บทที่ 5 ฟ้าปลื้ม.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานของพนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ กับผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัย เชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ของชุมชนสันติอโศก กรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะในเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ จ านวนประชากร 125 คน เก็บข้อมูลได้ทั้งหมด 125 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 สามารถสรุปและอภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ สรุปผลการวิจัย 1. องค์ประกอบของขยะมูลฝอยจากแหล่งก าเนิด องค์ประกอบของขยะมูลฝอยจากแหล่งก าเนิดของสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ พบว่า มีเศษอาหารขยะเปียกมากที่สุด (ร้อยละ 30.01) องค์ประกอบขยะมูลฝอยจากแหล่งก าเนิดของเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นเศษอาหารขยะเปียกมีปริมาณมากที่สุด (ร้อยละ 39.02) และหากดูในองค์ประกอบของขยะมูลฝอย ทางกายภาพจากแหล่งก าเนิดของหน่วยงานราชการ ตลาดและชุมชน ในเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีความคล้ายคลึงกันโดยองค์ประกอบของขยะมูลฝอยทางกายภาพจากแหล่งก าเนิดของหน่วยงานราชการและตลาด พบขยะเศษอาหารขยะเปียกมีปริมาณมากที่สุด (ร้อยละ 43.51 และ 45.01 ตามล าดับ) องค์ประกอบของขยะมูลฝอยทางกายภาพจากแหล่งก าเนิดของชุมชน มีปริมาณเศษอาหารขยะเปียกมากที่สุด (ร้อยละ 45.01) ในส่วนองค์ประกอบของขยะมูลฝอยอันตรายนั้นพบว่า ขยะมูลฝอยอันตรายจากแหล่งก าเนิดของสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ มีปริมาณน้อยเพียงร้อยละ 1.15 ส่วนขยะมูลฝอยอันตรายจากแหล่งก าเนิดของหน่วยงานราชการ ตลาด และชุมชน ในเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีปริมาณสรุปรวมเฉลี่ยของขยะมูลฝอยอันตรายจากทั้ง 3 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 5.51 ปริมาณตามแหล่งชุมชนหน่วยงานราชการ และตลาด คิดเป็นร้อยละ 9.1
อ่านต่อ
1, 5.81 และ 2.02 ตามล าดับ 2. คุณลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ลักษณะส่วนบุคคลของประชากร จ านวน 125 คน แบ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ จ านวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 72.00 และพนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ จ านวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 28.00 โดยคุณลักษณะทางเพศของกลุ่มสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 51.35) ในขณะเดียวกันที่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 74.38) ระดับการศึกษา กลุ่มสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจส่วนใหญ่ มีการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า (ร้อยละ 51.39) ในขณะเดียวกันที่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 62.17) รายได้ต่อเดือนและความเพียงพอของรายได้ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจส่วนใหญ่ไม่รับรายได้จากการท างานเนื่องจากเป็นจิตอาสา (ร้อยละ 100.00) ส่วนผู้ประกอบอาชีพ 97 เก็บขยะส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท (ร้อยละ 60.01) และในขณะเดียวกันในด้านความความเพียงพอของรายได้ส่วนใหญ่ตอบว่ามีรายได้เพียงพอ แต่ไม่เหลือเงินออม (ร้อยละ 60.02) ระยะเวลาในการท างาน (อายุงาน) ของสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ มีระยะเวลาในการท างานอยู่ในช่วงระยะเวลา 1-10 ปี(ร้อยละ 97.11) มีจ านวนเวลาที่ท างานในหนึ่งวัน ท างานน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 45.68) และจ านวนวันท างานต่อสัปดาห์ ท างานมากที่สุด 7 วัน (ร้อยละ 45.69) ส่วนของผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ มีระยะเวลาในการท างาน (อายุงาน) อยู่ในช่วงระยะเวลา 1-10 ปี (ร้อยละ 55.57) มีจ านวนเวลาที่ท างานในหนึ่งวัน โดยท างาน 8 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 64.41) และจ านวนวันท างานต่อสัปดาห์ ท างานมากที่สุด 6 วัน (ร้อยละ 48.88) 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน 3.1 ปัจจัยความรู้เกี่ยวกับขยะและการการป้องกันและบาดเจ็บจากการท างาน การศึกษาในครั้งนี้ พบว่าปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับเรื่องขยะและความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน พบว่า พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับมาก ที่ระดับค่าเฉลี่ย 9.26 (S.D.=0.89) (ร้อยละ 92.56) ในขณะเดียวกันผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ มีความรู้อยู่ในระดับมากเช่นกัน ที่ระดับค่าเฉลี่ย 7.74 (S.D.=1.46) (ร้อยละ 77.44) 3.2 ปัจจัยการรับรู้ข่าวสาร พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับปานกลาง ที่ระดับค่าเฉลี่ย 2.70 (S.D.=0.91) แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ที่ระดับค่าเฉลี่ย 2.66 (S.D.=0.75) 3.3 ปัจจัยเจตคติและความพึงพอใจในการท างาน พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจโดยส่วนใหญ่มีเจตคติและความพึงพอใจในการท างานอยู่ในระดับมากที่สุด ที่ระดับค่าเฉลี่ย 4.64 (S.D.=0.21) ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะมีเจตคติและความพึงพอใจในการท างานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่ระดับค่าเฉลี่ย 3.54 (S.D.=0.40) 3.4 ปัจจัยความเชื่อด้านสุขภาพ พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ มีความเชื่อด้านสุขภาพในระดับมากที่สุด ที่ระดับค่าเฉลี่ย 3.96 (S.D.=0.32) ในขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ มีความเชื่อด้านสุขภาพส่วนใหญ่ในระดับมาก ที่ระดับค่าเฉลี่ย 3.62 (S.D.=0.68) 3.5 ปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจได้รับการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ที่ระดับค่าเฉลี่ย 2.30 (S.D.0.27) ในขณะเดียวกันที่ ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ ได้รับการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ที่ระดับค่าเฉลี่ย 3.18 (S.D.=0.647) 4. พฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจมีพฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานโดยรวมมีพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ที่ระดับค่าเฉลี่ย 4.38 (S.D.=0.16) ในขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะมีพฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานโดยรวมมีพฤติกรรมที่เหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่ระดับค่าเฉลี่ย 3.78 (S.D.=0.40) 98 ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถอภิปรายผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. องค์ประกอบของขยะมูลฝอยจากแหล่งก าเนิด 1.1 สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จากการศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของขยะมูลฝอยจากแหล่งก าเนิดของ สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ พบว่า มีขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในปริมาณที่มากที่สุด รองลงมาเป็น ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ และพลาสติก ส่วนมูลฝอยอันตรายอยู่ในอันดับที่ 9 (ร้อยละ 1.00) และสอดคล้องกับการรายงานของส านักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า (2012 : 1) ได้กล่าวว่าสัดส่วนของขยะมูลฝอยทั่วโลก พบว่า สัดส่วนของขยะ โดยเรียงจากมากไปน้อย ดังนี้ (1) วัตถุอินทรีย์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.00 รองลงมาเป็น (2) อื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 18.00 (3) กระดาษ คิดเป็นร้อยละ 17.00 ส่วนขยะพลาสติกคิดเป็นร้อยละ 10.00 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ขององค์ประกอบขยะทั้งหมด สอดคล้องกับสอดคล้องกับการรายงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2558 พบว่า คนไทย สร้างขยะในปี 2558 เฉลี่ย 1.1 กิโลกรัม ต่อวัน หรือรวมแล้วปีละ 27 ล้านตัน โดย 1 ใน 5 เป็นถุงพลาสติก และสอดคล้องกับการศึกษาของ Jenna R. Jambeck. et. , al. (13 Feb 2015) พบว่า ในปี 2558 การทิ้งขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรของประเทศไทย มากเป็นอันดับ 6 ของโลก และยังคาดการณ์ว่า จะมีขยะพลาสติก 1 ตัน เกิดขึ้น ต่อทุกครั้งที่มีการจับปลา 3 ตัน และนอกจากนั้นยังแตกต่างกับการศึกษาของอัจฉรา อัศวรุจิกุลชัย, พิมลพรรณ หาญศึก และเพียงใจ พีระเกียรติขจร (2554 : 17) ที่ได้ส ารวจองค์ประกอบขยะของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พบว่ามีพลาสติกเป็นองค์ประกอบสูงสุด ร้อยละ 39.88 จะเห็นได้ว่าขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจมีปริมาณมากอยู่ในอันดับต้นต้นขององค์ประกอบขยะ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจมีกิจกรรมส าคัญเกิดขึ้นมากมายหลายกิจกรรม เช่น การบิณฑบาตซึ่งถือกิจวัตรประจ าวันของสมณะ (นักบวชชาย) และสิกขมาตุ (นักบวชหญิง) ซึ่งพบว่า มีอาหารบรรจุถุงพลาสติกเป็นจ านวนมาก แม้ท่านสมณะจะมีนโยบายให้ประชาชนน าอาหารบรรจุปิ่นโต ใส่บาตรแทนแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ดังนั้นจึงส่งผลให้ขยะถุงพลาสติกเกิดขึ้นในสัดส่วนที่สูงรองจากขยะเปียก จนท าให้ทางสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ได้หาแนวทางการจัดการถุงพลาสติกที่เกิดขึ้นด้วยการล้างถุงพลาสติกให้สะอาดตากให้แห้งแล้วน าไปขายร่วมกับขยะอื่น ๆ เพื่อลดการ ทิ้งขยะถุงพลาสติก สร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่งอีกด้วยนอกจากนั้นสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ได้มีการบริหารขยะที่เกิดขึ้นในสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องใน “ระบบบุญนิยม” เช่น กองทัพธรรมมูลนิธิ มูลนิธิบุญนิยม โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก (สส.สอ) โรงเรียนสันติบาล (ระดับอนุบาล-ประถมศึกษา) บริษัทฟ้าอภัยจ ากัด ส านักพิมพ์กลั่นแก่น บริษัทพลังบุญ จ ากัด เครือแห่งกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.) ร้านกู้ดินฟ้า ร้านอาหารต่าง ๆ ในบริเวณตลาดของชุมชน สันติอโศก ศาลาฟังธรรม ฐานงานการผลิตสินค้าชุมชน จุดล้างภาชนะและล้างถุงพลาสติกอาหารบิณฑบาต จากนโยบายการจัดการ“ขยะเป็นศูนย์” ได้เกิดค่านิยมใหม่ขึ้นมา มีการตอบรับการร่วมมือกันทั้งชุมชนจนเป็นปกติของวิถีชีวิตประจ าวันในการจัดการขยะที่เกิดขึ้น ดังนั้นขยะที่เกิดขึ้นในสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ จึงถูกน าไปก่อให้เกิดประโยชน์ได้เกือบทั้งหมดทั้งขยะเศษอาหารน าได้น าไปท าปุ๋ยหมักชีวภาพ และส่งต่อให้หมุนเวียนใช้ในการท ากสิกรรมไร้สารพิษ ตามนโยบายส าคัญของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ โพธิรักษ์ขิโต ที่ตั้งไว้ว่า “สามอาชีพกู้ชาติ” ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของบุญทิวา 99 พ่วงกลัด (2554 : 194) กล่าวว่า สามอาชีพกู้ชาติของชาวอโศก คือกสิกรรมไร้สารพิษ ปุ๋ยสะอาด และขยะวิทยา รวมทั้งสอดคล้องกับการศึกษาของขวัญดิน สิงห์ค า (2556 : 29) กล่าวว่า การศึกษาแบบบูรณาการของศีรษะอโศกหรือระบบการศึกษาแบบบุญนิยมโดยมีลักษณะเป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับกิจกรรมภายในของชุมชนที่เน้นการท าสามอาชีพกู้ชาติ และยังสามารถแปลงขยะให้เป็นเงินเพื่อน ามาหนุน “บุญนิยมทีวี” ได้อย่างเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดได้อีกด้วย 1.2 ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จากการศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของขยะมูลฝอยจากแหล่งก าเนิดของตัวแทน 3 แห่ง คือ หน่วยงานราชการ ตลาด และชุมชน ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พบว่า มีขยะเศษอาหารมีปริมาณที่มากที่สุด ตามล าดับ รองลงมาเป็น ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ และพลาสติก โดยทั่วไปขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ หรือแหล่งชุนที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ พบว่ามีการทิ้งขยะทุกประเภทรวมลงอยู่ในถังเดียวกัน โดยไม่มีการแยกขยะแต่ละประเภทออกจากกันอย่างชัดเจน อีกทั้งเป็นขยะที่มาจากการฝากมาทิ้งที่พื้นที่อื่นนอกเหนือจากขยะที่เกิดขึ้นจากประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์เท่านั้น แต่เป็นขยะที่มาจากแหล่งอื่นมาฝากทิ้งรวมอยู่ด้วยจึงท าให้ปริมารขะในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์มีปริมาณมากเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Liikanen et al. (2016) ท าการศึกษาขยะในเขตเทศบาลของประเทศฟินแลนด์ พบว่า ขยะชีวภาพ (Biowaste) มีปริมาณมากที่สุดร้อยละ 48.40 ทั้งนี้เป็นขยะจากห้องครัวมีมากถึงร้อยละ 81.00 ส่วนขยะจากสนามหญ้าหรือนอกบ้านเรือนมีเพียงร้อยละ 1.90 และขยะที่พบมากในล าดับที่สอง ได้แก่ พลาสติก ร้อยละ 15.80 ในประเทศโอมานก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน คือ ขยะจากห้องครัวมีปริมาณสูงมากกว่าร้อยละ 30 รองลงมา ได้แก่ พลาสติกร้อยละ 15.10 (Baawain et al. , 2017) ส าหรับประเทศจอร์แดน พบว่ามีปริมาณขยะจากห้องครัวสูงกว่าในจังหวัดสุรินทร์ กล่าวคือพบมากถึงร้อยละ 59.00 และพลาสติก ร้อยละ 20.00 (Saidan et al. , 2017) ส่วนมูลฝอยอันตรายในภาพรวมทั้ง 3 แห่ง ของพื้นที่ศึกษานี้อยู่ที่อันดับที่ 5 ร้อยละ 6.00 และพบว่ามีปริมาณขยะอันตรายสูงกว่าประเทศต่าง ๆ จ านวนมาก ได้แก่ ประเทศจอร์แดน พบเพียงร้อยละ 0.30 ส าหรับมูลฝอยอันตรายในเขตเทศบาลและจากหน่วยงานต่าง ๆ (Saidan et al. , 2017) และจากประเทศออสเตรเลีย พบว่ามีมูลฝอยอันตรายร้อยละ 0.60 (Ball et al. , 2017) ส าหรับประเทศจีน พบว่า ขยะอันตรายมีปริมาณร้อยละ 4.60 (Liu et al. , 2017) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะในอ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์นั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการสัมผัสมูลฝอยอันตรายสูงกว่าพื้นที่ต่าง ๆ ตามที่กล่าวมา โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะจากชุมชนในเทศบาลเมืองมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนขององค์ประกอบขยะมูลฝอยอันตรายจากชุมชนอยู่ที่ร้อยละ 9.11 รองลงมาเป็นจากหน่วยงานราชการร้อยละ 5.81 และตลาดร้อยละ 2.02 ตามล าดับ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Asari and Sakai (2011) และ Reinhart and Pohland (1991) ที่พบว่าชุมชนมักมีขยะมูลฝอยอันตราย เช่น แบตเตอรี่ หลอดไฟ และกระป๋องสเปรย์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังพบว่าขยะอันตรายที่พบเป็นประจ าในบ้านเรือนของคนทั่วไป ได้แก่ ภาชนะสีทาบ้าน น้ ายาท าความสะอาด ยาและเครื่องส าอางหมดอายุ เป็นต้น (เทศบาลต าบลน้ าแพร่. 2560 และภัทรพล. 2560) ด้านรายได้ต่อเดือนและความเพียงพอของรายได้ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ส่วนใหญ่ไม่รับรายได้จากการท างานเนื่องจากเป็นจิตอาสา (ร้อยละ 100.00) ทั้งนี้เนื่องจากแรงจูงใจในการมาท างานที่พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ คือการปฏิบัติธรรมและสนใจเรื่อง 100 สุขภาพทางเลือกแบบพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งมีความเห็นว่า “...ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา...” การให้หรือการเสียสละเป็นบุญที่ทุกคนพึงสะสมให้เป็นอริยทรัพย์ให้กับตนเอง สอดคล้องกับหลักการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรไทย ได้กล่าวว่า ขาดทุนคือก าไร คือ “การให้ 0” และ “การเสียสละ 0” ดังมีพระราชด ารัสว่า “ขาดทุน คือ ก าไร (Our loss is our gain) การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ 0” ถ้ารู้ รัก สามัคคี รู้เสียสละคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้าและการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้.” (ส านักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ 2548 : 17-24) และสอดคล้องกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2558 : 780) ที่พบว่า แรงจูงใจในการเข้ามาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม คือ (1) ต้องการรู้จักวิธีดูแลตัวเอง ต้องการเรียนรู้ หรือต้องการท าตนเป็นตัวอย่าง (2) การศึกษาและปฏิบัติธรรม (3) การพบความผาสุกกับตนเองหรือเป็นหมอดูแลตัวเองได้ และสอดคล้องกับการศึกษาของ ณรงค์ สายวงศ์ และคนอื่น ๆ (2557 : 1) ได้กล่าวว่า อาสาสมัครของฉือจี้ของไต้หวันส่วนหนึ่งเป็นชาวบ้านทั่วไป อีกส่วนหนึ่งเป็นนักวิชาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก อาจารย์ นักธุรกิจ ผู้บริหาร ฯลฯ ที่มีความรู้ความสามารถและมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งท างานโดยไม่รับค่าตอบแทน แล้วยังสมทบทั้งในรูปเงินบริจาคประจ า และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการท างานเอง เช่น ค่าชุดเครื่องแบบอาสาสมัคร ค่าพาหนะเดินทาง ไปท างานอาสาสมัครทั้งในไต้หวัน หรือในต่างประเทศ ส่วนในด้านสุขภาพของชาวสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจที่มีพื้นฐานของความเชื่อด้านสุขภาพที่พึ่งตนและศรัทธาการแพทย์ทุกแผนรวมทั้งแพทย์ทางเลือกซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของอุ่นเอื้อ สิงห์ค า (2555 : บทคัดย่อ) กล่าวว่า แนวทางการดูแลสุขภาพของชาวอโศก คือ สุขภาพองค์รวม 8 อ. ได้แก่ (1) อิทธิบาท 4 (2) อารมณ์ (3) อาหาร (4) อากาศ (5) ออกก าลังกาย (6) เอนกาย (7) เอาพิษออก (8) อาชีพ และยังสอดคล้องกับการศึกษาของจันทรา เฮงสมบูรณ์ (2555 : 97) ได้กล่าวว่า นักปฏิบัติธรรมชาวอโศกเป็นผู้ให้ทั้งทางด้านแรงงานหรือนามธรรมที่เป็นกุศลเป็นทานเกิดเป็นบุญแก่ผู้อื่นและสังคมต่อไป รวมทั้งสอดคล้องกับการศึกษาของแซมดิน เลิศบุศย์ (2555 : 93) พบว่า การปฏิบัติตนของชาวอโศกเป็นการปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นอย่างมีธรรมะพุทธ คือถือศีล 5 ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ อยู่บนวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ สงบ ขยัน อ่อนน้อมถ่อมตน เสียสละไม่โลภ มีความกลมกลืนกันทั้งชุมชน วัด และ โรงเรียน เช่นเดียวกับสังคมไทยในอดีตมีวิถีชีวิตผูกพันกับหลักการทางพุทธศาสนา มีวัฒนธรรมอิงหลักวิถีพุทธ มีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองหรือเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ชาวอโศกยอมรับว่าสุขภาวะนั้นมี 4 องค์ประกอบคือทางกาย ทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ และทางสังคม สร้างหลักประกันสังคมที่แท้จริงร่วมกัน นั่นคือ “เป็นที่พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้” ส่วนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท (ร้อยละ 60.00) และในขณะเดียวกันในด้านความความเพียงพอของรายได้ส่วนใหญ่ตอบว่ามีรายได้เพียงพอ แต่ไม่เหลือเงินออม (ร้อยละ 60.01) สอดคล้องกับการศึกษาของ Debassu Eskezia1. et al. (2016 : 855) ได้ศึกษาการประเมินความถี่ของการได้รับบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานเก็บขยะ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตและอุบัติเหตุและท าให้อาจถึงกับเสียชีวิตเนื่องมาจากการท างานที่ก าลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในประเทศที่ก าลังพัฒนาอย่างเช่น เอธิโอเปีย พบว่า พนักงานเก็บขยะมีรายได้ต่อเดือนต่ ามักเป็นผู้ที่นอนไม่หลับ ส่งผลให้ได้รับการบาดเจ็บ 101 อย่างรุนแรงจากการท างานเก็บขยะ สอดคล้องกับเกษมณี แคว้นน้อย และบัวพันธ์ พรหมพักพิง (2554 : 135-143) ได้ศึกษา คุณภาพชีวิตการท างานของแรงงานอพยพลาวในสถานประกอบการ จังหวัดขอนแก่น พบว่า แรงงานอพยพลาวที่เดินทางมาท างานในประเทศไทยมีรายได้และรายจ่ายรวมถึงหนี้สินเพิ่มขึ้น และการมีรายได้จากการท าเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ส าหรับระยะเวลาในการท างาน (อายุงาน) ของสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ มีระยะเวลาในการท างานอยู่ในช่วงระยะเวลา 1-10 ปี (ร้อยละ 97.10) มีจ านวนเวลาที่ท างานในหนึ่งวัน ท างานน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 45.70) และจ านวนวันท างานต่อสัปดาห์ ท างานมากที่สุด 7 วัน (ร้อยละ 45.70) ส่วนของผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ มีระยะเวลาในการท างาน (อายุงาน) อยู่ในช่วงระยะเวลา 1-10 ปี (ร้อยละ 55.60) มีจ านวนเวลาที่ท างานในหนึ่งวัน โดยท างาน 8 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 64.40) และจ านวนวันท างานต่อสัปดาห์ ท างานมากที่สุด 6 วัน (ร้อยละ 48.90) เมื่อท าการเปรียบเทียบกับ ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะในประเทศอื่น ๆ ซึ่งพบว่าสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Characteristics) สูงกว่าประเทศเอธิโอเปีย จากการศึกษาของ Bogale , Kumie , and Tefera (2014) พบว่า ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะนั้นส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 71.20% ระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา (Primary School) ร้อยละ 54.90 ระยะเวลาการท างานต่อวันเฉลี่ย 8 ชั่วโมง รายได้ต่อเดือนประมาณ 200-1,000 บาท (200 to 900 birr) และยังพบว่าผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะสูงที่สุดคือมากกว่า 70 ปี 2. พฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานของพนักงานสถาบัน ขยะวิทยาด้วยหัวใจ และผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ 2.1 พฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานของพนักงานสถาบัน ขยะวิทยาด้วยหัวใจ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งมีพฤติกรรมโดยเฉลี่ยเรื่องการไม่สูบบุหรี่ขณะปฏิบัติงาน และไม่ดื่มสุราขณะปฏิบัติงาน มีพฤติกรรมเหมาะสมในระดับมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 100.00 รองลงมาเป็นการซักเสื้อผ้าหลังเลิกงาน มีพฤติกรรมเหมาะสมในระดับมาก และการสวมแว่นตาเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมกระเด็นเข้าตาเป็นล าดับพฤติกรรมที่เหมาะสมในระดับน้อยที่สุด เนื่องจากพนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจส่วนใหญ่ เป็นนักปฏิบัติธรรมและมีความสนในเรื่องการดูแลสุขภาพทางเลือกแบบองค์รวมตามหลักสุขภาพดีด้วย 8 อ. เป็นหลัก อีกทั้งเป็นสังคมแบบ บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียน) สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นสังคมที่ถือศีล ละอบายมุข กินมังสวิรัติ ปลอดอบายมุข จึงไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุราเป็นปกติ ขณะปฏิบัติงาน รวมทั้งการเข้าใจความหมายของขยะตรงกันว่า หมายถึง ขยะภายนอกอันได้แก่ ขยะทั่วไปทั้งขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะอันตราย ที่ต้องจัดการไปตามระบบทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนความหมายของขยะภายใน หมายถึง กิเลส โลภ โกรธ หลง ที่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องก าจัดออกด้วยการเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ณ ขณะนั้น โดยมีสมณะโพธิรักษ์ โพธิรักษ์ขิโต เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของทุกคนในชุมชน (ฟ้าปลื้ม ศรีจันทร์ วิโรจน์ ไววานิชกิจ และวาสนา แก้วหล้า. 2559 : 1) อีกทั้งมีแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติตนขณะท างานเพื่อป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นพฤติกรรมการออกก าลังกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนหรือหลังปฏิบัติงาน พบว่าพนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจมีพฤติกรรมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพนักงานขยะวิทยาด้วยหัวใจเป็นกลุ่มคนที่มีเป้าหมายของชีวิตอีกที่มุ่งพัฒนาตนเองด้านสุขภาพและธรรมะควบคู่กันกับการชีวิตประจ าวัน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของพระมหานงค์ อับไพ (2546 : 102 170) กล่าวว่า การปฏิบัติธรรมที่น าไปใช้ในชีวิตประจ าวันหากได้ปฏิบัติที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธานั้น ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติต่อกายใจ ท าให้หายจากโรคต่าง ๆ ได้ ท าให้เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เงือกเย็น สุภาพอ่อนโยน สดชื่นผ่องใส มีเมตตากรุณา รู้จักส ารวจข้อบกพร้องของตนเองและไม่เพ่งโทษผู้อื่น เป็นการเตรียมจิตให้อยู่ในสภาพพร้อมและง่ายต่อการปลูกฝังคุณธรรมอื่น ๆ เสริมสร้างนิสัยที่ดี ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า "ความมั่นคงทางอารมณ์" และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดแก่จิตเพื่อการด าเนินชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติรู้เท่าทันพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจและ ก่อให้เกิดความสุข และมีสติในชีวิตประจ าวันมากขึ้น อันจะช่วยให้สังคมไทยมีปัญหาลดน้อยลง และอยากให้บุุคลอื่นมาปฏิบัติตาม และสอดคล้องกับแนวทางการท างานให้ปลอดภัยของส านักควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2559 : 12) กล่าวว่า การปฏิบัติงานที่ดีควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการออกก าลังกายสม่ าเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 2.2 พฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างานของผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ โดยรวมมีพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีพฤติกรรมคนเก็บขยะส่วนใหญ่มีพฤติกรรม ที่เหมาะสมคือ อาบน้ าสระผมทุกครั้งหลังเลิกงานเป็นอันดับสูงสุด รองลงพฤติกรรมการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และพฤติกรรมการไม่รับประทานอาหารระหว่างปฏิบัติงานเป็นอันดับสุดท้าย สอดคล้องกับการศึกษาของวรรณรา ชื่นวัฒนา (2556 : 8) ที่ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างานของซาเล้งที่ประกอบอาชีพเก็บขยะ พบว่า ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างานอยู่ในระดับที่เหมาะสมมากร้อยละ 60.00 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ซาเล้งที่มีอาชีพเก็บขยะขาย มีพฤติกรรมในการดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอาบน้ า และสระผมทุกครั้งหลังเลิกงานโดยมีการปฏิบัติทุกวัน อาจเป็นเพราะว่าการจัดเก็บขยะจะสัมผัสกับขยะมูลฝอยที่ปนเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรกเชื้อโรค และสิ่งที่เป็นอันตรายมากมาย เช่น เศษแก้วแตก เศษโลหะ ตะปู และสัตว์ที่เป็นพาหะน าโรค ท าให้ร่างกายพนักงานเก็บขยะมีกลิ่นเหม็นและสกปรก เนื่องจากการจัดเก็บขยะต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับขยะที่มีคมซึ่งท าให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของกัลยาณี โนอินทร์ และนิศากร เชื้อสาธุชน (2555 : 521) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการเก็บขยะในช่วงน้ าท่วมของพนักงานเก็บขยะ : กรณีศึกษาในส านักงานเขตแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร พบว่าในภาพรวมพนักงานเก็บขยะมีพฤติกรรมป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างานอยู่ในระดับต่ า (ร้อยละ 60.49) แสดงให้เห็นว่าพนักงานเก็บขยะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังตระหนักถึงความปลอดภัยและเตรียมแผนการรับมือไม่ดีพอ ดังนั้นทุกฝ่ายควรที่จะตระหนักและเตรียมแผนการรับมือกับน้ าท่วมให้พร้อมกว่านี้ และแตกต่างกับการศึกษาของ S Mohammed , PA Latif (2014 : 22) กล่าวว่าพนักงานเก็บขยะในมาเลเซียความเสี่ยงต่อภัยทางสุขภาพหลายประเภท ที่ล้วนแต่หลีกเลียงได้ด้วยการใช้อุป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive