อานาปานสติสูตร ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
อานาปานสติสูตร ตอน 1 พ่อครูว่า...มาอธิบาย อานาปานสติสูตร ล.14 พ่อครูว่า...การปฏิบัติธรรมก็ใช้สัญญาเป็นเครื่องกำหนดหมายกำหนดรู้ และก็สั่งสมเป็นความจำด้วย กำหนดรู้แล้วได้ผลแล้ว จะเป็นมิจฉาผลหรือสัมมาผลก็ตาม ก็เป็นความจำใส่สัญญาลงไป [๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้วย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ พ่อครูว่า...คำว่าอานาปานสติกับคำว่าสติปัฏฐาน 4 แยกกันไม่ได้เป็นเทวะเป็นคู่หูเหมือนกระดาษสองหน้า มีคำว่าสติทั้งคู่ อานาคือลมหายใจออก อาปานะคือลมหายใจเข้า ลมหายใจที่มีอยู่ของคนที่มีลมหายใจเข้าออกก็ต้องมีสติ ขาดสติไม่ได้เลยในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า สติต้องเป็นสัมโพชฌงค์ เมื่อมีสติแล้วก็ปฏิบัติ สติปัฏฐาน สติปัฏฐานต้องมี กาย ต้องมีกายเป็นปัฏฐานต้องมีกายเป็นฐานปฏิบัติ ถึงจะปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 และอานาปานสติได้ สติปัฏฐานต้องมี กาย สติต้องมีกาย มีทั้งภายนอกภายในแยกไม่ได้ กายไม่มีภายนอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นในอานาปานสติของพวก เดียรถีย์ เป็นมิจฉาทิฏฐิไปนั่งหลับตาไม่มีกาย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาท่ามกลางพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ปฏิบัติสมาธิปฏิบัติฌานไปนั่งหลับตาทั้งนั้น ท่านก็ตรัสตามที่เป็นพื้นฐานที่เขามีอยู่ เขานั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วก็ว่ากันไปปฏิบัติอานาปานสติ 16 ขั้นด้วยการนั่งหลับตาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
[๒
อ่านต่อ
๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี พ่อครูว่า...คำว่าก็ดี คือที่อยู่ตรงไหนก็ตาม ที่ไหนก็ตาม ต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน ปฏิบัติมีกาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งนั้น การไปนั่งหลับตาอานาปานสติที่ไม่ให้รู้แม้แต่ลมหายใจก็ไม่มี คุณก็จบเลย เป็นเดียรถีย์ 100% เต็ม ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งสมาธิหลับตาแล้วยังรู้จักลมหายใจเข้าออกที่มีกายเพียงเล็กน้อยก็ยังมีใยของสัมมาทิฏฐินิดนึง เพราะฉะนั้นคุณจะต้องปฏิบัติธรรมะให้เหลือความถูกต้องสัมมาทิฏฐิ มีใยสัมมาทิฏฐินิดนึงให้โง่ทำไม ก็ให้มันเต็มๆสิ กายมีตาหูจมูกลิ้นกายก็ปฏิบัติออกมาเต็มๆ แล้วศาสนาพุทธก็ปฏิบัติเต็มๆ ตามหลักจรณะ 15 ปฏิบัติฌาน ฌานเกิดจากศีลเกิดจาก อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา คือ สัทธรรม 7 โดยมีญาณร่วมด้วยปฏิบัติธรรมไม่มี ศีล ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไปนั่งหลับตาก็ไม่คำนึงถึงศีล แล้วไปปฏิบัติให้ไม่รับรู้ลมหายใจอีกด้วย มันผิดไปหมด อาตมาถึงพูดอย่างไม่เกรงใจว่าคนหลับตาปฏิบัติธรรมของพุทธเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปฏิบัติแบบพุทธ ปฏิบัติแบบลืมตากามภพก็ลืมตา แม้รูปภพ อรูปภพ ก็ปฏิบัติแบบลืมตานี่แหละ แต่ข้างนอกไม่ทำให้เกิดกิเลสได้แล้วเหลือแต่กิเลสภายในก็ล้างต่อไป รูป อรูป มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หมดสิ้นอาสวะก็บรรลุอรหันต์ ไม่ได้ไปหลับตาตรงไหนเลย รูปภพ อรูปภพก็ไม่ได้ไปหลับตา เห็นไหมว่าเขามิจฉาทิฏฐิออกไปนอกรีตนอกทางกันอย่างเป็นโมฆะเลย จึงเห็นชัดเจนว่าศาสนาพุทธ 2,500 กว่าปีนี้ กลองอานกะ ไม่เหลือซาก หมดโลกุตรธรรม เรื่องกลองอานกะ นี้ พระพุทธเจ้าตรัสถึงโลกุตรธรรม อาณิสูตร เล่ม 8 [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ พ่อครูว่า...คุณยืนยันชื่อศาสนาพุทธว่ายังมีอยู่แต่เนื้อแท้ของศาสนาพุทธนั้นไม่มีแล้วไม่เหลือแล้ว พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ ซึ่งเมื่อไหร่ก็คือเมื่อนี้แหละ อาตมาเอากลองอานกะใบที่ถูกต้องของพุทธเจ้ามายืนยัน ใครฟังได้ไม่มีอคติก็จะได้ผล แต่ไปยึดถือแบบ เดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาคุณก็จะช้าคุณก็จะไม่ได้ก็จะอยู่นอกประเทศไปตลอดกาลนาน จะหาว่าอาตมาอวดดี ก็ไม่รู้จะเอาชั่วมาอวดทำไม ต้องเอาดีมาบอกเอาถูกมาบอก เอาชั่วมาบอกทำไม เนื้อหา อานาปานสติ 16 ขั้นนี้ สรุปว่า คุณจะปฏิบัติอยู่ป่าอยู่ถ้ำอยู่โคนไม้อยู่ในกรุงหรืออยู่ที่ไหนก็ดี จะเหมือนกันหมดเลยคือปฏิบัติให้ได้แก่นสารสาระอันนี้ อย่างนี้ต่างหากที่ท่านตรัสไว้อย่างนั้นก็เถอะอย่างใดก็ตาม อย่างนี้ก็ตามเป็นต้น ปฏิบัติยังไงที่ไหนก็ตาม แก่นสารสาระก็คือ อันแรกให้รู้ ลิงคะ ให้รู้ ถ้าคุณจะพิจารณาแค่ลมหายใจ จะพิจารณาอะไร พิจารณา 1. อาการ 2. ลิงค 3. นิมิต ตามอุเทส อาการของลม มันเป็นอย่างไร แล้วอาการลมเข้าอาการลมออก มันมีความต่าง ลิงค กันนะ เข้ากับออกแม้แต่แค่สั้นกับยาว ให้เห็นนัยยะของอาการของสภาวะ แม้ลมหายใจก็รู้ ดินน้ำไฟลมภายนอกก็เห็นอาการ ลิงค นิมิต เหมือนกัน หรือทุกสรรพสิ่งก็ต้องเรียนรู้ความต่างกันของเทวะ ของสภาพ 2 จะมีนัยยะมีความต่างกันของสภาพ 2 ให้เห็น รู้อาการแล้วก็กำหนดนิมิตของตัวเอง ของใครของมัน นิมิตก็คือแต่ละผู้รู้นิมิตของตัวของตน นิมิตคือเครื่องหมายที่รู้ รู้เป็นเครื่องหมายที่ตัวเองรู้ ของใครก็ของใครสิ ว่าอย่างนี้เป็นอย่างนี้ก็คือนิมิต เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ 1. อาการ 2. ลิงค 3. นิมิต ตามอุเทสตามที่อาตมาอธิบายขยายความให้ชัดเจนละเอียดพอสมควรแล้ว คุณเข้าใจแล้วก็เอาไปปฏิบัติตาม
ข้อ 4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ) พ่อครูว่า... ระงับให้ไม่ให้มันเกิดกิเลส แต่ถ้าไปนั่งหลับตาดับแม้แต่การรับรู้ลมหายใจมันก็ไม่รู้กิเลสสิ ต้องระงับกายสังขารก่อนจึงจะรู้จิตสังขาร หากปฏิบัติไม่มีกายก็ไม่เป็นไร พวกนี้จึงโมฆะหมดเลยไม่มี เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างที่อธิบายว่าจะกินข้างในแตงโมก็ต้องปอกเปลือกก่อน แต่นี่คุณเล่นกินทั้งลูกเลย นี่ก็พูดไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบ คือทำอย่างอุตริไม่เข้าท่าไม่ได้เรื่อง มันจะได้ผลอย่างไร อาตมาอธิบายเน้นทุกมุมทุกเหลี่ยมเพื่อให้รู้ว่าการปฏิบัติผิดเป็นอย่างไร มันผิดยังไม่เข้าท่า ซึ่งมันน่าจะได้ฟังในสิ่งที่ถูก เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องจึงปฏิบัติให้เกิดกิเลสระงับ ต้องมีสัมผัสภายนอกจึงจะเกิดกิเลส ไม่มีสัมผัสภายนอกไม่เกิดกิเลสจริง ไม่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายต้องผัสสะข้างนอก มันไม่มีทิฎฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมีปัจจุบันชาติ มีกาลที่เป็นปัจจุบันแต่หลับตามันไม่มีปัจจุบัน มีแต่ทิฏฐิ 62 มีแต่อดีตกับอนาคต สมณะเดินดิน…ทั้งอานาปานสติก็บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ก็บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 ก็บริบูรณ์ มันก็ละกิเลสได้ทั้งหมดทุกอย่าง พ่อครูว่า... การสำเหนียกรู้ต้องมีทั้งภายในภายนอก กำหนดรู้ว่ามันสังขารกันอยู่ กำหนดรู้ว่ามีกิเลสอะไรสังขารร่วมอยู่ คุณรู้กิเลสแล้วคุณก็พยายามทำให้กิเลสมันสงบระงับ ทีแรกก่อนจะทำให้สงบระงับ คุณก็จะต้องรู้ความเป็นจริง ปฏิสังเวที รู้สิ่งเหล่านั้นชัดเจนเป็นการรู้อย่างพ้นวิจิกิจฉา รู้อย่างที่อาตมากำลังอธิบาย แต่ไปรู้อย่างคุณปฏิบัติหลับตา มันยังไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่ครบไม่บริบูรณ์ ไม่ปฏิสังเวที ความรู้ยังไม่ครบ ต้องรู้ให้ครบต้องมีภายนอกต้องมีกาย มีสติตื่นเต็ม กายไม่ใช่มีแต่ลมหายใจเหลือแต่ลม ดินน้ำไฟ วัตถุสิ่งของไม่รู้เรื่องหลับตาหลับหูปิดหูปิดจมูกไม่มีกลิ่นแล้ว มีแต่จิตกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ อย่างนั้นมันจะตายไม่ตายแหล่แล้ว มันต้องรู้เต็มๆ รู้กายสังขารกันเต็มๆ แล้วเมื่อกระทบสัมผัสกามคุณ 5 แม้แต่อบายมุข กิเลสมันเกิดเป็นปัจจุบันธรรม เป็นของจริงไม่ใช่ของอดีต ไม่ใช่ของอนาคต ปฏิบัติอยู่หลัดๆกิเลสมันเกิดอย่างนี้ คุณก็ดับกิเลสตรงนี้ คุณจะฆ่าโจร คุณก็ต้องเห็นหน้าเห็นตัวตนโจรหลัดๆนี้ แต่คุณจะฆ่าโจรคุณก็ไปหลับตา แล้วนึกเอาว่าโจรมันหน้าตาอย่างนี้ จำได้แล้วหน้าตาอดีตมันเป็นอย่างนี้ก็จะฆ่าโจรในการหลับตา หรือเขาบอกไว้ว่าโจรมันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เป็นอนาคตยังไม่เจอโจรหรอก ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็จะฆ่ามัน คุณก็ไปฝันอยู่กับอดีตฝันอยู่กับอนาคต แล้วคุณจะได้ฆ่าโจรไหม นั่นแหละ มันไม่มี ทิฏฐธรรม ไม่มีปัจจุบันชาติ มันไม่มีความจริง ความจริงมีแต่อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น อดีตและอนาคตไม่ใช่ความจริง แค่เข้าใจแค่นี้ก็ไม่ได้ แล้วคุณก็จะไปงมโข่งฆ่าให้ถูกตัวมัน แต่คุณก็ไม่ได้ฆ่าตัวกิเลสจริง คุณได้แต่ฆ่ากิเลสในความจำ แล้วก็งมงายทำกันอยู่อย่างนั้น ตลอดกาลนาน มันน่าสงสารจริงๆ อาตมาพยายามขยายความ คลี่ขยายสิ่งเหล่านี้ให้ฟัง แล้วก็ขยายอย่างสำเนียงสุ้มเสียง ดุๆด้วยนะ เพราะมันดื้อด้านดึงดันเหลือเกิน จะมาฟังเราหน่อยก็ไม่ได้ ไปหลงดีในอาจารย์โง่ดึงเอาไว้อยู่นั่นแหละ ไม่โงไม่เงยขึ้นมาเลย เมื่อเรียนรู้ความจริงได้จึงจะแยกแยะความจริงได้ว่า เราไปหลงติดจิตในจิต ที่สัมผัสแล้วจิตมันมีกิเลส แล้วก็ไปหลงกิเลส หลงยินดีปรุงแต่งได้ตามใจชอบ ก็ยินดีปรีดาปีติ ไอ้ปีติแล้วเกิดกิเลสซ้อนขึ้นมาจากการกระทบสัมผัส คุณก็มีปีติที่ไม่รู้ตัวง่ายๆ ก็ต้องเรียนรู้วิตกวิจาร วิจัยให้ออก คุณไปสังขาร กิเลสมันไปสังขารก็ต้องแยกกิเลสให้ออก สังขารได้กิเลสได้สมใจก็มีปีติ ก็ต้องรู้ตั้งแต่กิเลสเข้ามาสังขาร เมื่อรู้กิเลสแล้วก็มีดีใจเป็นอุปกิเลสซ้อน ลดได้แล้วอุปกิเลสปีติก็เกิด คุณก็ต้องวิตก วิจาร พิจารณา 2 นัยยะ รู้ทั้งพฤติกรรม รู้ทั้งความเป็นจริงในจิตที่จะรู้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกแยะให้ออก จนแยกกิเลสออกได้ ทำให้กิเลสลดได้จริง หรือมันดีใจที่ทำกิเลสลดได้จริง มันก็เป็นอุปกิเลสซ้อน มันยังไม่อุเบกขา ยังไม่สงบ ยังมีปีติ ต้องสงบเข้าไปอีกเป็น วูปสโมสุข ไม่ใช่ความสุขแบบบำเรอกิเลสสมใจ สุขในฌาน ขอยืมคำว่าสุขมาใช้ ที่จริงมันเป็นทุกข์แต่คุณหลงว่ามันเป็นสุข ก็ต้องลดความสุขลงไปให้เป็นอุเบกขา ถ้ายังไม่ถึงขั้นเบาบางเป็นปิติเป็น ฌาน 2 ฌาน 3 จึงเริ่มเบาบางเรียกว่า สุข ว่าง มีคำว่าสุขเข้ามาแล้ว อุเบกขาจึงเรียกลดความสุขลงหมดเลย เป็นอุเบกขา เป็นเอกัคคตา ตัวที่ 4 640625_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติสูตร ตอน 1