย จะช่วยให้ระบบย่อยท างานได้ดี ส่วนน้ าเปล่าถ้าดื่มหลังอาหารทันที มักทาให้ระบบย่อยทางานไม่ดี เพราะเป็นน้ าที่ไม่ผ่านพลังร้อน ควรดื่มน้ าเปล่าเมื่อเริ่มรู้สึกกระหายน้ า ซึ่งถ้ากินอาหารได้สมดุลมักจะเริ่มกระหายน้ าหลังจากที่กินอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่กินอาหารไม่สมดุล มักกระหายน้ าเร็วกว่านั้น ก็ควรจะดื่มน้ าเปล่าแก้กระหายตามที่ร่างกายบอกหรือแสดงอาการกระหายน้ า ส าหรับวันที่อากาศหนาวเย็น การไหลเวียนของน้ าย่อยและเลือดลมจะไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นการกินต้มผักหรือแกงผักที่รสไม่จัด (ทั้งน้ าและเนื้อผัก) ก่อนอาหารอื่นมักท าให้สบายตัวดี เพราะจะช่วยให้เลือดลมน้ าย่อยในระบบย่อยไหลเวียนได้ดี เป็นการท าให้อุ่นสบายพอดีสมดุล กับสภาพอากาศที่หนาวเย็น (ใช้หลักการที่ทาให้แข็งแรงอายุยืนของพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ท าความสบายแก่ตนเอง) การกินอาหารตามล าดับตามเทคนิคดังกล่าว เป็นการกินอาหารตามลาดับจากการย่อยง่ายไปสู่ยาก และตามล าดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย โดยน้ าสมุนไพรจะดูดซึมเร็วที่สุด ย่อยง่ายที่สุด รองลงมาเป็น ผลไม้ ผัก ข้าว โปรตีนและไขมันตามล าดับ การกินอาหารตามล าดับ จะท าให้อาหารดูดซึมไปใช้ได้เร็วโดยไม่ติดขัด ไม่เป็นภาระในการแบกน้ าหนักของอาหารในระบบย่อยโดยเฉพาะกระเพาะอาหาร และล าไส้การกินอหารตามล าดับ จะท าให้เซลล์เนื้อเยื่อได้รับการคุ้มครองเพราะในขณะที่เราหิว จะเกิดภาวะร้อนขึ้นจากไฟย่อย น้ าย่อยท างาน คนส่วนใหญ่เวลาหิว ก็มักจะกินข้าวก่อนอย่างอื่น ข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานความร้อน ความร้อนก็จะเผาเซลล์เนื้อเยื่อของเรา กว่าที่สมุนไพรผักผลไม้ซึ่งมีฤทธิ์เย็นจะเข้าไปคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์เนื้อเยื่อบางส่วนก็ถูกความร้อนท าลายไปแล้ว จะสังเกตได้ว่า ในขณะที่เราหิวมาก ๆ จะกินข้าวไม่ลงหรือติดคอ นั่นคือสัญญาณต้านของร่างกาย ถ้าเรากินผักผลไม้ก่อน (ผักผลไม้ฤทธิ์เย็น) หรือถ้ามีสมุนไพรที่ฤทธิ์เย็นก็กินก่อน จะท าให้ฤทธิ์เย็นเข้าไปคุ้มครองร่างกายก่อน พอกินข้าวพลังงานความร้อนของ แผนภาพที่ 33 หมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวเราเอง 199 แผนภาพที่ 34 การทานอาหารตามล าดับการย่อย เทคนิคการกินอาหารที่ปรุงรสทั่วไป โดยใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) อาหารขยะหรืออาหารที่เป็นพิษ เราควรจะกินอาหารสูตรนี้บ้าง เป็นครั้งคราว โดยมีตัวชี้วัด 3 ข้อ ดังนี้ 1. เมื่อเราอยากกินมาก จนทนได้ลาบากเกิน เครียดเกิน 2. กินเพื่อสร้างภูมิต้านทาน ให้ร่างกายได้ฝึกอดทนต่อพิษและฝึกขับพิษ 3. กินเพื่อเช็ควิมุติ ตรวจสอบการติดยึดในจิตและล่อกิเลสออกมา ถ้ามีความอยากมากจนรู้สึกตึงเครียดเกิน เราก็ควรจะกินอาหารที่เราเคยชอบที่อยากจะ กินบ้าง แต่กรณีผู้ป่วยอาการหนักหรือเป็นโรคที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามกินอาหารที่สมดุลกับสภาพร่างกายโดยเคร่งครัด อย่างน้อย 3 เดือน เพราะว่า เท่าที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลพบว่า จะท าให้ร่างกายปลอดภัย(ข้อที่น่าแปลกใจ คือ ระยะเวลา 3 เดือน ตรงกับ ระยะเวลา 200 เข้าพรรษาพอดี ซึ่งชาวพุทธมักจะถือโอกาสตั้งตบะ ตั้งศีล ลดละเลิกสิ่งเป็นภัย ที่เคยติดเคยยึด เช่น งดเหล้า งดบุหรี่ งดอาหารขยะ เป็นต้น) แต่ถ้าอดไม่ได้จริง ๆ อยากกินอาหารที่ชอบใจตอนไหน ก็กินตอนนั้น แต่ก็ควรพยายามกินอาหารที่สมดุลกับร่างกาย ให้ได้อย่างน้อยที่สุด 3-5 วันก่อน เพราะเป็นระยะเวลาในการเริ่มต้นล้างพิษปรับสมดุล ซึ่งจะท าให้ร่างกายและระบบประสาทฟื้นตัวจนสามารถรับรู้และตรวจสอบพิษได้ เมื่อเรากินอาหารที่เป็นพิษหรือไม่สมดุลเข้าไป ก็จะมีปฏิกิริยาอาการไม่สบายในร่างกายของเราปรากฏให้เห็น ส่วนใหญ่ ภายใน 1-3 วัน ท าให้เรารู้ว่าสิ่งใดเป็นพิษหรือไม่ เมื่อเราอดอาหารที่เราชอบใจไม่ได้ก็ให้เรากินเข้าไป เมื่อเรากินเข้าไปแล้วถึงขีดหนึ่ง อาการไม่สบายก็จะเริ่มปรากฏ ถ้าความอยากกินยังมากอยู่ ก็ให้กินเข้าไปอีก อาการไม่สบายก็จะปรากฏมากขึ้นอีก เราก็กินต่อไปจนกว่าเราจะไม่อยากได้อาการไม่สบายนั้น เราจึงค่อยมากินอาหารที่สมดุลกับสุขภาพอีกครั้ง จนกว่าเราจะอดไม่ได้ ที่จะอยากกินอาหารที่ชอบ เราก็เอามากินอีกครั้ง เมื่อเรามีอาการไม่สบาย จนถึงขีดที่ไม่อยากได้ความไม่สบายอีกครั้ง เราจึงค่อยมากินอาหารที่สมดุลกับสุขภาพอีกครั้งวนเวียนท าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้นและเรียนรู้ที่จะไปสู่ความปลอดภัยสบายกายสบายใจ มากขึ้นหรือเราต้องการกินอาหารที่เป็นพิษบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อพิษให้ร่างกายได้ฝึกความอดทนต่อพิษบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแกร่ง ได้ฝึกขับพิษ กระตุ้นระบบกาจัดสารพิษในร่างกาย หรือเราต้องการกินสิ่งที่เราเคยชอบ เพื่อเช็ควิมุติ(การหลุดพ้น) ตรวจสอบการติดยึดในจิต ว่ายังมีรสอัสสาทะ(ความชื่นชอบใจ เอร็ดอร่อย) อยู่มากน้อยแค่ไหน และจะเป็นตัวล่อกิเลสที่ถูกกดถูกฝังซ่อนไว้ในจิตให้ออกมาแสดงตัว เช่น อาหารบางอย่าง เราอดทนไม่กินมานานแล้ว จนเราไม่อยากกินสิ่งนั้นแล้ว เราก็คิดว่าเราหมดความอร่อยในสิ่งนั้นแต่พอเราเอามากินจริง ๆ กลับมีความรู้สึกอร่อยอยู่ บางทีอาจท าให้เราเบรกไม่อยู่สวาปามกินเข้าไปเต็มที่เลยก็มี นั่นคือ การกดข่มซ่อนฝังลึกไว้ที่จิต โดยไม่แสดงตัว จนกว่าเราจะได้สัมผัส พิสูจน์ เมื่อเรากินแล้วรู้สึกอร่อย นั่นคือการล่อกิเลสที่ซ่อนไว้ออกมา เราจะได้ฆ่ากิเลสตัวนั้น ด้วยการไม่กินหรือลดปริมาณในคราวต่อไปหรือเคี้ยวไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้สึกอร่อยแล้วค่อยกลืน กิเลสมันก็จะอยากท าตรงข้าม เราก็จะได้ฝึกฝืนอดทน ไม่ท าตามใจกิเลส พร้อมกับพิจารณา ทุกข์ โทษภัย เพื่อละล้างกิเลสตัวนั้น วนเวียนท าอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกว่า อัสสาทะ(ความชื่นชอบใจ เอร็ดอร่อย)ในอาหารชนิดนั้นจะหมดไป ระยะเวลาที่พอเหมาะ การกินอาหารรสจัด เป็นพิษหรือไม่สมดุลต่อสุขภาพ เฉลี่ยประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ตรงกับคนสมัยก่อนที่แข็งแรง อายุยืนยาว ก็จะกินอาหารสูตร 6 บ้าง ในวันศีล วันพระ (เดือนหนึ่ง มีวันพระ 4 วัน ได้แก่ 8 ค่าและ 15 ค่า ข้างขึ้นและข้างแรม) ก็จะท าข้าวต้มมัด ขนมนมเนย ขูดกะทิ ท าอาหารพิเศษที่ปรุงรสมากหน่อย ก็จะได้กินในวันเตรียมและวันไปท าบุญที่วัด ส่วนวันปกติทั่วไป ชาวบ้านก็จะกินอาหารพื้นๆ ปรุงไม่มาก น้ าพริกผักเป็นหลัก อาหารมีไม่กี่อย่าง วิถีชีวิตดังกล่าว เป็นผลดีต่อสุขภาพ ข้อมูลดังกล่าวเป็นระยะเวลาเฉลี่ยที่เหมาะสมกับคนในยุคนี้ ส่วนใครจะปรับให้ถี่หรือห่างกว่านั้น ก็ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคนที่จะสามารถท าได้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถ้าเรามีเทคนิคก็จะท าให้เราปลอดภัยจากการกินอาหารที่แสลงกับร่างกายเรา เทคนิคก็คือ เราควรจะกินอาหารที่เป็นประโยชน์ ปลอดภัย ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราจนอิ่มจนพอก่อน เพื่อไปคุ้มครองร่างกายเราหลังจากนั้นจึงค่อยกินอาหารที่เป็น 201 พิษ-แสลงกับร่างกายเรา ประโยชน์ที่เราจะได้ก็คือ จะท าให้เรากินอาหารขยะ อาหารที่เป็นพิษ แสลงกับร่างกายได้น้อยลง เราก็จะได้รับพิษน้อย และอัสสาทะความอร่อยก็จะน้อยลง ท าให้เราหลงติดน้อยลง หลงเป็นทาสอาหารที่เป็นพิษน้อยลง ท าให้เราลด ละเลิก อาหารที่เป็นพิษได้ง่ายขึ้น บางครั้งเมื่อเรากินอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับร่างกายจนอิ่มแล้ว เราก็จะไม่อยากกินอาหารขยะที่เป็นพิษ แสลงกับร่างกายเลย ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างมากต่อร่างกายและจิตใจของเรา ตรงกันข้าม ถ้าเรากินอาหารที่เป็นพิษในขณะที่กาลังหิว หรือกินก่อนอาหารอื่นจะท าให้เรากินได้มาก อาหารที่เป็นพิษจะท าร้ายร่างกายเราได้มากและรสชาติจะอร่อยมาก จะท าให้เราหลงติดหลงเป็นทาสความอร่อยได้มาก เราจะลดละเลิกอาหารที่เป็นพิษนั้นได้ยาก เป็นผลเสียกับร่างกายและจิตใจของเรา ปริมาณที่พอเหมาะของอาหารที่เป็นพิษ ที่จะท าให้ร่างกายแข็งแรงเราจะกินเพื่อให้เป็นเสมือนวัคซีน กระตุ้นภูมิต้านทาน ก็คือเมื่อเรากินเข้าไป จะออกฤทธิ์แค่พอให้เราไม่สบายตัวเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะไม่มีอาการก็ได้ จะไม่ถึงขั้นออกฤทธิ์ให้ร่างกายทรมานมากหรือแก้ไขยาก เพราะถ้าอาหารที่เป็นพิษมากเกิน ถึงขั้นดังกล่าว มันจะไม่เป็นวัคซีนแล้ว แต่มันจะเป็นวัคซวย สะสมพิษในร่างกาย ในบางครั้ง บางเหตุการณ์ เราไม่สามารถหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเราได้ ก็ให้วางใจกินอาหารที่เป็นพิษโดยไม่ต้องทุกข์ใจ ให้คิดเสียว่ากินอาหารเพื่อสร้างภูมิต้านทาน ได้ฝึกอดทนกับสิ่งที่เป็นพิษและได้ฝึกขับพิษ ร่างกายและจิตใจเราจะได้แข็งแกร่งแข็งแรง ถ้ามีอาการไม่สบายที่มาก เกินทน เราก็ไปถอดรหัสแก้พิษในภายหลัง ข้อส าคัญที่สุดประการหนึ่ง ก็คือ คนแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน วิธีการบางอย่างใช้ได้ผลกับหลายคน แต่อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับบางคน ดังนั้น การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละคน หรือแต่ละคนเป็นหมอดูแลตัวเอง จึงแม่นยา ถูกต้องและมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น พืชหรือสมุนไพรหรืออาหารบางอย่างไม่ถูกกันกับสภาพร่างกายของบางคน เช่น บางคนเวลากินตาลึง เห็ด เต้าหู้หรืออาหารหรือสมุนไพรบางอย่างแล้วเกิดอาการระคายคอ ท้องอืด ท้องเสียหรือมีอาการ ไม่สบายบางอย่าง บุคคลนั้นก็ควรจะหลีกเลี่ยงการกินพืชหรือสมุนไพรหรืออาหารชนิดนั้น ๆ เสีย 202 แผนภาพที่ 35 อาหารฤทธิ์ร้อนเย็น อาหารสูตร 1 พลังพุทธย่ ายีมาร (พิฆาตมาร/นิพพาน/มารสยอง) แผนภาพที่ 36 อาหารสูตร 1 พลังพุทธย่ ายีมาร 203 การรับประทานอาหารตามหลักการแพทย์วิถีธรรม (สูตรพลังพุทธย่ ายีมาร) จะได้พลังและประโยชน์จากอาหารมากที่สุดในโลกท าให้แข็งแรงได้มากและทุเลาจากโรคหรืออาการเจ็บป่วยได้เร็วที่สุดในโลก คือ ไม่ปรุงเลย รับประทานแยกทีละอย่างเป็นหลัก รับประทานตามล าดับ น้ าสมุนไพร- ผลไม้-มะละกอ สดหรือห่าม (คนส่วนใหญ่มักจะถูกกับมะละกอ คนที่ถูกกันก็สามารถรับประทานได้ แต่บางคนหรือบางช่วงเวลาอาจไม่ถูกกัน ก็ไม่ต้องรับประทาน)-ผักส –ผักลวก-ข้าว-ต้มถั่ว-ธัญพืช- แกงจืด หรือน้ าอุ่น หรือน้ าเปล่าผสมเกลือประมาณ 1 ช้อนชา ( น้ าเปล่าให้อมไว้ในปาก ประมาณ 10-20 วินาทีก่อนกลืน) กรณีเป็นภาวะร้อนเกิน ให้รับประทานฤทธิ์เย็น แบบแยกรับประทานทีละอย่าง กรณีเป็นภาวะเย็นเกิน ให้รับประทานฤทธิ์ร้อน แบบแยกรับประทานทีละอย่าง กรณีเป็นภาวะร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน ในการรับประทานแต่ละค าให้เอาสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นและร้อนผสมกัน (อาจสดหรือผ่านไฟ แต่ยังไม่ได้ปรุงเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ) เช่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นและร้อนผสมกัน หรือ ผลไม้ฤทธิ์เย็นผ่านไฟ ผักสดหรือผักลวกผสมกับเกลือ พริก ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม ธัญพืชฤทธิ์ร้อน ข้าว อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ในสัดส่วนที่พลังชีวิตเต็ม คือ สบายเบากายมีก าลัง กรณีเป็นภาวะร้อนเย็นแปรปรวนในแต่ละเวลาช่วงสั้นๆ ข้อปฏิบัติ คือ บางค า ควรรับประทานแยก บางค าควรรับประทานรวม ตามสภาพพลังชีวิต ให้มีสภาพสบายเบากายมีก าลัง 204 แผนภาพที่ 37 อาหารพลังพุทธย่ ายีมาร 205 การรับประทานแยกทีละอย่างเป็นหลัก ตามล าดับ จากเย็นไปหาร้อน หรือจากไม่ชอบ ไปหาชอบ 1. ใส-ขาว-เขียว-เหลือง-แดง-ม่วง-ด า 2. จืด-กลิ่นฉุน-รสจัด 3. บาง-หลวม-แน่น 4. รับประทานไม่ปรุงอย่างเดียวดีที่สุด-ปรุงน้อย-ปรุงมาก 5. ไม่ชอบ-ชอบน้อย-ชอบมาก เทคนิคการรับประทาน 1 มื้อ ที่ให้พลัง และประโยชน์หรือ การรับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ได้พลังและประโยชน์สูงสุด (กรณีรับประทานหลายมื้อ) 1. กรณีรับประทานหนึ่งมื้อ รับประทานปริมาณเท่ากับที่คยรับประทาน 1 มื้อ ปกติ ไม่เอาปริมาณ 3 มื้อ มารวมเป็น 1 มื้อ (กรณีรับประทานหลายมื้อ แต่ละมื้อรับประทานในปริมาณที่อิ่มสบายเบากายมีก าลัง) 2. ถูกสมดุลร้อนเย็น และไม่ปรุงหรือปรุงน้อย 3. เคี้ยวให้ละเอียด 4. ยินดีในการรับประทานเอาประโยชน์ (รับประทานกันตาย รับประทานกันหิว รับประทานเป็นยารับประทานฆ่ากิเลส) อย่างไม่ชอบไม่ชังในรสอาหาร 5. รับประทานในปริมาณพอดีอิ่มสบายไม่แน่นท้อง พลังเต็ม 6. คบมิตรดี 206 แผนภาพที่ 38 น้ าสมุนไพรปรับสมดุล แผนภาพที่ 39 ถอดรหัสการกินอาหารย่ ายีมาร แผนภาพที่ 40 การทานผักตามล าดับสี แผนภาพที่ 41 การทานผักตามความแน่น สาระของการรับประทานอาหารพลังพุทธย่ ายีมาร 1. ผักแต่ละสีมีความร้อนต่างกัน จากเย็นสุดไปสู่ร้อนสุด (การดูฤทธิ์ร้อนเย็นจากสี มีความถูกต้องประมาณ 80%) คือ ใส ขาว เขียว เหลือง แดง ม่วง ด า 207 2. ดูจากความแน่น ความหลวม (การดูฤทธิ์ร้อนเย็นจากความแน่นความหลวม มีความถูกต้องประมาณ 80 %) ผักที่มีความแน่นจะให้พลังที่มาก ให้รับประทานหลวมก่อน ค่อยรับประทานแน่นทีหลัง เช่น พริกหยวก พริกหวาน (หลวม) กับพริกไทย (แน่น) 3. ถ้ามีความแน่นพอๆ กันให้ดมกลิ่น (การดูฤทธิ์ร้อนเย็นจากกลิ่นที่ความถูกประมาณ 80%) รับประทานพืชไม่ฉุนก่อน (จืด เย็น) พืชฉุนรับประทานต่อมา(ร้อน) รสเผ็ดรับประทานทีหลัง (ร้อน) การรับประทานตามล าดับ จะมีประโยชน์ คือ 1. ย่อยง่าย 2. คุ้มครองร่างกาย 3. ล้างความใจร้อน สภาวะการรับประทานอาหารสูตรย่ ายีมาร 1. รับประทานตามล าดับ ทีละอย่าง ทีละชนิด เคี้ยวช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดจนเป็นน้ า และเกิดสภาพไม่กลืนก็สบายใจดีไม่ทุกข์ กลืนก็สบายใจดี แล้วค่อยกลืน 2. ถ้าขาดไขมันก็รับประทานเนื้อมะพร้าว หรือ ธัญพืชมันๆ หรือ น้ ามันพืชเปล่า ๆ ประมาณ 1-2 ช้อนชา หรือเท่าที่ชีวิตต้องการ 3. รับประทานเกลือปิดท้าย ด้วยการละลายในน้ าแกงจืด หรือละลายในน้ าอุ่น หรือละลายน้ าเปล่า (คนหนึ่งคนควรรับประทานเกลือเฉลี่ยวันละ ๑ ช้อนชา บางวันอาจไม่รับประทาน ก็ได้) 4. รับประทานแบบนี้เป็นสูตรย่ ายีมาร จะบรรลุธรรมทุกค าข้าว จะเข้าสู่ความเรียบง่ายจิตจะสงบมาก มั่นคง มั่นใจ 5. การเอาผักมาต้ม หรือ ผัดรวมกัน ธาตุของผักแต่ละชนิดจะสังเคราะห์กันเป็นธาตุใหม่ ซึ่งบางครั้งธาตุใหม่ดังกล่าวจะเป็นสภาพที่ชีวิตต้องการ โดยเฉพาะสภาพที่ร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่บางครั้งชีวิตก็ต้องการแบบแยกธาตุ โดยเฉพาะสภาพที่ร้อนอย่างเดียวหรือเย็นอย่างเดียว เราก็รับประทานผักลวกทีละชนิดตามล าดับ 6. รับประทานอาหารเพื่อประโยชน์ รับประทานเอาสาระของพลังงานในอาหารระดับ นาโน หรือนาโนฟูดส์ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และรับประทานเพื่อฆ่ากิเลส 7. รับประทานอาหาร เอาความจ าเป็นและคุณค่าสูงสุดจบเลย ที่เหลือคือสิ่งลวงคือมาร 8. รับประทานเอาสาระทุกค าข้าว (เคี้ยวละเอียดล้างความชอบชัง) เราจะไม่กลัวอะไร ในโลก จะไม่กลัวตาย ไม่กลัวขาด เราจะไม่กลัวไม่หวั่นไหวในสิ่งใดๆ 9. เป็นกระบวนการก าจัดของที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่ต้นทาง ร่างกายจะได้รับแต่อาหารที่เป็นประโยชน์เท่านั้น 10. เคี้ยวให้ละเอียดมากๆจนเป็นน้ า และจนเกิดความรู้สึกว่าจะกลืน หรือ ไม่กลืนก็ได้ สบายใจดี ไม่มีทุกข์ใจ ล้างความชอบชังได้ แล้วค่อยกลืน จะมีประโยชน์ คือ (1) จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าอะไรถูกกันไม่ถูกกนกับเรา ถ้าถูกกันเราจะรู้สึกรับได้ดี ถ้าไม่ถูกกันเราจะรู้สึกต้าน ๆ (2) ล้างความชอบความชังในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสของอาหารทั้งปรุง และไม่ปรุงได้ กามกับอัตตาตาย ล้างความใจร้อน (3) จะมีพลังงานเยอะเพราะเคี้ยวนาน จะได้พลังงานระดับนาโน เป็นพลังชีวิตที่ 208 หล่อเลี้ยงและคุ้มครองเซลล์ให้แข็งแรง เพราะได้ทั้งพลังอาหารระดับนาโนและพลังโลกุตระ (ล้างกิเลส) 11. จะรับประทานน้อยลงเพราะรับประทานแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีพลังงานเยอะเพราะเคี้ยวนาน ปริมาณอาหารที่เรารับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเหลือ 1 ใน 3 ของปริมาณอาหารที่เราเคยรับประทาน ท าให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดจากอาหาร จะรู้สึกเบาสบายกว่าเดิม ชีวิตเรียบง่ายกว่าเดิม กามก็ตาย อัตตาก็ตาย 12. เมื่อรับประทานอาหารย่ ายีมารเป็นประจ า พลังชีวิตจะดันสิ่งที่เป็นโทษออกไปได้ง่าย ถ้ารับประทานอาหารที่เป็นพิษร้อน-เย็นไม่สมดุลเป็นบางคราว พลังชีวิตที่มากจะดันพิษออกได้มาก จะเกิดอาการไม่สบายได้เร็ว แต่จะอยู่ไม่นาน มันจะหมดไปเร็ว ที่ส าคัญอย่ากลัว มารจะหลอกให้เรากลัว 13. รับประทานอาหารแบบนี้จะไม่หิว จะอิ่มแบบไม่แน่น จะเบาท้อง ดัชนีวัดคือ ไม่หิว แรงเต็ม พอเลย เลิกรับประทานเลย ถ้ารับประทานมากกว่านั้น มันจะออกอาการอึดอัดไม่สบายตามเนื้อตัว เพราะพลังชีวิตจะดันพิษอันเกิดจากอาหารส่วนเกินออก 14. จะสามารถค านวณความต้องการของชีวิตได้อย่างแม่นย า จะได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด ตรงตามวรรณะ 9 15. จิตจะนิ่ง ไม่กลัว ไม่หวั่นไหว จะเกิดอาการนิ่งสงบ จากการท าลายตัวชอบชัง ท าลายความใจร้อนได้ พลังก็จะกลับมาเต็ม ความสงบจะมากขึ้น โรคจะน้อยลง ศักยภาพจะสูงขึ้น และก้าวไปสู่วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย บ ารุงง่าย ชีวิตจะไม่กลัวอะไร ไม่หวั่นไหวอะไร 16. แม้วันที่ต้องไปรับประทานอาหารปรุง อา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน