สุขนิยมกับนิพพานนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สุขนิยมกับนิพพานนิยม พ่อครูว่า... เหลือเวลาอีก 25 นาที ตั้งใจจะเอาคำว่า “สุขนิยม” กับ “นิพพานนิยม” มาขยายความให้ฟังพอสมควร คำว่า สุข กับคำว่า นิพพาน ยังเข้าใจกันยากอยู่ เพราะว่าไปฟังคำตรัสของพระพุทธเจ้าท่านยืมคำว่าสุขมาใช้ ว่า นิพพานังปรมังสุขัง แล้วก็ไปแปลกันว่านิพพานคือสุขอย่างยิ่ง อาตมาก็บอกว่าไม่ใช่ ต้องแปลว่า นิพพานมันยิ่งกว่าสุข มันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าไปแปลว่าสุขอย่างยิ่งมันก็ไม่ใช่นิพพาน ทำให้เข้าใจผิดเพี้ยนไป นี่แหละคือความไม่รู้ ความไม่มีภูมิพอที่จะแปลภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้าให้ถูกสภาวะ ก็เลยแปลอย่างนั้น มันก็ไม่ได้หรอก บอกว่าสุขอย่างยิ่ง เขาก็เอาแต่ความสุขสิเป็นธรรมดาธรรมชาติ ใครก็จะเอาความสุขไม่เอาความทุกข์ แต่ไม่ใช่ จริงๆแล้วต้องอธิบายให้ชัด อาตมาก็รู้สึกว่าที่เขาพูดเขาสอนกัน ไม่มีใครมาอธิบายว่า ศาสนาพุทธนี้ดับสุขดับทุกข์ มีแต่พูดอย่างเผินๆ เห็นอาจารย์ไหนอธิบายก็มีแต่สุข ถึงขั้นไปแปลใน ฌาน ว่ามีสุข ที่จริง สุขในฌานในอานาปานสติสูตรก็ตาม สติปัฏฐานสูตร ก็ตาม สติปัฏฐานสูตรกับอานาปานสติสูตร ที่จริงเหมือนกันมันไม่ได้แยก แต่เขาไม่เข้าใจก็เลยเอาที่นั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ท่านก็บอกว่าไปสู่ป่าก็ดี เข้าป่าช้าป่าช้า เข้าป่าเขาถ้ำก็ดี นั่งหลับตาก็ดี มานั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็ดี คำว่า “ก็ดี” นี้ภาษาบาลีคือมาจากคำว่า “วา” เช่น รุกขมูลวา สุญญตาคารวาหรือแม้แต่มานั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็ดี แม้คุณจะทำอย่างนี้อย่างนี้ คุณจะประพฤติอย่างนี้ยังไหนก็ตาม ก็จะต้องเรียนรู้ในรายละเอียด 16 อย่าง 16 อย่างก็ไม่ได้หมายความว่าให้ เพ่ง ดูลมหายใจเข้าออกอยู่อย่างนั้น คุณจะมานั่งอยู่อย่างนี้แล้วนึกถึงแต่ลมหายใจ ซึ่งลมหายใจนั้นจะต้องมีความรู้สึก ต้องมีจิตด้วยร่วมอย
อ่านต่อ
ู่กับลมหายใจ ถ้าไม่มีจิตเข้าไปร่วมไม่มีสัญญากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก มันก็ไม่มีกาย ซึ่งมันผิดเลย ไม่เป็นอานาปานสติเลย เพราะว่าไม่รับรู้สึกลมหายใจเข้าออก มันต้องรับรู้สึก แม้จะรับรู้สึก ก็ให้ปฏิบัตินัยยะลึกซึ่งให้มีการสงบ ท่านใช้คำว่า ปัสสัมภยัง แปลว่าสงบ ให้กายสังขารังปัสสัมภยัง แล้วก็มี จิตสังขารังปัสสัมภยัง ไม่ใช่ให้ไปนั่งไม่กระดุกกระดิก ไปให้ทำความสงบกายสงบจิต โดยทำความสงบกายเป็นขั้นต้น แม้แต่อานาปานสติก็มีกาย เช่น ปัสสัมภยังกายสังขารัง อยู่ในข้อ 6 7 ของอานาปานสติสูตร กายมีภายนอกมีการรู้โลกมีการรู้กามคุณ 5 มีโภชเนมัตตัญญุตา มีการกระทบกับอาหารของกินของใช้ หากไปเอาแค่ลัดสั้นตัดเอาอย่างนั้นก็เป็นแบบ เดียรถีย์ แม้จะมาหลงอยู่อย่างนี้ก็ให้เรียนรู้การเรียนรู้จิตแล้วทำความสงบ ปัสสัมภยัง ก็ไม่ใช่สงบสมถะด้วย อานาปานสติทั้ง 16 ขั้นนั้นคือ
1. เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาวหรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว 2. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น 3. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า (สัพพกายปฏิสังเวที สิกขติ) 4. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า(ปัสสัมภยัง กายสังขารัง สิกขติ) 5. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า (ปีติปฏิสังเวที สิกขติ) 6. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า (สุขปฏิสังเวทีสิกขติ) 7. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า(จิตตสังขารปฏิสังเวที สิกขติ) 8. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า (ปัสสังภยัง จิตตสังขารสิกขติ) 9. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า(จิตตปฏิสังเวที สิกขติ) 10. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง (ปราโมทย์) หายใจเข้า(อภิปฺปโมทยัง จิตตัง สิกขติ) 11. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจออกว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า(สมาทหัง จิตตัง สิกขติ) 12. สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออกว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (วิโมจยัง จิตตัง สิกขติ) 13. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง(อนิจจานุปัสสี สิกขติ) หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า 14. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า 15. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส (นิโรธานุปัสสีสิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า 16. สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส (ปฏินิสสัคคานุปัสสี สิกขติ) หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า
พ่อครูว่า... กายมีทั้งภายนอกภายใน ก็จะไปเหลือกายเพียงแค่รู้ลมหายใจเข้าออกนิดหน่อยทำไมก็เรียนรู้ให้มันเต็มทั้งหมดสิตามหลักมรรคมีองค์ 8 ตามจรณะ 15 วิชา 8 เขาก็ลบเลือนไปหมดแต่ไปเอาแบบ เดียรถีย์ นั่งหลับตาเอาแต่จ่อเข้าไปในจิตแล้วหลับตา ซึ่งมันล้มล้างอานาปานสติสูตรเลยให้ไปเล่นที่ลมหายใจอย่างเดียว สู่แดนธรรม... เคยเรียนกับอาจารย์บอกว่าให้เอาสติไปลืมลมหายใจเสีย บอกว่านี่คือการระงับกายสังขาร พ่อครูว่า... ซ้อนว่า ปัสสัมภยังกยสังขารัง คือเขาว่า ระงับลมหายใจเข้าออก มันก็เป็นการขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าที่ไม่ให้ขาดจากกาย ไประงับกายอย่างนั้นก็ตัดขาดกายทิ้ง แปลคำว่าระงับไม่ได้ ระงับกายคือระงับกิเลสที่เป็นส่วนกาย ที่มีภายนอกด้วย ทำได้แล้วค่อยไประงับกิเลสส่วนในจิต ปัสสัมภยังจิตสังขารัง การสงบระงับคือสงบระงับกิเลสไม่ใช่สงบระงับภายนอกเลย นี่แหละความเข้าใจมันผิดเพี้ยนไปไกล แบบนั้นมันตกสุดยอดอยู่ในมิจฉาทิฏฐิใกล้เคียงกับ เดียรถีย์ ก็เลยทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไปเป็นเหมือนกับเดียรถีย์เดิม จิตก็ไม่ให้คิดอีก เลยหลงไปเป็นอสัญญีสัตว์ พูดไปแล้วเห็นมิจฉาทิฐิเต็มรูปเลย เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธก็มิจฉาทิฏฐิเต็มรูปเลย พูดไปก็เหมือนอวดดีไปว่าเขา ไม่ว่าเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะมันเป็นความผิด มันก็น่าสงสารไม่ว่าก็เหมือนใจดำ หากจะปล่อยให้หลงผิดจมอยู่ในอเวจีอยู่อย่างนั้น ก็ใจดำเกินไปอาตมาไม่ใช่คนเช่นนั้น พอข้อ 10 บอกว่าทำจิตให้ร่าเริงเบิกบาน แต่ถ้าคุณดับจิตมันจะไปเบิกบานร่าเริงได้อย่างไร อภิปโมทยังจิตตัง ทำจิตให้ร่าเริงเบิกบาน ไม่ใช่ทำจิตให้จืดจืดชืด ต้องทำจิตให้ร่าเริงเบิกบานให้มันตั้งมั่น สมาทหัง สู่แดนธรรม... ตรงนี้เขาสอนทำให้จิตระงับมาก่อนทำให้เกิดปราโมทย์ มันจะทำได้อย่างไร ตรงนี้เขาจะงง พ่อครูว่า... ทีนี้อันหลังสุดนี่แหละ เปลื้องจิตให้หลุดพ้น วิโมจยังจิตตัง แล้วก็เป็น อนุปัสสี 4 ตามเห็นความไม่เที่ยง ความลดจางคลายกิเลส ความดับกิเลสความสลัดคืน ก็เห็นเมื่อมีการกระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลส กิเลสของคุณจางคลายลงไหม ถ้าหากไม่มีการกระทบ คุณไปดับจิตไม่ให้มันรับรู้ไม่ให้นึกคิดไม่ให้ปรุงแต่งอะไรเลย มันก็ไม่เจอกิเลส มันต้องกระทบกระแทกสัมผัสมีสังขารอย่างแรงเลย แล้วมีกิเลสร่วมด้วยไหม สังขารอย่างเต็มที่ไปกับโลกเขา และกิเลสมันขึ้นมันแซมปนอยู่หรือเปล่า มันตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าหมายเลย ไม่ใช่ไปดับหมดเลยแล้วอะไรจะขึ้นมาแซม จะเข้าใจ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ไม่ใช่ไปหลับตาหนีโลกเลย แต่อยู่กับโลก เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้จึงไม่รู้จักแม้แต่คำว่าสุข แล้วไม่หมดสุขไม่กล้าทิ้งสุข ศาสนาเทวนิยมไม่ต้องไปพูดกับเขาหรอกว่าเขาจะทิ้ง สุข เขาไม่ทิ้งแน่ เพราะเขาเป็นศาสนาสุขนิยม เขาบอกว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข ซาตานนั้นเป็นทุกข์ แต่เขาก็ไม่พูดถึงารมารถึงซาตาน ไม่เรียนรู้มาร แต่จะไปเอาอย่างพระเจ้าที่เป็นเจ้าของความสุขจึงเป็นสุขนิยม หมายความว่าศาสนาที่นิยมที่แปลว่าลัทธิหรือศาสนาหรือความเที่ยง ก็เลยเป็นพวกสุขเที่ยง ไม่มีเวลาว่างเว้นเลยที่จะทุกข์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงชัดเจนว่าสุขทุกข์มันเป็นมารยาเป็นอนัตตา ไม่มีความจริงมันเป็นมารมาหลอก ท่านถึงดับทั้งสุขและทุกข์หมดเกลี้ยง หมดสุขหมดทุกข์ พิสูจน์สิ แล้วเรียนรู้สุขทุกข์มันอยู่ที่ไหน ท่านจึงสอนเจตสิกต่างๆ แยกจิตออกเป็นส่วนของจิตละเอียดลงไปถึงเวทนาเป็นตัวรู้สึกจริงๆ ให้เรียนที่เวทนานี้ ไปเรียนที่อื่นมันไม่ใช่กรรมฐานของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธได้เรียนกรรมฐานที่เวทนา ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าท่านว่า ทานที่จะต้องปฏิบัติคือเวทนา ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ อ่านพระไตรปิฎกให้แตกๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นที่เรียนรู้กันทุกวันนี้ น่าสงสารจริงๆ ว่ามันผิดเพี้ยนไปไกล แล้วอาตมาก็อาภัพพูดแล้วเขาไม่ค่อยฟังไม่ค่อยเชื่อ เพราะเขาไปเชื่อมาร ไปเชื่อผู้ที่หลอกเอาไว้ เทวปุตตมาร คือคำสอนของอาจารย์ที่ผิดเพี้ยนกันมาจนกลายเป็นกลองอานกะ สู่แดนธรรม... เรื่องเพี้ยนจะไปอยู่นิพพานนิยมได้ไหมครับ คำว่านิยมคือเที่ยงแต่เขาไปเอานิพพานที่มิจฉาว่าเที่ยง พ่อครูว่า... ไม่ได้หรอก คุณไปเอาคำว่าเที่ยงไปใส่นิพพานแล้วบอกว่านิพพานมันเที่ยง ที่จริงเป็นคำสิริมหามายา พระอรหันต์จริงๆท่านมีนิพพานแล้ว จริงๆท่านเที่ยง เที่ยงตรงที่ว่าท่านไม่มีอื่นแล้ว ท่านมีนิพพานสมบูรณ์แบบ ตลอดไปหมดแล้ว ตลอดเวลาด้วย นิพพานตลอดเวลา ถ้าจะไปบอกว่ามีอะไรกระทบสัมผัสก็ไม่รู้สึกมีอะไรเป็นทุกข์โดยขันธ์ โดยปริยายเป็นความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง ซึ่งมันมีการเลี่ยงได้เฉพาะแต่ทุกข์อริยสัจเท่านั้น คือกิเลส เป็นตัวพาให้ทุกข์ ดับกิเลสแล้วก็ดับทุกข์ ดับได้ทำได้ในทุกข์ 10 อย่าง ทุกข์อย่างที่เลี่ยงได้ 6 อย่าง ที่ดับได้อีก 4 นั่นแหละคือทุกข์อริยสัจ ส่วนสภาวทุกข์เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง ทุกข์เพราะมีขันธ์ 5 ทุกเพราะมีวิบากป่วย ทุกข์เพราะว่าจะต้องไปแสวงหาการงานทำอะไรต่างๆนานา เป็นความทุกข์ที่ต้องปวดขี้ปวดเยี่ยวมันเป็นนิพัทธทุกข์ ทุกข์เลี่ยงไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ รายละเอียดเหล่านี้เขาไม่รู้ความจริงก็เข้าไม่ถึง 640623_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมวรรณะ 9 สัปปายะ 4 ที่สมบูรณ์