แยกกายทำลายกายอย่างสัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกกายทำลายกายอย่างสัมมาทิฏฐิ เอาคำว่า กาย คำเดียว แผ่นจิ๊กซอว์ของคำว่ากาย คำว่า กายนี้ เริ่มต้นเลย อุปัชฌาย์ จะต้องสอนมูลกรรมฐาน 5 ให้แก่ภิกษุตามพระธรรมวินัยเลย ให้รู้จักแยกกายแยกจิต ถ้าผู้มาบวชผู้ปฏิบัติธรรมของผู้ที่จะไปหานิพพาน แยกกายแยกจิตไม่เป็น ไม่สัมมาทิฐิได้รู้ว่าลักษณะของสิ่งนี้อาการอย่างนี้สภาพปรุงแต่งกันอยู่อย่างนี้มันเป็นขั้นอุตุ ไม่มีสิทธิ์เข้าไปร่วมเลย ไม่มีแม้แต่ความเป็นชีวะ เป็นพลังงานทางความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าธรรมดาเป็นพลังงานของทางศาสนาวัตถุธาตุแท้เลย อันนั้นแหละต้องทำใจของเราให้มันเกิด ถ้าอย่างนี้แหละแบบนี้แหละถึงจะพ้นไปนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้าอุปัชฌาย์ไม่มีความรู้ที่อธิบายให้ลูกศิษย์ที่บวชขึ้นมาให้เข้าใจอย่างนี้ไม่ถูกต้อง แยกอุตุนิยาม พีชนิยาม เป็นพืช พืชไม่มีชีวะแล้วแต่ไม่มีกาย เราทำให้ไม่มีกายไม่มีจิตแล้วแต่เป็นพีชะ มันก็ไม่มีอาการความรู้สึกสุขทุกข์ชอบชังอะไรไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีกรรม เรียกว่า อนุปาทินกสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไม่มีกรรมครองหรือวิญญาณครอง ไม่มีบาปไม่มีบุญครอง ถ้าเราทำอาการถ้าติดให้ลงมาถึงอุตุจบเลย แยกธาตุนั้นเป็นปรินิพพานหายตายไปเลยถ้าทำให้ถาวรได้ หรือมาอยู่ขั้นพีชะ ก็ใช้งาน ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญ รู้จักให้เจริญขนาดไหนถ้ามันเสื่อมก็ให้มันเจริญพัฒนาได้ จิตนิยาม ที่สามารถแยกอาการของจิตที่ปรุงแต่งเป็นสังขาร มีสัญญากำหนดทำให้เป็นพีชะได้ ทำให้เป็นอุตุได้ คนนี้ทำด้วยการเรียนรู้กรรมทั้งปวง ทำได้แล้วก็ ทรงไว้ธรรมะ ทำสำเร็จก็ ทรงไว้ธรรมะ นี่คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยามธรรมะนิยาม ถ้าหากผู้ที่บวชให้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่มีความรู้อธิบายให้กับลูกศิษย์ที่บวชขึ้นมาใหม่ไม่ได้ อุปัชฌาย์ก็ไม่ได้ลู
อ่านต่อ
กศิษย์ก็ไม่ได้เดี๋ยวนี้ก็มีอย่างนี้ เขาก็บอกว่าไม่มี แต่เขาไปฝึกนั่งหลับตาปฏิบัติ ให้แยกกายแยกจิตก็ให้ถอดจิตวิญญาณออกไปแล้วเห็นร่างกายนอนอยู่เลย กายต้องมี 2 ขึ้นไป นามกับรูป เป็นองค์ประชุม ต้องมีเจตสิกร่วมเสมอ มีเวทนาสัญญาสังขาร รวมอยู่ในธาตุดินน้ำลมไฟด้วย มันจะต้องมีอันนี้ด้วย จึงจะเรียกว่ากาย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะพุทธเจ้าคำว่ากายคำเดียวนี้ ไม่เข้าใจคำนี้ก็หลงไปหมดเลยในธรรมนิยาม 5 การปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจ สักกาย สักกายทิฏฐิ เรียนสังโยชน์ตัวแรกเลย เรียนให้สามารถพ้นสัมมาทิฏฐิของ สักกาย คุณจึงจะเรียนต่อได้ ถ้าคุณแยกกายของตนไม่ออก สภาพของกายของคุณเป็นมิจฉาทิฐิ ก็เอาที่ของตัวเองไม่ต้องเอาของคนอื่นเรียนรู้ที่ตัวเองนี่แหละ สักกาย จากนั้นถึงจะไปพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม หากกาย ตัวแรกไม่รู้ กายที่อธิบาย สักกายทิฏฐิก็ไม่รู้ จะไปพิจารณากายในกายก็เละเทะ แล้วจะไปพิจารณากายคตาสติ ก็ได้รู้แต่ก้าวหนอ ย่างหนอ ยกหนอ ส้นเท้าถูกพื้นแล้วหนอ น่าสงสาร ไม่ได้เข้าไปถึงจิตเลย ทำแต่สมถะสงบ ทำก้าวหนอย่างหนอ เป็นสมถะทั้งนั้น ไม่ได้เกิดวิปัสสนาไม่ได้เห็นไม่ได้รู้อะไร มีแต่นิ่งแต่หยุด แล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะให้รู้ว่าอาการก้าวมันต่างจากอาการหยุดอยู่ แม้แต่กายคตะ คำว่า คตะ เป็นการดำเนินไปต้องมีสติรู้ถึง ลิงคะ ที่ต่างกัน ให้ไปรู้ความต่างกัน แต่อธิบายในพระไตรปิฎกว่า ก้าว ย่าง ยืน เดิน นั่ง นอน ทรงบิณฑบาต ทรงสังฆาฏิ อุจจาระปัสสาวะอธิบายไปในกายคตาสติ แต่ให้รู้ในอิริยาบถต่างๆแล้วดำเนินเข้าไปถึงองค์ประชุมกาย มันปรุงแต่งกันอย่างไร มีกิเลสเข้าไปร่วมอยู่ขนาดนั้นอย่างไรแต่เขาไม่รู้เรื่องเลย กายคตาสติ ก็กลายเป็นเรื่องสมถะก้าวย่างเดินหยุดให้จิตและกายอย่ากระดุกกระดิก แต่มันไม่ได้ปรุงแต่งเข้าไปถึงกายสมบูรณ์ร่วมที่มีจิตร่วม หรือมีเวทนาที่ถูกปรุงแต่งแต่เขาก็ไม่รู้ แล้วในจิตที่ถูกปรุงแต่งก็ต้องแยกออกให้รู้จิตในจิต ที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 เขาก็ไม่รู้ ราคะ โทสะ โมหะ เขาก็ไม่รู้ แต่ถ้ารู้เห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง ราคะลด โทสะลด โมหะลด อันนี้สิเป็นปัญญาอันยิ่ง ท่านอธิบายเป็นคู่ สราคะ สโทสะ สโมหะเป็นคู่ไปแล้วจากนั้นก็ไป วีตะ ลดราคะ โทสะ โมหะ เป็นสามคู่ ต่อจากนั้นก็เป็น สังขิตตังจิตตัง วิขิตตังจิตตัง สมาหิโต อสมาหิโต วิมุติ อวิมุติ อนุตระ สอุตระ ต้องรู้ความแตกต่างกัน ถ้าคุณไม่รู้สภาวะของพยัญชนะเหล่านี้ คุณก็ไม่มีความรู้ในเจโตปริยญาณ 16 คุณก็ถึงวิมุติไม่ได้ ที่อาตมาพูดสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวะที่มันเรียงลำดับอยู่แล้วไม่ต้องไปท่องมาพูด ที่อาตมาอธิบายชี้แจงพวกนี้ ผู้ที่ศึกษาธรรมะนี้ควรจะ มีปฏิภาณไหวพริบสะดุดบ้างละว่าโพธิรักษ์ทำไมมีอะไรอธิบายรายละเอียดเยอะแยะ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย ข้าพเจ้านี้แปลว่า กู โพธิรักษ์อธิบายอะไรครับ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย ก็ของพระพุทธเจ้าสอนไว้ แต่คุณไม่ได้เรียนอย่างสัมมาทิฐิจะไปรู้เรื่องอะไร แล้วสะดุดบ้างไหมว่าทำไมโพธิรักษ์จำได้ พูดทีไรก็พูดได้ ไม่ได้สับสน เพราะมีสภาวะที่แท้จริง แล้วทำไมแปลไม่เหมือนอาจารย์คนอื่น บางคนบวชมานานจนอายุ 80 ปี 90 ปี เขาทำไมไม่รู้สึกว่าตัวเองทำไมไม่บรรลุอรหันต์สักที ทำไมโพธิรักษ์พูดว่าที่นี่มีอรหันต์ โพธิรักษ์โกหกหรือเปล่า สะดุดบ้างไหม อาตมาไม่ได้พูดพล่อยๆ หากว่าอาตมาพูดผิดก็เป็นบาปนะ ถ้าอาตมาพูดว่าพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มาหาที่อโศกได้ แต่ที่อื่นไม่มี เขาอธิบายกันไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่3 สมณะที่ 4 บอกว่าเป็นอรหันต์เลย เพราะไม่มีมรรคมีองค์ 8 เพราะไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 นี่เอง คือศีล สมาธิ ปัญญาครบสูตร จรณะ 15 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ครบสมบูรณ์แบบ ต้องมีศีลแล้วต้องปฏิบัติ อปัณกปฏิปทา 3 จึงจะเกิดสภาวะสัทธรรม 7 ก็จริงเห็นจริงก็อยู่ที่ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต ถ้ามันถูกต้อง คุณปฏิบัติแล้วก็จะเกิดความเชื่อศรัทธาเกิดความเป็นจริง พอสัมผัสแตะต้องอะไรต่ออะไรแล้ว อย่างมีการลืมตาปฏิบัติไม่ใช่หลับตาปฏิบัติ สัมผัสแล้วก็เกิดจิต เกิดจิตที่มีกิเลสก็ละอายต่อกิเลสตัวเอง ละอายต่อบาป หรือละอายต่อกิเลส ละอายต่ออกุศลจิตของตัวเองเกิดชัดเจน เมื่อละอาย คนที่รู้สึกละอายจริง มันจะรู้สึกสำนึก แล้วก็ยิ่งโอตตัปปะ มันชัดเจนว่าตัวนี้เป็นผีร้ายน่ากลัว นอกจากละอายที่เกิดในตัวเองแล้ว ยังเห็นว่าเป็นผีร้ายพาให้เราโง่นาน มีโอตตัปปะ ก็จะตั้งใจติดตามคำสอนพระพุทธเจ้า ทำความเข้าใจและเอาไปใช้พิจารณา โดยการพิจารณานี่แหละ พิจารณาให้เห็นความต่าง ให้เห็นความจริง ให้เห็นความถูกต้อง ให้เห็นความเจริญหรือไม่เจริญ เจริญทางโลกุตรธรรม ของพระพุทธเจ้าคือต้องรู้เหตุรู้กิเลสแล้วทำให้ปัญญาอันยิ่งมันทำให้อาการของกิเลสลดลงได้ จนดับ เห็นความจางคลายจนเห็นความดับ วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ตามเห็นอาการจิตของตนเองชัดเจน จนเป็นนิโรธานุปัสสี ทำซ้ำ ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำให้ไม่เกิดสวรรค์ขึ้นมาอีก ตามเห็นความหลงสวรรค์ดับความหลงสวรรค์ได้ ดับความเป็นเทว มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง จนกระทั่งอาสวะหมด อาสวะหมดได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อย่างน้อยก็ต้องเป็นปัญญาวิมุติ สูงกว่ากายสักขี กายสักขีคือผู้รู้จักกายแล้วทำกายได้สำเร็จ คือทำความไม่มีกาย เป็นสักขีพยาน เราสามารถรู้จักกายแล้วไม่ติดยึดในความเป็นกาย แต่มันต้องมีความเป็นกาย อาศัยรูปนามอาศัยภายนอกภายใน แต่เราไม่มีกายแล้ว แม้พีชะ อาการของพลังงานจิตนิยาม ทำถึงขั้นเป็นพีชะได้ ก็ไม่มีกายแล้ว การปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าจึงต้องปฏิบัติธรรมให้รู้ถึงความเป็นสัตว์ซึ่งมี 9 อย่าง สัตตาวาส 9 กายต้องปฏิบัติด้วยวิญญาณฐิติ 7 ซึ่งวิญญาณฐิติ 7 จะมีกาย สัญญา ไปเรื่อยๆจนถึงอากสา ปฏิบัติวิญญาณฐิติจะจบที่อากิญจัญญายตนะ เพราะมันจะเป็นปัญญาตลอดเลย มันเป็นตัวรู้ชัดเจน ไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะ เมื่อกิเลสนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้วก็จบในตัววิญญาณฐิติ 7 ตรงที่อากิญจัญญายตนะ ไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้องมีคำว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ ถ้าเผื่อว่าไม่มีความรู้สภาวะจริง จะอธิบายวิญญาณฐิติ 7 ไม่ได้ว่า ทำไมไม่มีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะ แล้วทำไมไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ มันจะไปมีได้อย่างไรเพราะมันไปเป็นอสัญญีสัตว์แล้ว ก็เป็นสัตว์ไม่มีสัญญาไปกับรู้เวทนาสัญญาแล้ว อาจารย์เขาสอนว่าสัญญาเวทยิตนิโรธคือดับเวทนา ดับสัญญา มันก็มืดบอดสิไม่ได้เรื่อง ท่านที่สอนกันอยู่ตอนนี้ แล้วก็แปลกันเป็นภาษาไทยนี้ให้ดับทั้งเวทนาและสัญญาก็ยิ่งไม่รู้เรื่องสิ ต้องแยกเวทนาให้ชัด ในเวทนา 108 แล้วทำให้เวทนาเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาไม่ได้พูดขึ้นมาเองนะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น
631116_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 17